เช้ามืด
ลมกลางคืนพัดโชยมา แฝงไว้ด้วยความหนาวเย็น
กองขยะข้างห้องเช่าส่งกลิ่นเหม็นเน่าคลุ้ง
เติ้งหรงกำลังอาเจียนอยู่ข้างกองขยะ วันนี้เขาดื่มเหล้าไปเยอะมาก โดยไม่สนเลยว่าแผลกระเพาะทะลุเพิ่งจะหายดี...
ทว่า การดื่มเหล้าในครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อหาเลี้ยงชีพ ไม่ใช่การดื่มตอนร้องเพลงประจำในบาร์ และไม่ใช่เพราะความกลัดกลุ้มที่ต้องยืมฤทธิ์สุรามาดับทุกข์
ตรงกันข้าม วันนี้เขาดีใจเป็นพิเศษ
ในเวลาเพียงสองวันสั้นๆ เขาได้ขึ้นเวทีคอนเสิร์ตที่มีคนดูถึงสองพันคน ไม่เพียงแค่ได้ขึ้นคอนเสิร์ตคนสองพันคนเท่านั้น แต่ยังได้เซ็นสัญญากับบริษัทบันเทิงอย่างเป็นทางการอีกด้วย!
นับจากนี้ไป เขาไม่ใช่นักร้องพเนจรที่ไร้ที่พึ่งพิงอีกแล้ว นับจากนี้ไป เขามีบริษัทบันเทิงเป็นของตัวเอง ไม่ต้องดื่มเหล้าแก้วแล้วแก้วเล่าและคอยดูสีหน้าคนอื่นอีก
หลังจากอาเจียนเสร็จ กระเพาะก็ปวดแสบปวดร้อน แต่กลับไม่มีเลือดออก
เขามองดูกองขยะ!
"แม่งเอ๊ย ตั้งแต่นี้ไป กูจะไปให้พ้นจากกองขยะอย่างมึง!"
เขาสบถด่าออกมา!
หลังจากเสียงด่าทอของเขาจบลง เพื่อนบ้านระแวกนั้นก็พากันเปิดไฟ น้ำกะละมังหนึ่งสาดลงมาจากข้างบนรดใส่หน้าเขา พร้อมกับเสียงด่าว่าเขาเป็นบ้า
เขาลูบคลำเสื้อผ้าที่เปียกชื้น ส่ายหน้าอย่างไม่ใส่ใจนัก ตัดสินใจถอดเสื้อผ้าบนตัวออกจนหมดเกลี้ยงแล้วโยนทิ้งลงถังขยะ ก่อนจะเดินตรงกลับเข้าไปในห้องเช่าของตัวเอง
เขานอนลงบนเตียง หลับไปนานมาก
เขาหลับยาวไปจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น
เขามองดูขยะที่เกลื่อนกลาดเต็มพื้นห้องเช่า ทั้งขวดเหล้า กระดาษทิชชู กล่องข้าว ห้องที่สกปรกซอมซ่อนี้ราวกับเป็นกองขยะแห่งที่สอง
เขาหลับนอนอยู่ในกองขยะที่ทั้งคับแคบและมืดมิดเช่นนี้มาหลายปี บางครั้งถึงกับรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงซากศพเดินได้
"ต่อไปนี้ จะไม่ดื่มเหล้าอีกแล้ว!"
"เลิกเหล้า!"
เขามองดูอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยประโยคนี้ออกมา จากนั้นเขาก็เริ่มทำสิ่งผิดหูผิดตาด้วยการหยิบไม้กวาดขึ้นมาทำความสะอาดห้องอย่างจริงจัง
"เติ้งหรง มีคนร้องเรียนว่าห้องคุณเหม็นมาก เติ้งหรง ไม่ใช่ว่าผมอยากจะว่าคุณนะ แต่ถ้าคุณยังไม่รักษาความสะอาดแบบนี้อีก ผมก็คง..."
ตอนที่เขาหิ้วถุงขยะออกจากประตู เขาก็เห็นเจ้าของบ้านเดินเข้ามาด้วยท่าทีขึงขัง
"ขอโทษครับ เจ้าของบ้าน!"
