โกซูยอลเคยสัมผัสผลงานของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่มาแล้วนับไม่ถ้วน
เขาเองก็เป็นจิตรกรชื่อดังระดับประเทศ และรู้ดีว่าหลานชายโกฮุนมีพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดา
ภาพวาดที่หลานเคยวาดมาก็เป็นเครื่องพิสูจน์
เป็นผลงานที่โดดเด่นอย่างแท้จริง จนทำให้หัวใจรู้สึกสั่นไหวเพียงแค่ได้เห็น
มันให้ความรู้สึกเหมือนการกำเนิดของจิตรกรผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคสมัยใหม่
แต่ภาพวาดนี้แตกต่างออกไป
ทันทีที่มองภาพ เขาก็จมดิ่งลงไปในอารมณ์ที่ภาพนั้นถ่ายทอดออกมาโดยไม่อาจถอนตัวขึ้นมาได้
ทุ่งข้าวสาลีที่เยือกแข็งนั้นเปี่ยมด้วยความรักอันอ่อนโยน แต่ไม่ได้สื่อความหมายมากมายอะไรเลย
ไม่ได้ใช้สีสันหลากหลาย
มีเพียงสีดำ สีน้ำเงิน สีขาว และสีน้ำตาลเท่านั้น
แทนที่จะให้ความสำคัญกับรูปร่าง เขาเลือกที่จะซ้อนสีเข้าหากัน และใช้ฝีแปรงถ่ายทอดพื้นผิวของวัตถุ
สายลมที่วาดด้วยสีน้ำเงิน สีดำ และสีขาวนั้นโหดร้ายอย่างไม่น่าเชื่อ
ท้องฟ้าที่วาดด้วยสีน้ำเงินและสีดำก็ดูไม่ต่างจากลางร้าย
แต่ทำไม... พื้นดินเยือกแข็งใต้ท้องฟ้านั้น กลับอบอุ่นถึงเพียงนี้กันเล่า?
น้ำค้างแข็งเหนือทุ่งข้าวสาลีแห้งแล้งดูราวกับกำลังเปล่งประกาย แสบตาแทบมองไม่ไหว
“เป็นยังไงบ้างครับ?”
โกฮุนเอ่ยถามอีกครั้ง
“……”
โกซูยอลไม่อาจเอ่ยคำใด
เขาไม่รู้จะถ่ายทอดความรู้สึกที่ได้รับจากภาพวาดของหลานชายอย่างไรดี
และในตอนนี้ เขาก็ไม่อยากพูดอะไรด้วย
เขาเพียงต้องการซึมซับความรู้สึกที่ถ่ายทอดมาจากภาพให้เต็มที่
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง
“ฮัดเช้ย!”
โกฮุนจามออกมา
โกซูยอลจึงได้สติกลับคืนมา
“เข้าไปข้างในกันเถอะ”
เขารีบเก็บผ้าใบและคว้ามือของหลานชายไว้แน่น
ฝีเท้าของเขาเร่งร้อนเหมือนกับจังหวะหัวใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ
...
เป็นอย่างที่คาดไว้
โกฮุนที่อยู่กลางอากาศหนาวนอกบ้านนานเกินไปก็เป็นไข้หวัดเข้าให้
โกซูยอลรีบพาเขาไปโรงพยาบาลใกล้บ้านทันที
หลังจากรับคำแนะนำจากหมอให้แอดมิท เขาก็พอจะถอนหายใจได้บ้าง
“ฮะ”
“ไอ้เด็กนี่ ยังจะหัวเราะอีกเหรอ?”
พอเห็นหลานชายที่ไข้ขึ้นตั้ง 38 องศา แต่ยังยิ้มอย่างอ่อนแรง ก็รู้สึกปวดใจอย่างบอกไม่ถูก
“ทุ่งข้าวสาลีนั่นน่ะครับ”
โกฮุนพูดพลางยิ้มบาง ๆ
“ผมเคยคิดว่ามันเปล่งประกายได้เพราะแสงแดด”
“แล้วไงล่ะ?”
