นางย่อมไม่ยอมแพ้ไปง่ายๆ เช่นนี้ หลินจิ้งกับกระรอกใบสนนั้นไร้น้ำใจ แต่ก็ยังมีต้นโพธิ์สีเขียวอยู่อีกต้นไม่ใช่หรือ
นักปรุงโอสถหญิงไม่สนใจว่าผู้บำเพ็ญกระบี่หนุ่มจะเห็นด้วยหรือไม่ นางทิ้งตัวลงนั่งใต้ต้นโพธิ์เขียวทันที
เมื่อเห็นเช่นนั้น ผู้บำเพ็ญกระบี่หนุ่มที่อยู่ใต้ต้นโพธิ์เขียวเช่นกันก็ชักกระบี่ออกเล็กน้อย ทว่าพอเห็นดวงตาของนักปรุงโอสถหญิงที่เต็มไปด้วยไฟโทสะ เขาก็ลังเลไปชั่วครู่ ก่อนจะส่ายหน้าแล้วเก็บกระบี่กลับไป
ผู้บำเพ็ญกระบี่หนุ่มรู้สึกว่า หากตนยังไปยั่วยุสตรีผู้นี้อีก นางคงยอมแลกด้วยทุกสิ่งเพื่อให้ทุกคนไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดเป็นแน่
"เดี๋ยวก่อน พวกเจ้าแบ่งกันเสร็จแค่นี้เลยรึ" หลินจิ้งกับกระรอกใบสนยึดครองต้นโพธิ์ทองและเงิน ผู้บำเพ็ญกระบี่หนุ่มกับนักปรุงโอสถหญิงยึดครองต้นโพธิ์เขียว บัณฑิตเสื้อเขียวที่รอดูคนอื่นตีกันถึงกับงุนงง
ไม่ใช่สิ แล้วข้าล่ะ?
ไหนตกลงกันว่าจะร่วมมือกันไง?
เหตุใดพวกเจ้าถึงได้อ่อนแอปวกเปียกเช่นนี้!
เขาเดินไปที่ต้นโพธิ์เขียวโดยสัญชาตญาณ ผู้บำเพ็ญกระบี่หนุ่มและนักปรุงโอสถหญิงต่างมองเขาด้วยสายตาเย็นชา
ราวกับว่าเพียงแค่อีกฝ่ายกล้าเดินเข้ามา พวกเขาก็พร้อมจะลงมือโจมตีพร้อมกัน
เดิมทีก็เป็นต้นโพธิ์เขียวที่มีผลในการรู้แจ้งอ่อนด้อยที่สุดอยู่แล้ว หากยังต้องแบ่งเป็นสามส่วนอีก ผู้บำเพ็ญกระบี่หนุ่มและนักปรุงโอสถหญิงย่อมรับไม่ได้
"ดี" เมื่อเห็นเช่นนี้ บัณฑิตเสื้อเขียวก็กัดฟันกรอด กล่าวว่า "รังแกคนอ่านตำราใช่หรือไม่!"
"พวกเจ้าคนหนึ่งบังคับสัตว์แถมยังเล่นกลไก คนหนึ่งเล่นไฟ อีกคนหนึ่งเล่นกระบี่ เก่งต่อสู้แล้ววิเศษนักหรือ การปกครองบ้านเมืองก็ยังต้องพึ่งพาพวกข้าที่อ่านตำราอยู่ดี! พอมีวาสนา พวกศิษย์สำนักอย่างพวกเจ้ากลับกระตือรือร้นกว่าใครเพื่อน!"
