ภายในห้องเรียนเวลานี้เงียบสงัด ทุกคนแม้แต่จะสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ยังไม่กล้า
บ้าเอ๊ย!
ให้ฉินมั่นมั่นไปนั่งตรงนั้นเนี่ยนะ?
นี่มันจะห้าว (หรือปัญญาอ่อน) เกินไปแล้ว!
หน้าหนาชะมัด!
นั่นมันจักรพรรดินีฉินมั่นมั่นเชียวนะ!
นี่กะจะให้เธอยอมก้มหัวให้ก่อนงั้นเหรอ?
หลิวเจี้ยนหงที่ยืนอยู่ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ภาพนี้มันช่างงดงามจนเขาแทบไม่กล้ามอง
เผิงชางซวี่และคนอื่นๆ ก็ถอนหายใจอยู่ในใจเช่นกัน
เอาเถอะ!
คราวนี้จบเห่แน่!
ไม่ต้องคิดเรื่องเลือกทั้งหมดแล้ว กลายเป็นข้อสอบแบบเลือกตอบข้อเดียว แถมตัวเลือกอื่นยังผิดอย่างเห็นได้ชัดอีกต่างหาก
ฉินมั่นมั่นที่แผ่รังสีอำมหิตลุกพรวดขึ้น ยื่นมือไปบิดหูเขาอย่างแรง ก่อนจะนั่งลงบนตักของเขาด้วยสีหน้าไม่เต็มใจ
ทุกคนถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
ใบหน้าเล็กๆ ของฉินมั่นมั่นร้อนผ่าว เธอไม่กล้ามองทุกคน จึงได้แต่มุดหน้าลง
ชิงอวิ๋นที่เจ็บจนต้องแยกเขี้ยวแสยะยิ้มมุมปาก มือข้างหนึ่งโอบเอวบางของเธอไว้ แล้วหันไปมองถังเชียนหยิ่งที่กำลังทำตัวเป็นนกกระจอกเทศซุกหัวหนีปัญหา
เขาขยับริมฝีปากอยู่สองสามครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่กล้าพูดคำว่า ‘มานี่ นั่งลง’ ออกไปอีก
หนึ่งศูนย์กลาง
สองจุดพื้นฐาน
สถานะของศูนย์กลาง จะสั่นคลอนไม่ได้เด็ดขาด
เหตุผลที่ฉินมั่นมั่นยอมมานั่งตรงนี้ เป็นเพราะความหนักแน่นในแววตาของเขา และเป็นเพราะเธอเชื่อว่าเขาจะจัดการกับความขัดแย้งครั้งนี้ได้ดี
ภายนอกดูเหมือนเป็นการปะทะกันระหว่างเธอกับถังเชียนหยิ่ง แต่แท้จริงแล้วมันคือการแย่งชิงตำแหน่งในใจของเขาต่างหาก
ฉินมั่นมั่นรู้ดีว่า หากชิงอวิ๋นออกโรงอธิบายแทนถังเชียนหยิ่งเพราะคำพูดเสแสร้งพวกนั้น นั่นต่างหากที่จะเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด
ชิงอวิ๋นสูดหายใจเข้าลึกๆ ยังคงตีหน้าขรึมและพูดช้าๆ “ฉินมั่นมั่น เธอจำไว้นะ เธอคือพี่สาวของฉัน เป็นพี่สาวที่คอยอยู่เคียงข้างฉันในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิต
เพราะฉะนั้น ฉันหวังว่าเธอจะเข้ากับพี่สาวฉันได้ดี ถ้าเธอทำไม่ได้ พวกเราก็...”
ภายใต้สายตาอาฆาตของฉินมั่นมั่น เขากลืนคำพูดที่เหลือลงคอไปอย่างชาญฉลาด
ภายในห้องเรียนเงียบกริบ ทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
โคตรใจกล้า!
เพื่อพี่สาวบุญธรรม ถึงกับกล้างัดกับแฟนตัวเอง
แต่ก็ดูมีน้ำใจนักเลงสุดๆ!
