ว่ากันว่าแดนสวรรค์จะทำให้การรับรู้เวลาของคนเราพร่ามัว
ต่อให้บำเพ็ญเพียรอยู่ข้างในเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี ผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่ภายในก็จะไม่มีความรู้สึกถึงเวลาที่ชัดเจนนัก รู้สึกเพียงว่าเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ในสภาวะเช่นนี้ ทุกคนต่างจมดิ่งอยู่กับการทำความเข้าใจของตนเองจนยากจะถอนตัว
แต่ละคนล้วนได้รับผลตอบแทนไม่น้อย ปราณแท้รูปกระบี่รอบกายจอมยุทธ์น้อยถูกเก็บงำไว้ทั้งหมด เสียงหัวใจเต้นราวกับเสียงกระบี่ร้อง ทุกตารางนิ้วของผิวหนังเปล่งประกายแสงกระบี่ระยิบระยับไร้ที่เปรียบ คัมภีร์กระบี่ที่บำเพ็ญจะต้องทะลวงผ่านไปอีกขั้น เข้าใกล้กายากระบี่ในปากของเขาไปอีกก้าวอย่างแน่นอน
นักปรุงโอสถหญิงในระหว่างกระบวนการหลอมโอสถก็สามารถควบคุมเปลวเพลิงได้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น เปลวเพลิงสีม่วงภายในเตาหลอมโอสถก่อตัวเป็นวังน้ำวนเก้าชั้น สกัดสมุนไพรอย่างต่อเนื่อง ขจัดสิ่งเจือปนในโอสถออกมาจนหมดสิ้น
แม้แต่ศิษย์สำนักพิชิตอสูรที่ไม่ได้ครอบครองต้นโพธิ์ ในระหว่างกระบวนการฝึกปราณอยู่กับที่ ก็ยังรู้สึกว่าการบำเพ็ญเพียรในสถานที่แห่งนี้สงบจิตสงบใจได้มากกว่า มีประสิทธิภาพสูงลิ่ว เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ปราศจากความน่าเบื่อหน่ายดังเช่นวันวาน
วินาทีนี้ หลินจิ้งกลับคืนสู่ร่างเดิมแล้ว อาศัยโพธิ์ใบทอง เขาได้จดจำโครงสร้างของปราณแท้สีม่วงและเริ่มประกอบมันขึ้นมาใหม่ด้วยตนเอง การทดลองนับพันครั้ง การทำซ้ำนับหมื่นหน ทำให้ความเร็วในการสร้างปราณแท้สีม่วงของเขาเร็วขึ้นเรื่อยๆ
กระทั่งในเวลาที่เขาไม่รู้ตัว ระดับการบำเพ็ญเพียรของเขาก็ทะลวงผ่านจากขั้นรวบรวมลมปราณตอนต้นไปสู่ขั้นรวบรวมลมปราณตอนกลาง บรรลุถึงขั้นรวบรวมลมปราณระดับสี่แล้ว!
ในที่สุดเขาก็ไม่พอใจเพียงแค่การฝึกซ้อมภายในร่างกาย เริ่มปลดปล่อยปราณแท้ออกมาภายนอก ควบคุมปราณแท้สีม่วงให้ไหลเวียนออกมา สร้างเป็นโครงกระดูกมังกรที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันห่อหุ้มทั่วร่างของตนเอง แล้วจ้องมองโลกภายนอกผ่านภาพมายา
สำหรับการที่หลินจิ้ง "แปลงร่าง" เป็นมังกรยักษ์อีกครั้ง คนอื่นๆ ล้วนไม่แปลกใจอีกต่อไป ต่างดิ่งลึกลงไปกับการบำเพ็ญเพียรต่อ มีเพียงกระรอกใบสนที่หันขวับมามองหลินจิ้ง
"ดูเหมือนจะใช้ได้แฮะ" หลินจิ้งพึมพำกับตัวเอง เขารู้สึกว่าตนเองสามารถจำลองผลลัพธ์ของดอกกระดูกมังกรม่วงได้อย่างสมบูรณ์แบบ ถือว่า "ก้าวเข้าสู่วิถีมายา" แล้ว
