"ฉันไม่ใช่ผู้หญิงที่นายจะควบคุมได้อยู่แล้ว!"
ฉินมั่นมั่นเชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งทะนง
เมื่อมองดูปลายคางที่เชิดรั้นจนแทบจะทิ่มเพดานให้ทะลุเป็นรู ชิงอวิ๋นก็ไม่ลังเลที่จะพรมจูบลงบนลำคอระหงขาวผ่องที่เผยให้เห็น
"น่ารำคาญชะมัด! นิสัยเสีย! บอกแล้วไงว่าห้ามทำรอยน่ะ!" ฉินมั่นมั่นใช้สองมือผลักเขาอย่างอ่อนแรง
ชิงอวิ๋นง่วนอยู่กับการทำงานอย่างขยันขันแข็ง พลางพูดอู้อี้ว่า "ผมเป็นลูกชาวนานี่นา..."
ฉินมั่นมั่นทั้งฉุนทั้งขำ คำพูดนี้หลุดออกมาจากปากเขา ช่างเป็นการดูถูกชาวนาเสียจริง
"ฉันไม่ได้เอาคอนซีลเลอร์มานะ! เดี๋ยวจะกลับห้องเรียนยังไงล่ะ!" เธอเริ่มร้อนรน
ขืนกลับไปแบบนี้ไม่โดนหัวเราะเยาะตายหรือไง?
เธอจะไม่เหลือหน้าให้มองแล้วนะ!
ทว่าชิงอวิ๋นกลับไม่ยอมหยุด ด้วยความรีบร้อนฉินมั่นมั่นจึงกัดหูเขา "ฉันจะโกรธแล้วนะ!"
ไม่คิดเลยว่านี่กลับยิ่งกระตุ้นการโจมตีที่เร่าร้อนยิ่งขึ้นของชายหนุ่ม รอยจูบพรมลงบนลำคอระหงของเธอราวกับห่าฝน
ฉินมั่นมั่นโกรธแล้ว แต่ตอนที่เธอกำลังจะสั่งสอนเขาให้หลาบจำ กล่องสี่เหลี่ยมสีดำเล็กๆ ใบหนึ่งก็แกว่งไปมาตรงหน้าเธอ
เคลย์ เดอ โป โบเต้ คอนซีลเลอร์ของเธอนั่นเอง
"รู้แต่จะรังแกฉันนี่แหละ!" ฉินมั่นมั่นยื่นปากเล็กๆ อย่างหงุดหงิด หลับตาลงแล้วใช้สองมือโอบกอดแผ่นหลังกว้างของเขาเอาไว้
มือใหญ่ของชิงอวิ๋นลูบไล้เข้าไปในเสื้อตัวในของเธอ สัมผัสแผ่นหลังเนียนนุ่มอย่างแผ่วเบา
ฉินมั่นมั่นแอ่นเอวขึ้นอย่างลืมตัว จูบแก้มและติ่งหูของเขาอย่างเงอะงะ
คลอเคลียกันอยู่นานพักใหญ่ ทั้งสองจึงหยุดลงด้วยอาการหอบเหนื่อย
ฉินมั่นมั่นที่นั่งอยู่บนฝาเปียโนใช้ทิชชู่เปียกเช็ดหน้า จากนั้นมือเล็กๆ ก็พัดลมไม่หยุด เท้าเล็กๆ ทั้งสองข้างเตะคนหน้าด้านตรงหน้าอย่างไม่จริงจังนัก
เธอก็จนใจเหมือนกัน
ทว่าเธอก็รู้ดีว่า ทั้งหมดนี้เธอหาเรื่องใส่ตัวทั้งนั้น
ความจริงก่อนหน้านี้ชิงอวิ๋นทำตัวเป็นสุภาพบุรุษมาตลอด
ถ้าตอนเที่ยงเธอยอมนอนหลับดีๆ เรื่องทั้งหมดนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น
แต่ด้วยความตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ เธอก็มักจะอดไม่ได้ที่จะขยับไม้ขยับมือไปยั่วยวนเขา
แล้ว... ก็ดันปล่อยหมูป่าที่ชอบดุนไปทั่วตัวนี้ออกมา
ยังดีที่หมูตัวนี้ยังมีสติ รู้ว่าเรื่องบางอย่างไม่สามารถทำได้ก่อนที่นิยายจะวางขาย
ไม่อย่างนั้นบทนี้คงถูกแบนไปแล้ว
"ตกลงว่า... นายคำนวณขนาดของฉันได้ยังไงเนี่ย?"