ราวกับเป็นครั้งแรกที่เจ้าของบ้านเห็นเขายิ้มเจื่อนๆ เอ่ยปากขอโทษ จากนั้นเจ้าของบ้านก็ชะเง้อมองเข้าไปในห้องตามสัญชาตญาณ แล้วหันกลับมามองที่มือของเขา
ในมือของเขาหิ้วถุงขยะหลายถุง หลังจากขอโทษเสร็จ เขาก็ก้มหน้านำขยะไปทิ้งลงในถัง
ท่าทีที่ผิดแปลกไปจากเดิมของเขา ทำให้เสียงด่าทอที่เจ้าของบ้านตั้งใจจะพ่นออกมาถูกกลืนกลับลงคอไปในพริบตา ครู่ต่อมา เจ้าของบ้านก็มองดูเขาเดินกลับเข้าไปในห้องเช่าและก้มหน้าก้มตาทำความสะอาดต่อไปอย่างขะมักเขม้น
"คุณจะย้ายออกแล้วเหรอ?"
"น่าจะย้ายออกแล้วล่ะครับ"
ตลอดช่วงเช้า เติ้งหรงเอาแต่ง่วนอยู่กับการจัดของ
เจ้าของบ้านมองดูเขาทำความสะอาดห้องที่เคยรกเรื้อจนสะอาดสะอ้าน และมองดูเขาจัดทรงผมที่เคยยุ่งเหยิงจนเป็นระเบียบเรียบร้อย
แววตาของเขาราวกับมีประกายแสงบางอย่าง ประกายแสงนี้ทำให้เจ้าของบ้านรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
"คุณจะกลับบ้านเกิดเหรอ?"
เจ้าของบ้านเองก็เป็นชายวัยกลางคนอายุสี่สิบกว่าปีเช่นกัน เมื่อเห็นเติ้งหรงจัดกระเป๋าสัมภาระ เจ้าของบ้านก็จ้องมองเขา
ในหัวของเจ้าของบ้านพลันปรากฏภาพเหตุการณ์เมื่อสิบกว่าปีก่อน ตอนที่เขาเพิ่งมาถึงเยียนจิงใหม่ๆ
ในตอนนั้น เติ้งหรงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น สะพายกีตาร์และบอกกับเขาว่า เขาจะบุกเบิกเส้นทางของตัวเองในวงการเพลงร็อกของเยียนจิงและของจีนให้จงได้
หลายปีมานี้ เขาก็ไม่เคยยอมแพ้จริงๆ เขายืนหยัดร้องเพลงบนสะพานลอยทุกวัน เคยได้ยินว่าเขาวิ่งเต้นไปตามบริษัทบันเทิงต่างๆ และเคยแต่งเพลงมาบ้าง แต่สุดท้ายอาจเป็นเพราะพรสวรรค์ที่มีจำกัดหรือด้วยเหตุผลกลใดก็ไม่อาจทราบได้ ในที่สุดเขาก็ไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมา ชายหนุ่มคนนั้นก็กลายเป็นชายวัยกลางคนลงพุง ประกายในแววตาเริ่มเลือนหายและกลายเป็นขุ่นมัว เพื่อนบ้านหลายคนเริ่มร้องเรียนว่าเขาไม่รักษาความสะอาด ห้องมีกลิ่นเหม็นเน่าโชยออกมาตลอด...
ทว่า มีข้อดีอยู่อย่างหนึ่งคือ เขาไม่เคยค้างค่าเช่าห้องเลย ขอแค่มีเงิน เขาก็จะรีบจ่ายทันที!
"เปล่าครับ! ผมเซ็นสัญญากับบริษัทบันเทิงแล้ว!"
ภายใต้แสงแดด
เจ้าของบ้านมองดูเติ้งหรงที่จู่ๆ ก็เผยรอยยิ้ม สะพายกีตาร์ และมองมาที่เขาอย่างจริงจัง
"สำเร็จแล้วเหรอ?"
"ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสำเร็จหรือเปล่า แต่... ในที่สุดก็ถือว่ามีคำตอบให้ตัวเองแล้ว..."