แตกต่างจากวิชาจำแลงกายทั่วไป วิชามายาของเขาในตอนนี้มีพลังในการล่อลวงที่แข็งแกร่งกว่า มากพอที่จะหลอกลวงผู้ฝึกตนที่อยู่ระดับสูงกว่าได้
ทว่าการใช้วิชามายาระดับสุดยอดเช่นนี้ หลินจิ้งรู้สึกว่าสิ้นเปลืองพลังงานไม่น้อย ต่อให้ทะลวงระดับแล้ว ปราณแท้ของตนก็ยังไม่พอใช้อยู่ดี
ที่สำคัญที่สุดคือ ตอนนี้เป็นการใช้วิชาภายใต้การเสริมพลังของต้นโพธิ์สีทองจึงทำได้ค่อนข้างง่าย แต่รอจนกว่าจะออกไปล่ะก็ คาดว่าคงต้องฝึกฝนอย่างหนักหน่วงขึ้นอีกจึงจะสามารถใช้มันออกมาได้อย่างราบรื่น
"วิชามายานี้สามารถสร้างเป็นสัตว์อสูรชนิดอื่นได้จริงๆ ด้วย ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ตั้งชื่อว่า 'พันแปรหมื่นมายา' ก็แล้วกัน" หลินจิ้งลองขับเคลื่อนกรงเล็บมังกรยักษ์คว้าจับกระรอกใบสน ดึงมันเข้ามาไว้ในร่างมายาด้วย
ภายในนั้น กระรอกใบสนมองเห็นหลินจิ้งที่กลายร่างเป็นปีศาจหมีดำ
เพียงแต่ปีศาจหมีดำตัวนี้ไม่ได้สวมชุดนักพรตเหมือนมัน ทว่าสวมจีวร
ท่าทางดุร้ายน่าเกรงขาม ทั้งยังมีบารมีของราชันปีศาจ
หากไม่ใช่เพราะกระรอกใบสนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มันคงกอดถุงเก็บของไว้แน่นแล้วหันหลังเดินหนีไปแล้ว
หลินจิ้งสลายปราณแท้มายาที่ปกคลุมผิวหนังของตนออก แล้วมองไปทางกระรอกใบสน
"เป็นยังไงบ้าง?" เขาถาม
"จี๊ด!" กระรอกใบสนถอนหายใจ ไม่มี ไม่ได้อะไรเลยสักนิด หนึ่งดอกไม้หนึ่งโลกธาตุก็ดี หนึ่งใบไม้หนึ่งจักรวาลก็ช่าง ล้วนเป็นเรื่องหลอกลวงทั้งนั้น!
"ข้าบอกแล้วไงว่าต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้อะไรเลยจริงๆ งั้นหรือ?" หลินจิ้งจนใจ
พรสวรรค์ของกระรอกใบสนไม่เลวเลยจริงๆ เมื่อได้รับการเสริมพลังจากต้นโพธิ์สีเงิน เขาเชื่อว่าอย่างน้อยมันก็น่าจะได้อะไรมาบ้าง
อย่างที่คิด กระรอกใบสนหยิบใบไม้สีแดงออกมาใบหนึ่ง หากจะบอกว่าได้อะไรมา ก็ถือว่าได้มาจริงๆ
"อะไรน่ะ?" หลินจิ้งถาม
"จี๊ด!" มันโยนถุงเก็บของใบใหม่ของตนให้หลินจิ้ง
หลินจิ้งรับถุงเก็บของของนักพรตทุ่งหิมะเอาไว้
วินาทีต่อมา กระรอกใบสนก็ขว้างวิชาใบไม้บิน... ใส่ถุงเก็บของที่หลินจิ้งถืออยู่!
เมื่อใบไม้บินสีแดงสัมผัสกับถุงเก็บของ มันกลับหายวับไป
รอจนกระทั่งใบไม้บินปรากฏขึ้นอีกครั้งแล้วบินจากไป ทั้งๆ ที่หลินจิ้งไม่ได้ทำอะไรเลย แต่กลับมีหินวิญญาณกองหนึ่งร่วงกราวลงมาจากถุงเก็บของ
ราวกับว่าถุงถูกใบไม้บินกรีดเป็นรอยแยก
วิชาใบไม้บินของกระรอกใบสน กลายพันธุ์เป็นวิชาที่สามารถกระแทกของในถุงเก็บของออกมาได้อย่างน่าทึ่ง
หลินจิ้งอ้าปากเล็กน้อย อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ล้มเลิกไป
"ข้าก็แค่พูดไปเรื่อย เจ้าดันทำได้จริงๆ ซะงั้น"
วิชามิติ!
