อินมั่วที่นั่งอยู่บนลู่วิ่งของสนามกีฬารู้สึกน้อยใจขึ้นมาวูบหนึ่ง
ห้องอื่นผู้ชายต่างแย่งกันทำ แต่ห้องของเธอนั้น...
เอาเถอะ เธออยู่ห้องเรียนพิเศษสายศิลป์นี่นะ
ผู้ชายก็มีน้อยอยู่แล้ว แถมแต่ละคนยังทำตัวตุ้งติ้งอีก
ไม่ใช่ว่าพวกเขามีหน้าตาเหยาะแหยะหรอกนะ แต่เป็นพฤติกรรมเหล่านั้นต่างหากที่ทำให้เธอมองข้าม
โดยเฉพาะคนที่มาตามจีบเธอ
เป็นผู้ชาย จะฟังแค่สิ่งที่เขาพูดไม่ได้ ต้องดูสิ่งที่เขาทำด้วย
แต่ผู้ชายห้องสายศิลป์ส่วนใหญ่มักจะมีความคิดละเอียดอ่อน ปากหวานช่างพูด เอาใจผู้หญิงเก่ง ทว่าพอถึงเวลาลงมือทำ ส่วนใหญ่กลับดูไม่แมนพอ
คู่รักในวัยเรียนรักๆ เลิกๆ กันในโรงเรียนก็ถือเป็นเรื่องปกติ
ในฐานะที่เป็น 'สวรรค์ของความรักวัยเรียน' อย่างโรงเรียนมัธยมจิ่นเฉิงสี่ คู่รักในโรงเรียนมีเป็นพันเป็นหมื่นคู่ หากเกิดเรื่องใหญ่โตขึ้นมา โรงเรียนก็จำต้องยื่นมือเข้ามาจัดการ
เพื่อนสนิทของอินมั่วเพิ่งถูกบอกเลิก จึงมาทำท่าจะตายให้ได้อยู่ในโรงเรียน
ตอนนั้นเอง อินมั่วจำคำพูดประโยคหนึ่งของหัวหน้าฝ่ายปกครองได้ขึ้นใจว่า "อย่าได้หาแฟนที่พอเจอหน้าครูก็ปล่อยมือเธอเด็ดขาด เขาไม่คู่ควรให้เธอทุ่มเทให้หรอก"
หน้าตาเธอก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ คนตามจีบก็มีไม่น้อย และเธอก็เคยมีคนที่ทำให้หวั่นไหวเหมือนกัน
แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ สะท้อนให้เห็นถึงนิสัยใจคอ อินมั่วทำได้เพียงถอนหายใจว่าตัวเองเจอแต่ความรักห่วยๆ
ขณะนี้เจียงซวี่ตงที่อยู่ไกลออกไปยังคงเฝ้ามองอยู่ เขารู้สึกว่าเด็กสาวที่นั่งถอนหญ้าระบายอารมณ์อยู่บนพื้นคนนี้ช่างน่ารักเหลือเกิน
หลิวเจี้ยนหงทนดูต่อไปไม่ไหว จึงเตะเขาไปหนึ่งที "ชอบก็เข้าไปสิ ไปสร้างความประทับใจให้ฝังลึกเลย"
เจียงซวี่ตงพยักหน้าอย่างหนักแน่น แล้วสับตีนแตกวิ่งตรงไปยังสนามกีฬาทันที
เผิงชางซวี่ลูบคาง รู้สึกอิจฉาเล็กน้อย "วันหลังฉันควรจะมาเดินเล่นแถวสนามกีฬาให้บ่อยขึ้นดีไหมนะ"
"เชี่ย! พี่สามโคตรกล้า!"