"เอาเถอะ ข้าก็ไม่ได้เห็นต้นโพธิ์เขียวอยู่ในสายตาอยู่แล้ว ไม่แย่งกับพวกเจ้าก็ได้ แต่จะปล่อยให้ข้ากลับไปมือเปล่าไม่ได้หรอกนะ"
ทุกคนมองไปที่เขา
"ตัวข้าสวีจือจือ ได้สังหารคนเถื่อนจากทุ่งหิมะที่คิดมิดีมิร้ายต่ออัจฉริยะของประเทศเราภายในถ้ำสวรรค์ และปกป้องวาสนาให้อัจฉริยะของประเทศเราได้สำเร็จ ไม่เกินไปใช่หรือไม่!" พูดจบ เขาก็ก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว ต่อยศีรษะของนักพรตทุ่งหิมะไปหนึ่งหมัด แล้วหันไปมองกลุ่มของหลินจิ้งทั้งสามคน
หลินจิ้งเงียบกริบ
"ไม่เกินไป เป็นของเจ้าแล้ว" เขากล่าว
ผู้บำเพ็ญต่างแคว้นที่มีกายาพิเศษคนหนึ่ง มีประโยชน์ใช้งานไม่มากนัก
หนึ่ง เอาไปให้สุนัขกิน แต่สำนักพิชิตอสูรไม่อนุญาตให้อสูรโยกกินคน
สอง ขายให้สำนักศพอสูร เพื่อนำไปหลอมเป็นหุ่นเชิดศพ ทว่าหลินจิ้งไม่มีทางไปข้องแวะกับสำนักศพอสูรเด็ดขาด
สาม ชนเผ่าทุ่งหิมะไม่ลงรอยกับอาณาจักรโบราณมาแต่ไหนแต่ไร ชายแดนมีข้อพิพาทกันตลอดทั้งปี หากบัณฑิตผู้นี้มีตำแหน่งขุนนางในท้องถิ่น การที่เขานำตัวกลับไปก็อาจจะมีประโยชน์อย่างอื่น
"ขอเพียงเจ้าไม่เข้ามายุ่งวุ่นวายทางนี้ ข้าก็ถือว่าไม่รู้อะไรทั้งสิ้น" นักปรุงโอสถหญิงเอ่ยปาก
ผู้บำเพ็ญกระบี่หนุ่มไม่พูดอะไร ซึ่งถือเป็นการยอมรับโดยปริยายเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ นักพรตทุ่งหิมะผู้นี้จึงกลายเป็นของที่ระลึกของเจ้าคนดวงซวยที่แย่งต้นโพธิ์ไม่ได้
ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ตกอยู่ในสายตาของศิษย์สายนอกคนอื่นๆ ของสำนักพิชิตอสูร แม้แต่ศิษย์หอสังหารอสูรทั้งสี่คน ก็ยังอดทอดถอนใจไม่ได้ว่าบัณฑิตเสื้อเขียวผู้นี้เป็นคนจริงที่รู้จักถอยรู้จักสู้
ต้นโพธิ์ทั้งสามต้นถูกแบ่งสรรปันส่วนเสร็จสิ้น
"ศิษย์น้อง พวกข้าจะคอยคุ้มกันรอบด้านให้ พวกเจ้าจงตั้งใจบำเพ็ญเพียรเถอะ"
เวลานั้นเอง ศิษย์พี่จื่อหรานก็ก้าวออกมาข้างหน้า เพื่อแสดงเจตจำนงว่าจะคอยเฝ้าอยู่ข้างๆ หลินจิ้ง
บัณฑิตเสื้อเขียวผู้นี้แย่งต้นไม้ไม่ได้สักต้น ไม่รู้ว่าภายหลังจะจนตรอกจนสุนัขกระโดดข้ามกำแพง เปลี่ยนใจขึ้นมาหรือไม่
"ขอบคุณศิษย์พี่ทุกท่านมากขอรับ" หลินจิ้งยิ้ม กล่าวว่า "จริงสิ ในถุงเก็บของของนักพรตทุ่งหิมะผู้นั้นแม้จะไม่มีของมีค่าอะไร แต่ดูเหมือนจะเก็บซ่อนเลือดอสูรโยกขั้นสร้างรากฐานที่เหมาะแก่การชำระกายาไว้ไม่น้อย ขอมอบให้เป็นของตอบแทนแก่ศิษย์พี่ทุกท่าน หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการบำเพ็ญเพียรของพวกท่านบ้างนะขอรับ"
ในใจหลินจิ้งอดทอดถอนใจไม่ได้ว่าเจ้าหัวโล้นนี่ช่างยากจนข้นแค้นเสียจริง
แม้จะไม่สามารถแบ่งปันต้นไม้แห่งการรู้แจ้งให้ศิษย์ร่วมสำนักเหล่านี้ได้ แต่หลินจิ้งก็มอบเลือดอสูรเหล่านี้ออกไปโดยไม่เสียดาย จะให้คนอื่นมาช่วยเปล่าๆ ไม่ได้หรอก
