"ที่แท้ชายผู้นี้ก็มีนามว่าหยวนเทียนกัง" สวี่อิงคิดในใจ
ทว่าหยวนเทียนกังคือใคร เขากลับไม่รู้เลยสักนิด
เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มบ้านนอก ไม่ล่วงรู้งานราชสำนัก และยิ่งไม่รู้ว่าหยวนเทียนกังเคยมีอดีตอันรุ่งโรจน์เพียงใด
หยวนชีอ่านหนังสือมามาก ย่อมรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของหยวนเทียนกังเป็นอย่างดี มันตกตะลึงระคนสงสัย "คาดไม่ถึงว่าจะเป็นบุคคลระดับตำนานผู้นี้!"
ชายหนวดเคราครึ้มผู้นั้นแหงนหน้าหัวเราะร่วน "ข้ารับบัญชาจากองค์จักรพรรดิเหวินอู่ต้าเซิ่ง ให้มาตัดชีพจรกรุงของเจ้า เพื่อมิให้เจ้ากล้าแข็งจนสร้างความวุ่นวายแก่ใต้หล้า นี่คือความแค้นส่วนรวม หาใช่เรื่องส่วนตัวไม่! แต่หากเจ้าอยากสู้ ก็เข้ามา! แซ่หยวนอย่างข้ามีอันใดต้องกลัว?"
แสงสายหนึ่งพุ่งทะยานออกจากกล่องดาบของเขา พลันพายุฝนก็สลายไป ท้องฟ้ากระจ่างใสไร้เมฆหมอก สีฟ้าครามราวกับถูกชะล้าง ไม่มืดมิดเหมือนแดนหยินเลยสักนิด ทว่ากลับคล้ายได้หวนคืนสู่แดนหยาง!
สวี่อิงและหยวนชีตกตะลึงจนบอกไม่ถูก เมื่อแหงนหน้ามองขึ้นไป ก็เห็นชายหนวดเคราครึ้มถือดาบเหาะเหินขึ้นไปบนฟ้า ต่อสู้กับยักษ์ใหญ่กลางอากาศ ประกายดาบพลิ้วไหวราวกับสายฟ้าฟาดฟันพัวพันกัน!
ทันใดนั้น รูปลักษณ์ของยักษ์ตนนั้นก็แปรเปลี่ยนไป กลายเป็นมังกรหินภูเขาขนาดยักษ์ ลำตัวยาวหลายสิบลี้ การเคลื่อนไหวสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ทว่าสู้กันได้ไม่เท่าไร ชายหนวดเคราครึ้มก็ปลดปล่อยดาบขึ้นฟ้า ปราณดาบพุ่งทะยานราวกับรุ้งกินน้ำ ฟันฉับเข้าที่จุดอ่อนตรงลำคอของมัน เพียงดาบเดียวก็ตัดหัวกระเด็น!
หัวมังกรนั้นร่วงหล่นลงมาดังโครมคราม กระแทกพื้นห่างจากหน้าบ้านไปไม่ไกล โลหิตไหลนองเป็นสายน้ำ
สวี่อิงและหยวนชีอ้าปากค้าง ก่อนจะเห็นชายหนวดเคราครึ้มร่อนลงสู่พื้น ประกายดาบก็พุ่งกลับเข้าไปในกล่องดาบ กล่องดาบปิดสนิท ประกายดาบก็อันตรธานหายไป
ชายหนวดเคราครึ้มกล่าว "มังกรตัวนี้จำแลงมาจากเทือกเขา มีร่างแม่และร่างลูก ร่างแม่ถูกข้าฟันขาดไปเมื่อปีก่อน มันแย่งชิงโชคชะตาของราชวงศ์ พอเกิดมาก็คิดจะสร้างความวุ่นวายในแผ่นดินเสินโจว ผลสุดท้ายจึงโดนข้าบั่นคอ ไม่อาจขึ้นเป็นจักรพรรดิได้ ส่วนร่างลูกบำเพ็ญตบะจนสำเร็จ จึงมาหาข้าเพื่อล้างแค้น พวกเจ้าไปอาบเลือดมังกรเถิด ย่อมได้ประโยชน์แน่นอน"
สวี่อิงและหยวนชีเดินมาที่หน้าหัวมังกรและชโลมกายด้วยเลือดมังกร พลันรู้สึกว่าบาดแผลบนร่างสมานตัวอย่างรวดเร็ว รวดเร็วยิ่งกว่าการกินยาวิเศษเสียอีก!
