ในประเทศฮว่า การเคาะประตูมีธรรมเนียมที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
เคาะหนึ่งครั้ง หมายถึงการหยั่งเชิง แสดงว่าผู้เคาะเป็นคนแปลกหน้า
เคาะสองครั้ง หมายถึงการรอให้อีกฝ่ายตอบรับ แสดงว่าผู้เคาะรู้จักกับตนเอง
เคาะสามครั้ง หมายถึงการสอบถาม ความหมายคือ 'มีคนอยู่ไหม?'
กฎเกณฑ์เหล่านี้บ้างก็เป็นสิ่งที่ผู้ปกครองพร่ำสอน บ้างก็เป็นเนื้อหาในคาบเรียนมารยาทของโรงเรียน
เสียงเคาะจากนอกประตูคือสองครั้ง
ฉินมั่นมั่นรีบลุกพรวดขึ้นจากตัวเขา จัดแจงเสื้อผ้าของตัวเองอย่างรวดเร็ว
ชิงอวิ๋นก็รีบลุกขึ้นเช่นกัน ช่วยเธอจัดทรงผมยาว
"ช่วยแกะโบให้ฉันที!" ฉินมั่นมั่นสั่งขณะเอื้อมมือไปติดตะขอเสื้อชั้นในด้านหลัง
เมื่อโบที่ศีรษะถูกแกะออก เส้นผมดำขลับก็ทิ้งตัวลงมาตามธรรมชาติ บดบังลำคอระหงไปบางส่วน
เวลานี้จะใช้คอนซีลเลอร์ก็คงไม่ทันแล้ว ทำได้แค่ปล่อยผมสยายเท่านั้น
"บังมิดหรือเปล่า?"
แม้ฉินมั่นมั่นจะไม่ได้ร้อนรนจนถึงขั้นร้องไห้ แต่ในใจก็ยังคงกระวนกระวาย
คงไม่ใช่ครูหรอกนะ?
ถ้าถูกจับได้ แม้โรงเรียนจะทำอะไรพวกเขาทั้งสองไม่ได้ แต่ก็คงขายหน้าแย่
ชิงอวิ๋นพิจารณาซ้ายขวาครู่หนึ่ง "ไม่มีปัญหา เธออย่าขยับมั่วซั่วก็พอ"
ตอนที่กำลังเคลิบเคลิ้มหลงใหล เขาก็ไม่ได้ระวังเหมือนกัน
ฉินมั่นมั่นถลันตาใส่เขาอย่างแรง ด้วยความโมโหจึงหยิกเขาไปอีกหนึ่งที "รีบไปเปิดประตูสิ"
เขากลับยิ้มขื่นแล้วลดเสียงต่ำลง "สภาพฉันแบบนี้จะไปเปิดได้ยังไง?"
ถ้ามันเล็กกว่านี้สักหน่อย เขาก็ยังพอจะค้อมเอวเดินได้
แต่ขนาดมันฟ้องอยู่ทนโท่ เขาอยากบอกเหลือเกินว่าหม่อมฉันทำไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ!
ฉินมั่นมั่นถลึงตาใส่เขาอย่างหงุดหงิด "ไปนั่งที่โต๊ะหนังสือดีๆ แล้วบังเอาไว้เอง"
เธอเดินไปที่ประตูอย่างเงียบเชียบ สังเกตสถานการณ์ภายนอกผ่านเงาสะท้อนบนกระจกหน้าต่างเหนือกรอบประตู
ทว่าที่นี่เคยเป็นห้องพักครูมาก่อน เพื่อเพิ่มการระบายอากาศ หน้าต่างเหนือประตูจึงสามารถหมุนเปิดได้ ทำให้เกิดมุมสะท้อนพอดี
ในเงาสะท้อนของกระจก มองเห็นผมทรงทวินเทลคู่หนึ่งลางๆ
ฉินมั่นมั่นถอนหายใจอย่างโล่งอกทันที แต่ก็เบ้ปาก
น่าเบื่อ
ติดเบ็ดเร็วขนาดนี้เลย
อย่างน้อยก็ช่วยคิดสักคืนหนึ่งเถอะ!
ราวกับถูกร่ายออร่าลดสติปัญญาใส่อย่างไรอย่างนั้น!
ตกลงว่าฉันกำลังมีความรัก หรือเธอกำลังมีความรักกันแน่!