สิ่งที่ทำให้มาร์กตกใจจนอ้าปากค้างคือเจียงซวี่ตงที่อยู่ไกลออกไป
เห็นเพียงเขาวิ่งเข้าไปดึงตัวอินมั่วที่อยู่บนพื้นขึ้นมา จากนั้นก็แบกกล่องขึ้นบ่าโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
อินมั่วรู้สึกมึนงงเล็กน้อย
เธอยืนนิ่งอยู่กับที่ จ้องมองสิ่งมีชีวิตปริศนาที่จู่ๆ ก็บุกรุกเข้ามาในโลกของเธออย่างเหม่อลอย
เหมือนจะเป็นเจียงซวี่ตง ห้องเรียนพิเศษสายวิทย์หรือเปล่านะ?
เขาทำแบบนี้หมายความว่ายังไง?
อัศวินขี่ม้าขาวเหรอ?
แต่ว่า... เขาตัวดำจัง!
ทว่า การกระทำนี้ก็ดูแมนดีนะ!
ควรจะให้โอกาสเขาจีบตัวเองดีไหมนะ?
อินมั่วแอบหัวเราะในใจ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย เธอเสยผมปรกหน้าที่ข้างแก้มขึ้นไปทัดไว้หลังใบหู
เจียงซวี่ตงที่เดิมทีอยากจะพูดอะไรบางอย่างกลับยืนทื่อเป็นไก่ตาแตกไปในทันที
สิ่งที่พี่สาวคนสวยเสยขึ้นไปไม่ใช่เส้นผม แต่เป็นจังหวะการเต้นของหัวใจของเด็กหนุ่มต่างหาก
ตึกตัก! ตึกตัก!
เสียงของโลกใบนี้เงียบหายไป แต่เจียงซวี่ตงกลับได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นรัว
เมื่อมองดูเด็กหนุ่มตัวโตที่ยืนเกร็งจนพูดไม่ออกอยู่ตรงหน้า อินมั่วก็หัวเราะคิกคักออกมา "ขอบใจนะ!"
เสียงหัวเราะใสกังวานราวกับกระดิ่งเงินดังขึ้นข้างหู เจียงซวี่ตงรู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองแทบจะกระดอนออกมาจากอก
เด็กสาวที่ดูราวกับดอกไม้สีขาวดอกเล็กๆ ตรงหน้าทำให้เขาทำตัวไม่ถูก เขาฝืนยิ้มออกมา "ไม่เป็นไร!"
จากนั้น เขาก็ยกกล่องที่แบกไว้ไปวางลงบนไหล่ของอินมั่ว แล้ววิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปทางอาคารเรียนทันที
เขาอยู่ตรงนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว
อินมั่วที่ถูกบังคับให้แบกกล่องยืนงงเป็นไก่ตาแตกอยู่ท่ามกลางสายลม
เขา...
เขา!
เผิงชางซวี่และคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ข้างสนามกีฬายิ่งหัวเราะจนแทบขาดใจ
โคตรเจ๋ง!
หลิวเจี้ยนหงจับคางตัวเองให้เข้าที่ด้วยสีหน้าผิดหวังอย่างรุนแรง "ฉันแม่งให้มันไปสร้างความประทับใจให้ฝังลึก แต่มันสร้างแบบนี้เนี่ยนะ?"
มาร์กกุมท้องหัวเราะ "พี่สามทำไม่ผิดนี่ ความประทับใจนี้... ลึกซึ้งพอแน่นอน!"
จัวล่างวางมือบนไหล่ของเผิงชางซวี่ หัวเราะจนตัวงอ "เกรงว่าชาตินี้อินมั่วคงลืมไม่ลงเลยล่ะ"
เจียงซวี่ตงที่วิ่งออกไปไกลแล้วเบรกกะทันหัน หยุดชะงักแล้ววิ่งหน้าตั้งกลับมาเร็วยิ่งกว่าเดิม
ในขณะที่อินมั่วยังไม่ทันได้สติ เขาก็แย่งกล่องไปวางบนบ่าตัวเอง แล้วพึมพำเสียงเบา "ฉัน... ฉันไปส่งเธอที่ห้องนะ"
อินมั่วอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมา "ได้สิ!"