เธอคิดไม่ตก เลยยังคงตามถามด้วยความอยากรู้
เธอไม่มีทางยอมรับเด็ดขาด ว่าเธอแค่อยากจะสอบสวนเขา
ชิงอวิ๋นมองมือตัวเองอย่างภาคภูมิใจ "เมื่อกี้เพิ่งบอกสัดส่วนร่างกายของผมไป ความจริงผมวัดได้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วล่ะ"
ฉินมั่นมั่นขมวดคิ้ว ก่อนจะกระจ่างแจ้งในทันที
เธอถลึงตาใส่เขาอย่างแรง รู้สึกได้เลยว่าอุณหภูมิบนใบหน้าพุ่งสูงขึ้นอีกสององศา
สุภาพบุรุษบ้าบออะไรล่ะ!
เมื่อวานตอนที่เขากอดเธออยู่บนม้านั่ง ตัวเธอถูกถูไถไปทั่วทั้งตัวยังไม่รู้ตัวเลย
เธอโมโหจนทนไม่ไหวจึงเตะเขาไปอีกที แล้วพูดพร้อมรอยยิ้มว่า "ในเมื่อนายรู้สัดส่วนร่างกายของฉันหมดแล้ว ถ้างั้นต่อไปเรื่องซื้อชุดชั้นในของฉันก็ยกให้นายจัดการแล้วกัน"
หึหึ!
เอาให้อายม้วนไปเลย!
ผู้ชายรวมตัวกันก็จะคุยเรื่องผู้หญิง ผู้หญิงรวมตัวกันก็จะคุยเรื่องผู้ชาย
ต่อให้เป็นในรั้วโรงเรียนมัธยม ก็ไม่เว้นเช่นกัน หรืออาจจะยิ่งกว่าด้วยซ้ำ
ท้ายที่สุดแล้ว ล้วนแต่อยู่ในวัยที่อยากรู้อยากเห็นเรื่องสรีระร่างกายมากที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้น เวลาที่เด็กผู้หญิงรวมตัวกันคุยเป็นการส่วนตัว ระดับความลึกซึ้งมักจะมากกว่าเสียอีก
ในหมู่เพื่อนสนิทของฉินมั่นมั่น ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนมีความรัก
เวลาที่คุยกัน เธอก็มักจะเงี่ยหูฟัง ตาโตเบิกกว้างด้วยความอยากรู้อยากเห็น
พวกเธอได้ข้อสรุปว่า มีสองเรื่องที่สามารถทำให้แฟนหนุ่มรู้สึกอับอายขายหน้าได้อย่างหนัก หนึ่งคือการตามแฟนสาวเข้าไปในร้านขายชุดชั้นใน สองคือการไปซื้อผ้าอนามัยให้แฟนสาวตามลำพัง
เพื่อนสนิทคนหนึ่งบอกว่า พอเข้าไปในร้านชุดชั้นใน เธอจะเห็นควันร้อนๆ พ่นออกมาจากหัวแฟนหนุ่มของตัวเอง แล้วทั้งตัวก็จะแดงเถือก
เพื่อนสนิทที่สละโสดแล้วหลายคนยิ่งบอกว่า ผู้ชาย 99% บนโลกใบนี้ไม่ยอมก้าวเท้าเข้าไปในร้านชุดชั้นในเลยด้วยซ้ำ
ฉินมั่นมั่นคิดว่าตัวเองมีวิธีบังคับให้เขาเข้าไปในร้านได้ถมเถ เธอแค่อยากรู้ว่า ด้วยความหน้าหนาของเขา ถ้าเข้าไปในร้านชุดชั้นในแล้วจะหน้าแดงหรือเปล่า?
ชิงอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปตามที่เธอหวังทันที
แต่ทว่า ในหัวของเขากลับกำลังดีใจอย่างบ้าคลั่ง
บนโลกนี้ยังมีเรื่องดีๆ แบบนี้อยู่ด้วยเหรอเนี่ย!
