เกี่ยวกับการเสียชีวิตของเขา มีข้อถกเถียงอย่างมากมายว่าเราควรมองมันอย่างไร
บางคนอ้างว่าแวนโก๊ะเป็นคริสเตียนที่เคร่งศาสนา จึงไม่มีทางเลือกการฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นบาปตามคำสอนในพระคัมภีร์
ในขณะที่บางคนวิจารณ์ว่า เขาฆ่าตัวตายจริง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาเป็นอัจฉริยะอะไร เพราะเขาไม่ได้มีความหลงใหลในศิลปะอย่างแท้จริง แค่ถูกยกย่องหลังจากตายไปแล้วเท่านั้น
ในอีกมุมหนึ่ง
บางคนก็ยกข้อสงสัยต่างๆ ขึ้นมา และเชื่อว่าเขาถูกฆาตกรรม
มีคนกล่าวหาว่า โยฮันนา แวนโก๊ะ ภรรยาของน้องชายเป็นผู้ยุยงให้เขาฆ่าตัวตาย
บ้างก็ว่าเขาถูกยิงโดยเด็กแถวบ้าน
หรือว่า ดร.กาเชต์ ซึ่งปฏิเสธการผ่าตัดรักษาเขา ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าจะทำให้เขาเสียชีวิต
กระทั่งยังมีทฤษฎีว่า ปอล โกแก็ง เป็นคนฆ่าเขา
ทั้งหมดนี้คือทฤษฎีที่มีเป้าหมายเพื่อเติมเต็มความต้องการของผู้คนที่ไม่อยากให้วินเซนต์ แวนโก๊ะจากโลกนี้ไปด้วยการฆ่าตัวตาย และด้วยเหตุนี้ทำให้บางคนได้ชื่อเสียงและความร่ำรวย
ท่ามกลางการโต้แย้งอันเผ็ดร้อนเหล่านี้
ผู้ที่รักและเข้าใจแวนโก๊ะอย่างแท้จริงต่างพยายามค้นหาความจริงว่า เขาจากไปเพราะเหตุใด
แต่ข้อมูลที่มีอยู่กลับน้อยเกินไปสำหรับการค้นหาความจริงนั้น
ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าอาการของเขาร้ายแรงแค่ไหน
แม้แต่ในจดหมายของเขาเอง ก็มีทั้งประโยคที่แสดงว่าอยากมีชีวิตอยู่และอยากตาย ปะปนกันไปหมด
ในสถานการณ์ที่ความจริงยังคงเลือนราง สถาบันวิจัยแวนโก๊ะจึงทุ่มเทรวบรวมและวิเคราะห์ภาพวาด จดหมาย และคำให้การของผู้คน เพื่อเข้าใจเขาให้มากขึ้น
และแล้ว
คำพูดของเด็กคนหนึ่งก็ได้สะกิดใจพวกเขา
"ทำไมแผลกระสุนจึงอยู่ที่ด้านซ้ายของลำตัว ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ยิงได้ยาก?"
"ถ้าเขาพกปืนไปเพื่อฆ่าตัวตาย ทำไมยังวาดภาพอยู่?"
"และถ้าเขาตั้งใจจะฆ่าตัวตาย ทำไมถึงไม่วาดภาพให้เสร็จ?"
ยิ่งได้ฟังเรื่องราว ก็ยิ่งเชื่อว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากตัดสินใจที่น่าเศร้านั้น
สถาบันแวนโก๊ะจึงเริ่มต้นสืบสวนพื้นที่รอบๆ ถนนโดบีนีหมายเลข 37 ตามทฤษฎีของโกฮุน
และก็ค่อยๆ พบหลักฐานที่สอดคล้องกับสิ่งที่โกฮุนกล่าวไว้
การถกเถียงอันยาวนาน กำลังจะถึงบทสรุป
...