คำพูดแบบนี้ทำเอาฉินมั่นมั่นโมโหปรี๊ดขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่พอลองคิดทบทวนดู เธอกลับยิ้มหวาน “พี่คะ หนูผิดไปแล้ว”
พูดจบ เธอก็ยื่นมือไปหาถังเชียนหยิ่ง “เชียนหยิ่ง เมื่อกี้ฉันทำตัวไม่ดีเอง เรามาดีกันเถอะ”
ทุกคนแสดงสีหน้าว่า พวกเขาตามเนื้อเรื่องวันนี้ไม่ทันแล้ว
นี่มันการกระทำระดับเทพเจ้าอะไรกันวะเนี่ย!
ไม่สนแล้วเหรอว่าใครถูกใครผิด?
มุมปากของฉินมั่นมั่นยกขึ้นสูง
คำพูดของชิงอวิ๋นดูไม่แยกแยะถูกผิดและไม่มีเหตุผลเอาซะเลย ในคำพูดเอาแต่เน้นย้ำถึงความสำคัญของถังเชียนหยิ่งที่มีต่อเขา แต่ความจริงแล้วเขากำลังสื่อว่า ‘เธอคือแฟนฉัน เป็นว่าที่ภรรยาของฉันในอนาคต เพราะฉะนั้นเธอต้องยอมให้พี่สาวฉัน’
เธอรู้สึกว่า จะยอมหรือไม่ยอมก็อีกเรื่องหนึ่ง
แต่ท่าทีแบบนี้คือการบอกเธออย่างชัดเจนว่า ตำแหน่งในใจของเขานั้น เธอคือตัวเลือกเดียวที่จะได้เป็นภรรยา
ภรรยา ปิดประตูคุยกันได้ทุกเรื่อง คือคนกันเอง
ส่วนพี่สาว คือคนนอก
ถังเชียนหยิ่งได้ยินดังนั้น แววตาก็หม่นหมองลง
แต่เพียงชั่วพริบตาก็กลับมาเป็นประกายอีกครั้ง เธอจับมือของฉินมั่นมั่นและยิ้มจนตาหยีเช่นกัน
เธอเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว
ดูเหมือนว่า เธอจะอยู่ในจุดที่ไม่มีวันแพ้แล้ว!
ภรรยาเปลี่ยนได้ แต่พี่สาวน่ะ มีแค่คนเดียวนะ!
หลิวเจี้ยนหงและพี่น้องอีกหลายคนเป็นคนวงใน พวกเขาดูออก แต่ก็ถึงกับอึ้งไปตามๆ กัน ในใจร้องตะโกนว่าโคตรเร้าใจ
ดูเหมือนว่า...
ไอ้เล็กจะเล่นไม้นี้ได้สวยงามเกินไปแล้ว
...
ตอนเที่ยงภายในรถบ้าน ฉินมั่นมั่นที่จัดแจงอาหารอย่างรวดเร็วทิ้งตัวลงนั่งบนตักของชิงอวิ๋น สองมือโอบรอบคอเขา และเอ่ยปากขอโทษอีกครั้ง
“วันนี้ฉันหึงนี่นา”
ชิงอวิ๋นบีบจมูกเธอเบาๆ อาศัยจังหวะนี้ยอมลงให้และพูดด้วยท่าทีจริงใจ “ฉันก็ไม่ควรตบโต๊ะเหมือนกัน แล้วก็ ขอโทษนะที่ไม่ได้ช่วยเธอ”
ฉินมั่นมั่นเม้มปากยิ้ม จากนั้นก็ยื่นหน้าไปหอมแก้มเขา “พี่คะ หนูเข้าใจความหมายของพี่ หนูคือว่าที่ภรรยาของพี่ พี่วางใจเถอะ ต่อไปหนูจะไม่ทะเลาะกับเธอแล้ว”
หึ ทะเลาะทำไมให้เสียราคา!
เขี่ยให้ตกรอบไปเลยสิ!
ชิงอวิ๋นเห็นดังนั้นจึงรีบหาความชอบธรรมให้การกระทำของตัวเองในวันนี้ “ตอนนั้นในใจฉันคิดแค่ว่าจะช่วยกันให้เธอหน่อย เธอไม่ได้รู้สึกอะไรกับพี่รองหรอก
ขืนพี่รองยังตามตื๊อต่อไปแบบนี้ ก็ไม่เป็นผลดีกับทั้งสองคน”
ดวงตากลมโตของฉินมั่นมั่นกะพริบปริบๆ สองครั้ง “พี่คะ งั้นพี่ตอบหนูมาตามตรงนะ พี่รู้สึกอะไรกับเชียนหยิ่งหรือเปล่า?”