นี่มันเรียนรู้ยากยิ่งกว่าวิชามายาอย่างแน่นอน
มันกลับทำความเข้าใจได้เพียงแค่อาศัยการนำใบไม้สีแดงเข้าๆ ออกๆ จากถุงเก็บของอย่างต่อเนื่องเท่านั้น
หากรู้แต่แรกว่ากระรอกใบสนจะร้ายกาจถึงเพียงนี้ หลินจิ้งคงสละต้นโพธิ์สีทองให้กระรอกใบสนใช้ไปแล้ว
"จี๊ด!" ทว่ากระรอกใบสนกลับรู้สึกว่าวิชานี้ไม่มีประโยชน์อะไรเลย
สิ่งที่มันต้องการคือถุงเก็บของของคู่ต่อสู้ หากใช้วิชานี้ในการต่อสู้ แล้วเผลอทำถุงเก็บของของตัวเองพังจะทำอย่างไร?
หลินจิ้งไม่สนใจมัน ไม่ว่าจะเป็นวิชาใบไม้บินก็ดี หรือความหมกมุ่นที่กระรอกใบสนมีต่ออุปกรณ์เก็บของก็ช่าง ตอนนี้มันได้กลายเป็นนักฆ่าถุงเก็บของไปเสียแล้ว
"วิชาที่สามารถเด็ดทรัพยากรออกมาจากถุงเก็บของได้ วิชาอัปเกรดของวิชาใบไม้บินนี้ ให้ชื่อว่า 'ใบไม้บินเด็ดบุปผา' ก็แล้วกัน" หลินจิ้งกล่าว
กระรอกใบสนไม่มีข้อโต้แย้ง
ชื่อวิชานี้ถือว่าพอฟังได้
ก่อนหน้านี้หลินจิ้งตั้งชื่อให้มันมากมาย กระรอกใบสนล้วนรู้สึกว่าไม่เพราะและขอไปที ในที่สุดจึงยอมให้หลินจิ้งเรียกตัวเองว่ากระรอกใบสนต่อไป เมื่อเทียบกับชื่อที่ฟังดูเหมือนผีสางนางไม้ร้องโหยหวนพวกนั้น กระรอกใบสนรู้สึกว่าอย่างน้อยชื่อวิชานี้ก็ยังดูเหมือนคนตั้งให้
กระรอกใบสนตั้งใจไว้ว่า รอให้พวกเขามีเงินเมื่อไหร่ จะไปหาประสบการณ์ที่แดนอักษรด้วยกัน ถึงเวลานั้นค่อยหาปรมาจารย์ฮวงจุ้ยผู้มีความรู้สักคน ขอชื่อดีๆ ที่จะทำให้กลายเป็นเซียนได้สักชื่อ
"จะว่าไปแล้ว ถึงพวกเราจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้ไม่เลว แต่วิชา 'พันแปรหมื่นมายา' ที่ข้าคิดค้นขึ้นกับวิชา 'ใบไม้บินเด็ดบุปผา' ที่เจ้าปรับปรุง ดูเหมือนจะไม่ได้ติดอันดับบนศิลาเลยนะ" หลินจิ้งลูบคาง
เขาสลายภาพมายาทั้งหมดออก แล้วมองไปยังศิลาที่อยู่ตรงกลางระหว่างต้นไม้ทั้งสาม
อันดับที่หนึ่งร้อย
เฟิ่งจิ่วเทียน ระดับสร้างรากฐาน บุกเบิกกายาบำเพ็ญเพียรที่สอง กายาจักรพรรดิวายุ ขึ้นในโพธิสวรรค์
เขาไม่รู้จักว่าเฟิ่งจิ่วเทียนคือใคร และไม่รู้จักกายาจักรพรรดิวายุ แต่การมีกายาพิเศษถึงสองชนิดในระดับสร้างรากฐานนั้นถือว่าร้ายกาจมาก
ไม่รู้ว่าในระดับสร้างรากฐานของตนเอง จะสามารถบำเพ็ญกายาที่สองนอกเหนือจากกายาอายุวัฒนะได้หรือไม่...
หลินจิ้งส่ายหน้า น่าเสียดายที่มองไม่เห็นอันดับหลังจากหนึ่งร้อยลงไป เขายังคงอยากรู้ว่าศักยภาพของวิชาที่ตนเองและกระรอกใบสนคิดค้นขึ้น จะอยู่ในอันดับที่เท่าไหร่ในบรรดาผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหมดที่เคยเข้ามาในโพธิสวรรค์
อดรับรางวัลพิเศษซะแล้วสิ
หวังว่าวันหน้าจะมีโอกาสเข้าสู่โพธิสวรรค์อีกนะ
สิ้นความคิดของเขา แดนสวรรค์ก็ส่งเสียงดังครืน ราวกับกำลังจะปิดลง
……
แดนกระบี่
สำนักกระบี่สวรรค์ สำนักผู้บำเพ็ญกระบี่อันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรโบราณเทียนหยวน เขตศิษย์สายนอก
เมื่อเสาแสงขนาดใหญ่สลายไป ผู้อาวุโสสายนอกของสำนักกระบี่สวรรค์ที่เฝ้ารออยู่ที่นี่มาตลอด ก็หันไปมองจอมยุทธ์น้อยที่กำลังกอดกระบี่สังหารปีศาจเอาไว้
"หยวนจิ่ง!" ผู้อาวุโสสำนักกระบี่สวรรค์เห็นจอมยุทธ์น้อยออกมาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นก็เผยสีหน้ายินดี
"ไม่เลว ในรอบสิบปีมานี้ เจ้าเป็นศิษย์คนที่สี่ของสำนักกระบี่ที่ถูกแดนสวรรค์เลือก! กายามนุษย์เข้าสู่แดนสวรรค์ มีกลิ่นอายศิษย์พี่หญิงใหญ่ของเจ้าในอดีต!"