[อัจฉริยะหนุ่มน้อย เผยความจริงเบื้องหลังการตายของแวนโก๊ะ]
[มาร์ติน แยนเซน ประธานมูลนิธิแวนโก๊ะ “ได้โปรดอย่าดูหมิ่นการจากไปของแวนโก๊ะอีกเลย”]
[สถานพักฟื้นแซงต์ปอลในแซงต์เรมี ไม่ใช่สถานพยาบาล]
[ทฤษฎีฆาตกรรมคือการคาดเดา!]
[เหตุผลที่ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ต้องยุติชีวิตด้วยตัวเอง]
[โกฮุน “เขาไม่ได้เป็นอัจฉริยะหรือวีรบุรุษ เขาเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งที่พยายามดิ้นรนในสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย”]
[เด็กหนุ่มผู้มองเห็นวินเซนต์ แวนโก๊ะในฐานะมนุษย์]
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เด็กชายวัย 10 ขวบได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้านักวิจัยแวนโก๊ะหลายสิบคน ถึงเหตุการณ์ที่แวนโก๊ะเสียชีวิต
เขาคือโกฮุน
จากผลงานเปิดตัวครั้งแรก โกฮุนก็แสดงให้เห็นถึงความหลงใหลในแวนโก๊ะอย่างลึกซึ้ง ผลงานลำดับที่สองของเขาก็ยังคงได้รับแรงบันดาลใจจากสายตาของแวนโก๊ะ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเขารักแวนโก๊ะเพียงใด
ในวันที่เดินทางถึงโอแวร์ซูว์รวซ เขาก็พบสถานที่ที่แวนโก๊ะวาดภาพสุดท้าย
และเพียงสามวันถัดมา เขาก็อธิบายลำดับเหตุการณ์การเสียชีวิตของแวนโก๊ะได้อย่างกระจ่างต่อหน้าผู้เชี่ยวชาญ
เมื่อมีคนถามว่า เหตุใดเขาจึงสามารถตอบคำถามยากๆ ได้อย่างชัดเจน
โกฮุนตอบว่า “เพราะผมลองคิดในมุมของเขาครับ”
ในขณะเดียวกัน สถาบันแวนโก๊ะก็ค่อยๆ พบหลักฐานที่สนับสนุนทฤษฎีของโกฮุน
ประธานมูลนิธิ มาร์ติน แยนเซน กล่าวว่า “อาจมีคราบเลือดบนขาตั้งวาดภาพของแวนโก๊ะ” ซึ่งสนับสนุนข้อสันนิษฐานของโกฮุนที่ว่า “เขากำลังวาดภาพแล้วจึงตัดสินใจฆ่าตัวตาย”
และในวันนี้ เวลา 11 โมงเช้า มีการพบคราบเลือดของมนุษย์บนขาตั้งวาดภาพของแวนโก๊ะจริงๆ ซึ่งทำให้ทฤษฎีของโกฮุนมีน้ำหนักมากขึ้น
โกฮุนกล่าวว่า “แวนโก๊ะเป็นแค่คนคนหนึ่งที่พยายามมีชีวิตอยู่ อย่าทำให้เรื่องของเขากลายเป็นโศกนาฏกรรมที่รุนแรงกว่านี้เลย” และสะกิดเตือนผู้ที่พยายามตั้งข้อสงสัยกับการเสียชีวิตของเขา
บางที ถึงเวลาแล้วที่เราจะหันกลับไปมองชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งที่ชื่อว่า วินเซนต์ แวนโก๊ะ
โรนัลด์ รึทเทอร์ (เวทีเสวนาศิลปะ)
เมื่อความจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของวินเซนต์ แวนโก๊ะถูกเปิดเผย ผู้คนต่างก็รู้สึกช็อก
จากที่เคยมองว่าเขาเป็นแค่จิตรกรอัจฉริยะ
หลายคนก็ได้รู้ว่า แท้จริงแล้วเขาใช้ชีวิตอย่างทรมานและสิ้นหวังมากเพียงใด
และจากที่เคยเข้าใจว่าเขาเป็นคนบ้าที่ยอมตัดหูตัวเอง แล้วยังฆ่าตัวตาย
หลายคนก็เริ่มเข้าใจเหตุผลว่าทำไมเขาถึงทำเช่นนั้น
└ไม่เคยรู้เลยว่ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเขา คิดว่าเขาแค่เป็นจิตรกรเก่งๆ เท่านั้นเอง
└ประโยคที่บอกว่าเขาเป็นแค่คนธรรมดาที่พยายามหนีจากสภาพแวดล้อมอันโหดร้าย มันโดนใจจริงๆ
└จริงเลย เราเคยมองว่าเขาเป็นแค่วีรบุรุษ แต่ไม่เคยมองว่าเขาก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง
└แต่เดี๋ยวก่อน เด็กขนาดนั้นจะไปรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง? เขาเป็นใครกันแน่?