ชิงอวิ๋นแอบขำในใจ นี่มันคำถามอะไรกัน?
โชคดีนะที่เธอคือฉินมั่นมั่นที่อายุยังไม่เต็ม 18 ปี ยังอ่อนหัดไปหน่อย
ใบหน้าของเขาแสดงความงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เธอวางใจเถอะ ความรู้สึกที่มีต่อภรรยา กับความรู้สึกที่มีต่อพี่สาวบุญธรรม ในใจฉันแยกแยะออกชัดเจน”
ภรรยาคือที่รัก แล้วพี่สาวบุญธรรมไม่ใช่ที่รักหรือไง?
นั่นน่ะคือที่รักตัวน้อยที่สามารถสลับโหมดพี่สาวคนสวยกับโลลิได้แบบไร้รอยต่อเชียวนะ!
อีกอย่าง พี่สาวที่มีรูปลักษณ์เป็นโลลิตัวน้อย แถมยังเรียกป๊ะป๋าได้อีกสองสามคำ ความรู้สึกแบบนี้มันจะเหมือนกันได้ยังไง?
ฉินมั่นมั่นยิ้มอย่างพอใจ นิ้วเรียวแตะจมูกเขาเบาๆ “ถือว่าพี่ผ่านด่าน”
ในเมื่อผ่านด่านแล้ว ชิงอวิ๋นก็เริ่มมือไม้อยู่ไม่สุข
“คนบ้า! ยังไม่ได้กินข้าวเลยนะ! หนูจะโกรธแล้วนะ!”
ปากฉินมั่นมั่นบอกว่าโกรธ แต่ร่างกายกลับผ่อนคลายและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
“อยู่ข้างหน้า! อยู่ข้างหน้า! วันนี้เปลี่ยนเป็นแบบตะขอหน้า... อื้อ!”
มีบทกวีกล่าวไว้ว่า:
โฉมงามถลกแขนเสื้อ เผยมือหยกเรียวงาม
สางเส้นผมสีเงิน ปรารถนามิรู้เบื่อ...
นิ้วมือของฉินมั่นมั่นพลิ้วไหวคล่องแคล่วมาก
แต่เห็นได้ชัดว่าเธอรู้ลิมิตของการเซ็นเซอร์เป็นอย่างดี อาศัยจังหวะที่ชิงอวิ๋นหลับตาครางเบาๆ ก็ลุกพรวดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไปนั่งฝั่งตรงข้ามแล้วหยิบทิชชูเปียกมาเช็ดมือ
ชิงอวิ๋นเบิกตากว้าง มองไปฝั่งตรงข้ามที มองใต้โต๊ะที
ล้อเล่นปะเนี่ย?!
ฉินมั่นมั่นที่รูดซิปชุดนักเรียนเรียบร้อยแล้วยกชามข้าวขึ้นมา พูดด้วยรอยยิ้มเต็มดวงตา “พี่คะ วันนี้มีคนกล้าตบโต๊ะใส่หนู พี่ทายสิว่าหนูจะลงโทษเขาไหม?”
ชิงอวิ๋นถึงกับเซ็ง
เขายังสงสัยอยู่เลยว่าทำไมเมื่อกี้ถึงได้รับการปรนนิบัติแบบนั้น
ที่แท้ก็มารอเอาคืนอยู่ตรงนี้นี่เอง
เมียหลวงคนนี้ ร้ายกาจเกินไปแล้ว!
ฉินมั่นมั่นมองเขาอย่างขำขัน “พี่คะ รีบกินสิ เดี๋ยวกับข้าวเย็นหมดก็ไม่อร่อยหรอก”
เขานอนแผ่หลาบนโซฟาอย่างหมดอาลัยตายอยาก เหม่อมองเพดาน “ฉันเป็นแบบนี้แล้วจะกินข้าวลงได้ยังไง?”