หลังจากเติ้งหรงพูดประโยคนี้จบ เขาก็เดินลงบันได ก้าวเดินลงไปทีละก้าว
ตอนที่กำลังจะจากไป จู่ๆ เขาก็หันขวับกลับมามองห้องเช่าอีกครั้ง ราวกับอาลัยอาวรณ์อยู่ชั่วครู่ ก่อนจะหันหลังกลับไปอย่างเด็ดเดี่ยว
ในวินาทีนั้นเอง จู่ๆ ก็มีนักข่าวหลายคนปรากฏตัวขึ้นแต่ไกล นักข่าวเหล่านั้นวิ่งตามเขามาทัน ท่ามกลางความตกตะลึงของเจ้าของบ้าน หรือแม้แต่ตัวเติ้งหรงเอง
........................................
"บางที นี่คงเป็นคนธรรมดาภายใต้ยุคสมัยอันยิ่งใหญ่สินะ!"
"คนธรรมดาตามหาความฝัน มันจะไปง่ายขนาดนั้นได้ยังไง?"
"ฉันไม่เข้าใจเลย อายุสี่สิบกว่าแล้ว ทำไมยังต้องดันทุรัง? ร็อกเกอร์ เป็นคำที่ห่างไกลเหลือเกิน!"
"ใช่ บทความนี้ถึงอ่านแล้วจะทำให้ฉันซาบซึ้งมาก แต่ก็รู้สึกอึดอัดใจแปลกๆ อุตส่าห์อดทนมาสิบกว่าปีแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ แบบนี้ไม่ควรจะถอดใจไปตั้งนานแล้วเหรอ?"
"รีบตัดใจให้ไว!"
"อาเค เป็นแค่คนส่วนน้อยจริงๆ..."
"..."
เที่ยงวันรุ่งขึ้นหลังจาก 【คอนเสิร์ตคนเล็กๆ】 จบลง
โพสต์ที่ชื่อว่า 'ร็อกเกอร์วัยกลางคน' ถูก 【หนานกงหนาน】 แชร์ต่อ และหลังจากแชร์ออกไปก็กลายเป็นกระแสโด่งดังขึ้นมาทันที
คลอไปกับท่วงทำนองปลุกใจของเพลง 'วิ่ง' ทุกตัวอักษรที่เขียนไว้ในบทความ 'ร็อกเกอร์วัยกลางคน' ล้วนเต็มไปด้วยความน่าเศร้าสลดและชวนให้ถอนหายใจ...
เติ้งหรง ชายวัยกลางคนผู้ใช้เวลากว่าสิบปีในการไล่ตามความฝันภายใต้ยุคสมัยอันยิ่งใหญ่ แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จใดๆ ในที่สุดก็เป็นที่รู้จักของชาวเน็ตมากมาย
หลายคนมองเห็นเรื่องราวของตัวเองผ่านบทความ 'ร็อกเกอร์วัยกลางคน' ชิ้นนี้...
มีทั้งคนที่ชื่นชม ชื่นชมที่คนๆ หนึ่งสามารถยืนหยัดมาได้นานขนาดนี้ ยืนหยัดจนแทบจะกลายเป็นบ้า
และก็มีคนที่ปฏิเสธ ปฏิเสธคนที่ทั้งๆ ที่รู้ว่าตัวเองไม่อาจประสบความสำเร็จแต่ก็ยังดันทุรัง นี่ไม่ใช่เรื่องน่ายกย่องสรรเสริญ แต่มันคือความโง่เขลา!
เสียงวิพากษ์วิจารณ์เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ วนเวียนอยู่กับคำว่า "ความฝัน" วนเวียนอยู่กับเพลง 'วิ่ง' และวนเวียนอยู่กับบทความอีกชิ้นที่ชื่อว่า 'เรื่องราวของอาเค'...
บางคนสัมผัสได้ถึงการปลอบประโลมใจจาก 'เรื่องราวของอาเค' ในขณะที่บางคนก็สัมผัสได้ถึงแรงบันดาลใจจากเรื่องราวนี้ แน่นอนว่าก็มีคนที่รู้สึกว่าความสำเร็จของอาเคมีความบังเอิญอยู่มาก คนส่วนใหญ่ล้วนเป็นเหมือนเติ้งหรง ที่จมปลักอยู่กับความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง และในที่สุดก็ดำดิ่งลงไป หรือแม้กระทั่งเสียสติ
แต่!
มีคนเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นที่รู้ว่า เมื่อเรื่องราวความหดหู่และไม่สมหวังของเติ้งหรงถูกคนได้ยินและได้เห็นแล้วล่ะก็...