บาดแผลที่ไหล่ซ้ายของสวี่อิงบัดนี้หายเป็นปลิดทิ้ง เขารู้สึกเพียงว่าพลังปราณและโลหิตในร่างพลุ่งพล่าน แข็งแกร่งยิ่งกว่าแต่ก่อน!
เขารีบนำระฆังใหญ่ไปวางแช่ไว้ในเลือดมังกรเช่นกัน พลางคิดในใจ "หวังว่าระฆังใหญ่จะดูดซับไอพลังจากเลือดมังกรและฟื้นตัวได้เร็วขึ้นนะ"
ชายหนวดเคราครึ้มมองภาพนั้นพลางเดาะลิ้นด้วยความประหลาดใจ เขาพิจารณาระฆังทองแดงอยู่ครู่หนึ่งแล้วหัวเราะ "ของวิเศษชิ้นนี้มีที่มาไม่ธรรมดา แต่ก็พัวพันกับเรื่องราวไม่น้อย หากน้องชายบุญบารมีไม่มากพอ เกรงว่าจะถูกมันพาซวย ทางที่ดีรีบทิ้งไปแต่เนิ่นๆ จะดีกว่า"
สวี่อิงใจกระตุก ระฆังใหญ่ใบนี้มีคนสร้างขึ้นเพื่อสะกดบ่อน้ำโบราณที่ภูผาหิน ในบ่อน้ำโบราณนั้นมีโลงศพสีดำอยู่โลงหนึ่ง ตอนที่แม่น้ำไน่เหอเปลี่ยนทิศทาง เด็กสาวในโลงศพก็หลุดรอดออกมาได้
หรือว่าเรื่องซวยที่ชายหนวดเคราครึ้มพูดถึง จะหมายถึงเรื่องนี้?
ชายหนวดเคราครึ้มไม่ได้อธิบายอะไรให้มากความ เพียงกล่าวว่า "ในเลือดมังกรมีแก่นแท้มังกรแฝงอยู่ สามารถรักษาอาการบาดเจ็บของพวกเจ้าได้ แต่หากดูดซับแก่นแท้มังกรมากเกินไป จะเป็นผลเสียต่อร่างกายมนุษย์ หลังจากบาดแผลหายดีแล้ว น้องชายไม่ควรดูดซับแก่นแท้มังกรอีก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายแฝงในภายหลัง ส่วนเจ้างูประหลาดตัวนี้ ดูดซับแก่นแท้มังกรให้มากหน่อยก็ไม่เป็นไร กลับจะมีประโยชน์มหาศาลเสียด้วยซ้ำ"
สวี่อิงจึงเลิกอาบเลือดมังกร ปล่อยให้ระฆังใหญ่แช่อยู่ในเลือดต่อไป
หยวนชีตัดสินใจลงไปแช่ในเลือดมังกรทั้งตัว มันรู้สึกเพียงว่าไอพลังอันบริสุทธิ์หาใดเปรียบในเลือดมังกรหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง คาดว่านี่คงเป็นแก่นแท้มังกรที่ชายหนวดเคราครึ้มกล่าวถึง มันอดไม่ได้ที่จะทั้งตื่นเต้นและดีใจ!
"อาอิ้ง อีกไม่นานข้าก็จะจำแลงกายเป็นมนุษย์ได้แล้ว!"
หยวนชีกล่าวด้วยความปีติ "รอให้ข้าจำแลงกายเป็นมนุษย์เมื่อไหร่ ข้าก็จะได้ฝึกฝนเพลงหมัดอสูรวัวพลังคชสารอย่างจริงจังสักที!"
สวี่อิงเองก็คาดหวังอยู่ไม่น้อย จึงเอ่ยถาม "เสี่ยวชี หลังจากเจ้าจำแลงกายแล้ว จะเป็นชายหรือหญิงล่ะ?"