ส่วนฉินมั่นมั่นทำหน้าเหมือนมองทะลุปรุโปร่ง กัดตะเกียบยิ้มตาหยีพูดว่า “ทำไม หรือว่าพี่เตรียมจะบอกหนูว่า ‘มันจะเสียสุขภาพ’ อะไรทำนองนั้น?
พี่คะ หนูศึกษาจากเว็บบอร์ดเรื่องเพศศึกษามาแล้วนะ พี่หลอกหนูไม่ได้หรอกนะ~!”
ใบหน้าของชิงอวิ๋นดูอึดอัดเหมือนคนท้องผูก ด้วยความจนใจจึงทำได้เพียงยกชามข้าวขึ้นมา “ยัยหนู ความรู้บางอย่างบนโลกใบนี้ ไม่ต้องอ่านล่วงหน้าหรอกนะ”
ฉินมั่นมั่นกะพริบตาปริบๆ วางตะเกียบลง แล้วร้อง “อ้อ?” ออกมาคำหนึ่ง เพียงแค่มองเขาด้วยรอยยิ้มตาหยีโดยไม่พูดอะไร
เมื่อมองดูเธอตั้งช้อนซุปขึ้น แล้วใช้นิ้วหมุนควงเป็นวงกลมอย่างคล่องแคล่ว ชิงอวิ๋นก็ถึงกับตาค้าง
ภาพนี้ทำให้เขาแทบไม่กล้ามองตรงๆ เขาไอสองเสียง แล้วพึมพำออกมาประโยคหนึ่ง “อ่านล่วงหน้าไว้ก็ดีเหมือนกัน”
ฉินมั่นมั่นค้อนขวับอย่างน่ารักน่าชัง ก่อนจะหยิบตะเกียบขึ้นมาอย่างหงุดหงิด “ก็ไม่ใช่เพราะพี่สาวแสนดีของพี่ทำเรื่องไว้หรอกเหรอ!”
ชิงอวิ๋นแปลกใจ “ไปเกี่ยวอะไรกับเธอ?”
ฉินมั่นมั่นมองค้อนเขา “พี่ไม่รู้อะไร สองปีก่อนพี่สาวแสนดีของพี่ชอบมาโต้รุ่งโหลดอนิเมะพวกนั้นที่บ้านหนูบ่อยๆ...”
ชิงอวิ๋นถึงกับอ้าปากค้างในทันที
มิน่าล่ะ ชาติก่อนวันรุ่งขึ้นเห็นรอยเลือดพรหมจรรย์บนผ้าปูที่นอนชัดๆ แต่ตอนที่ถูกสองคนนี้รุมย่ำยี กลับรู้สึกว่าพวกเธอเชี่ยวชาญกว่าเขาเสียอีก
ประเทศชาติควรสั่งห้ามเด็กสาวดูสื่อบันเทิงลามกอนาจารพวกนี้จริงๆ!
ทำเอาเขามีปมในใจไปหมดแล้ว
...
ชิงอวิ๋นที่กินข้าวล้างหน้าแปรงฟันเสร็จแล้วนอนอยู่บนเตียง ลูบไล้แผ่นหลังเนียนนุ่มของโฉมงามข้างกายเบาๆ เห็นได้ชัดว่ายังมีความคิดบางอย่างที่ตัดใจไม่ลง
แต่ฉินมั่นมั่นที่ซบอยู่บนอกเขากลับไม่ยอมโอนอ่อน ใบหน้าเล็กๆ แดงระเรื่อและเอ่ยเตือนด้วยความเขินอาย “ไม่ได้นะพี่ พี่อายุยังไม่เต็ม 18 เลย เร็วเกินไปแบบนี้... มันไม่ดีหรอก”
ชิงอวิ๋นชักจะจนใจแล้ว
ยัยตัวแสบ ทำไมถึงรู้ไปซะทุกเรื่องเลยเนี่ย!
ทำเอาเขารู้สึกไม่ค่อยมีความภาคภูมิใจเอาซะเลย!