การรังแกถังเชียนหยิ่งที่หน้าอกใหญ่แต่ไร้สมองแถมยังติดดีบัฟ เธอรู้สึกเหมือนชนะอย่างไม่ค่อยภาคภูมิใจเท่าไหร่นัก
จากนั้น เธอก็ถลึงตาใส่แผ่นหลังที่อยู่หน้าโต๊ะหนังสืออย่างแรง
ยังจะทบทวนตำราอีก?
วันข้างหน้าของเปิ่นกง คงต้องคอยตามสับดอกท้อเน่าๆ ของนายจนแทบไม่ทัน!
เอ๊ะ?
แปลกจัง!
ในฐานะจักรพรรดินี ฉันไม่ควรจะแทนตัวเองว่าเจิ้นหรอกเหรอ?
ฉินมั่นมั่นส่ายหัว แล้วทัดปอยผมที่ตกลงมาไว้หลังหู ก่อนจะเปิดประตู
ถังเชียนหยิ่งที่อยู่หน้าประตูยิ้มจนดวงตากลมโตราวกับหลุดมาจากหนังสือการ์ตูนหยีลง "มั่นมั่น ไม่ได้รบกวนพวกเธอใช่ไหม?"
ประตูห้องเปียโนเปิดเพียงครึ่งเดียว ฉินมั่นมั่นยืนขวางอยู่ที่ประตู มือข้างหนึ่งปิดลำคอของตัวเอง แววตามีความตื่นตระหนกเล็กน้อย "เขาไม่... ไม่ได้..."
เธอชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วหัวเราะออกมา "แน่นอนว่าไม่ได้รบกวน แต่ตอนนี้เป็นเวลาซ้อมเปียโนของฉัน เชียนหยิ่ง เธอมีธุระอะไรหรือเปล่า?"
ถังเชียนหยิ่งได้ยินดังนั้นก็แค่นหัวเราะในใจ
บ้าเอ๊ย! ฉินมั่นมั่น เธอหลอกผีเถอะ!
ฉันรออยู่หน้าประตูตั้งครึ่งชั่วโมง ข้างในไม่มีเสียงเปียโนเล็ดลอดออกมาสักแอะ!
สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าพวกเธอทำอะไรกันอยู่ข้างใน!
เสี่ยวอวิ๋นจื่อเอ๋ยเสี่ยวอวิ๋นจื่อ นี่มันปีศาจจิ้งจอกพันปีที่สูบเลือดสูบเนื้อชัดๆ!
นายอย่าถูกเธอปั่นหัวจนเสียสติไปล่ะ!
เธอกัดริมฝีปาก แล้วเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้น "พอดีมีโจทย์เลขข้อหนึ่งทำไม่ได้น่ะ เลยอยากจะถามเสี่ยวอวิ๋นจื่อ
เวลาทำกิจกรรมชมรมหมดแล้วไม่ใช่เหรอ เธอยังจะซ้อมเปียโนอีกเหรอ?"
ฉินมั่นมั่นหัวเราะในใจ
ถามโจทย์?
หึหึ!
ติดกับแล้ว
ตามเปิ่นกงกับเขาไปเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกันอย่างว่านอนสอนง่าย แบบนี้ไม่ดีกว่าเหรอ?
ตอนนี้ฉินมั่นมั่นมั่นใจแล้วว่า ต่อให้เขาแพ้ เขาก็ยังมีความสามารถระดับชิงเป่ย
ส่วนถังเชียนหยิ่ง ถ้าฮึดสู้ในช่วงหลายสิบวันสุดท้าย ก็สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยเหรินต้าได้
เธอหันไปสบตากับชิงอวิ๋น แม้ในใจจะรู้สึกขมขื่นอยู่บ้าง แต่เธอก็ยังคงยิ้มออกมา
พี่คะ สิ่งไหนที่ฉันทำเพื่อพี่ได้ ฉันก็จะทำ
ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ พี่ก็จะไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป
ชิงอวิ๋นได้ยินว่าคนหน้าประตูคือถังเชียนหยิ่งก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก "พี่หยิ่ง รีบเข้ามาสิครับ"
เมื่อฉินมั่นมั่นหันกลับไปมองถังเชียนหยิ่ง เธอกลับตีหน้าขรึม แล้วเปิดประตูอย่างไม่เต็มใจนัก
วินาทีที่ถังเชียนหยิ่งเดินสวนกับเธอเข้ามาในห้อง ก็กระซิบเสียงต่ำ "ฉินมั่นมั่น สงครามเริ่มต้นขึ้นแล้ว"
ฉินมั่นมั่นแค่นเสียงขึ้นจมูกในใจ อ่านการ์ตูนมากไปล่ะสิ ยัยเบียวเอ๊ย!
วินาทีที่ปิดประตูและหันกลับมา เธอเสยผมยาวขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่าถังเชียนหยิ่งจะมองเห็นรอยจูบที่ต้นคอได้อย่างชัดเจน
คิ้วของถังเชียนหยิ่งขมวดเข้าหากันทันที แต่แล้วก็คลายออก เปล่งประกายดวงตาการ์ตูนอันเป็นเอกลักษณ์ เดินยิ้มแย้มไปที่โต๊ะหนังสือ
ไม่โกรธ! ไม่โกรธ!
เสี่ยวอวิ๋นจื่อเป็นลูกชาวนา เขาซื่อเกินไปจริงๆ!
ถึงได้ถูกนังปีศาจนี่ล่อลวงจนหัวปั่น!
ถังเชียนหยิ่งเดินเข้าไปตบหัวเขาฉาดใหญ่ "ไง? มีแฟนแล้วก็ไม่เห็นหัวพี่สาวเลยเหรอ? จะให้สอนการบ้านสักข้อต้องตามหาตั้งนานสองนาน!"
พูดจบ เธอก็ลากเก้าอี้มานั่งลงข้างๆ เขา
ชิงอวิ๋นปรายตามองเธอ "ขอเตือนไว้ก่อนนะ ชายห้ามลูบหัว หญิงห้ามลูบเอว"
ฉินมั่นมั่นที่ยืนอยู่ด้านหลังทั้งสองคนมองดูฉากนี้ด้วยความรู้สึกไม่สบอารมณ์ เธอถลึงตาใส่เขาอย่างเคียดแค้น
นายก็รู้ด้วยเหรอว่าหญิงห้ามลูบเอว!
เอวฉันแทบจะถลอกเพราะมือนายอยู่แล้ว!
แต่แล้วมุมปากของเธอก็ยกขึ้น
ถือว่านายยังรู้จักขอบเขต!
ถังเชียนหยิ่งยื่นโจทย์ไปให้ "ข้อนี้แหละ"
"โจทย์ข้อนี้... นี่มันโจทย์ต้นฉบับของการสอบจำลองครั้งที่หนึ่งของมณฑล 13 ไท่เป่า ปี 2002 ในชุดข้อสอบ 38 ชุดไม่ใช่เหรอ? พี่หยิ่ง พี่อ่านเฉลยไม่เข้าใจเหรอครับ?"
ชิงอวิ๋นถือกระดาษคำถามขึ้นมาดูด้วยความสงสัย
ถังเชียนหยิ่งยื่นปากเล็กๆ ออกมา แล้วแค่นเสียง "ในเฉลยมันเขียนแค่คำว่า ละ ไว้ฐานที่เข้าใจ"
ชิงอวิ๋นและฉินมั่นมั่นหลุดหัวเราะพรืดออกมาพร้อมกัน
"ขำบ้าอะไร! รีบอธิบายมาเลยนะ!"
ถังเชียนหยิ่งเริ่มอับอายจนพาลโกรธ เธอตบโต๊ะดังปัง
ข้อสอบบ้าอะไร ออกโจทย์ยากขนาดนี้!
ผลสุดท้ายเฉลยดันบอกว่าละไว้ฐานที่เข้าใจ...
นี่มันจงใจปั่นประสาทกันชัดๆ!
แถมหมอนี่ยังไปหัวเราะเยาะฉันพร้อมกับยัยปีศาจจิ้งจอกนั่นอีก!
เมื่อเห็นว่าถังเชียนหยิ่งใกล้จะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแล้ว ชิงอวิ๋นก็รีบถาม "หาการแจกแจงความน่าจะเป็นไม่เป็น? หรือหาค่าต่ำสุดไม่เป็น?"
"ไม่เป็นทั้งสองอย่างนั่นแหละ!" ถังเชียนหยิ่งพูดอย่างหัวเสีย
เสี่ยวอวิ๋นจื่อ นายมันไอ้คนงี่เง่า!
ถ้าไม่ใช่เพราะนาย ฉันไม่มีทางทำโจทย์โรคจิตพรรค์นี้หรอก!
หลังจากแตกหักกับฉินมั่นมั่น ถังเชียนหยิ่งก็กลับไปนั่งคิดทบทวนที่โต๊ะอยู่นาน
เพื่อให้ได้ไปเรียนที่เยียนจิงพร้อมกับชิงอวิ๋น เธอทำได้เพียงแค่เร่งติวคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และเคมีอย่างหนักในช่วงหลายสิบวันสุดท้าย
ถ้าคะแนนแต่ละวิชาเพิ่มขึ้นสักเจ็ดแปดคะแนน รวมสามวิชาก็ยี่สิบกว่าคะแนน พอที่จะทำให้เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยโปรเจกต์ 985 ในเยียนจิงได้ และถ้าได้เพิ่มอีกสักสิบกว่าคะแนน ก็อาจจะก้าวผ่านเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยเหรินต้าได้
ชิงอวิ๋นหยิบกระดาษทดมาแล้วเริ่มอธิบาย "โจทย์ข้อนี้จริงๆ แล้วเป็นการนำเรื่องการแจกแจงความน่าจะเป็นของตัวแปรสุ่มมาวัดผลร่วมกับสถิติและฟังก์ชัน
ดูเผินๆ เหมือนจะซับซ้อน เธอเลยคิดว่ามันยาก ความจริงโจทย์ข้อนี้มีความครอบคลุมในระดับหนึ่งก็จริง แต่ระดับความยากจริงๆ ไม่ได้สูงมาก กุญแจสำคัญในการแก้โจทย์คือการตีโจทย์ให้แตก
ฉันจะบอกแนวทางให้ แล้วพี่ลองทำเองดูนะ พี่ต้องแยกแจกแจงเครื่องจักรเครื่องที่หนึ่งกับเครื่องที่สองออกมา..."
ฉินมั่นมั่นกอดอกยืนมองอยู่ด้านหลังพวกเขา บางครั้งเธอก็ต้องยอมรับว่าในเรื่องการสอนหนังสือ คนเลวคนนี้มีพรสวรรค์มากทีเดียว
ไม่เพียงแต่อธิบายให้คนเข้าใจได้ แต่ที่สำคัญคือยังช่วยกระตุ้นความคิดของคนอื่นได้อีกด้วย
"เย้! ฉันทำได้แล้ว! เสี่ยวอวิ๋นจื่อ รีบดูสิว่าถูกไหม?"
ถังเชียนหยิ่งกอดแขนชิงอวิ๋นเขย่าไปมาด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะรีบปล่อยมือออกอย่างตกใจ
เธอส่งยิ้มเจื่อนๆ เชิงขอโทษให้กับฉินมั่นมั่นที่ตอนนี้หน้าตึงไปแล้ว "มั่นมั่น ขอโทษทีนะ ฉันลืมตัว ลืมตัวไปหน่อย เธอคงไม่โกรธใช่ไหม?"
ฉินมั่นมั่นโกรธจนปอดแทบระเบิด
โธ่เอ๊ย!
มาใช้ก้อนเนื้อสองก้อนนั่นถูไถแฟนฉันต่อหน้าต่อตาฉันเนี่ยนะ!
เสร็จแล้วยังมาเล่นบทนางเอกเจ้าน้ำตาใส่ฉันอีก?
ร้ายกาจจริงๆ นะเธอ!
สมกับเป็นแก๊งเพื่อนสาวพลาสติกจริงๆ...
เธอยักไหล่ด้วยสีหน้าจนใจ "พวกเธอสองคนเล่นกันแบบนี้ออกจะบ่อย? ฉันจะไปถือสาอะไร ถ้าฉันถือสา ใครบางคนจะไม่หาว่าฉันเป็นพวกขี้หึงหรอกเหรอ?"
ชิงอวิ๋นกะพริบตาปริบๆ ไม่กล้าเอ่ยปาก
เขาเหมือนจะเริ่มจับกลิ่นทะแม่งๆ ได้แล้ว แต่ก็ยังไม่แน่ใจ
ภรรยาของฉันจับได้ว่าเพื่อนสนิทของเธอคิดจะสวมเขาให้เธอ?
หรือว่าเรื่องที่พี่สาวของฉันคิดจะแย่งแฟนเพื่อนสนิทถูกภรรยาของฉันจับได้แล้ว?
ชิงอวิ๋นสูดลมหายใจเข้าลึก ความแตกได้ยังไงเนี่ย?
นิ่งเสียตำลึงทอง รอดูสถานการณ์ไปก่อนดีกว่า
ฉินมั่นมั่นผลักเขาเบาๆ "รีบไปกินข้าวที่โรงอาหารเถอะ ไปช้าเดี๋ยวข้าวก็หมดหรอก เชียนหยิ่ง เธอมาได้จังหวะพอดี ช่วยทาคอนซีลเลอร์ให้ฉันหน่อยสิ"
นักเรียนไปกลับในคืนวันศุกร์จะไม่มีคาบเรียนด้วยตนเองภาคค่ำ ฉินมั่นมั่นและถังเชียนหยิ่งจึงไม่จำเป็นต้องกินข้าวที่โรงเรียน
"เสี่ยวอวิ๋นจื่อ ซื้อมาเผื่อฉันด้วยที่หนึ่งสิ~" ถังเชียนหยิ่งยื่นบัตรของตัวเองให้ พร้อมกับพูดยิ้มๆ
เมื่อเห็นชิงอวิ๋นและฉินมั่นมั่นมองเธออย่างไม่เข้าใจ ถังเชียนหยิ่งก็แลบลิ้นปลิ้นตาใส่ทั้งสองคน "ฉันทำเรื่องขออยู่หอพักแล้ว ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไปฉันจะนอนที่โรงเรียน"
เมื่อเห็นแววตาของฉินมั่นมั่นคมกริบขึ้นมาทันที ถังเชียนหยิ่งก็ยิ้มตาหยีพลางอธิบาย "พ่อแม่ฉันอยู่เมืองนอกกันหมด กว่าจะกลับก็สิ้นเดือนพฤษภาคม กลับบ้านไปก็อยู่คนเดียว สู้มาอยู่หอพักดีกว่า
มั่นมั่น ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะไปเยียนจิงกับพวกเธอ
ฉันคิดไว้หมดแล้ว ว่าจะสอบเข้าเยียนหาง ไม่ก็เหรินต้า"
พูดจบ เธอก็กอดแขนฉินมั่นมั่นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม "เป็นไงล่ะ? พวกเราจะได้เป็นเพื่อนรักที่ไม่มีวันพรากจากกันแล้ว ดีใจไหม?"
ฉินมั่นมั่นตบมือเธอเบาๆ ฝืนยิ้มออกมา "มีเพื่อนรักอย่างเธอคอยอยู่เคียงข้างฉันตลอดไป ฉันก็ต้องดีใจอยู่แล้ว"
ชิงอวิ๋นที่เงียบมาตลอด แอบยิ้มกริ่มอยู่ในใจ
ช่างเป็นสองสาวพี่น้องที่รู้ตัวดีจริงๆ!
"แต่ว่าเชียนหยิ่ง เธอปรึกษาคุณพ่อคุณแม่ถังหรือยัง? พวกเขาคงทำใจไม่ได้หรอกนะที่จะให้เธอไปเรียนต่างถิ่นน่ะ"
ฉินมั่นมั่นกัดริมฝีปาก เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
ถังเชียนหยิ่งมองเธอด้วยสายตาหยอกล้อ "ความจริงแล้ว เธอเข้าใจผิดไปนะ พวกเขาสนับสนุนทุกการตัดสินใจของฉัน
เสี่ยวอวิ๋นจื่อ นายรีบไปซื้อข้าวเถอะ ไปช้าเดี๋ยวเนื้อก็หมดหรอก~"
ชิงอวิ๋นได้ยินก็ยิ้มแต่ไม่ขยับ หันไปมองฉินมั่นมั่น "งั้นฉันไปนะ?"
ฉินมั่นมั่นลุกขึ้นจัดปกเสื้อให้เขา พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "พี่คะ เดี๋ยวตอนกินข้าวอย่าลืมกินรสอ่อนๆ หน่อยนะ พรุ่งนี้ต้องตรวจสุขภาพด้วย
คืนนี้ต้องนอนให้เร็วหน่อย ห้ามอดนอนเด็ดขาด ตอนนี้ยังอ่านทัน ไม่ต้องรีบร้อน ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม"
ชิงอวิ๋นรับคำด้วยรอยยิ้ม หอมแก้มเธอฟอดหนึ่งก่อนจะหันหลังเดินจากไป
ถังเชียนหยิ่งมองดูฉากนี้ แอบขบกรามแน่น กำหมัดเล็กๆ ที่ซุกอยู่ในกระเป๋าเสื้อ
มาแสร้งทำเป็นแม่ศรีเรือนอะไรต่อหน้าฉัน!
ไม่โกรธ! ไม่โกรธ!
เสี่ยวอวิ๋นจื่อแค่ถูกทำให้หลงผิดไปเท่านั้น
นี่คือข้อได้เปรียบที่นังปีศาจลงมือก่อน
ต้องตระหนักถึงความห่างชั้นให้ถูกต้อง!
วันข้างหน้าเสี่ยวอวิ๋นจื่อก็จะทำแบบนี้กับฉันเหมือนกัน!
รอจนแผ่นหลังของชิงอวิ๋นหายลับไปตรงหัวมุม ฉินมั่นมั่นที่ปิดประตูแล้วก็หันกลับมานั่งที่โต๊ะหนังสือโดยไม่พูดอะไรสักคำ เพียงแค่มองดูถังเชียนหยิ่งที่กำลังบีบหลอดคอนซีลเลอร์แน่นด้วยรอยยิ้ม
โกรธไปเลย! โกรธเข้าไป!
การแสดงออกของพี่ชายตัวเหม็นเมื่อกี้มันรู้ใจสุดๆ!
พรุ่งนี้ต้องให้รางวัลเขางามๆ ซะแล้ว!
หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อยู่หลายครั้ง ถังเชียนหยิ่งก็ค่อยๆ เอ่ยปาก "มั่นมั่น เธอปล่อยเขาไปเถอะ"
ฉินมั่นมั่นไม่พูดอะไร เธอลุกขึ้นยืน แล้วเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายสองก้าว
ถังเชียนหยิ่งใจเต้นระทึก จัดท่าป้องกันตัวโดยสัญชาตญาณ
เธอจะทำอะไร?
จะตบกันเหรอ?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ใบหน้าของถังเชียนหยิ่งก็เผยให้เห็นแววตาดูแคลนเล็กน้อย
ด้วยพละกำลังอันน้อยนิดของเธอน่ะนะ?
หึหึ!
เข้าใจล่ะ!
เธอตั้งใจจะทำท่าทีว่าสู้ฉันไม่ได้ แล้วค่อยไปร้องไห้ฟ้องเสี่ยวอวิ๋นจื่อสินะ!
นังตัวดีจอมวางแผน!
มาดูกันว่าใครจะแสดงเก่งกว่ากัน!
ชั่วพริบตานั้น ถังเชียนหยิ่งก็ผ่อนคลายร่างกาย ยืดอกขึ้น เตรียมพร้อมรับการโจมตีโดยไม่ตอบโต้
ฉินมั่นมั่นเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ แต่กลับไม่มองเธอ แล้วย่อตัวนั่งยองๆ ลงไปทันที
มุมปากของถังเชียนหยิ่งกระตุกสองสามครั้ง จากนั้นม่านตาก็หดเล็กลงทันที
เห็นเพียงฉินมั่นมั่นใช้นิ้วคีบมุมกระดาษเปียกสองก้อนบนพื้นขึ้นมาอย่างระมัดระวัง แล้วรีบวิ่งเหยาะๆ ไปทิ้งลงในถังขยะมุมห้องเปียโน
ฉินมั่นมั่นที่หันหลังเดินกลับมามีสีหน้ารังเกียจ จากนั้นก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้กะทันหัน รีบวิ่งกลับไปที่มุมห้อง มัดปากถุงขยะให้แน่น แล้วหิ้วมาไว้ที่ประตู
เมื่อทำทั้งหมดนี้เสร็จ เธอก็กลับมานั่งที่โต๊ะหนังสือ หยิบกระดาษเปียกแผ่นใหม่ออกมาเช็ดมืออย่างแรง
ถังเชียนหยิ่งที่ไม่รู้ว่าจินตนาการภาพอะไรไปถึงไหนต่อไหนหน้าแดงก่ำ "เมื่อกี้พวกเธอทำอะไรกันอยู่ข้างใน?"
ฉินมั่นมั่นเบ้ปาก สีหน้าไม่ยี่หระ "จะทำอะไรได้ล่ะ? ก็ทำเรื่องที่แฟนเขาทำกันน่ะสิ"
"เธอ... เธอมันหน้าไม่อาย! หืม? หึหึ!"
ถังเชียนหยิ่งที่กำลังเดือดดาลนึกอะไรขึ้นมาได้ จู่ๆ ก็หายโกรธ เดาะลิ้นสองที "มั่นมั่น แบบนี้มันไม่สนุกเลยนะ"
ฉินมั่นมั่นมองเธออย่างสงสัย กะพริบตาปริบๆ ด้วยสีหน้าไร้เดียงสา
ถังเชียนหยิ่งแค่นหัวเราะแล้วเอ่ยปาก "มั่นมั่น เธอแสดงเก่งจริงๆ ฉันเกือบจะเชื่อสนิทใจแล้วเชียว เธอไม่น่าได้โควตาเข้าเยียนต้าเลย น่าจะไปเข้าเยียนหยิ่งมากกว่า
แต่ว่า เธอมองข้ามไปจุดหนึ่งนะ เธอเพิ่งจะครั้งแรกนี่นา"
บ้าเอ๊ย!
เธอมาแกล้งทำเป็นเนียนอะไรต่อหน้าพี่สาวคนนี้เนี่ย?
ถ้าไม่ใช่เพราะท่านเชียนหยิ่งคนนี้ดูหนังมานับไม่ถ้วน เมื่อกี้คงโดนเธอหลอกเข้าให้แล้ว!
เธอยิ้มอย่างหยอกล้อ "มั่นมั่น เธอรู้ไหม? ขนาดของเสี่ยวอวิ๋นจื่อที่เธอพูดถึง สำหรับพวกเราผู้หญิงแล้วมันหมายความว่ายังไง?"
ไม่รอให้ฉินมั่นมั่นตอบ ถังเชียนหยิ่งก็เชิดคางขึ้นอย่างมั่นใจ "ตอนปิดเทอมฤดูหนาวที่ฉันไปนอนบ้านเธอ ฉันก็เคยลูบสะดือกลมๆ ของเธอมาแล้ว ครั้งแรกของเธอยังอยู่นี่นา
เพราะงั้น ถ้าขนาดของเสี่ยวอวิ๋นจื่อที่เธอพูดไม่ได้โกหก ตอนนี้เธอแทบจะเดินไม่ไหวแล้วด้วยซ้ำ แต่มื่อกี้เธอยังวิ่งปร๋ออยู่เลย
อีกอย่าง เสี่ยวอวิ๋นจื่อเป็นคนนิสัยยังไง คนเป็นพี่สาวอย่างฉันจะไม่รู้ได้ยังไง? ถ้าวันนี้พวกเธอมีอะไรกันจริงๆ เขาจะทิ้งเธอไว้คนเดียวแล้วเดินจากไปได้ยังไง?"
ฉินมั่นมั่นหน้าแดงก่ำ ถ่มน้ำลายใส่เธอ "เธอนั่นแหละหน้าไม่อาย! เป็นสาวเป็นนาง มาพูดเรื่องแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน!"
ถังเชียนหยิ่งกอดอกยิ้มอย่างได้ใจ "ใครใช้ให้เธอมาเล่นละครตบตาฉันล่ะ? เธอแค่อยากจะยั่วโมโหฉัน ทำให้ฉันเข้าใจผิดว่าพวกเธอมีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยากันแล้ว จะได้ยอมถอยไปเอง
ฉินมั่นมั่น ฉัน! ท่านเชียนหยิ่ง! ตอนที่ฉันดูหนังน่ะ เธอยังนั่งทำแบบฝึกหัดอยู่เลย!"
ฉินมั่นมั่นยิ้มอย่างจนใจ "ฉันบอกแล้วไง ว่าฉันมีมือมีเท้า"
เธอเดินไปหิ้วถุงขยะมาวางแหมะตรงหน้าถังเชียนหยิ่งที่กำลังยืนทื่อเป็นไก่ตาแตก "ถ้าเธอไม่รังเกียจว่ามันสกปรก ก็เปิดดมดูเองสิ"
พูดจบ ฉินมั่นมั่นก็ผายมือเชิญ "ไม่เป็นไรหรอก ข้างในมีแค่กระดาษเปียกสองแผ่น ไม่มีของสกปรกอย่างอื่น ท่านนักทฤษฎีผู้ยิ่งใหญ่ เธอไม่เคยดมล่ะสิ ลองดูก็ได้นะ"