เขาก็อยู่ห่างจากความสำเร็จไม่ไกลแล้ว!
ในยุคสมัยนี้!
ไม่กลัวว่าคุณจะมีชื่อเสียงฉาวโฉ่ ไม่กลัวว่าคุณจะถูกแฉ และยิ่งไม่กลัวว่าในเวยปั๋วจะมีแต่เสียงด่าทอ...
การไร้ชื่อเสียงเรียงนามต่างหากที่เป็นเรื่องน่ากลัวที่สุด
ภายในห้องทำงาน
สวีเซิ่งหนานมองดูเพลง 'ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม' เมื่อเพลงเก่าเพลงนี้เริ่มมีกระแสพุ่งสูงขึ้น เธอก็หรี่ตาลง
ในตอนนั้นเอง เธอก็ได้ยินเสียงผลักประตูห้องทำงานเปิดออก
จากนั้น จางม่อก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าขึงขังดุดัน
"พี่เซิ่งหนาน ทำไมถึงไม่ให้ทรัพยากรโปรโมตเพลง 'วิญญาณหลงใหล' แล้วล่ะครับ ทำไม?"
"ขืนให้ทรัพยากรโปรโมตเพลง 'วิญญาณหลงใหล' ต่อไปก็ไม่มีความหมายอะไรแล้ว การมองเห็นของมันมากพอแล้วล่ะ แต่ม่อจื่อ ฉันหวังว่านายจะเข้าใจนะว่า การตลาดที่ดี ต้องควบคู่ไปกับผลงานที่ดียิ่งกว่า..."
"พี่เซิ่งหนาน ผมอยากรู้ว่าทำไม ทำไมเรามีทีมงานที่ดี มีทรัพยากรที่ดี ผมก็ร้องได้ไม่แย่ แต่ทำไมเราถึงแพ้ ทำไมถึงสู้เพลง 'วิ่ง' ของเขาไม่ได้?"
ม่อจื่อพรูลมหายใจออกมายาวๆ แต่ก็ยังกดข่มอารมณ์พลุ่งพล่านเอาไว้ไม่อยู่
ตั้งแต่เขาเดบิวต์จนถึงตอนนี้ เขาก็ถูกบริหารจัดการให้ก้าวขึ้นมาทีละก้าวแบบนี้ แล้วก็เดินหน้าสู่ความสำเร็จไปทีละก้าว!
แต่ครั้งนี้ เขากลับต้องพ่ายแพ้อย่างราบคาบ!
เรื่องนี้ทำให้คนที่ประสบความสำเร็จมาตลอดอย่างเขา รับไม่ได้จริงๆ
"ใครจะไปคิดล่ะว่า อาเคจะสามารถแต่งผลงานระดับปรากฏการณ์ออกมาได้? บางที เพลงที่ทีมงานของเราแต่งขึ้นมา อาจเป็นได้แค่เพลงป็อป แต่ไม่ใช่ผลงานระดับปรากฏการณ์ในหมู่เพลงป็อป... แพ้ให้กับผลงานระดับปรากฏการณ์ ไม่ใช่เรื่องน่าอายหรอก เพลง 'กลางสายฝน' และ 'กลางฤดูร้อน' ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าอาเคเป็นนักแต่งเพลงที่ยอดเยี่ยม อัจฉริยะที่แท้จริงน่ะกดเอาไว้ไม่อยู่หรอก..."
สวีเซิ่งหนานมองออกไปนอกหน้าต่าง มองเงียบๆ อยู่นาน ในที่สุดก็ส่ายหน้า
........................................
ไต้หวัน
ภายในคฤหาสน์
"เหล่าชุย... คุณได้ดูข่าวช่วงนี้หรือเปล่า?"
"ข่าวอะไร?"
"ข่าวคอนเสิร์ตงานหนึ่งน่ะ"
"【คอนเสิร์ตซูเปอร์สตาร์แห่งศตวรรษ ณ เมืองเวทมนตร์】?"
"ไม่ใช่ 【คอนเสิร์ตคนเล็กๆ】 ต่างหาก คอนเสิร์ตนี้ทำให้เพลง 'ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม' ของคุณกลับมาดังอีกรอบแล้วนะ!"
