เมื่อออกจากห้องประชุม หยวนถิงก็พ่นลมหายใจยาว ความกดดันพลันบรรเทาลง
นายน้อยตระกูลฟู่ผู้นี้ ไม่ว่าจะเป็นระดับของตัวเองหรือชาติตระกูลอันโดดเด่น ล้วนทำให้ผู้คนรู้สึกห่างชั้นจนตามไม่ทัน เวลาเผชิญหน้ากับเขา มักจะรู้สึกกดดันราวกับกำลังเผชิญหน้ากับผู้มีอำนาจเหนือกว่า มากกว่าจะมองว่าเขาเป็นแค่ลูกเศรษฐีรุ่นสอง
สายตาของหยวนถิงกวาดมองสาวบันนี่เกิร์ลสองคนที่เดินผ่านไป พวกเธออายุราวๆ ยี่สิบ รูปร่างเย้ายวน หน้าตาสะสวย ในคฤหาสน์มีสาวบันนี่เกิร์ลอยู่เจ็ดแปดคน แต่ละคนล้วนเป็นสาวงาม
แม้รอบกายจะรายล้อมไปด้วยสาวงาม แต่หยวนถิงรู้ดีว่าคุณชายจากตระกูลมหาเศรษฐีผู้นี้ไม่ฝักใฝ่ในอิสตรี
เมื่อเทียบกับตอนแรก สาวบันนี่เกิร์ลในคฤหาสน์ถูกเปลี่ยนไปแล้วสองชุด หญิงสาวที่ถูกจ้างเข้ามาเหล่านั้นหลงคิดว่าตัวเองมีโอกาสได้โบยบินขึ้นไปเป็นหงส์ พวกเธอเก็บซ่อนความรุ่มร้อนในใจไว้ไม่อยู่ และพยายามยั่วยวนนายน้อยตระกูลฟู่
แล้วก็ถูกเชิญออกไปทั้งหมด
ตอนนี้หญิงสาวที่ยังเหลืออยู่ในคฤหาสน์ล้วนเจียมเนื้อเจียมตัว ก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างว่าง่าย และไม่มีความคิดเพ้อฝันอะไรอีก
สาวบันนี่เกิร์ลในคฤหาสน์ก็เหมือนกับเครื่องประดับที่ใช้แสดงฐานะ หรือไม่ก็เป็นรสนิยมส่วนตัวของฟู่ชิงหยาง
หลังจากออกจากคฤหาสน์และมุดเข้าไปในรถประจำตำแหน่ง หยวนถิงก็ทบทวนเนื้อหาการประชุมในวันนี้ เขาเริ่มจากรายงานข้อมูลสำคัญอย่างเรื่องการตายของตุลาการเนตรมารกลับไปยังสำนักไท่อี
เมื่อจัดการธุระเสร็จ เขาก็ส่งข้อความหาเจี่ยนจี้เพื่อนสนิท
"ซงไห่เกิดเรื่องใหญ่แล้ว ตุลาการเนตรมารตาย ยมทูตดำคนสนิทของเขาพกจอกศักดิ์สิทธิ์กับรายชื่อหลบหนีไป..."
เจี่ยนจี้: "ฉันตกใจจนพูดไม่ออกเลย ตุลาการเนตรมารตายไปงงๆ แบบนี้เลยเหรอ? นี่มันเหมือนกับตื่นขึ้นมาแล้วพบว่ามีประเทศไหนสักประเทศถูกลบชื่อทิ้งชัดๆ"
ทั้งสองพากันถอนหายใจ จากนั้นก็มานั่งปวดหัวว่าถ้าพวกผู้เสื่อมทรามที่มีรายชื่ออยู่ในนั้นเกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมาพร้อมกันจะทำอย่างไร
เจี่ยนจี้: "แล้วมีอะไรอีกไหม?"
มีสิ เทพท่องราตรีที่เคลียร์อุโมงค์เสอหลิงคนนั้น เพิ่งจะเชือดปีศาจล่อลวงระดับ 3 ไป... เรื่องนี้พูดไม่ได้ ขืนหลุดออกไป ผู้อาวุโสซุนได้เชือดฉันแน่
ใบหน้าของหยวนถิงบิดเบี้ยวไปเล็กน้อย ก่อนจะพิมพ์ข้อความลงไป:
"ยังมีอีกข่าวหนึ่ง นายฟังหูไว้หูนะ อย่าแพร่งพรายออกไป ผู้อาวุโสซุนเลอะเลือนไปแล้ว เทพท่องราตรีที่เขาไม่เอานั่น..."