เขาเอาตอหนวดถูไถลำคอระหงของเธอเบาๆ จนเรียกเสียงร้องด้วยความเขินอายปนหงุดหงิดออกมาได้สองสามครั้ง เขาถึงได้ยอมอยู่เฉยๆ
ฉินมั่นมั่นเกยคางบนไหล่เขา เป่าลมหายใจหอมกรุ่นรดหูเขาด้วยใบหน้ายั่วยวน “รอถึงวันเกิดอายุ 18 ของพวกเรา ดีไหมคะ?”
ในเวลานี้ ความจริงในใจเธอก็เข้าใจแล้วว่า การเดิมพันครั้งนี้ โอกาสที่เธอจะแพ้มีสูงขึ้นเรื่อยๆ
ชิงอวิ๋นหันหน้ากลับมา จ้องมองเธอด้วยสายตาเร่าร้อน จนทำเอาเธอเริ่มจะโกรธแก้เขิน
ฉินมั่นมั่นตวัดสายตามองค้อน หน้าแดงแจ๋ไม่อยากสนใจเขาแล้ว
คนอะไรก็ไม่รู้!
ชิงอวิ๋นลูบหัวเล็กๆ ของเธอด้วยความรักใคร่เอ็นดู “ยัยหนู ฉันรู้สึกว่าเธอห่างไกลจากตัวเธอในอดีตไปทุกทีแล้วนะ”
ฉินมั่นมั่นชะงักไปนิดหนึ่ง พอเข้าใจความหมาย ก็ยิ้มพลางใช้ปลายผมเขี่ยคางเขาเล่น “แล้วพี่คิดว่าฉันในตอนนี้ดี หรือฉันในอดีตดีกว่ากันล่ะ?”
“เธอตอนนี้ดูน่ารักจิ้มลิ้มเหมือนสาวหวาน ส่วนเธอเมื่อก่อนดูสวยเย็นชาสดใสเหมือนพี่สาวคนสวย ดีทั้งคู่แหละ!”
คำถามแบบนี้ ชิงอวิ๋นตอบได้โดยไม่ต้องใช้สมองคิดเลยสักนิด
สไตล์ของเธอเดิมทีก็ปรับเปลี่ยนได้หลากหลายอยู่แล้ว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับอารมณ์ของคุณหนูใหญ่ในตอนนั้น แต่ละสไตล์เธอก็เอาอยู่หมัด
“หนูก็รู้สึกว่าหมู่นี้หนูยิ้มบ่อยขึ้นเยอะเลย พี่คะ พี่ดูสิว่าหางตาหนูมีรอยตีนกาหรือยัง?”
ฉินมั่นมั่นใช้มือขวาชูสองนิ้วกลับด้านวางไว้ที่หางตา ผ้าห่มบนตัวร่นลงมา เผยให้เห็นเสน่ห์อันไร้ขีดจำกัดที่แสดงถึงความเป็นที่สุดของความบริสุทธิ์ปนเซ็กซี่
ชิงอวิ๋นกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ จากนั้นก็ดึงผ้าห่มขนเป็ดของทั้งสองคนให้กระชับขึ้น สายตาจ้องมองเพดาน หายใจหอบหนัก
ตอนนี้เขาก็หลงรักความรู้สึกของการนอนเปลือยกายห่อตัวอยู่ในผ้าห่มขนเป็ดภายใต้แอร์อุณหภูมิ 18 องศาแล้วเหมือนกัน
ฉินมั่นมั่นหัวเราะคิกคัก ไม่แกล้งเขาอีกแล้ว ขืนจุดไฟติดขึ้นมาจะทรมานกันทั้งคู่เปล่าๆ
“พี่คะ ทำไมถึงถามแบบนั้นล่ะ?” ฉินมั่นมั่นนอนนิ่งๆ อยู่ในอ้อมแขนเขา ชวนคุยเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของเขา
“ฉันรู้สึกว่า ความรักควรจะทำให้คนเราอ่อนโยนและกล้าหาญขึ้น ไม่ใช่ทำให้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจและต้องยอมประนีประนอม”
ชิงอวิ๋นมองเพดาน ในใจรู้สึกสับสนเล็กน้อย
เวลาอยู่ต่อหน้าเขา เธอเริ่มไม่มีคราบจักรพรรดินีเหมือนเมื่อก่อนแล้ว บางครั้งก็อ่อนโยนเอาใจใส่ บางครั้งก็ชอบเล่นซนขี้อ้อน...