จริงอยู่ที่ผู้ชาย 99% ไม่กล้าเข้าร้านชุดชั้นใน แต่ตาลุงบ้ากามวัยกลางคน 100% น่ะเข้าแน่
คนบ้ากามระดับ S อย่างชิงอวิ๋น ยิ่งปรารถนาเลยล่ะ!
ชาติก่อน เขาไปเป็นเพื่อนถังเชียนหยิ่ง ‘พี่สาวโลลิ’ คนนี้อยู่บ่อยๆ
ภาพที่ได้เห็นทุกครั้งล้วนเป็นทิวทัศน์อันงดงามที่ยากจะลืมเลือนไปตลอดชีวิต
แต่ว่า...
"ชุดชั้นในของเธอ... เกรงว่าคงไม่ได้ซื้อจากร้านชุดชั้นในหรอกมั้ง?"
ชิงอวิ๋นสงสัยมาก
ดูจากความรวยระดับเศรษฐีของบ้านยัยหนูนี่ เสื้อผ้าของเธอคงมีไม่กี่ตัวที่ไม่ใช่ของสั่งตัด โดยเฉพาะเสื้อผ้าแนบเนื้ออย่างชุดชั้นในที่ต้องเป๊ะเรื่องไซส์มากๆ
ใส่หลวมไปหรือคับไปก็ไม่เป็นผลดีต่อการเจริญเติบโตและการจัดทรง
เหตุผลที่หน้าอกหน้าใจของฉินมั่นมั่นสมบูรณ์แบบขนาดนี้ ชุดชั้นในขนาดที่พอดีตัวย่อมมีส่วนสำคัญอย่างแน่นอน
แถมเนื้อผ้าก็ด้วย เขาเพิ่งสัมผัสมา ต้องเป็นผ้าฝ้ายขนยาวเนื้อซาตินที่หาได้ยากในสมัยนี้แน่ๆ
ฉินมั่นมั่นหยิกเขาไปทีหนึ่ง "นายบอกมาเถอะว่าจะไปหรือไม่ไป!"
เธอรู้ดีอยู่แล้วว่าชุดชั้นในตามร้านสู้ของสั่งตัดไม่ได้ แต่ใครกำหนดล่ะว่าไปร้านชุดชั้นในแล้วต้องซื้อเสมอไป?
แค่เดินดูเฉยๆ ไม่ได้หรือไง?
"ไป! ไปแน่นอน! ต้องไปอยู่แล้ว!" เขาก็ไม่ได้เสียหายนี่นา แล้วทำไมจะไม่ทำล่ะ
พูดจบ เขาก็ขยิบตาให้เธอ "เป็นไงล่ะ คณิตศาสตร์ประยุกต์ เธอสู้ผมไม่ได้หรอก"
ฉินมั่นมั่นปรายตามองเขาอย่างเหยียดๆ เคาะนิ้วเบาๆ แล้วบอกตัวเลขออกมาค่าหนึ่ง
ชิงอวิ๋นตาโตเท่าไข่ห่านทันที "เธอ... เธอรู้ได้ยังไง"
ฉินมั่นมั่นหัวเราะอย่างได้ใจ "ทฤษฎีบทพีทาโกรัสไง ง่ายแค่นี้ เด็กประถมยังรู้เลย"
ระหว่างที่พูดเธอก็ลงจากฝาเปียโน เอามือเล็กๆ ไพล่หลังไปแอบคลำดูเงียบๆ
ยังดี!
ฝาเปียโนไม่ต้องเช็ด ยังแห้งสนิทดี
แค่คืนนี้ตอนอาบน้ำคงต้องซักกางเกงชั้นในด้วยมือตัวเองแล้ว
น่ารำคาญชะมัด!