└เพนกวิน
└?
└ตอนเล่าเรื่องแวนโก๊ะ มีคลิปด้านหลังเขาด้วย น่ารักมากเลยอะ ㅠㅠ
└น่าจะได้เรียนหลักสูตรอัจฉริยะจากโกซูยอลแหละ
└แต่อัจฉริยะเรียนพิเศษจะเก่งได้ขนาดนี้เหรอ?
└เด็กอัจฉริยะด้านศิลปะมีจริงนะ เคยเห็นรูปที่ปิกัสโซวาดตอนเด็กไหม?
└จริง ปิกัสโซเคยบอกว่าเขาวาดได้เท่าราฟาเอลตั้งแต่ตอนอายุ 12 ขวบ ฮามาก 555
└และมันเป็นเรื่องจริงด้วยนะ ยิ่งดูรูปที่เขาวาดตอน 11 ขวบ ยิ่งตกใจเลยว่าวาดดีมาก
└ศิลปะเนี่ย มีคนที่มีพรสวรรค์ตั้งแต่เด็กเยอะจริงๆ นะ มีคนที่อายุแค่ 4 ขวบแต่ขายอัลบั้มได้เกินแสนก็มีอ่ะ คิดดูดิ
...
แค่คำบอกเล่าจากเขาเท่านั้น ก็ทำให้เจ้าหน้าที่ของสถาบันวิจัยแวนโก๊ะสามารถเปิดเผยว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนั้นด้วยวิธีที่ใครก็คาดไม่ถึง
เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่พวกเขาสามารถตามหาคราบเลือดที่กระเด็นเมื่อกว่า 130 ปีก่อนได้ และแค่ดูรูปร่างของคราบ ก็สามารถรู้ได้ว่ามันกระเด็นมาจากใต้ขาตั้งวาดภาพโดยตรง
หลังจากนั้นก็ถูกสื่อรุมสัมภาษณ์จนเหนื่อยล้า แต่ผ่านไปไม่กี่วัน ในที่สุดก็ได้กลับมานั่งวาดภาพอย่างสงบอีกครั้ง
‘เสียดายที่เป็นฤดูหนาวนะ’
ทุ่งข้าวสาลีในโอแวร์ซูว์รวซไม่เหมือนกับที่เคยจำได้
ตอนที่เคยมาอยู่ที่นี่ เป็นช่วงฤดูร้อน จึงไม่เคยเห็นทุ่งข้าวถูกปกคลุมด้วยน้ำค้างมาก่อน
บรรยากาศจึงแตกต่างจากวันที่อีกามาโบยบินเหนือทุ่งข้าวที่กำลังรอการเก็บเกี่ยวโดยสิ้นเชิง
แน่นอนว่า ใต้ผืนดินนั้น ต้นกล้าแห่งชีวิตกำลังหลับใหล
เมื่อเกล็ดน้ำค้างละลายและดินรับแสงอาทิตย์ไว้ได้ ผืนนั้นก็จะเปล่งประกายดั่งทองคำ
แม้เบื้องหน้าเต็มไปด้วยทิวทัศน์อันหนาวเหน็บและว่างเปล่า แต่หัวใจกลับเต้นแรง
เพราะกำลังคาดหวังต่อชีวิตใหม่ที่จะถือกำเนิดจากที่แห่งนั้น
ในอดีต ขณะที่เฝ้ามองทุ่งข้าวสาลีซึ่งเปล่งประกายก่อนการเก็บเกี่ยว ฉันเคยรู้สึกสิ้นหวัง
แต่ตอนนี้ กลับได้ความหวังและพลังจากทุ่งร้างอันเยือกเย็นเบื้องหน้า
“ฮู่…”