"ศิษย์น้องเกรงใจกันเกินไปแล้ว" ศิษย์พี่เฮ่ออีหมิงหัวเราะฮ่าๆ มองหลินจิ้งถูกตาต้องใจขึ้นมาหลายส่วน ศิษย์หอสังหารอสูรอีกหลายคนก็พยักหน้า รู้สึกว่าหลินจิ้งเป็นคนไม่เลวเลยทีเดียว
……
การแย่งชิงในถ้ำสวรรค์ยุติลงชั่วคราว
ยกเว้นนักพรตทุ่งหิมะที่หลงเข้ามาในค่ายหลักของประเทศศัตรู ผู้บำเพ็ญของอาณาจักรโบราณเทียนหยวนต่างก็ได้รับผลประโยชน์กันไปคนละเล็กคนละน้อย นับว่าไม่เสียเที่ยวที่มา
ผู้ที่แย่งชิงตำแหน่งใต้ต้นโพธิ์ได้ต่างก็เริ่มทำจิตใจให้สงบและดำเนินการบำเพ็ญเพียร
ผู้บำเพ็ญกระบี่หนุ่มดูเหมือนกำลังรู้แจ้งในคัมภีร์กระบี่ รอบกายมีปราณกระบี่วนเวียน
ส่วนนักปรุงโอสถหญิงนั้นหยิบเตาหลอมใบใหญ่และวัตถุดิบมากมายออกมา แล้วเริ่มปรุงโอสถ ไม่สิ... ดูเหมือนนางกำลังทดลองใช้วิธีปรุงโอสถแบบพิเศษมากกว่า
สำหรับกระรอกใบสน มันกำลังศึกษาว่าทำอย่างไรถึงจะเปิดมิติภายในร่างกายได้... สิ่งนี้คือความหมกมุ่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมัน
ถุงเก็บของของผู้บำเพ็ญกายาทุ่งหิมะ... กลับมีพื้นที่ไม่ถึงหนึ่งลูกบาศก์เมตรด้วยซ้ำ มันแทบจะสติแตก!
"ทำตัวให้พึ่งพาได้หน่อย!" เมื่อสัมผัสได้ถึงสภาวะของกระรอกใบสน หลินจิ้งก็ปวดขมับ จึงส่งเสียงผ่านพันธสัญญาพิชิตอสูร
"การเปิดมิติจากความว่างเปล่า เป็นสิ่งที่ยอดผู้บำเพ็ญขั้นคงเสวียนทำกัน กระรอกน้อยขั้นเลี่ยนชี่อย่างเจ้าจะไปดิ้นรนหาอะไร"
"จี๊ด! จี๊ด!"
"เจ้าบอกว่าวิชาใบไม้บินไม่มีอะไรน่ารู้แจ้ง บังคับให้บินพร้อมกันได้หลายใบแล้วจะมีประโยชน์อันใดงั้นหรือ" หลินจิ้งหมดคำจะพูด เพื่อให้ตนเองสามารถรู้แจ้งได้อย่างราบรื่น เขาจึงแต่งเรื่องมั่วซั่วไปว่า
"เจ้ามัวแต่รู้แจ้งสุ่มสี่สุ่มห้าย่อมไม่ได้ผลเป็นแน่ ฟังคำสั่งข้านะ ไม่ว่าจะเป็นถุงเก็บของหรือของวิเศษมิติพิชิตอสูร ล้วนต้องอาศัยวัตถุดิบธาตุมิติจึงจะหลอมสร้างได้สำเร็จ เจ้าสู้... ลองดูเสียก่อน ว่ามีวิธีมอบคุณสมบัติมิติบางอย่างให้ใบไม้แดงของเจ้าหรือไม่"
"ตัวอย่างเช่น ทำให้มันสามารถตัดผ่านเขตแดนมิติ ค่ายกลมิติ อุปกรณ์เก็บของของผู้อื่น หรือมิติพิชิตอสูรได้อย่างง่ายดาย แบบนี้น่าจะพึ่งพาได้มากกว่าการที่เจ้าคิดจะเปิดมิติขึ้นมาตรงๆ เสียอีก"
"ปูรากฐานให้ดีก่อน แล้วค่อยนำใบไม้แดงที่แฝงคุณสมบัติมิติมาเป็นวัตถุดิบในการหลอมของวิเศษมิติ ค่อยเป็นค่อยไปทีละก้าว"
"เจ้าเคยได้ยินหรือไม่ว่า หนึ่งบุปผาหนึ่งโลกหล้า หนึ่งใบไม้หนึ่งโพธิญาณ ดอกไม้หนึ่งดอกก็สามารถเป็นจักรวาลได้ เช่นนั้นใบไม้แดงหนึ่งใบก็ย่อมเป็นจักรวาลได้เช่นกัน ถึงเวลานั้นเจ้าอยากจะบรรจุของเข้าไปมากเท่าใด ก็ย่อมทำได้ทั้งสิ้น"
เมื่อหลินจิ้งกล่าวจบ เขาก็ไม่สนว่ากระรอกใบสนจะฟังเข้าหูหรือไม่ ส่วนตนเองนั้นเริ่มเร่งเวลาขบคิด