เธอค้อนใส่เขา สองมือโอบรอบคอเขา "อุ้มฉันไปที่เก้าอี้หน่อย"
เรื่องแบบนี้ ชิงอวิ๋นย่อมยินดีทำตามคำสั่งอยู่แล้ว
หลังจากนั่งลง ฉินมั่นมั่นก็ซบหน้าลงบนไหล่ของเขา "ห้ามจับมั่วซั่วแล้วนะ แค่กอดก็พอ เรามาคุยกันเถอะ"
ชิงอวิ๋นไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
เพื่อหน้าที่การงาน ประธานชิงจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ใหญ่ ไม่อย่างนั้นถ้านิยายโดนแบน คนที่ลำบากก็คือตัวเองกับนักอ่าน
ปากบอกว่าจะคุย แต่ฉินมั่นมั่นกลับไม่ยอมปริปากพูดอะไร ได้แต่หลับตาซุกไซ้ซอกคอเขา
พริบตาเดียว ลมหายใจของเธอก็สม่ำเสมอและยาวนานขึ้น
ชิงอวิ๋นถึงกับจนปัญญาในทันที
นี่อธิบายคำว่า ‘หลับปุ๋ยในพริบตา’ ได้อย่างชัดเจน
เขาไม่กล้าขยับตัว ได้แต่อุ้มเธอไว้อย่างมั่นคง แล้วเบนสายตาไปยังเอกสารทบทวนบทเรียนตรงหน้า
อ่านไม่เข้าหัวเลย
ความจริงเวลาพักเที่ยงถูกยัยหนูคนนี้ป่วนจนหมด เขาก็ชักจะง่วงเหมือนกัน เลยหลับตาลงซะเลย ทั้งสองคนเอาหัวพิงกันแล้วงีบหลับไปด้วยกัน
เนิ่นนานผ่านไป นอกประตูตรงระเบียงทางเดินก็มีเสียงพูดคุยดังขึ้น
"พรุ่งนี้เรียนพิเศษ นายจะโดดไหม?"
"โดดสิ! ต้องโดดอยู่แล้ว!"
"ฉันไม่กล้าเท่าไหร่ กลัวครูฟ้อง"
"กลัวบ้าอะไรเล่า! อย่างมากก็แค่กลับบ้านไปโดนตี ศึกสุดท้ายระหว่างโคบี้กับจอร์แดน ชาตินี้มีแค่แมตช์นี้แมตช์เดียวนะ"
"ก็จริง การเปลี่ยนผ่านอำนาจเก่าและใหม่ ราชาองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ ราชาองค์เก่าลงจากเวที ไม่ดูน่าเสียดายแย่"
เมื่อเสียงฝีเท้าห่างออกไปเรื่อยๆ เสียงพูดคุยก็ค่อยๆ จางหายไปตามกัน
แต่เนื้อหาบทสนทนากลับทำให้เขาที่อยู่ในอาการสะลึมสะลือรู้สึกเหม่อลอย
ใช่แล้ว ราชาองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ จากนั้นก็สละบัลลังก์ในวันที่ 14 เมษายน 2016 และจากโลกนี้ไปในวันที่ 26 มกราคม 2020
เขาเป็นแฟนคลับของโคบี้
เป็นผู้สนับสนุนตัวยง
ในชาติก่อน หลังจากที่ฉินมั่นมั่นจากไป เขาอาศัยบาสเกตบอลเพื่อผ่านพ้นค่ำคืนอันเงียบเหงาไปทีละคืน
จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าทุกอย่างในตอนนี้ดูไม่ค่อยสมจริงเอาเสียเลย
เธอที่อยู่ในอ้อมแขนผม ยังเป็นเธอคนเดิมหรือเปล่า?
ชิงอวิ๋นก้มหน้ามอง แต่เบื้องหน้ากลับเป็นดวงตากระจ่างใสดุจทางช้างเผือกคู่หนึ่ง
"ตื่นแล้วเหรอ?"
ฉินมั่นมั่นเม้มปากยิ้มแล้วพยักหน้า
สิ่งที่ทำให้เธอตื่นขึ้นมา ไม่ใช่เสียงพูดคุยที่หน้าประตู
แต่เป็นไอ้ของเลวร้ายที่ดันเธออยู่ข้างล่างนั่นต่างหาก!