"ชายหญิงอะไรกัน? ต้องเป็นตัวผู้หรือตัวเมียสิ!" หยวนชีร้องโวยวาย "ข้าย่อมต้องเป็นตัวผู้แน่ล่ะ!"
"น่าเสียดายจัง" สวี่อิงกล่าวอย่างเสียดาย
หยวนชีถลึงตาใส่ "ไอ้คนแซ่สวี่ ข้าเห็นเจ้าเป็นพี่น้อง เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่?"
สวี่อิงอึกอัก "ข้าก็เห็นเจ้าเป็นพี่น้องเหมือนกันนั่นแหละ ไม่งั้นจะเป็นอะไรได้อีกล่ะ?"
"ปากไม่ตรงกับใจ! เจ้าต้องมีความคิดสกปรกอะไรซ่อนอยู่แน่ๆ!"
"ข้าเปล่าสักหน่อย เจ้าอย่ามาใส่ร้ายกันนะ!"
"ยังจะบอกว่าใส่ร้ายอีก? ชื่อเสียงของตระกูลสวี่พวกเจ้า ในหมู่เผ่างูอย่างพวกข้าไม่เคยมีดีเลยสักนิด!"
…
หยวนชีดูดซับแก่นแท้มังกรในเลือดมังกร ไม่นานก็ถึงขีดจำกัดที่ร่างกายจะรับไหว มันรู้สึกเพียงว่าร่างกายคล้ายจะระเบิดออก ชายหนวดเคราครึ้มจึงกล่าว "เส้นทางการบำเพ็ญเพียรจงอย่าโลภมาก ดูดซับมากเกินไปกลับจะเป็นผลเสียต่อเจ้า"
หยวนชีคลานขึ้นมาจากแอ่งเลือดมังกรอย่างอิดออด ก่อนจะหมอบอยู่ริมแอ่งแล้วดื่มเลือดมังกรอึกใหญ่อีกหลายอึก
ชายหนวดเคราครึ้มเห็นดังนั้นก็ส่ายหน้า พลางกล่าว "หาเรื่องเพิ่มอุปสรรคในการจำแลงกายเป็นมนุษย์ให้ตัวเองเปล่าๆ ช่างโง่เขลานัก น้องชาย พวกเจ้าตามข้ามา เส้นทางนี้แม้จะเป็นทางรอด แต่เมื่อไปถึงสะพานไน่เหอ เมิ่งผอจะยอมปล่อยคนหรือไม่ ก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่อาจรู้ได้ เมื่อถึงหัวสะพาน ก็คงต้องดูบุญวาสนาของพวกเจ้าแล้ว"
สวี่อิงใช้มือซ้ายประคองระฆังใหญ่ แล้วรีบก้าวตามเขาไป
หยวนชีหันกลับไปมองหัวมังกร รู้สึกเสียดายในใจ แต่ก็ยังเดินตามมา พลางคิดว่า "ถ้ากินได้ก็คงดี..."
ชายหนวดเคราครึ้มคลำหาเส้นทางไปตามภูเขาตลอดทาง บ่อยครั้งที่ดูเหมือนจะหมดหนทาง เขาก็ยังหาเส้นทางใหม่จนเจอ สวี่อิงและหยวนชีเดินตามเขาไป มองเห็นขุมนรกมืดมิดน่าสะพรึงกลัวอยู่สองข้างทาง ก็อดไม่ได้ที่จะหวาดหวั่น
หากพวกเขาสองคนออกเดินทางกันเอง เกรงว่าคงไม่มีชีวิตรอดออกไปได้!
ในที่สุด แม่น้ำไน่เหอก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า มองเห็นสะพานแขวนสายหนึ่งทอดข้ามแม่น้ำไน่เหอ เชื่อมต่อกับฝั่งตรงข้าม
เพียงแต่แม่น้ำไน่เหอเหือดแห้งไปแล้ว เหลือเพียงร่องน้ำที่ถูกสายหมอกปกคลุม
ชายหนวดเคราครึ้มมาส่งพวกเขาถึงตรงนี้ ก่อนจะกล่าว "เดินข้ามสะพานแขวนข้างหน้าไป ก็คือแดนหยาง หากมีท่านยายขายน้ำชาอยู่ที่หัวสะพาน พวกเจ้าอย่าได้ดื่มชาของนางเด็ดขาด จงเดินข้ามสะพานไปก็พอ หากดื่มชาของนาง ก็จะไม่ได้กลับไปแดนหยางอีกเลย! จำไว้ให้ดี จำไว้ให้ดี!"