กระทั่งบางครั้งเขาสามารถสัมผัสได้ชัดเจนถึงความระมัดระวังเอาใจของเธอ
เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันดีหรือไม่ดี
สิ่งนี้ทำให้ศักดิ์ศรีความเป็นลูกผู้ชายของเขาได้รับการเติมเต็มอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกสงสารเธอจับใจ
ทว่าฉินมั่นมั่นกลับหัวเราะออกมา เธอเข้าใจความหมายของเขาแล้ว “มันจะเป็นไปได้ไหมว่า หนูเต็มใจที่จะเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่ไม่มีวันโต เพื่อรับความตามใจจากพี่มากกว่า?”
เมื่อเห็นเขาชะงักไป เธอก็ยื่นหน้าเล็กๆ เข้าไปกระซิบข้างหูเขาอีกครั้ง “พี่คะ ความจริงแล้วพี่ชอบสเปคไหน หนูสามารถแต่งตัวเป็นสเปคนั้นได้หมดเลยนะ
เทพธิดาภูเขาน้ำแข็งในอดีต สาวหวานข้างบ้านในตอนนี้ หรือแม้แต่พี่อยากจะดูแนวเจ้าหญิง แนวพี่สาวคนสวย แนวอาร์ต แนวใสซื่อ แนวเซ็กซี่ยั่วยวน แนวทอมบอย หนูทำได้หมดเลยนะ”
พูดจบ เธอก็หยุดไปนิดหนึ่ง ก่อนจะยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ แล้วจุ๊บติ่งหูเขา “ต่อให้เป็นแนวโลลิแบบถังเชียนหยิ่ง หนูก็เป็นให้ได้นะ”
ผ้าห่ม ลมรั่วเข้าในพริบตา
เธอโกรธจนทุบอกเขาไปสองหมัด “ชิ! หนูว่าแล้วเชียว!”
...
หลังหมดเวลาพักเที่ยง เผิงชางซวี่ที่เดินออกมาจากหอพักแล้วก็ยืนนิ่งอยู่กับที่ เขามองดูสาวผมแกละคู่ที่เดินกระโดดโลดเต้นอยู่ตรงหน้าด้วยความเงียบงัน
หลิวเจี้ยนหงมองตามสายตาของเขาไป ก็เข้าใจได้ทันที
เขาตบไหล่เผิงชางซวี่เบาๆ “พี่รอง ช่างมันเถอะ”
เผิงชางซวี่ยิ้มขื่นพลางพยักหน้า “ปล่อยวางได้แล้วล่ะ แค่ทิ้งระยะห่างเรื่องเวลาหน่อย จะได้ไม่กระอักกระอ่วน”
พวกพี่น้องลองคิดดูก็เห็นด้วย มันกระอักกระอ่วนจริงๆ นั่นแหละ
แต่จัวล่างกลับปรายตามองเขา “ทำไมต้องทำงั้นด้วยล่ะ? ต่อไปยังไงก็ต้องเจอกันบ่อยๆ อยู่แล้ว รีบทำให้ชินๆ ไปซะก็จบเรื่อง”
เผิงชางซวี่ครุ่นคิดอยู่ในใจครู่หนึ่ง ก็คิดตก “ก็จริงอย่างที่ว่า ด้วยฝีมือของไอ้เล็ก...”
ในหัวของมาร์กและคนอื่นๆ ผุดภาพฝีมือของชิงอวิ๋นในช่วงพักเบรกยาวเมื่อหลายวันก่อนขึ้นมา พวกเขาถอนหายใจออกมาพร้อมกัน
หลิวเจี้ยนหงพูดเรียบๆ “เลียนแบบไม่ได้หรอก”
เขาไม่กล้าพูดอะไรมาก สองวันนี้เขาลองหาจังหวะตบโต๊ะดูบ้าง เกือบโดนกัวรุ่ยซีซ้อมจนอัมพาตครึ่งซีกไปแล้ว
จัวล่างมองดูแขนที่เขียวช้ำของเขา แล้วพยักหน้าเห็นด้วย “ถ้าไม่มีหน้าตาหล่อๆ แบบไอ้เล็ก ก็อย่าหวังเลย โดนอัดเอาเปล่าๆ”
หลิวเจี้ยนหงมองค้อนเขา “ฉันว่าแกกำลังเหน็บฉันอยู่นะ”
จัวล่างหัวเราะแหะๆ เดินเลี่ยงไปสองก้าว ย้ายไปอยู่ข้างเจียงซวี่ตง หลบลูกเตะไปได้หวุดหวิด
หลิวเจี้ยนหงที่ดึงขาเก็บกลับมากลับพบว่า สายตาของพี่สามเจียงซวี่ตงก็เหม่อลอยไปเหมือนกัน
เมื่อมองตามสายตาไป ก็พบเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย
ถ้ามีอย่างอื่นสิถึงจะแปลก
เด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มที่เหมือนมีปุ่มสโลว์โมชั่นติดตัว ตอนนี้กำลังอุ้มกล่องของอย่างทุลักทุเลเดินอยู่บนสนามหญ้า
“นั่นใครน่ะ?”
“หัวหน้าห้องเรียนพิเศษสายศิลป์ หยิ่นมั่ว”
จัวล่างล้วงสมุดพกเล่มเล็กออกมา พลิกเปิดดู แล้วตอบอย่างรวดเร็ว “ข้อมูลส่วนตัว ส่วนสูง 166 ซม. น้ำหนัก 49 กก. สัดส่วน...”
เขาเงยหน้าขึ้นไปมองเทียบอีกครั้ง แล้วพูดต่อ “ตอน ม.5 ไอ้เล็กประเมินด้วยสายตาว่า 70B-62-85 แต่ฉันว่าผ่านไปปีนึงแล้วอาจจะไม่เป๊ะแล้วล่ะ
เกิดวันที่ 10 ธันวาคม ปี 84 ราศีธนู กรุ๊ปเลือดบี นิสัยเขาว่ากันว่าเป็นพวกอ่อนโยน แต่ยังไม่เคยพิสูจน์
มหาวิทยาลัยเป้าหมายคือฟู่ตั้น ไม่มีแฟน มีคนตามจีบชัดเจนสามคน...”
เจียงซวี่ตงยื่นมือไปแย่งมาดูเองเลย
ในสมุดพกเล่มนี้ เต็มไปด้วยข้อมูลส่วนตัวของนักเรียนหญิงทั้งนั้น
ส่วนหลิวเจี้ยนหงกับเผิงชางซวี่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก “น้องห้า แกไปทำไอ้นี่มาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?”
จัวล่างยักไหล่ “ว่างๆ ก็เลยทำ ไอ้เล็กบอกว่า ถือเป็นการฝึกทักษะการวางโครงสร้างฐานข้อมูลไปในตัว”
เจียงซวี่ตงมองดูกล่องในมือของหยิ่นมั่วที่อยู่ไกลๆ อีกครั้งด้วยสีหน้าสงสัย “ยาชงป่านหลานเกิน? เธออุ้มกล่องเบ้อเริ่มขนาดนั้นไปทำไม?”
หลิวเจี้ยนหงเบ้ปาก “มีอะไรน่าแปลกใจ? ห้องเราก็มี เมื่อเช้าฉันเพิ่งไปแบกกลับมาเอง”
ห้องเรียนพิเศษสายวิทย์ไม่มีหัวหน้าห้อง หรือจะพูดให้ถูกก็คือทุกคนในห้องเป็นหัวหน้าห้องหมด
หลีฟางผิงใช้ระบบผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน ซึ่งก็ช่วยหลีกเลี่ยงความกระอักกระอ่วนที่ไม่มีใครยอมเป็นกรรมการห้องในช่วงหลังได้ดี
“แต่หนักขนาดนี้ ห้องเธอปล่อยให้ผู้หญิงตัวคนเดียวมาแบกเนี่ย มันไม่เกินไปหน่อยเหรอ?”
สิ้นเสียง หยิ่นมั่วที่อยู่บนสนามหญ้าก็ประคองด้วยสองมือไม่ไหว กล่องหล่นกระแทกพื้นแถมยังกลิ้งไปอีกสองตลบ
หยิ่นมั่วทิ้งตัวลงนั่งบนสนามหญ้าด้วยความหงุดหงิด