........
ซงไห่ ภายในห้องนอนอันมืดมิดแห่งหนึ่ง
ไฟไม่ได้เปิด แหล่งกำเนิดแสงเพียงหนึ่งเดียวคือเทียนสามเล่มบนโต๊ะ พวกมันถูกวางเป็นรูปสามเหลี่ยม ตรงกลางมีกล่องเคลือบแล็กเกอร์สีแดง ด้านบนกล่องสลักลายนูนเป็นรูปแมลงหน้าตาประหลาด
ร่างที่สวมหน้ากากสีเงินนั่งคุกเข่าอยู่ข้างโต๊ะ เขาใช้มีดพกกรีดปลายนิ้ว เลือดสีแดงฉานซึมออกมา
เขายื่นนิ้วที่เปื้อนเลือดไปจ่อตรงปากของแมลงสลักนูนตัวนั้น แมลงพลันมีชีวิตขึ้นมาและดูดกลืนเลือดอย่างตะกละตะกลาม สีเคลือบของกล่องไม้ก็ยิ่งแดงฉานขึ้นเรื่อยๆ
วูบ... เสียงลมดังขึ้นกะทันหัน เปลวเทียนถูกย้อมไปด้วยสีเลือด เปลวไฟสีแดงฉานพุ่งสูงขึ้น ก่อตัวเป็นวังวนสีเลือดเหนือกล่องไม้
"มีเรื่องอะไร?"
เสียงที่เย็นชาและทรงอำนาจดังออกมาจากวังวนเปลวไฟสีแดง
"ผู้ใต้บังคับบัญชาได้ปล่อยเหยื่อล่อออกไปตามคำสั่งของท่านแล้ว พันธมิตรห้าธาตุจะตามหายมทูตดำอย่างสุดชีวิต เพียงแต่ ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่กล้ารับประกันว่ายมทูตดำจะซ่อนตัวอยู่ในซงไห่ตลอดไป"
เสียงทรงอำนาจเอ่ยอย่างเชื่องช้า: "ข้าทำนายได้ว่ายมทูตดำอยู่ในซงไห่ การที่เขาซ่อนตัวอยู่ในซงไห่ย่อมต้องมีจุดประสงค์ ส่วนสาเหตุที่แน่ชัดยังต้องรอการตรวจสอบ"
"ท่านยังต้องการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำอะไรอีกหรือไม่?"
"ร่วมมือกับพันธมิตรห้าธาตุตามหายมทูตดำอย่างลับๆ หากมีข่าวคราวให้รีบแจ้งข้าทันที ช่วงนี้ข้าจะอยู่ในแดนวิญญาณตลอด อาจตอบกลับได้ไม่ทันท่วงที"
"ท่านมีภารกิจหรือ?"
"เปล่า ข้ากำลังตามหาสถานที่ตายของตุลาการเนตรมาร บังเอิญจริงๆ ที่ข้าได้พบกับคนผู้นั้นของสำนักไท่อี หึ การตายของตุลาการเนตรมาร มีเบื้องลึกเบื้องหลังมากกว่านั้นจริงๆ..."
เสียงค่อยๆ เบาลง วังวนที่ก่อตัวจากเปลวไฟสีเลือดดับวูบไป
..........
"ก๊อก ก๊อก..."