สวี่อิงกล่าวขอบคุณ พลางค้อมกายลง "ขอบคุณผู้อาวุโส ผู้อาวุโสมีปณิธานใดที่ยังไม่ลุล่วงหรือไม่? หากผู้เยาว์รอดชีวิตออกไปได้ จะต้องตอบแทนอย่างแน่นอน!"
ชายหนวดเคราครึ้มลังเลเล็กน้อย ก่อนกล่าว "ข้ามาที่หอวั่งเซียงก็เพื่อต่ออายุขัย แต่พอมาถึงที่นี่ กลับอยู่ไม่สู้ตาย ต้องติดแหง็กอยู่ที่นี่ แม้จะมองเห็นบ้านเกิดอยู่บ่อยครั้ง แต่คนในครอบครัวกลับไม่รู้เลยว่าข้าเป็นตายร้ายดีอย่างไร"
เขาหยิบกล่องดาบออกมา แล้วกล่าว "กล่องดาบใบนี้ เจ้าจงสะพายติดตัวไว้ หากบังเอิญพบคนในครอบครัวข้า กล่องดาบจะบินกลับไปหาพวกเขาเอง ถือซะว่าเป็นการฝากฝังความอาลัย"
สวี่อิงรับคำ ก่อนจะนำกล่องดาบมาสะพายไว้ด้านหลัง
กล่องดาบมีสายหนังวัวอยู่ด้านบนและด้านล่าง สามารถกลัดติดกันที่หน้าอกได้ สะพายแล้วไม่เกะกะแต่อย่างใด
สวี่อิงกล่าวอำลา ก่อนจะพาหยวนชีเดินไปยังสะพานแขวนเหนือแม่น้ำไน่เหอ
ชายหนวดเคราครึ้มมองส่งพวกเขาขึ้นสะพาน พลางพึมพำเสียงแผ่ว "เด็กหนุ่มผู้นี้มีบุญบารมีไม่น้อย หวังว่าจะได้กลับไปแดนหยางนะ ห้ามเด็ดขาด ห้ามดื่มน้ำชาของท่านยายเด็ดขาด!"
สวี่อิงและหยวนชีก้าวขึ้นสะพานแขวน เดินตรงไปข้างหน้าตลอดทาง ราบรื่นไร้เหตุร้าย ไม่พบเจอท่านยายขายน้ำชาแต่อย่างใด
หนึ่งคนหนึ่งงูค่อยๆ คลายความระแวดระวังลง เดินพูดคุยหัวเราะกันไปตามทาง ทว่าเมื่อใกล้จะถึงปลายสะพานแขวน ก็เห็นผู้คนมากมายกำลังต่อแถวอยู่ริมสะพาน ขวางทางไปเสียสิ้น
สวี่อิงและหยวนชีไปต่อท้ายแถว มองดูฝูงชนค่อยๆ ขยับตัวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า
ผ่านไปเนิ่นนาน ก็เห็นว่าผู้คนเหล่านี้กำลังต่อแถวเพื่อไปดื่มชาที่แผงขายชาแห่งหนึ่ง คนขายชาคือหญิงชราผมขาวโพลน ร่างค่อมงุ้ม ใบหน้าเหี่ยวย่นมีริ้วรอยลึกนับพันนับร้อยสาย ในมือถือป้านชา คอยรินชาลงชามทีละใบทียะใบ
ทว่าน้ำชาในป้านกลับไม่ลดน้อยลงเลย
เมื่อสวี่อิงและหยวนชีมาถึงที่นี่ สมองก็มึนงงสับสน โยนคำเตือนของชายหนวดเคราครึ้มทิ้งไปจนหมดสิ้น รู้สึกเพียงว่ากระหายน้ำจนทนไม่ไหว จุดประสงค์ที่ตัวเองมาต่อแถว ก็เพื่อดื่มน้ำชาของท่านยายดับกระหายสักชาม!