"คารวะท่านผู้อาวุโส" หยวนจิ่งจอมยุทธ์น้อยเห็นผู้อาวุโสสายนอกก็รู้สึกประหม่าเล็กน้อย
ผู้อาวุโสเจี้ยนซวีถามว่า "หยวนจิ่ง แดนสวรรค์ที่เจ้าเข้าไปคือที่ใดหรือ?"
"เรียนท่านผู้อาวุโส แดนสวรรค์โพธิ์ขอรับ"
"แดนสวรรค์โพธิ์? ที่ใช้รู้แจ้งมรรคาอันนั้นน่ะหรือ? ถึงกับดึงผู้บำเพ็ญระดับรวบรวมลมปราณเข้าไปในแดนสวรรค์โพธิ์..." ผู้อาวุโสเจี้ยนซวีพูดไม่ออก ผู้ที่เข้าสู่แดนสวรรค์โพธิ์ ยิ่งมีระดับการบำเพ็ญเพียรสูงเท่าไหร่ก็ยิ่งดี มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น ถึงจะสามารถใช้สิ่งที่สะสมมาทั้งชีวิตไปบุกเบิกสิ่งที่เหมาะสมกับตนเองที่สุดได้
ระดับรวบรวมลมปราณ แม้แต่วิชาพื้นฐานที่สำนักสอนก็ยังเรียนไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ เสียของเปล่าๆ!
ทว่า การได้เข้าสู่แดนสวรรค์ก็ถือเป็นเรื่องดี วาสนาที่ได้มาฟรีๆ ไม่เอาก็โง่แล้ว
เขามองไปยังจอมยุทธ์น้อย แม้ศิษย์ผู้นี้จะไม่มีกายาสะท้านฟ้าอันใด แต่กลับมีความเข้าใจในเคล็ดวิชาวิถีกระบี่เป็นเลิศ สามารถบดขยี้ผู้มีกายาพิเศษในรุ่นเดียวกันจนก้าวขึ้นสู่อันดับหนึ่งของศิษย์สายนอกได้อย่างรวดเร็ว
ไม่มีกายาบำเพ็ญเพียรพิเศษก็ไม่เป็นไร หากผสานเข้ากับคัมภีร์กระบี่ที่สามารถบำเพ็ญจนกลายเป็นกายากระบี่หลังกำเนิดได้ ก็มีอนาคตที่สดใสเช่นเดียวกัน การจุติของแดนสวรรค์ในครั้งนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพของเขาได้เป็นอย่างดี!
"นอกจากเจ้าแล้ว ยังมีใครเข้าสู่แดนสวรรค์โพธิ์อีกบ้าง? เจ้าแย่งชิงต้นโพธิ์สีทองมาได้หรือไม่?" ผู้อาวุโสเจี้ยนซวีถามอีก
ในที่สุดคำถามที่ทำให้จอมยุทธ์น้อยประหม่าที่สุดก็มาถึงจนได้
"ศิษย์ไร้ความสามารถ ได้เพียงแบ่งปันต้นโพธิ์สีเขียวกับคนผู้หนึ่ง ทำให้สำนักต้องขายหน้าแล้ว หลังจากนี้ศิษย์จะตั้งใจฝึกฝนอย่างหนัก ขอท่านผู้อาวุโสโปรดลงโทษด้วยเถิด"
ผู้อาวุโสเจี้ยนซวีชะงักไป หยวนจิ่งแม้จะไม่เหมือนอันดับหนึ่งสายนอกรุ่นก่อนๆ ที่มีกายาพิเศษ แต่ความสำเร็จในวิถีกระบี่ของเขาก็โดดเด่นไม่เบา ถึงกับแย่งมาได้เพียงโพธิ์สีเขียวงั้นหรือ?