เธอไม่ได้พูดอะไรอีก เอามือไพล่หลังเดินเคียงข้างเขาไปอย่างสงวนท่าที
……
หมดเวลาพักเที่ยง กลับมาถึงห้องเรียน ชิงอวิ๋นที่ยังไม่ทันได้นั่งก็ถูกหลิวเจี้ยนหงและคนอื่นๆ รุมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง
ทว่า ยังไม่ทันที่เขาจะได้แซวพี่สามของตัวเองที่ตอนนี้หน้าแดงเป็นกวนอูไปแล้วสักสองสามประโยค ก็ถูกหลีฟางผิงที่จู่ๆ ก็เดินเข้ามาในห้องขัดจังหวะเสียก่อน
"ชิงอวิ๋น หลิวเจี้ยนหง พวกเธอสองคนแรงเยอะ ไปเบิกถังน้ำซุปที่โรงอาหาร รองน้ำร้อนให้เต็มแล้วยกกลับมา
วันนี้หัวหน้าห้องคือ... กวนเสี่ยวเหอ เตรียมยาป่านหลานเกินไว้ด้วย ต่อไปนี้ทุกคนต้องดื่มวันละสองแก้ว เช้าแก้วบ่ายแก้ว ทุกคนต้องรู้หน้าที่ตัวเอง นี่คือการรับผิดชอบต่อตัวเอง"
บรรยากาศรื่นเริงในห้องเรียนพลันชะงักงัน ทุกคนต่างแยกย้ายกลับไปนั่งที่ของตัวเองและทำธุระของตัวเองเงียบๆ
หลังจากหลีฟางผิงเดินจากไป โจวลี่ก็เริ่มจะกลั้นอารมณ์ไม่อยู่
เธอใช้สองมือจับสมุดแบบฝึกหัดทุบโต๊ะแรงๆ หลายที เพื่อระบายความอัดอั้นตันใจที่สะสมอยู่
เฉินเยว่โอบไหล่เธอไว้ พลางปลอบโยนเสียงเบา "เอาล่ะๆ ผ่านพ้นช่วงนี้ไปก็ดีเองแหละ คุณน้าต้องไม่เป็นอะไร"
แม่ของโจวลี่เป็นหมออยู่ที่โรงพยาบาลหัวซี และเป็นสมาชิกหน่วยแพทย์ระดับชาติ เมื่อไม่กี่วันก่อนเพิ่งเดินทางไปที่หยางเฉิง
โจวลี่กัดริมฝีปาก น้ำตาคลอเบ้า "ฉันรู้สึกว่าพวกเราโชคร้ายจังเลย!"
หลี่ย่าจวนหันหน้ามา "พวกเธอว่าการสอบเกาเข่าของพวกเราจะถูกเลื่อนออกไปไหม?"