ในที่สุด ก็ถึงคิวของสวี่อิง
ที่ปลายสะพานอีกด้านหนึ่ง ชายหนวดเคราครึ้มเห็นสวี่อิงยกชามชาขึ้นมา ก็ลอบถอนหายใจและพึมพำเสียงแผ่ว "บุญบารมีของเขา สุดท้ายก็ยังตื้นเขินไปสักหน่อย แม้พ่อแม่ของเขาจะแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่อาจคุ้มครองให้เขารอดชีวิตไปได้..."
ขณะที่สวี่อิงกำลังยกชามชาขึ้นเตรียมจะดื่มรวดเดียวหมดนั้น ท่านยายขายชาก็กวาดสายตามองสวี่อิงตั้งแต่หัวจรดเท้า พลันสีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย นางแย่งชามชากลับคืนมา แล้วแค่นหัวเราะ "ไอ้หนู ชาของข้าเจ้าดื่มไปไม่รู้กี่ชาม ดื่มไปไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ยังคิดจะมาหลอกกินชาของข้าอีกงั้นรึ? ไสหัวไป!"
สวี่อิงได้สติกลับมาในทันที เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก เขารีบดึงหางของหยวนชีที่กำลังจะดื่มชา แล้วลากเจ้างูยักษ์ออกมาจากสะพานแขวน
ที่ปลายสะพานอีกด้านหนึ่ง ชายหนวดเคราครึ้มก็ถึงกับอ้าปากค้าง ยืนนิ่งแข็งทื่ออยู่ตรงนั้นไม่ขยับเขยื้อน
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาถึงเพิ่งได้สติ "น้ำแกงเมิ่งผอสามารถลบล้างความทรงจำทั้งหมด ทำให้คนกลับคืนสู่ความไม่รู้แจ้ง! ที่ยายเฒ่าบอกเมื่อครู่ว่าเขาดื่มน้ำแกงเมิ่งผอไปไม่รู้กี่ชาม หมายความว่าความทรงจำในอดีตของเขาถูกล้างไปไม่รู้กี่ครั้ง หรือหมายความว่าเขาเวียนว่ายตายเกิดมาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติแล้วกันแน่?"
น่าเสียดายที่สวี่อิงออกจากหอวั่งเซียงไปแล้ว ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ใด เขาเองก็ไม่อาจตามตัวสวี่อิงกลับมา เพื่อค้นหาว่าเกิดเรื่องราวใดขึ้นกับสวี่อิงกันแน่
สวี่อิงลากปีศาจงูหยวนชีออกมาจากสะพานแขวน ในที่สุดหยวนชีก็ได้สติ ความรู้สึกหวาดกลัวจู่โจมเข้ามาในจิตใจ
มันหันขวับกลับไปมอง ก็เห็นสะพานแขวนสั่นไหวราวกับม่านหมอก ค่อยๆ เลือนหายไปจนไร้ร่องรอย
การเดินทางสู่หอวั่งเซียงในครั้งนี้ ราวกับความฝันอันเลือนราง ในใจของสวี่อิงนอกจากความหดหู่แล้ว ยังมีปริศนาบางอย่างที่ยังไม่คลี่คลาย เขาคิดในใจ "เหตุใดใบหน้าของท่านพ่อท่านแม่ที่ข้าเห็นในหอวั่งเซียง ถึงไม่เหมือนกับใบหน้าของท่านพ่อท่านแม่ในความทรงจำของข้าเลยล่ะ?"
แม้บริเวณใกล้เคียงจะยังมีเทือกเขาแห่งแดนหยินอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำไน่เหอ แต่ท้องฟ้ากลับค่อยๆ ปลอดโปร่งขึ้น ไม่ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบอีกต่อไป สวี่อิงสะพายกล่องดาบไว้บนหลัง รู้สึกเพียงว่าในกล่องดาบมีปราณดาบสายหนึ่งวนเวียนอยู่อย่างเลือนราง มันมักจะเต้นเร่าอยู่ตรงหน้าเขาราวกับดาบสองเล่มกำลังเข้าปะทะและฟาดฟันกันกลางอากาศ!