ในขณะที่กระรอกใบสนเกิดความกระจ่างแจ้ง คอยนำใบไม้บินสีแดงใส่เข้าไปในถุงเก็บของและหยิบออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อสังเกตกระบวนการเปลี่ยนแปลงอยู่นั้น หลินจิ้งกลับยังคงว้าวุ่นใจ
ปัจจุบัน สิ่งที่หลินจิ้งทำเป็นมีเพียงเคล็ดพิชิตอสูร วิชาบำรุงจิต และค่ายกลรวบรวมปราณ
วิชาบำรุงจิตคือวิชาอาคมที่ช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้า ค่ายกลรวบรวมปราณคือค่ายกลที่ใช้รวบรวมไอพลังวิญญาณ ล้วนมีศักยภาพจำกัด ทิศทางการยกระดับหรือปรับปรุงก็ถูกสำนักต่างๆ ศึกษาจนทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว ส่วนเคล็ดพิชิตอสูรในสำนักพิชิตอสูรก็มีฉบับสมบูรณ์อยู่แล้ว เขาไม่มีความจำเป็นต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจไปปรับปรุงมัน
โดยสรุปก็คือ เคล็ดวิชาและวิชาอาคมที่มีติดตัวเขาในตอนนี้ ไม่มีวิชาใดที่จำเป็นจะต้องพึ่งพาต้นโพธิ์ทองเพื่อรู้แจ้งเป็นพิเศษเลยจริงๆ
"นี่คือข้อเสียของขั้นเลี่ยนชี่ สั่งสมมาน้อยเกินไป มิเช่นนั้นก็คงจะสามารถสร้างวิชาได้เหมือนลูกพี่บนป้ายประกาศแล้ว" หลินจิ้งทอดถอนใจ
"แม้พวกเราจะกักตุนพืชดุร้ายไว้มาก แต่วิชาอาคมที่เหมาะจะนำมารู้แจ้งใต้ต้นโพธิ์ ข้ากลับไม่ได้เรียนรู้มามากเท่าพวกเขาเลย!"
"ลองหาวิธีเพิ่มพลังทำลายล้างของลมปราณแท้พิชิตอสูรดูดีหรือไม่"
เคล็ดวิชาแต่ละชนิด ล้วนแฝงไว้ด้วยลมปราณแท้ที่มีคุณสมบัติต่างกัน และมีผลลัพธ์ต่างกันไป ผลลัพธ์หลักของลมปราณแท้พิชิตอสูรก็คือมีสรรพคุณวิเศษในการเพาะเลี้ยงอสูรเลี้ยง ด้วยเหตุนี้ พลังต่อสู้ของตัวผู้พิชิตอสูรเอง หากเทียบกับผู้บำเพ็ญกายาหรือผู้บำเพ็ญกระบี่ จึงถือว่าอ่อนแอกว่ามากนัก
บางทีอาจจะสู้ไม่ได้แม้กระทั่งผู้บำเพ็ญโอสถที่สามารถเปลี่ยนลมปราณแท้ให้กลายเป็นเปลวเพลิงได้เสียด้วยซ้ำ
หลินจิ้งอยากจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์เช่นนี้อยู่บ้าง ทว่าหอกไผ่กลไกก็คงจะใช้ได้แค่ในขั้นเลี่ยนชี่เท่านั้น ตัวเขาเองก็จำเป็นต้องมีพลังป้องกันตัวในระดับหนึ่งเช่นกัน
ทันใดนั้น หลินจิ้งก็หยิบแก้วมังกรสีม่วงออกมาผลหนึ่ง... หรือจะเรียกว่าดอกกระดูกมังกรสังเคราะห์ก็ได้ ผลไม้วิญญาณที่สามารถทำให้หนูขาวตัวน้อยขั้นเลี่ยนชี่ ปลดปล่อยแรงกดดันมายาอันน่าสะพรึงกลัวเทียบเท่ากับราชันอสูรขั้นเอวี๋ยนอิงออกมาได้ นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายเจิดจ้า
"จริงสิ ยังมีเจ้านี่อยู่อีก บางทีอาจจะลองสร้างวิชาดูได้จริงๆ"
"จะอาศัยต้นโพธิ์ทอง เพื่อวิเคราะห์และเรียนรู้หลักการสร้างภาพมายาของดอกกระดูกมังกรสีม่วง ให้มันกลายเป็นวิชาอาคมสายมายาที่สามารถร่ายและพลิกแพลงได้อย่างอิสระได้หรือไม่"