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง เสียงของคุณยายดังเข้ามาในห้องนอน "หยวนจื่อ กินข้าวเย็นได้แล้ว"
น้ำเสียงของเธอฟังดูเบิกบานกระฉับกระเฉง ดูเหมือนจะอารมณ์ดีไม่น้อย
จางหยวนชิงลืมตาขึ้น ภายในห้องนอนมืดสนิท ผ้าม่านบดบังแสงไฟจากด้านนอกเอาไว้
สบายจัง ในที่สุดก็ชดเชยพลังงานที่สูญเสียไปตอนกลางวันได้แล้ว เสียดายที่ซงไห่หาดูพระจันทร์ได้ยาก ไม่อย่างนั้นถ้าได้อาบแสงจันทร์สักหน่อยคงจะสมบูรณ์แบบ... จางหยวนชิงหาวหวอด สวมรองเท้าแตะผ้าฝ้าย บิดลูกบิดประตูห้องนอนแล้วเดินออกมาที่ห้องนั่งเล่น
กลิ่นหอมฉุยลอยเตะจมูก บนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยกับข้าว ทั้งหมูเปรี้ยวหวาน หมูสามชั้นน้ำแดง เป็ดย่าง ซุปไก่ดำ หน่อไม้ฝรั่ง หน่อไม้ผัด และอื่นๆ อีกมากมาย
คุณยายสวมผ้ากันเปื้อน เดินวุ่นไปมาระหว่างห้องนั่งเล่นกับห้องครัว
พี่ชายกำลังช่วยงานอยู่ในครัว
บนโซฟาในห้องนั่งเล่นมีคุณตาผมหงอกขาวนั่งหลังตรง ดูโทรทัศน์อย่างตั้งอกตั้งใจ
บนโต๊ะอาหารมีคู่สามีภรรยาวัยกลางคนนั่งอยู่ พวกเขาคือน้าชายและน้าสะใภ้ของจางหยวนชิงนั่นเอง
น้าสะใภ้หน้าตาสะสวย ผิวพรรณขาวผ่อง แม้จะอายุเริ่มเข้าวัยกลางคนแล้วแต่ก็ดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดี เธอสวมชุดเดรสยาวสีขาวรัดรูป ปล่อยผมลอนสยาย ท่าทางดูมีจริตจะก้าน
ผู้ชายที่อยู่ข้างๆ น้าสะใภ้มีหน้าตาคล้ายคลึงกับเฉินหยวนจวินมาก เขาสวมเสื้อสูทสีม่วง กางเกงเข้ารูปสีม่วง กับเสื้อเชิ้ตสีชมพูกุหลาบ ดูฉูดฉาดเหมือนหนุ่มโฮสต์ในไนต์คลับ ไม่สิ ต้องเรียกว่าเสี่ยโฮสต์ต่างหาก
น้าชายของจางหยวนชิงเป็นคนพึ่งพาไม่ได้ สมัยหนุ่มๆ เขาเล่นดนตรี บอกว่าจะตามล่าความฝัน ใฝ่หาบทกวีและโลกกว้าง ก็เลยแบกเป้ใส่กางเกงขาบาน หนีออกจากบ้านไปกับเพื่อนที่มี "อุดมการณ์เดียวกัน" ไม่กี่คน เพื่อไปเป็นนักร้องพเนจร
ไม่กี่ปีต่อมา ความฝันก็หาไม่เจอ แถมยังโดนสังคมโบยตีจนสะบักสะบอมกลับมา งานการก็ไม่ออกไปทำ วันๆ เอาแต่แบกวิทยุเทปเดินเตร็ดเตร่ไปทั่ว ไปถึงไหนเต้นถึงนั่น วันทั้งวันถ้าไม่ร้องคาราโอเกะก็มั่วสุมอยู่กับเพื่อนกิน
แน่นอนว่าวัยรุ่นในเมืองยุคนั้นก็เป็นแบบนี้กันหมด คือใช้ชีวิตไปวันๆ
แต่เพราะหน้าตาดีแถมยังพูดจาหวานหู ก็เลยคว้าน้าสะใภ้ที่มีฐานะร่ำรวยมาแต่งงานด้วยได้ หลังแต่งงานเขาก็ทำตัวดีขึ้นมาได้ไม่กี่ปี ทว่าพอน้าสะใภ้คลอดพี่ชายออกมา เขาก็เผยธาตุแท้ออกมาอย่างรวดเร็ว
วันๆ เอาแต่ลอยชายไปมา ถึงยังไงก็ไม่ยอมทำงาน เอาแต่เที่ยวเล่น
"หยวนจื่อ คิดถึงน้าชายไหม?" น้าชายเห็นผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของตัวเองก็ดีใจมาก
น้าชายชอบร้องเต้นแร็ป เพลงโปรดคือ "โย่ว โย่ว เช็คอิทเอาท์ เจียนปิ่งกั่วจื่อจัดมาหนึ่งชุด" แถมยังเต้นท่าที่คิดค้นขึ้นเองประกอบไปด้วย
ในบ้านนอกจากจางหยวนชิงแล้ว ก็ไม่มีใครยอมร้องแร็ปเต้นประหลาดๆ เป็นเพื่อนเขาอีก
ดังนั้นน้าชายจึงให้ความสำคัญกับจางหยวนชิงมาก และมองว่าเขาเป็นผู้สืบทอดเจตนารมณ์
"สวัสดีครับน้าสะใภ้!" จางหยวนชิงทักทาย จากนั้นก็ตอบรับน้าชายแบบขอไปที
"น้าซื้อของขวัญมาฝากแกด้วยนะ" น้าชายบอก
"โอ้ น้าชายของผม ในที่สุดคุณน้าก็กลับมาแล้ว ทำไมไม่บอกผมล่วงหน้าล่ะครับ ถ้าคุณน้าบอกผมล่วงหน้า ผมต้องไปรับคุณน้าที่สนามบินแน่ๆ พระเจ้าเป็นพยานให้ผมได้"
จางหยวนชิงเปลี่ยนท่าทีแบบกะทันหัน เพื่อแสดงอารมณ์อันรุนแรงของตัวเอง
น้าหลานสองคนหัวเราะร่วนพลางจับมือและเอาไหล่ชนกัน น้าชายโอบไหล่ผู้สืบทอดเจตนารมณ์ให้นั่งลง:
"หยวนจื่อเอ๊ย ช่วงนี้ฉันไปเที่ยวต่างประเทศมา อุตส่าห์ไปเรียนเทคนิคการแร็ปกับลิงชิมแปนซีเลยนะ เวลาเราร้องเพลง เราควรจะแทรกลูกรัวลิ้นกับสั่นริมฝีปากเข้าไปด้วย มันจะดูมีพลังมากขึ้น..."
รัวลิ้นน่ะพอเข้าใจ แต่สั่นริมฝีปากนี่มันบ้าอะไรวะ... จางหยวนชิงถึงกับอึ้ง "สุดยอดไปเลยครับ สมกับเป็นน้าชายผม พรสวรรค์ล้นเหลือจริงๆ คุณน้าครับ ช่วงนี้ผมช็อตเงินค่าขนมน่ะ"
"เรื่องจิ๊บจ๊อย น้าสะใภ้แกมีเงิน เดี๋ยวฉันบอกให้เขาเอาให้แก"
ไม่นาน พี่ชายกับคุณยายก็ยกกับข้าวสองสามจานสุดท้ายมาเสิร์ฟ และเรียกให้ทุกคนกินข้าว
"ทำไมน้าเล็กยังไม่กลับมาล่ะครับ" จางหยวนชิงถาม
"เห็นบอกว่าที่โรงพยาบาลมีธุระนิดหน่อย จะกลับดึกหน่อยน่ะ" คุณยายตอบ
น้าชายเลิกคิ้ว หัวเราะหึๆ "โรงพยาบาลมีธุระงั้นเหรอ? ไปเดตกับแฟนหนุ่มละสิไม่ว่า"
คุณยายแค่นเสียงหัวเราะ "ถ้าเป็นงั้นฉันคงต้องขอบคุณสวรรค์แล้วล่ะ ดูท่าทางนางสิ ไม่ถึง 30 คงไม่ยอมแต่งงานหรอก วัยรุ่นสมัยนี้มันยังไงกันนะ คนนั้นก็ไม่อยากแต่ง คนนี้ก็ไม่อยากแต่ง"
คุณยายรู้สึกไม่พอใจกับสภาพสังคมในตอนนี้เอามากๆ
น้าชายจึงพูดขึ้นว่า "จะว่าไป หยวนจวินก็ยังโสดอยู่นี่ หยวนจวินเอ๊ย วันหลังก็พาแฟนหนุ่มกลับมาให้พ่อดูหน้าหน่อยสิ"
พี่ชายผู้เคร่งขรึมและหนักแน่นถึงกับชะงัก "อะไรนะครับ?"