สวี่อิงสอบถามหยวนชี ทว่าหยวนชีกลับไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิด
"ข้าอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก ในหนังสือบอกว่าตั้งแต่ยุคของจักรพรรดิเหวินอู่ต้าเซิ่ง จนถึงยุคของจักรพรรดิจื้อเต้าต้าเซิ่ง วิถียุทธ์เจริญรุ่งเรือง ในหมู่หมอผีหลวงนิยมใช้ปราณหล่อเลี้ยงดาบ หยวนเทียนกังผู้นี้ก็คือหมอผีระดับสูงที่ใช้ปราณหล่อเลี้ยงดาบ จนกลายเป็นตำนานแห่งยุค"
หยวนชีคาดเดา "ในกล่องดาบนี้ยังมีปราณดาบของเขาหลงเหลืออยู่ พอเจ้าสะพายไว้บนหลังก็เลยได้รับผลกระทบจากปราณดาบของเขา ทำให้มองเห็นเงาดาบยังไงล่ะ"
สวี่อิงเกิดความสนใจขึ้นมา จึงเอ่ยถาม "ถ้าอย่างนั้น จะสามารถทำความเข้าใจเพลงดาบที่เขาฝึกฝน จากปราณดาบของเขาได้หรือไม่?"
หยวนชีหลุดหัวเราะ "อาอิ้ง เจ้าพูดเพ้อเจ้ออะไรเนี่ย? คนธรรมดาทั่วไป ต่อให้เอาคัมภีร์ของแท้มาวางตรงหน้าก็ยังฝึกไม่สำเร็จเลย นับประสาอะไรกับการทำความเข้าใจเคล็ดวิชาเพลงดาบจากปราณดาบ?"
สิ่งที่มันพูดก็เป็นความจริง มีคนตั้งเท่าไรที่อยากบำเพ็ญเพียรแต่ไม่รู้วิธี ต่อให้รู้วิธีก็ใช่ว่าจะฝึกสำเร็จ ต่อให้ค้นคว้าอย่างหนักมาหลายปี ก็อาจจะเข้าใจผิดและเดินหลงทางไปในเส้นทางที่ผิดได้
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือตระกูลวัวเฒ่าทั้งสามรุ่น ที่ฝึกฝนเพลงหมัดอสูรวัวพลังคชสารโดยไม่รู้วิธีที่ถูกต้องมาตลอด จนไม่อาจฝึกฝนถึงขั้นที่สี่ได้
มีเพียงหยวนชีที่ได้รับคำชี้แนะจากสวี่อิง จึงสามารถฝึกฝนถึงขั้นที่ห้าได้อย่างรวดเร็ว และตอนนี้ก็ใกล้จะทะลวงผ่านขั้นที่หกแล้ว
จากเรื่องนี้ ย่อมรู้ได้ทันทีว่าการทำความเข้าใจเพลงดาบจากปราณดาบนั้น ยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด!
สวี่อิงยังคงกระตือรือร้นและมุ่งมั่นศึกษาด้วยตัวเองต่อไป เด็กหนุ่มเก็บกิ่งหลิวที่ตรงแหน่วขึ้นมากิ่งหนึ่ง เดินไปพลางวาดลวดลายไปพลาง นำประกายดาบเต้นเร่าที่ตนสัมผัสได้ มาถ่ายทอดผ่านกิ่งหลิว
ทีละน้อย พลังปราณและโลหิตของสวี่อิงก็ไหลเวียนเข้าสู่กิ่งหลิว เมื่อเขาร่ายรำกระบวนท่า พลังปราณและโลหิตของเขาก็โคจรไปตามรูปแบบอันแปลกประหลาดโดยไม่รู้ตัว เมื่อไหลเวียนมาถึงกิ่งหลิวก็แปรเปลี่ยนเป็นปราณดาบ เผยความคมกริบออกมา!
เขาร่ายรำกิ่งหลิว ทั้งแทง ชักดาบกลับ ตวัดข้อมือเพื่อสะกิด ฟาด ฟัน สับ หรือจี้ พลันได้ยินเสียงปราณดาบดังแหวกอากาศ ซ้ำยังมีเสียงแหลมคมและดังก้องยิ่งขึ้นเรื่อยๆ!