ฉันเป่าลมหายใจอุ่นๆ ลงที่มือเพื่อให้หายหนาว
‘ต้องรีบแล้ว’
อากาศหนาวและแห้ง ทำให้สีน้ำมันแข็งตัวหรือเป็นน้ำแข็งได้ง่าย แปรงก็แข็ง ถ้าช้าไปกว่านี้จะใช้ไม่ได้เลย
ต้องรีบให้เร็วที่สุด
ฉันวางแปรงกับหลอดสีบนแผ่นให้ความร้อนที่คุณปู่เตรียมไว้ให้ แล้วหันไปมองสถานที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นฉากหลังของภาพวาด “…”
ภาพในใจนั้นชัดเจนแล้ว
เพียงแค่ถ่ายทอดชีวิตที่จะผลิขึ้นบนทุ่งข้าวสาลีซึ่งปกคลุมด้วยน้ำค้าง ลงบนผืนผ้าใบ
เพียงถ่ายทอดสิ่งที่หัวใจวาดออกมา
ไม่มีเหตุผลที่จะลังเลแม้แต่น้อย
ผ้าใบขนาด 30F กับสีน้ำมัน
ชื่อภาพคือ “…”
ฉันบีบสีออกจากหลอด เป็นสีน้ำตาลอ่อน แล้วแตะแปรงขนาดใหญ่ลงไปทันที
ใช้ทั้งแขนและร่างกายเคลื่อนไหว วาดล้อมรอบผืนผ้าใบ
นี่คือความหวังและความคาดหวังที่เปี่ยมด้วยความยินดี
วาดผืนดินที่อุ้มชูศักยภาพไร้ขีดจำกัด
แผ่นดินนี้ช่างเปี่ยมด้วยความเมตตา
แม้ในยามหนาวเหน็บ ก็ยังคงโอบอุ้มเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ไว้แนบอก โดยไม่รู้สึกถึงความหนาวแม้ปลายนิ้วจะเย็นชา
ราวกับได้ยินเสียงลมหายใจของแผ่นดินที่แข็งตัวด้วยความหนาว
ราวกับเสียงกระซิบของพ่อแม่ที่กอดลูกท่ามกลางพายุหิมะ
“ไม่เป็นไรนะ…”
“เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป…”
เสียงปลอบโยนที่อ่อนโยน สะท้อนมากับลมหนาวอันโหดร้าย
‘คุณปู่…’
น้ำค้างที่เกาะอยู่บนรวงข้าวซึ่งกลายเป็นน้ำแข็ง…
ดูราวกับเส้นผมที่ขาวโพลนของ “เขา” ผู้ที่ฉันรู้สึกผูกพันยิ่งกว่าคุณปู่แท้ๆ เสียอีก
“…ก็ท่านย้อมผมแล้วนี่นา”
ช่างเป็นความคิดที่ไร้สาระ
สีกำลังเริ่มแข็งตัว
ฉันต้องเร่งมือให้เหมือนนักไวโอลินที่เล่นเพลงของปากานินี
ถ้าจะใช้สีที่มีความสดสูง เพื่อให้ดูอบอุ่นและเปล่งประกาย
ก็ต้องใส่ภาพในใจที่ตรงกันข้ามลงไปด้วย
แล้วเมล็ดข้าวสาลีกำลังรอคอยอะไรอยู่กันนะ?
ฤดูใบไม้ผลิ ความอบอุ่น แสงแดด
ฉันบีบสีฟ้าและสีดำออกมาด้วยกัน แล้วทาลงบนท้องฟ้า
ลมกำลังพัดไปทางไหน?