"อ้อ?"
"..."
ชุยหย่งฮ่าววางสายจากเพื่อน
หลังจากวางสาย เขาก็เปิดเวยปั๋วขึ้นมา นั่งดูข่าวคราวต่างๆ บนเวยปั๋วเงียบๆ
มีข่าวเกี่ยวกับ 【คอนเสิร์ตซูเปอร์สตาร์แห่งศตวรรษ ณ เมืองเวทมนตร์】 เยอะมาก แต่ที่น่าแปลกใจคือ มหกรรมดนตรีครั้งนี้กลับไม่มีประเด็นอะไรให้พูดถึงเลย กระแสตอบรับดีมาก แต่ก็ไม่ได้เป็นอันดับหนึ่ง
อันดับหนึ่งคือ 【คอนเสิร์ตคนเล็กๆ】 ในขณะเดียวกันก็มีโพสต์ที่ชื่อว่า 【ร็อกเกอร์วัยกลางคน】 พุ่งติดสิบอันดับแรกของการค้นหายอดฮิต...
เขากดตามลิงก์เข้าไปในเว็บไซต์ที่ชื่อว่า 【จี๋ทู่ วิดีโอ】 และได้เห็นคอนเสิร์ตงานนั้น
นั่นคือกลุ่มคนหนุ่มสาวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น และเต็มไปด้วยความกระหายต่อความฝัน พวกเขากำลังไล่ตามมันอย่างไม่คิดชีวิต...
บรรยากาศในงานมันสุดเหวี่ยงมาก ทำให้เขานึกถึงเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่พวกเขากลุ่มร็อกเกอร์รุ่นเก๋า จัดคอนเสิร์ตที่ไต้หวัน...
เขายังได้ยินตอนที่เติ้งหรงปรากฏตัวขึ้นมาร้องเพลง 'ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม' ของเขา จู่ๆ อารมณ์ของเขาก็เกิดความรู้สึกบางอย่าง
ในสายตาของคนระดับมืออาชีพ เติ้งหรงร้องได้ไม่ถือว่าดีนัก ทว่าอารมณ์ที่แฝงอยู่ในน้ำเสียง กลับเหมือนกับตัวเขาในอดีตไม่มีผิด
จากนั้นเขาก็ดู 【เรื่องราวของเติ้งหรง】 ต่อ
หลังจากดูจบ...
เขาจ้องมองเพดานอยู่ครู่ใหญ่
ก่อนจะก้มหน้า เดินตรงไปยังห้องหนังสือทีละก้าว เขามองไปยังห้องดนตรีที่อยู่ข้างๆ มองเห็นกีตาร์และเปียโนเหล่านั้น
เมื่อสิบห้าปีก่อน!
เขาเข้ารับการผ่าตัดกล่องเสียง แล้วหลังจากนั้น ลำคอของเขาก็พังทลายลง
หลังจากที่มันพัง เขาก็ไม่เคยขึ้นเวทีอีกเลย
สำหรับนักร้องคนหนึ่ง การที่กล่องเสียงพัง แทบจะเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย!
ต่อมา เขาก็ค่อยๆ เงียบหายไป
จากนั้น เขาก็มองดูวงการเพลงร็อกของจีนที่หลังจากผ่านพ้นยุครุ่งเรืองอันแสนสั้น ก็เริ่มเข้าสู่ความเงียบงันราวกับความตาย เขารู้ว่านั่นคือความหลีกเลี่ยงไม่ได้ของยุคสมัย แต่ในฐานะผู้นำแห่งยุคนั้น ใครจะทำใจยอมรับความเสื่อมถอยนี้ได้กันเล่า?
เขานั่งอยู่ในห้องหนังสือ จากนั้นก็เปิดลิ้นชักออก
ภายในลิ้นชักมีเพลงวางอยู่เต็มไปหมด...
เขาหยิบออกมาเพลงหนึ่ง มีชื่อว่า 'ฆ่าร็อกเกอร์วัยกลางคนคนนั้น'...
ผ่านไปครู่หนึ่ง...
เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา
"ช่วยติดต่อบริษัทที่อยู่เบื้องหลังเติ้งหรงให้ผมหน่อย ผมอยากจะนัดเจอพวกเขาสักหน่อย!"