เพลงดาบประกอบขึ้นจากกระบวนท่าที่เรียบง่ายที่สุดมากมาย แบ่งออกเป็นกระบวนท่า แทง สะกิด วน สับ ฟาด จี้ กระแทก แขวน เสย ปาด กวาด รับ สกัด หมุน พัน ว่าย และอื่นๆ อย่างคร่าวๆ เดิมทีสวี่อิงไม่เคยเรียนเพลงดาบมาก่อน แต่เมื่อเขาสัมผัสได้ถึงปราณดาบ กลับสามารถเรียนรู้และจดจำกระบวนท่าพื้นฐานเหล่านี้ได้เองโดยไม่มีครูสอน!
เขายิ่งฝึกยิ่งคึกคัก พลังปราณและโลหิตไหลเวียนอย่างลื่นไหลไร้สิ่งกีดขวาง ทันใดนั้นกิ่งหลิวก็ปรากฏประกายดาบอันคมกริบงอกเงยออกมา หดสั้นและยืดยาวไปตามการไหลเวียนของพลังปราณและโลหิต!
ประกายดาบนี้ก่อตัวขึ้นจากการควบแน่นของปราณดาบ เปล่งแสงเยียบเย็นยะเยือก คมกริบยิ่งกว่าดาบวิเศษของจริง ทำลายล้างได้ทุกสรรพสิ่ง!
หยวนชีสะดุ้งโหยง คิดในใจ "หรือว่าเขาจะสามารถทำความเข้าใจเพลงดาบชุดหนึ่งจากกล่องดาบได้จริงๆ?"
ทันใดนั้น สวี่อิงก็ใช้มือประคองระฆังใหญ่แล้วกระโดดทะยานขึ้นฟ้า ร่ายรำกิ่งหลิวกลางอากาศ ปราณดาบพรั่งพรูดังขวับๆ!
หยวนชีตกใจจนต้องรีบหลบหลีก มองเห็นพื้นดินมีรูพรุนเพิ่มขึ้นนับสิบรู แม้แต่ก้อนหินก็ยังถูกปราณดาบเจาะทะลุ!
"เจ้านี่ ประคองระฆังใหญ่ไว้ยังร้ายกาจได้ขนาดนี้!" หยวนชีอิจฉาตาร้อน
สวี่อิงร่อนลงสู่พื้นด้วยความเบิกบานใจ กิ่งหลิวในมือทิ่มแทงไปมา แทบอยากจะหาอะไรมาแทงเล่นสักหน่อย
หยวนชีรีบถอยห่างจากเขาไปทันที
สวี่อิงเอ่ยถาม "เสี่ยวชี ข้าเห็นทวยเทพควบคุมดาบ ดาบบินออกจากร่างไปได้ไกลนับสิบก้าว ควบคุมได้ดั่งใจนึกราวกับแขนขาของตัวเอง พวกเขาควบคุมดาบบินได้อย่างไรกัน?"
หยวนชีแก้คำพูดให้เขา "ทวยเทพใช้ดาบบินสังหารคน ตัดหัวศัตรูได้จากระยะไกลนับพันลี้ ไม่ใช่แค่สิบก้าวเสียหน่อย ดาบบินของพวกเขาจำแลงมาจากพลังธูปเทียนบูชา ไม่ใช่ดาบบินของจริง ไม่มีน้ำหนัก ยิ่งไปกว่านั้น ดาบบินก็คือพลังเวทของพวกเขา การควบคุมพลังเวท ก็ไม่ใช่เรื่องปกติหรอกหรือ?"
สวี่อิงเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง พลันก็ดีใจจนแทบคลั่ง "เจ้าพูดถูก! เสี่ยวชี เจ้าฉลาดเกินไปแล้ว! ทำไมข้าถึงคิดไม่ถึงกันนะ?"
หยวนชีอ้าปากค้าง "เดี๋ยวก่อน ข้าพูดถูกประโยคไหนเนี่ย? ข้าชักจะไม่ค่อยเข้าใจแล้วสิ..."