น้าชายยักไหล่ "แกจะ 30 แล้วยังไม่มีแฟนสาว พ่อก็ต้องคาดหวังแฟนหนุ่มแทนสิ"
พูดจบปุ๊บ คุณยายก็ถกแขนเสื้อเตรียมจะฆ่าหั่นศพน้าชายทันที
"แม่ แม่ ผมล้อเล่นน่า" น้าชายรีบห้าม "ทำไมแม่ไม่มีอารมณ์ขันเอาซะเลย สมัยนี้เขากำลังฮิตจับคู่จิ้นชายชายกัน วัยรุ่นเขาชอบแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ"
น้าสะใภ้ก้มหน้าก้มตากินข้าว ไม่พูดอะไร
ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับแม่สามีไม่ค่อยดีนัก บนโลกนี้มีแม่ผัวลูกสะใภ้ที่ปรองดองกันน้อยซะยิ่งกว่าน้อยอยู่แล้ว
คุณยายอารมณ์ร้อน ส่วนน้าสะใภ้ก็เป็นคนดื้อดึง คนหนึ่งรังเกียจที่ลูกสะใภ้ทำงานบ้านไม่เป็น อีกคนก็รำคาญที่แม่สามีชอบแส่เรื่องชาวบ้าน
สมัยที่จางหยวนชิงยังเด็ก น้าสะใภ้กับคุณยายทะเลาะกันบ่อยมาก พอสองคนนี้เริ่มเปิดศึกกันเมื่อไหร่ น้าเล็กก็จะนั่งแทะเมล็ดแตงโมดูงิ้วอยู่ข้างๆ
ส่วนจางหยวนชิงก็จะคอยห้ามทัพอยู่ข้างๆ ปากก็บอกว่าพวกคุณอย่าทะเลาะกันเลยนะครับ มือก็รับเมล็ดแตงโมมาจากน้าเล็ก
พี่ชายมักจะทำการบ้านไปพลาง แทะเมล็ดแตงโมของน้าเล็กไปพลาง
ตอนนี้น้าสะใภ้เลยวัยเลือดร้อนมาแล้ว จึงขี้เกียจจะทะเลาะกับแม่สามีอีก แต่ความสัมพันธ์ก็ยังคงความเฉยชามาตลอด
ตอนนั้นเอง พี่ชายก็มองมาแล้วถามขึ้น "ได้ยินว่าวันนี้ที่โรงเรียนนายมีเรื่องเหรอ?"
"หา? ผมไม่รู้เรื่องเลย ผมกลับมานอนตั้งแต่หัววันแล้ว..." จางหยวนชิงแกล้งทำเป็นหูหนวกตาบอด
คุณยายรีบถามว่าเป็นเรื่องอะไร เฉินหยวนจวินจึงอธิบายสั้นๆ พอคุณยายได้ยินว่ามีอาชญากรแฝงตัวเข้าไปในโรงเรียน ก็ยิ่งรู้สึกไม่พอใจกับสังคมตอนนี้เข้าไปใหญ่
ขณะที่กำลังคุยกันอยู่ ประตูกันขโมยก็มีเสียง "ติ๊ด" ดังขึ้น จากนั้นลูกบิดก็ถูกบิดเปิด
จางหยวนชิงที่นั่งอยู่ท้ายโต๊ะใกล้กับโถงทางเข้าหันไปมอง ก็เห็นน้าเล็กกลับมาแล้ว
วันนี้น้าเล็กแต่งตัวด้วยเสื้อสเวตเตอร์เปิดไหล่ฉลุลาย เผยให้เห็นไหล่กลมกลึงขาวเนียน ด้านในสวมเสื้อกล้ามสีดำตัวเล็ก จับคู่กับกางเกงยีนส์สีขาวอ่อนคอลเลกชันฤดูใบไม้ผลิ-ฤดูร้อน และสวมรองเท้าผ้าใบสีขาวที่เท้า
สายตาของจางหยวนชิงหยุดอยู่ที่น่องของเธอ นัยน์ตาพลันหรี่แคบลง
บนขาท่อนล่างของเจียงอวี้เอ่อร์ มีทารกน้อยตัวจ้ำม่ำเกาะติดอยู่
......