โกซูยอลเช็ดเหงื่อที่ไหลพรากบนหน้าผากของหลานชาย
“เพราะมันสว่างไสว ผมเลยคิดว่าคงเป็นเพราะได้รับแสงอาทิตย์ แต่ไม่ใช่แค่นั้นครับ”
เสียงของโกฮุนค่อย ๆ แผ่วเบาลง
“ช่วงฤดูใบไม้ผลิกับฤดูร้อนน่ะ เติบโตได้ก็เพราะแดด แต่ฤดูใบไม้ร่วงกับฤดูหนาวล่ะ จะอดทนมาได้ยังไง ทั้งที่มันหนาวขนาดนี้”
“หลับตาเถอะนะ”
ดูเหมือนฤทธิ์ยากำลังเริ่มทำงาน
โกซูยอลลูบผมหลานชายเบา ๆ หวังให้เขาได้หลับสบาย
“ผมคิดดูแล้ว มันก็เพราะผืนดินที่โอบอุ้มไว้นั่นแหละครับ”
โกฮุนมองเห็นความเมตตาและความหวังในทุ่งข้าวสาลีเยือกแข็งนั้น
ความรักของผืนดินที่ยอมรับลมอันโหดร้ายและน้ำค้างเย็นเฉียบแทนต้นข้าว เพื่อให้เมล็ดข้าวสามารถเติบโตขึ้นในห้วงเวลาแห่งแสงสว่าง
เมล็ดพันธุ์ที่จะผลิยอดขึ้นมาในวันหนึ่งหลังได้รับความรักนั้น
เขารู้สึกว่าความสัมพันธ์นั้น ก็ไม่ต่างจากตัวเขาเองเลย
ทุ่งข้าวสาลีในโอแวร์ญที่เขาเคยมองด้วยความหวาดกลัว ตอนนี้ก็ไม่ได้น่ากลัวอีกต่อไปแล้ว
โกซูยอลนั่งฟังคำพูดของหลานชายเงียบ ๆ
“แต่ไม่มีใครสนใจทุ่งข้าวสาลีในฤดูหนาวเลยครับ… คนมักจะมองแค่ทุ่งข้าวสาลีสีทองในฤดูร้อนเท่านั้น ทั้งที่มันสวยมากนะ…”
โกซูยอลเข้าใจคำพูดของโกฮุนในแบบของเขาเอง
ภาพของศิลปินมากมายที่มีพรสวรรค์และพยายามอย่างไม่หยุดยั้ง แต่กลับไม่ได้รับการยอมรับผุดขึ้นในหัว
คน ๆ เดียวที่ผุดขึ้นมาในใจเมื่อพูดถึงทุ่งข้าวสาลีที่มีน้ำค้างแข็งปกคลุม
วินเซนต์ แวนโก๊ะ
ชายผู้ล้มลงก่อนที่ต้นข้าวจะงอกเงย
จนกระทั่งกลายเป็นรวงข้าวเต็มที่แล้วจึงได้รับการยอมรับในคุณค่า
โกซูยอลเดาว่า
โกฮุนคงวาดภาพนี้เพื่ออุทิศให้วินเซนต์ แวนโก๊ะ
“แล้วก็…”
เสียงโกฮุนงึมงำขณะง่วงนอน
โกซูยอลหลุดหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะจูบหน้าผากของหลานชาย
ฟังจากลมหายใจสม่ำเสมอแล้ว ดูเหมือนเจ้าตัวจะหลับสนิท
เขาดับไฟ แล้วเอนตัวลงบนเตียงเสริมข้าง ๆ
‘……บางที เมืองใหญ่ อาจไม่ใช่คำตอบก็ได้’
โกซูยอลหวังว่าโกฮุน ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ จะสามารถเติบโตมุมมองแบบนี้ต่อไปได้
พรสวรรค์นี้ช่างน่าเสียดายเกินไปหากต้องปล่อยให้หล่นหาย
ช่วง 6 สัปดาห์ที่เดินทางยุโรป
โกฮุนดูสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และสามารถสร้างสรรค์ผลงานอย่างภาพนี้ออกมาได้
เขารู้สึกว่า หากอยู่แต่ในที่เดิม ๆ คงไม่มีทางเกิดขึ้นแน่
ด้วยเหตุนี้ โกซูยอลจึงตัดสินใจว่า
แทนที่จะปักหลักอยู่เมืองใดเมืองหนึ่งนาน ๆ คงจะดีกว่าถ้าจะพาหลานชายไปสัมผัสประสบการณ์หลากหลายจากหลายพื้นที่
พอคิดถึงตรงนี้ ความตึงเครียดก็คลายลง
แล้วเขาก็เข้าสู่นิทราในเวลาไม่นาน
เช้าวันรุ่งขึ้น
โกฮุนซัดอาหารเช้าอย่าง ไก่ต้ม สลัดปลาแซลมอน และขนมปัง อย่างกับตาเห็น
เด็กที่ยังนอนซมอยู่เมื่อวาน กลับกินเหมือนคนที่อดข้าวมาหลายวัน
โกซูยอลทั้งโล่งใจและงงไปพร้อมกัน
“ไม่ป่วยแล้วเหรอ? อร่อยมั้ย?”
“ครับ! อร่อยมากเลย คุณปู่ก็กินด้วยสิครับ”
โกฮุนยื่นส้อมของตัวเองให้
“คุณปู่กินทีหลังก็ได้ กินช้า ๆ เคี้ยวให้ละเอียด แล้วก็ดื่มน้ำด้วยนะ”
“ครับ!”
พอกินชีสเค้กที่มาเป็นของหวาน
โกฮุนก็เบิกตาโตแล้วพูดขึ้นเสียงดัง
“คุณปู่! ต้องลองนี่ดูครับ!”
“ฮ่า ๆ อร่อยขนาดนั้นเชียว?”
“นี่มัน... นี่มันคือการปฏิวัติเลยนะครับ! เป็นการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชาวฝรั่งเศสรองจากการปฏิวัติฝรั่งเศส!”
โกซูยอลถึงกับหลุดหัวเราะให้กับคำพูดสุดเว่อร์ของหลานชาย
“ไอ้เด็กนี่ ชีสเค้กมันจะอร่อยขนาดไหนกันเชียว?”
“จริง ๆ นะครับ! ลองกินดูเร็ว!”
โกซูยอลเลยตักชีสเค้กของโกฮุนมาชิมคำหนึ่ง
“อืม?”
“ใช่ไหมล่ะ! ชีสที่เย็นจนแทบจะแข็ง แต่พอแตะลิ้นก็ละลายช้า ๆ นุ่มนวล แล้วก็โอบล้อมลิ้นอย่างอ่อนโยน รสสัมผัสแบบนี้มีอยู่จริงได้ยังไงกัน!”
คำพูดอย่าง “การปฏิวัติฝรั่งเศส” กับ “ละมุนลิ้น” แบบนี้ ไม่ใช่คำพูดของเด็กเลยสักนิด
‘พ่อแม่เด็กนี่เลี้ยงมายังไงกันนะ’
ถึงจะเป็นเด็กที่ชอบอ่านหนังสือมาก แต่บางทีเขาก็ยังตกใจอยู่บ้าง
อย่างตอนที่พูดเรื่องแวนโก๊ะต่อหน้าทีมนักวิจัยก็เหมือนกัน เป็นเด็กที่แปลกจริง ๆ
แต่ถึงจะยังไง ก็เป็นสายเลือดสุดท้ายที่เหลืออยู่ของเขา
เด็กที่เขารักยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
“พูดแบบนั้นคนจะเข้าใจเหรอ?”
โกฮุนกะพริบตาปริบ ๆ
“ต้องพูดให้เข้าใจง่ายสิ ถ้าใช้คำเว่อร์เกินไป บางทีก็สื่อไม่ถึงนะ”
“แล้วควรพูดยังไงล่ะครับ?”
โกซูยอลครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ใช้คำเปรียบน่ะดีสุดแล้ว อย่างเช่น เป็นชีสเค้กที่เหมือนแมวเลยนะ
ภายนอกอาจจะดูเย็นชา แต่พอกอดไว้ในอกก็แสดงความน่ารักเอาอกเอาใจออกมา น่ารักเหมือนแมวไงล่ะ คิดดูสิ”
“……”
โกฮุนจ้องมองโกซูยอลนิ่ง ๆ ก่อนจะไม่พูดอะไร
แล้วหันกลับมากินชีสเค้กต่ออย่างเงียบ ๆ
...
ร่างกายของเด็กนี่ก็ดีจริง ๆ
แค่ได้นอนเต็มอิ่ม ตื่นมาก็สดชื่นสุด ๆ จนได้ออกจากโรงพยาบาลในวันเดียว
แต่ปัญหาคือ
ตอนวาดมันก็ดีอยู่หรอก แต่ไม่รู้เลยว่าจะทำยังไงให้ภาพแห้งดี
เพราะลมแรงกับอากาศแห้ง สีด้านนอกจึงแห้งเร็วก็จริง
แต่เพราะทาลงไปหนาเอามาก ๆ กว่าที่สีด้านในจะแห้งสนิทคงต้องใช้เวลานาน
ตอนนี้เลยเอาไปวางไว้ที่ริมหน้าต่างชั้นสองของห้องทดลองของมาร์ติน แยนเซนก่อน
แต่ระหว่างที่เดินทางไปเที่ยวต่อ คงไม่สะดวกจะพกติดตัวไปด้วยตลอด
เลยกลายเป็นเรื่องที่ต้องคิดหนัก
“ก็อยู่ที่นี่จนกว่ามันจะแห้งไงล่ะ ไม่ใช่เหรอ?”
มาร์ตินพูดเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่
แต่คุณปู่ส่ายหัว
“ภาพที่ลงสีหนาขนาดนี้ ต่อให้ทาน้ำยาเร่งแห้งก็ยังต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าสีข้างในจะเซตตัวหมด”
“นานขนาดนั้นเลยเหรอ?”
มาร์ตินถึงกับครางในลำคอ
ต้องจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะด้วย พอแห้งดีแล้วก็ต้องเคลือบวานิชอีก
อย่างที่คุณปู่ว่า ขั้นต่ำก็ต้องรออย่างน้อยสามเดือน
ถ้าบางหน่อย ประมาณสองสัปดาห์ก็พอแห้งจนจัดแสดงได้
แต่สำหรับภาพอย่างของเราที่ลงสีหนา มันอาจต้องใช้เวลาครึ่งปีเต็มกว่าจะเซตตัวอย่างสมบูรณ์
น่าลำบากใจจริง ๆ
และภาพนี้เราก็ชอบมากด้วย อยากเก็บให้ปลอดภัยจนกว่าจะทาน้ำยาเคลือบ
“งั้นก็ฝากไว้ที่นี่สิ?”
“……”
มาร์ตินเป็นคนดีและน่าเชื่อถือก็จริง แต่เขาไม่มีความรู้เรื่องภาพวาดมากพอให้ฝากภาพนี้ไว้ด้วยได้
“ทำไมล่ะ?”
“ก็ไว้ใจไม่ได้นี่ครับ ก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสีต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะแห้งสนิท”
“ฉันน่ะไม่รู้หรอก แต่พวกนักวิจัยที่นี่ดูแลดีอยู่แล้ว”
ดูเหมือนว่า พวกนักวิจัยที่สถาบันแวนโก๊ะ และมูลนิธิแวนโก๊ะ จะเป็นคนดูแลภาพของเราที่เก็บไว้อยู่
ก็พอจะเชื่อได้อยู่หรอก แต่…เราก็ยังอยากดูแลด้วยตัวเองมากกว่า
ภาพนี้ไม่สามารถฝากใครได้จริง ๆ
“คุณปู่ครับ เรากลับเกาหลีไม่ได้เหรอ?”