โจวลี่ใช้หลังมือเช็ดน้ำตา หัวเราะทั้งน้ำตา "อย่าเลยดีกว่า รีบตายจะได้รีบไปเกิดใหม่"
แต่เฉินเยว่กลับส่ายหน้า "ความจริงก็มีโอกาสเป็นไปได้นะ เธอเห็นไหมว่าตอนนี้ทั้งเยียนจิงและหยางเฉิงต่างก็ห้ามเข้าออกแล้ว"
"วางใจเถอะ เป็นไปไม่ได้หรอก เว้นเสียแต่ว่าช่วงหลังจะควบคุมไม่อยู่ ปีนี้เพิ่งจะเปลี่ยนเวลาสอบเกาเข่าใหม่ พวกข้าราชการเหล่านั้นถ้าไม่ถึงคราวจำเป็นจริงๆ คงไม่ยอมทำเรื่องตบหน้าตัวเองหรอก"
ฉินมั่นมั่นวางปากกาลง เงยหน้าขึ้นมาร่วมวงสนทนาด้วย
หลี่ย่าลี่เป่าหน้าม้าของตัวเองขึ้น "ย้อนแย้งจังเลย แง่หนึ่งก็อยากให้เลื่อนจะได้มีเวลาเตรียมตัวเพิ่ม อีกแง่ก็ไม่อยากให้เลื่อนเพราะรู้สึกว่ารีบสอบให้มันจบๆ ไปเถอะ คนเรามันเหนื่อยล้าไปหมดแล้ว"
ฉินมั่นมั่นลังเลอยู่นาน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้บอกเล่าสิ่งที่พ่อของเธอพูดเมื่อคืนให้เพื่อนสาวที่กำลังกังวลใจเหล่านี้ฟัง
อันที่จริงตอนนี้มียารักษาตรงจุดแล้ว และเริ่มนำมาใช้ในวงแคบๆ แล้วด้วย
ทว่าข่าวสารแบบนี้ ไม่สามารถแพร่งพรายออกไปได้
กากถั่วเหลืองของผู้ชายร้ายกาจคนนั้น ราคาพุ่งขึ้นไป 16% แล้ว
ในสายตาของเธอ การตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูงในเครือบริษัทก็เรื่องหนึ่ง การคาดการณ์ของแฟนหนุ่มของตัวเองก็อีกเรื่องหนึ่ง
ทีมบริหารตัดสินใจตามคำแนะนำของกลุ่มที่ปรึกษา ซึ่งกลุ่มที่ปรึกษาก็ทำงานแลกเงิน ข้อสรุปทั้งหมดล้วนรวบรวมมาจากการคาดการณ์ของคนหลายคน โดยเลือกส่วนที่มีความคิดเห็นตรงกันมากที่สุด
จะเชื่อได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้ที่อ่านรายงานเอง
แต่การคาดการณ์ของตาผู้ชายบ้าคนนั้น เขาเป็นคนคิดวิเคราะห์ขึ้นมาเองคนเดียว
ในสถานการณ์ที่โอกาสชนะของตัวเองลดน้อยลงเรื่อยๆ สภาพจิตใจของฉินมั่นมั่นก็ค่อยๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างเงียบๆ
เธอเริ่มลงมือทำสิ่งที่สมควรทำล่วงหน้าไว้บ้างแล้ว
"หัวหน้ากลุ่มแจกปรอทวัดไข้ให้หน่อย คนละอันนะ แล้วให้หัวหน้ากลุ่มจดบันทึกสถิติตามตารางนี้ด้วย"
หลีฟางผิงปรากฏตัวขึ้นในห้องเรียนอีกครั้ง ในมือถือกล่องปฐมพยาบาลขนาดใหญ่และกระดาษปึกหนึ่ง
"วัดวันละหกครั้งเลยเหรอ? อาหลี จำเป็นต้องทำขนาดนี้เลยเหรอครับ!" มาร์กถือตารางพลางโอดครวญไม่หยุด
ตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มเนี่ย เป็นมาเพื่อรับกรรมชัดๆ
หลีฟางผิงถลึงตาใส่เขาอย่างหงุดหงิด "แล้วฉันจะทำยังไงได้ล่ะ? เบื้องบนเขาสั่งมา ฉันเองก็ต้องรวบรวมข้อมูลของพวกเธอส่งทุกวันเหมือนกันนั่นแหละ"
……
"เนื่องจากวัตถุกลับเข้าสู่สนามแม่เหล็กแล้วไม่มีสนามไฟฟ้า และยังคงเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่ งั้นแรงเสียดทานคือเท่าไหร่? เท่าไหร่? ใช่! คือศูนย์! เพราะฉะนั้นวัตถุมีประจุไฟฟ้าอะไร?
อ้าว เหล่าหลี มีเรื่องอะไรเหรอ?"