จากด้านบนลงล่าง แล้วหมุนอ้อมไปทางซ้าย
ฉันแต้มปลายพู่กันด้วยลมอันเยือกเย็นนั้น และถ่ายทอดลงบนผืนผ้าใบ
เพื่อให้เมตตาของผืนดินที่ไหวระริกด้านล่างนั้นได้เปล่งประกาย
อย่างเฉียบขาด
วาดลมหนาวอันโหดร้าย ที่ดูเหมือนฤดูใบไม้ผลิจะไม่มีวันมาถึงอีกต่อไป
...
“อากาศหนาวขนาดนี้ เจ้าเด็กนี่จะไปไหนกันแน่นะ…”
ตั้งแต่ช่วงเที่ยงที่หลานชายเก็บอุปกรณ์วาดรูปแล้วออกไป โกซูยอลก็รู้สึกกระวนกระวาย
ตอนนี้เลยเวลาอาหารเย็นแล้ว แต่หลานก็ยังไม่กลับ โทรศัพท์ก็ไม่รับสาย
โกซูยอลจึงออกตามหาโกฮุนโดยแยกทางกับมาร์ติน แยนเซน และตัดสินใจจะโทรแจ้งตำรวจ
ระหว่างที่โทรหาอยู่ เขาก็กวาดตามองไปรอบ ๆ จนเห็นเด็กชายคนหนึ่งเดินเตาะแตะกลับมาอยู่ไกล ๆ
เขารีบตัดสายแล้วตะโกนลั่น
“ฮุนอา!”
ด้วยความดีใจและตกใจ เขารีบวิ่งไปหา ในขณะที่โกฮุนก็รีบสาวเท้าเข้ามาหาเช่นกัน
“คุณปู่!”
โกซูยอลคว้าตัวหลานไว้แล้วตรวจดูไปทั่วร่าง
ทั้งแก้มและปลายจมูกของเด็กแดงก่ำ คงเพราะอยู่กลางแจ้งนานเกินไป
“ไอ้หนูเอ๊ย! ทำอะไรกันนักหนา ถึงไม่รับสาย? ไม่หนาวรึ? หิวมั้ย? ไปไหนมา?”
โกซูยอลถามเสียงเข้มเหมือนต่อว่า โกฮุนก็ทำตาโต กะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะวางอีเซลที่แบกไว้อย่างเก้ ๆ กัง ๆ
“ผมไปวาดรูปที่ทุ่งข้าวสาลีมาครับ”
“ไม่มีข้าวสาลีให้เห็นสักต้น จะวาดอะไรนักหนาถึงอยู่จนป่านนี้ เดี๋ยวก็ไม่สบายกันพอดี!”
โกซูยอลไม่คิดอะไรอีกแล้ว นอกจากจะรีบพาหลานเข้ามาในอาคารก่อนที่เจ้าตัวจะเป็นหวัด
“รีบเข้าไปข้างในกันเถอะ”
“เดี๋ยวก่อนครับ”
โกฮุนยิ้มสดใส พร้อมโชว์ผืนผ้าใบที่มัดติดกับอีเซลไว้ให้ดู
“ตอนนี้จะมาดูรูปเนี่ยนะ? เข้าไปข้างในก่อน”
แต่สิ่งที่แวบเข้าตาเขานั้น
ทำให้ไม่อาจมองผ่านไปได้ง่าย ๆ
ท่ามกลางความหนาวเหน็บอันรุนแรง ทุ่งข้าวสาลีที่ถูกน้ำค้างเกาะนั้น ทำไมถึงดูอบอุ่นเช่นนี้
ลมที่ถูกถ่ายทอดผ่านฝีแปรงอันกล้าหาญพัดโหมมาอย่างดุเดือดราวใบมีด
แต่ใต้ลมนั้น ผืนดินที่แข็งตัวกลับดูสงบนิ่งและยิ่งใหญ่เกินบรรยาย
โกซูยอลจ้องมองภาพวาดด้วยความหลงใหล จนกระทั่งภาพเริ่มขยับลง เขาจึงได้สติกลับคืน
โกฮุนชะโงกหน้าพ้นขอบผ้าใบขึ้นมา สูดน้ำมูกพลางถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“เป็นยังไงบ้างครับ?”