ทว่าเนื้อหาการสนทนาหน้าประตูก็ดึงดูดความสนใจของเธอเช่นกัน "พี่คะ งั้นเลื่อนตรวจร่างกายไปเป็นมะรืนดีไหม พรุ่งนี้เช้าฉันจะดูแข่งบาสเป็นเพื่อนพี่เอง"
นักเรียนม.6 ความจริงไม่มีวันเสาร์หรอก ต้องเรียนพิเศษ
แต่พอผ่านการสอบจำลองครั้งที่สองไปแล้ว สำหรับโรงเรียนมัธยมจิ่นเฉิงสี่ การเรียนพิเศษนี้ก็มีแต่ชื่อ
จะไปหรือไม่ไปก็ไม่สำคัญ ครูที่โรงเรียนในวันเสาร์ส่วนใหญ่จะมาตอบข้อสงสัยมากกว่า
ชิงอวิ๋นยิ้มแล้วส่ายหน้า "ไว้วันหลังค่อยดูเทปบันทึกภาพเอาก็ได้ ตอนนี้... ผมต้องรับผิดชอบเธอ"
การรำลึกถึงไอดอล ไม่จำเป็นต้องดูการแข่งขันหรอก
ฉินมั่นมั่นมองเขาด้วยสายตากึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง โดยไม่พูดอะไร
ชิงอวิ๋นชักมือผีดิบที่กำลังครองบอลของตัวเองออกอย่างเก้อเขิน แล้ววางไว้ด้านหลังเอวของเธออย่างว่าง่ายพร้อมกับกอดเธอไว้แน่น
ส่วนเสียงแค่นหัวเราะเย็นชาของฉินมั่นมั่น ก็ปล่อยให้มันเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปแล้วกัน
ฉันก็แค่รำลึกถึงโคบี้เท่านั้นเอง มือของฉันใหญ่เท่าเขาเลยนะ
เมื่อฉินมั่นมั่นเห็นว่าเขายอมอยู่เฉยๆ แล้ว เธอจึงจูบลงบนแก้มเขาเบาๆ พร้อมรอยยิ้ม ถือเป็นรางวัลสำหรับคำพูดหวานหูเมื่อครู่
ในเมื่อพี่ชายตัวเหม็นอยากจะเอาเรื่องจูบมาเป็นของรางวัล เธอก็จะไม่ล้ำเส้น
ความเป็นพิธีการ คือความโรแมนติกที่เธอแสวงหา
จู่ๆ ชิงอวิ๋นก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า "ผมจะแสดงวิชาลับให้ดู"
"วิชาลับ? วิชาลับอะไร?" ฉินมั่นมั่นสงสัย
คนนิสัยไม่ดีคนนี้คงไม่ได้ดูการ์ตูนกับถังเชียนหยิ่งมากเกินไปหรอกนะ?
กระสุนวงจักรลูกยักษ์?
หรือดาวกระจายวงจักร?
"วิชาลับ! คาถาอัญเชิญเต็นท์!"
สิ้นเสียงคำรามต่ำของชิงอวิ๋น ฉินมั่นมั่นก็มองดูกางเกงนักเรียนที่ปูดขึ้นมาเป็นก้อนตรงหว่างขาตัวเองอย่างขำไม่ออกร้องไห้ไม่ได้
เธอถลึงตาใส่เขาอย่างแง่งอน "ไอ้โรคจิต!"
ส่วนชิงอวิ๋นก็บอกว่า นี่เพราะโดนทับมานานต่างหาก
ภายในห้องเงียบสงบและอบอวลไปด้วยบรรยากาศคลุมเครือ
ฉินมั่นมั่นรู้ความหมายของเขา จึงยอมลุกขึ้นไปนั่งบนโต๊ะแต่โดยดี เพื่อให้เขาได้มีพื้นที่หายใจหายคอ
เมื่อมองดูใบหน้าที่แดงระเรื่อของคนนิสัยไม่ดีตรงหน้า เธอแอบหัวเราะในใจ แต่กลับเปิดปากพูดเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของเขา "นายมั่นใจจริงๆ เหรอว่าจะชนะฉันได้?"
ชิงอวิ๋นรีบส่ายหน้า
วันนี้เขาก็ดูออกว่า ความจริงฉินมั่นมั่นเริ่มออมมือให้แล้ว
เวลาเรียนยัยหนูนี่ไม่ได้ตั้งใจทบทวนบทเรียนเลย แต่กำลังทำโจทย์ทฤษฎีกราฟต่างหาก
เมื่อเห็นสีหน้าของเขา ฉินมั่นมั่นก็ปรายตามองอย่างขบขัน "สบายใจได้เลย ฉันไม่ทบทวนแล้วล่ะ เดี๋ยวจะหาว่าฉันรังแกคนอ่อนแอ เพราะงั้น นายพูดความจริงมาเถอะ"
รังแกคนอ่อนแอ?