หวังเจี้ยนจวิน ครูสอนวิชาฟิสิกส์ที่กำลังอธิบายโจทย์อยู่หน้าชั้นเรียนอย่างออกรส หางตาเหลือบไปเห็นหลีฟางผิงยืนหน้าดำคร่ำเครียดอยู่หน้าประตู จึงหยุดจังหวะการสอนลง
หลีฟางผิงที่มีสีหน้าไม่สู้ดีนักฝืนยิ้มออกมาอย่างยากลำบาก "เหล่าหวัง ขอโทษทีนะ รบกวนหน่อย ฉันขอคุยกับฉินมั่นมั่นสักแป๊บ"
"อ้อ ฉินมั่นมั่น ตามครูหลีไปสิ"
ถึงแม้การสอนจะถูกขัดจังหวะ แต่หวังเจี้ยนจวินก็ไม่สะดวกใจจะพูดอะไร
ด้านหนึ่งเป็นเพราะหลีฟางผิงเป็นคนที่รู้ธรรมเนียมปฏิบัติและให้เกียรติเพื่อนร่วมงานมาโดยตลอด ไม่เคยทำเรื่องแบบนี้มาก่อน อีกด้านหนึ่งคือเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับฉินมั่นมั่น นักเรียนที่ครูทั้งโรงเรียนไม่มีใครกล้ายุ่ง
ชิงอวิ๋นเห็นสถานการณ์นี้ก็อึ้งไปเล็กน้อย
ดูเหมือนอาหลีจะไม่เคยชักสีหน้าใส่ฉินมั่นมั่นมาก่อนเลยนะ
วันนี้เกิดอะไรขึ้นเนี่ย
ฉินมั่นมั่นไม่ได้พูดอะไร เธอลุกขึ้นแล้วเดินออกไปทางประตูหลัง
ผ่านไปสองคาบเรียน ฉินมั่นมั่นถึงได้กลับเข้ามาในห้อง
"อาหลีเรียกเธอไปคุยเรื่องอะไรเหรอ? ทำหน้าบึ้งแต่เช้าเชียว"
ถังเชียนหยิ่งดึงแขนเธอพลางเอ่ยถามอย่างร้อนใจ
ศัตรูหัวใจก็ส่วนศัตรูหัวใจ แต่เพื่อนรักก็ยังเป็นเพื่อนรักอยู่ดี
กลยุทธ์ของเธอคือการวิ่งตามอยู่แล้ว
จริงอยู่ที่ตอนนี้ดูเหมือนว่าการเดิมพันระหว่างฉินมั่นมั่นกับเขา มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะเป็นฝ่ายชนะ
แต่ในสายตาของเธอ ฉินมั่นมั่นกับเขาไม่มีทางไปกันรอดจนถึงฝั่งฝันหรอก
ความแตกต่างของทั้งสองคนมันมากเกินไป
และที่สำคัญที่สุดคือ เธอรู้จักน้องชายตัวเหม็นคนนั้นดีเกินไป
แววตาของเขาต่างหากที่มี 'ความงามแบบดิบเถื่อนที่ยังไม่ถูกอารยธรรมกลืนกิน' อยู่ในนั้น!
แสงสว่างสายนี้เคยดับมอดลงไปแล้ว แต่ช่วงนี้กลับลุกโชนขึ้นมาอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม
ไม่มีใครเข้าใจคนสองคนนี้ได้ดีไปกว่าเธออีกแล้ว
ความหัวรั้นที่ฝังอยู่ในสายเลือดของชิงอวิ๋น กับความเย่อหยิ่งที่มีมาแต่กำเนิดของฉินมั่นมั่น จะกลายเป็นความขัดแย้งที่ไม่อาจประนีประนอมได้ในอนาคต
ฉินมั่นมั่นมองเธอด้วยแววตาซับซ้อน ก่อนจะยิ้มออกมา "ไม่มีอะไรหรอก"
เมื่อเห็นว่าเธอไม่อยากพูด ถังเชียนหยิ่งก็ย่นจมูก แล้วเดินกลับไปนั่งที่ของตัวเองอย่างหงุดหงิด
ก็เป็นเรื่องปกติแหละ
ในเมื่อตอนนี้มีสถานะศัตรูหัวใจเพิ่มเข้ามาอีกชั้นหนึ่งนี่นา
ทว่าพอฉินมั่นมั่นได้เห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นของชิงอวิ๋น เธอก็เริ่มจะเก็บอาการไม่อยู่
เธอไม่สนแล้วว่าตอนนี้จะอยู่ในห้องเรียนหรือไม่ สองมือโอบกอดลำคอของเขาไว้ ปากเล็กๆ เบะออก "พี่คะ ถ้าวันข้างหน้าพี่กล้าทิ้งฉันล่ะก็ ฉันจะตอนพี่ซะ!"