“ก็ไม่เห็นจะเป็นไรหรอก ไปเที่ยวหลาย ๆ ที่แบบนี้ก็เหนื่อยเหมือนกัน… ฮืม… แต่ต้องยึดภาพนี้ให้แน่นหนาหน่อยนะ”
คุณปู่มองภาพสักพัก เหมือนตัดสินใจได้แล้วก็พยักหน้า
“มาร์ติน แถวนี้มีร้านทำกรอบรูปมั้ย?”
“อืม... อย่าหาแถวนี้เลย ออกไปหาที่ปารีสดีกว่าไหม?”
ดูเหมือนจะดีกว่าตามที่มาร์ตินเสนอ
เราก็อยากได้กรอบรูปที่แข็งแรง และยึดภาพได้ดีเพราะยังห่วงอยู่มาก
“งั้นก็เอาตามนั้นละกัน ไหน ๆ ก็ต้องหาบริษัทขนส่งด้วยอยู่แล้ว… ฮุนอา พรุ่งนี้ไปปารีสกับคุณปู่นะ”
“ไม่ไปวันนี้เลยเหรอครับ?”
“เพิ่งออกจากโรงพยาบาลเอง อย่าฝืน วันนี้พักผ่อนให้เต็มที่ก่อน”
พอเราพยักหน้ารับ มาร์ตินก็หัวเราะเสียงดัง
“ฮ่าฮ่าฮ่า! งั้นวันนี้ขอยืมปู่ของเธอหน่อยนะ”
“ยืม...?”
“ใช่ พอปู่เธอพูดอะไรสักหน่อย พวกผู้สนับสนุนก็จะมารวมตัวกันไงล่ะ แบบนั้นเราก็สามารถจัดแสดงภาพของแวนโก๊ะที่โรงแรมลาบูได้อีกครั้งน่ะสิ”
คุณปู่ส่ายหน้า
ดูเหมือนจะไม่เต็มใจนัก
“ก็แกเอาแต่พูดไม่หยุด ฉันเลยยอมให้ไง แค่ครั้งเดียวนะ ไม่มีครั้งที่สองแล้ว”
ถ้าภาพของเราจะถูกจัดแสดงในห้องใต้หลังคาของโรงแรมลาบูจริง ๆ ก็คงดีไม่น้อย
“น่าจะเท่มากเลยครับ”
“ใช่ไหมล่ะ? เห็นไหม ฮุนก็ว่าน่าจะเท่ งั้นในเมื่อจะพูดแล้วก็พูดให้ดี ๆ ไปเลยนะ!”
“แฮ่ม…”
คุณปู่แค่กระตุกริมฝีปาก แต่ดูเหมือนจะพอใจอยู่ไม่น้อย
ภาพคุณปู่โกซูยอล ศิลปินชื่อดังที่ไม่ว่าไปที่ไหนในยุโรปก็มีคนยกมือทักทาย
จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ น่าตื่นเต้นสุด ๆ
“ผมก็อยากไปด้วยครับ”
“ไม่ได้ ต้องนอนพัก แล้วกินยารึยัง?”
“ไม่ต้องกินก็ได้ครับ ผมหายแล้ว ไม่มีไข้แล้วนะครับ”
“หมอจะสั่งยาให้เปล่า ๆ หรือไง? อย่าดื้อ พักผ่อนซะ ปู่จะกลับมาก่อนมื้อเย็น”
ทั้ง ๆ ที่แข็งแรงแล้วแท้ ๆ แต่ก็ไม่มีใครเชื่อเลย
ถึงจะซาบซึ้งในความรักที่คุณปู่มีให้
แต่ก็อยากให้เข้าใจความอึดอัดของเด็กคนหนึ่งที่ออกไปไหนไม่ได้เพราะมีนักข่าวรออยู่เหมือนกัน
“ตอนกลับมาจะซื้อชีสเค้กให้นะ”
“เดินทางปลอดภัยนะครับ”
แต่ถ้าเป็นชีสเค้กล่ะก็ คุ้มค่าที่จะรอเลยล่ะ