"จะลงโทษอะไรกัน เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน ข้าเห็นว่าเจ้าบำเพ็ญจนได้จิตกระบี่มาแล้ว ดูท่าคงอีกไม่ไกลก็จะสร้างกายากระบี่ได้สำเร็จ มีผลตอบแทนกลับมาก็ดีแล้ว มันก็แค่ผลแพ้ชนะชั่วคราวเท่านั้น" ผู้อาวุโสเจี้ยนซวีกล่าวปลอบใจ "แล้วผู้บำเพ็ญระดับรวบรวมลมปราณจากสำนักใดเล่าที่ยึดครองโพธิ์เงินโพธิ์ทองไป?"
"แดนสวรรค์โพธิ์ในครั้งนี้ มีผู้เข้าไปทั้งหมด 12 คน บัณฑิตจากเมืองเทียนอวิ้นแห่งแดนอักษรหนึ่งคน นักปรุงโอสถหญิงจากสำนักเตาหลอมโอสถแห่งแดนอัคคีหนึ่งคน คนจากสำนักพิชิตอสูรแห่งแดนรกร้างแปดคน โดยในจำนวนนั้นเจ็ดคนถูกดึงเข้าไปด้วยความบังเอิญ และยังมีอีกหนึ่งคน... คือนักพรตทุ่งหิมะขอรับ"
จอมยุทธ์น้อยกล่าวว่า "โพธิ์สีทอง ถูกศิษย์สำนักพิชิตอสูรผู้หนึ่งยึดครองไป ส่วนต้นโพธิ์สีเงินนั้น..."
"เป็นสัตว์เลี้ยงของเขาที่ยึดครองไปขอรับ"
"หา?" ผู้อาวุโสเจี้ยนซวีชะงัก สำนักพิชิตอสูร? สำนักพิชิตอสูรที่เขารู้จักนั่นน่ะหรือ?
"เจ้าแพ้ให้ศิษย์สำนักพิชิตอสูรงั้นหรือ?"
"ท่านผู้อาวุโส... สิ่งที่ข้าทำได้... สัตว์เลี้ยงของเขาก็ทำได้ทั้งหมด สิ่งที่พวกเขาทำได้... ข้าล้วนทำไม่ได้เลย" จอมยุทธ์น้อยไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี
…
แดนอัคคี สำนักเตาหลอมโอสถ ก็เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดียวกัน
นักปรุงโอสถหญิงผู้หลงตัวเองเป็นอัจฉริยะด้านการหลอมโอสถที่มีชื่อเสียงเล็กน้อยของสำนักนั้น หลังจากผ่านการเดินทางในแดนสวรรค์ครั้งนี้ ก็ยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้น
ชื่อของถังเซิงแห่งสำนักพิชิตอสูร ก็เป็นที่รู้จักในวงแคบๆ ของผู้บำเพ็ญเพียรจากสำนักใหญ่เหล่านี้เช่นกัน
…
ที่แดนอักษร ก็มีบัณฑิตเสื้อเขียวผู้หนึ่งลากตัวคนเถื่อนจากทุ่งหิมะ มองไปยังสหายร่วมงานที่ล้อมรอบเสาแสงอยู่กลางเมือง เขาเช็ดคราบเลือดบนใบหน้า แล้วประสานมือคารวะอย่างแรง
แทบจะเขียนคำว่า "ข้าจะเลื่อนตำแหน่ง" แปะไว้บนหน้าอยู่แล้ว
แดนรกร้าง สำนักพิชิตอสูร
เหล่าผู้อาวุโสจำนวนมากเฝ้าอยู่เบื้องนอกแดนสวรรค์ เมื่อพวกหลินจิ้งกลับมาอย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน ผู้อาวุโสกลุ่มนี้ก็ดีใจจนแทบเนื้อเต้น
ทว่าเมื่อเห็นคนและสัตว์อสูรที่เหลืออีกเจ็ดคู่มีท่าทีคล้ายกับจะยกให้หลินจิ้งและกระรอกใบสนเป็นผู้นำ เดินตามหลังหลินจิ้งราวกับเป็นองครักษ์ ทั้งยังมองพวกเขาด้วยความเคารพยำเกรง เหล่าผู้อาวุโสก็อยากรู้เหลือเกินว่า... ภายในแดนสวรรค์เกิดอะไรขึ้นกันแน่
แต่สิ่งที่ทำให้ท่านผู้เฒ่าอวี้ผู้เป็นปรมาจารย์กลไกต้องงุนงงยิ่งกว่า คือเหตุใดศิษย์หลายคนถึงได้มองมาที่ตนด้วยสายตาเร่าร้อนเช่นนั้น