ชิงอวิ๋นที่มีใบหน้างุนงงทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ
นี่มันเรื่องอะไรกันอีกล่ะเนี่ย?
เอะอะอะไรก็เอาลูกชายน้องชายตัวน้อยของเขามาล้อเล่นอยู่เรื่อย!
ทุกคนในห้องเรียนเองก็งุนงงไม่แพ้กัน
นี่มัน...
กำลังโชว์หวานแจกอาหารหมากันอยู่ใช่ไหมเนี่ย?
เห็นได้ชัดว่าการที่ฉินมั่นมั่นถูกหลีฟางผิงเรียกตัวออกไปนั้น จะต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นแน่ๆ
และเรื่องนี้ก็ต้องเกี่ยวข้องกับชิงอวิ๋นอย่างมหาศาล อีกทั้งฉินมั่นมั่นอาจจะยอมเสียสละอะไรที่ยิ่งใหญ่มากๆ ไป
ตามหลักเหตุผลแล้ว สิ่งที่ฉินมั่นมั่นสามารถทำเพื่อชิงอวิ๋นได้ในตอนนี้ ก็คงหนีไม่พ้นการสละสิทธิ์โควตาเรียนต่อ
นอกจากเรื่องนี้แล้ว พวกเขาก็นึกไม่ออกว่าจะมีเรื่องอะไรอีก
แต่ก็เป็นที่รู้กันดีว่า ด้วยผลการเรียนของชิงอวิ๋นในตอนนี้ การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเยียนจิงไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย
ถึงขนาดมีพวกชอบสอดรู้สอดเห็นเปิดโต๊ะพนันกันแล้วว่า ใครจะได้เป็นที่หนึ่งของโรงเรียนในปีนี้
ดูจากสถานการณ์ปัจจุบัน คู่รักคู่นี้แหละที่มีลุ้นมากที่สุด
และเป็นที่รู้กันอีกว่า ฉินมั่นมั่นได้โควตาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเยียนจิงเรียบร้อยแล้ว
จึงพิสูจน์ได้ว่า สมมติฐานนี้ตกไป
ทุกคนเริ่มจะมืดแปดด้าน
หรือว่าจะเป็นการขอคะแนนพิเศษ?
ทั้งสองคนไม่ได้มีตำแหน่งหน้าที่อะไรในโรงเรียนเลย จะเอาอะไรไปขอคะแนนพิเศษกันล่ะ?
ชิงอวิ๋นเองก็งุนงงเช่นกัน แต่ไม่ว่าเขาจะถามอย่างไร ฉินมั่นมั่นก็เอาแต่ส่ายหน้าอย่างหยิ่งผยอง ไม่ยอมปริปากบอกแม้แต่น้อย
เมื่อไม่มีทางเลือก เขาจึงได้แต่ยอมแพ้
ไม่เป็นไรหรอก ตอนพักเที่ยงบนรถบ้าน เขามีวิธีง้างปากเธอตั้งเยอะแยะ
……
ทิศทางลมของเมืองจิ่นเฉิงในเดือนเมษายน มักจะเอาแน่เอานอนไม่ได้เสมอ
ห้องเรียนพิเศษที่ตั้งอยู่ตรงส่วนขาของอาคารรูปทรงกบ จู่ๆ ก็ต้องรับมือกับลมพัดแรงที่พัดกระหน่ำเข้ามา ทำให้ผมยาวที่พวกนักเรียนหญิงแอบไว้พริ้วไหวจนยุ่งเหยิงไปหมด
ตอนนี้เป็นช่วงปลายเทอมของมัธยมปลายปีสามแล้ว กฎระเบียบหลายข้อของโรงเรียนจึงถูกละเลยไปนานแล้ว
เหล่าเด็กสาวปล่อยผมยาวสยาย แม้จะดูวุ่นวายไปบ้าง แต่ก็เผยให้เห็นความงามแบบยุ่งเหยิง
โชคดีที่วันนี้เป็นวันจันทร์
ภายในห้องเรียนจึงอบอวลไปด้วยกลิ่นแชมพูสระผมสารพัดยี่ห้อ
ถ้าเป็นวันศุกร์ล่ะก็ คงไม่ใช่กลิ่นแบบนี้แน่
ชิงอวิ๋นที่กำลังอธิบายโจทย์ให้ถังเชียนหยิ่งฟัง ดึงเส้นผมยาวของเธอที่ปัดป่ายโดนหน้าเขาออกด้วยสีหน้าเหนื่อยใจ "นี่ ฉันถามหน่อยเถอะ เธอช่วยมัดผมเปียเก็บให้เรียบร้อยหน่อยได้ไหม?"
ทรงผมของเซเลอร์มูนสึคิโนะ อุซางิ แม้จะเหมาะกับเธอมาก แต่ตอนนี้มันเกะกะชะมัด!
ถังเชียนหยิ่งรวบเส้นผมที่ปลิวไสวมากำไว้ในมือ แล้วค้อนขวับใส่เขา "ตอนนี้ฉันมีเวลามัดผมเปียที่ไหนกันล่ะ~!"
เดิมทีช่วงปลายเทอมมัธยมปลายปีสามของเธอควรจะได้ใช้ชีวิตอย่างสบายๆ แต่เพื่อที่จะได้อยู่กับเขา เธอจึงต้องทุ่มเทสุดตัวเหมือนกัน
เมื่อลมแรงพัดมาก็คงไม่หยุดในระยะเวลาสั้นๆ หลังจากโดนเส้นผมฟาดหน้าไปสองสามที ชิงอวิ๋นก็เริ่มหน้าตึง เขามองเธอโดยไม่พูดอะไร
ถังเชียนหยิ่งพองแก้มทำปากยื่น ตะโกนสุดเสียง "น้องสะใภ้! มาช่วยพี่สาวถักเปียหน่อย ผู้ชายของเธอรังเกียจที่พี่สาวผมยาวแต่ความรู้น้อยน่ะ!"
เธอค้นพบว่า ขอเพียงแค่คำพูดของเธอยอมรับความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสามคน เธอก็สามารถจิกหัวใช้ฉินมั่นมั่นราวกับเป็นพี่สาวสามีตัวจริงได้
ฉินมั่นมั่นถลึงตาใส่เธอ พลางแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคออย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
ทว่าการกระทำของเธอกลับไม่ชักช้า เธอยกเก้าอี้ของตัวเองไปนั่งด้านหลังถังเชียนหยิ่ง รวบผมยาวของเธอขึ้นมาแล้วเริ่มถักเปียให้
ด้านซ้ายคือชายคนรักที่กำลังอธิบายโจทย์ให้อย่างใจเย็น ด้านหลังคือศัตรูหัวใจที่กำลังช่วยมัดผมให้ ถังเชียนหยิ่งรู้สึกขึ้นมาทันทีว่าเพียงแค่เปิดใจให้กว้าง ชีวิตก็จะงดงามมากเลยทีเดียว
ในเมื่อกลยุทธ์ของตัวเองเป็นแบบนี้อยู่แล้ว จะไปหึงหวงให้ตัวเองต้องมานั่งเป็นทุกข์ทำไมกันเล่า?
ว่าแล้วเชียว ท่านเชียนหยิ่งอย่างฉันนี่แหละฉลาดที่สุด!
มหาวิทยาลัยเหรินต้า รอฉันก่อนเถอะ ฉันมาแล้ว!
"ตั้งใจฟังหน่อย!"
ชิงอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะใช้ปากกาเคาะหัวเธอเบาๆ แต่กลับถูกฉินมั่นมั่นตีเข้าที่แขน "ที่ไหนเขามีตีพี่สาวตัวเองแบบนี้กัน"
เมื่อเห็นรอยยิ้มในแววตาของเธอ มีหรือที่เขาจะไม่รู้ว่านี่คือการเอาคืนต่อหน้าทุกคน โทษฐานที่ตอนนั้นเขายก 'ทฤษฎีพี่สาว' มาทำให้เธอต้องอับอาย
ชิงอวิ๋นลูบจมูกตัวเอง จำใจต้องกลืนความเจ็บใจนี้ลงคอ แล้วส่งสายตากลับไปว่า 'เดี๋ยวพักเที่ยงเจอกัน'
ฉินมั่นมั่นย่นจมูกใส่แผ่นหลังของเขา
มาดูกันว่าใครจะสั่งสอนใคร!
เธอแสดงออกอย่างชัดเจนว่า ภายใต้ระบบรักษาความปลอดภัยสองชั้น ทั้งคนขับรถบอดี้การ์ดและคำสัญญาของชิงอวิ๋นเอง เธอสามารถทำอะไรตามใจชอบได้ตามต้องการ
ช่วงแรกๆ ก็ให้ขนมหวานไปแล้ว ตอนนี้ล่ะก็...
เชื่อไหมว่าวันนี้ฉันจะให้พี่ไปนอนบนโซฟา!
จากลำบากไปสบายนั้นง่าย จากสบายไปลำบากนั้นยาก ใช้เตียงนอนนุ่มๆ กับตัวเองที่ตัวหอมฟุ้งเป็นข้อต่อรอง เธอไม่เชื่อหรอกว่าตอนพักเที่ยงวันนี้จะจัดการเขาไม่ได้!
เพิ่งเคยเป็นแฟนคนอื่นครั้งแรก มีเล่ห์เหลี่ยมบ้างจะเป็นอะไรไปเล่า!
เชอะ!
ทว่าเมื่อชิงอวิ๋นหันหน้ากลับมา เขากลับไม่ได้อธิบายโจทย์ต่อ แต่กลับจ้องมองแผ่นหลังที่อยู่ไม่ไกลนักอย่างเหม่อลอย
เขาสะกิดจัวล่างที่อยู่ข้างหน้า แล้วบุ้ยใบ้ให้ดู
จัวล่างมองตามสายตาไป ก็แทบจะหลุดขำออกมา
ตอนนี้ เจียงซวี่ตง พี่สามของพวกเขากำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ เอามือเท้าคางมองออกไปนอกหน้าต่าง มุมปากประดับไปด้วยรอยยิ้มที่อธิบายไม่ถูก
หรือจะเรียกว่า รอยยิ้มโง่ๆ แบบคนปัญญาอ่อนก็ได้
จัวล่างตบไหล่เขาอย่างแรงโดยไม่ให้ตั้งตัว
ร่างของเจียงซวี่ตงสะดุ้งเฮือกราวกับถูกฟ้าผ่า แทบจะหงายหลังตกเก้าอี้
เมื่อเห็นชัดว่าเป็นจัวล่าง เขาก็ลุกขึ้นมาจับเก้าอี้ให้ตั้งตรงอย่างหงุดหงิด "ประสาทปะเนี่ย?"