ชิงอวิ๋นโกรธแล้ว
เขาอ่อนตรงไหน? เล็กตรงไหน?
ยัยผู้หญิงไม่ประสาคนนี้ เกรงว่าคงยังไม่รู้ถึงความน่ากลัวของตัวเลขนี้ของตัวเองสินะ!
ค่า C-square 361 ใครเคยใช้ก็บอกว่าดีทั้งนั้น
แต่ทว่า ตอนนี้เห็นได้ชัดว่ายังไม่ใช่เวลาชักดาบ
เขาคิดอย่างอาฆาตมาดร้ายในใจว่า สักวันต้องได้พบกันในทางแคบแน่ๆ
"ไม่มีปัญหาหรอก สำหรับเธอ น่าจะจัดการได้สบายมาก!"
ฉินมั่นมั่นปัดมือเขาที่ลอยอยู่กลางอากาศทิ้ง ยิ้มอย่างเหยียดๆ "การสอบจำลองครั้งที่สองของฉันอาจจะเกิน 700 คะแนนนะ หรืออาจจะ 710 คะแนนเลยก็ได้"
คำพูดของเธอทำให้ชิงอวิ๋นเริ่มสงสัย "เธอประเมินแต่ละวิชาไว้เท่าไหร่?"
ฉินมั่นมั่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ภาษาจีน คณิตศาสตร์ อังกฤษ ออกมาแล้ว ภาษาจีน 138 อังกฤษ 141 คณิตศาสตร์ 150 วิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไปฟิสิกส์ประเมินไว้ 93 เคมีน่าจะ 97 ชีววิทยาประเมินไว้ 91 รวม 710 คะแนน
วิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไปไม่ค่อยแน่ใจนัก แต่คลาดเคลื่อนไม่เกิน 5 คะแนนหรอก"
ชิงอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็กะพริบตาปริบๆ จู่ๆ ก็พบว่าความยากนี้ดูเหมือนจะไม่มากเท่าไหร่นัก
คะแนนรวมของฉินมั่นมั่นสูงมากจริงๆ ถ้าเป็นปีก่อนๆ เขาอาจจะไม่มีโอกาสชนะเลยแม้แต่น้อย
แต่นี่คือปี 2003
ความยากของข้อสอบเกาเข่าวิชาคณิตศาสตร์ปี 2003 นั้นโด่งดังไปทั่วโลก แต่มีเพียงคนที่เคยผ่านปีนั้นมาด้วยตัวเองเท่านั้นถึงจะเข้าใจว่า วิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไปปี 2003 นั้นโรคจิตยิ่งกว่า!
เหตุผลที่มันไม่แพร่หลายนัก เป็นเพราะหลังจากเผชิญกับความโหดร้ายของวิชาคณิตศาสตร์ ทุกคนก็ชาชินไปหมด ถึงขั้นเกิดปรากฏการณ์ทิ้งสอบเป็นวงกว้าง
ฉินมั่นมั่นเป็นเด็กเรียนเก่ง แต่ก่อนอื่นเธอคือทายาทของบริษัทในเครือที่ติดอันดับท็อป 500 ของโลก สถานะนี้กำหนดให้เธอไม่สามารถทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดให้กับการเรียนได้
แม้ว่าวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไปของเธอจะดีจนเหลือเชื่อ แต่ภายใต้ความยากระดับนี้ เธอไม่มีทางที่จะไม่ได้รับผลกระทบเหมือนกับวิชาคณิตศาสตร์
โอกาสชนะที่มากที่สุดของชิงอวิ๋นก็มาจากจุดนี้เช่นกัน
ด้วยสถานะศาสตราจารย์ด้านเคมีและฟิสิกส์ ทำให้เขากลายเป็นตัวบั๊กที่สุดในสนามสอบเกาเข่าสำหรับสองวิชานี้
"ในสถานการณ์ที่คะแนนคณิตศาสตร์เท่ากัน ภาษาอังกฤษและภาษาจีนของเราก็กินกันไม่ลง ทิ้งห่างกันไม่ได้ ในมุมมองของผม สิ่งที่จะตัดสินแพ้ชนะของเราสองคนก็คือวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป"
ฉินมั่นมั่นคิดๆ ดูก็ใช่ ตามระดับของเขาแล้ว ฟิสิกส์และเคมีในวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไปของทั้งสองคนก็อยู่ในระดับที่กินกันไม่ลงเช่นกัน "งั้นก็คือ ตัดสินกันที่ชีววิทยางั้นเหรอ?"
ชิงอวิ๋นกะพริบตาปริบๆ รีบพยักหน้า
ฉินมั่นมั่นครุ่นคิดอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็คลี่ยิ้มออกมา "ตกลงว่า... ฉันมีแววว่าจะแพ้จริงๆ เหรอเนี่ย?"
ชีววิทยา ถ้าจะติวเสริมก็ไวมาก
แถมในส่วนของภาษาจีน เขาก็ยังมีช่องว่างให้พัฒนาได้อีก ส่วนที่เขาขาดไปก็ล้วนชดเชยได้ง่ายๆ
"เอาไหมล่ะ? เธอจะกลับไปทบทวนหน่อยไหม?" ชิงอวิ๋นขยิบตาให้เธอ ยิ้มอย่างหยอกล้อ
รอยยิ้มของฉินมั่นมั่นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มกว้างกว่าเดิม "ถ้าฉันทบทวน นายก็หมดโอกาสแล้วนะ ไม่กลัวเหรอ?"
ชิงอวิ๋นส่ายหน้า "ผมกลัวว่าถ้าผมไม่เอาชนะเธออย่างขาวสะอาด วันข้างหน้าเธอจะไปบอกลูกของเราว่า ‘ตอนนั้นแม่ยอมอ่อนข้อให้หรอก พ่อพวกลูกถึงชนะได้’"
รอยยิ้มหายไปจากใบหน้าของฉินมั่นมั่น เธอพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า "พี่คะ พี่ต้องคิดให้ดีนะ ฉันเคยบอกแล้ว ว่าลูกผู้ชาย..."
"ลูกผู้ชายพูดคำไหนคำนั้น ผมรู้ดีว่าตัวเองกำลังพูดอะไรอยู่" ชิงอวิ๋นก็จริงจังขึ้นมาเช่นกัน
เมื่อเห็นแผ่นหลังของชายหนุ่มตรงหน้ายืดตรงขึ้น ฉินมั่นมั่นก็ค่อยๆ โน้มตัวเข้าไปจูบที่มุมปากของเขาเบาๆ พร้อมกับยิ้มหวาน
"ชนะฉันให้ได้... ทำให้ฉันเต็มใจที่จะซุกตัวอยู่ในอ้อมอกพี่ เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ของพี่"
ชิงอวิ๋นกะพริบตาปริบๆ มองดูหน้าอกหน้าใจที่ส่งมาตรงหน้า พึมพำเบาๆ "เธอไม่เล็กเลยนะ... ออกจะใหญ่เบ้อเริ่มเลย"
ฉินมั่นมั่นยืดตัวขึ้นกำลังจะออดอ้อน ว่าตัวเองไม่เล็กตรงไหน แต่พอเห็นสายตาอันเร่าร้อนและกางเกงนักเรียนของเขาก็เข้าใจขึ้นมาทันที
เธอแค่นเสียงฮึดฮัดด้วยความเขินอาย เตะเขาไปหนึ่งที "พักพอแล้ว ทบทวนต่อ!"
หมอนี่มันคนหน้าด้านชัดๆ!
ฉนวนกันความโรแมนติก!
บรรยากาศอะไรต่อมิอะไรโดนเขาทำลายซะป่นปี้หมด!
แต่ชิงอวิ๋นกลับไม่ยอม
อุตส่าห์สงบศึกไปแล้วแท้ๆ กลับมาโดนเธอยั่วโมโหอีก อย่างน้อยก็ต้องขอกอดถึงจะยอมเลิกรา
ฉินมั่นมั่นขัดใจเขาไม่ได้ จึงกอดไหล่เขาตอบอย่างเสียไม่ได้ แต่ที่มุมปากกลับเผยให้เห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
เธอก็อยากจะคลอเคลียเหมือนกัน
แต่แค่ไม่กล้าพูดออกไป
ภายในห้องเปียโนยามเย็น ทั้งสองกอดกันแน่น รอบกายเงียบสงบจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของใบไม้
"ก๊อกๆ!" เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง







