ภูเขาโดดเดี่ยว ศาลาเอกา
สายลมบนภูเขาพัดเรือนผมยาวและแขนเสื้อของซ่งเฉียนจีจนปลิวไสว
ผิวของเขาขาวผ่อง ยามความเมามายตีตื้นขึ้นมาก็ปรากฏริ้วรอยแดงระเรื่อบางเบา
กลิ่นหอมฟุ้งของสุราผลไม้อบอวลในโพรงจมูก เหนือศีรษะคือทางช้างเผือกทอประกาย เบื้องล่างคือกระดานหมากในหุบเขา
ในค่ำคืนอันแสนดีเช่นนี้ ซ่งเฉียนจีเอนกายพิงเสาศาลาที่สีหลุดลอก รู้สึกเพียงว่าตัวเองกำลังล่องลอยอยู่บนปุยเมฆ ลอยล่องขึ้นลง
เด็กสาวในชุดกระโปรงสีเหลืองเบ้ปาก “ถ้าเจ้าเข้าใจจริงๆ ทำไมไม่ลงชื่อเข้าแข่งขัน ไปคว้าตำแหน่งชนะเลิศมาล่ะ กลับมาดื่มเหล้าย้อมใจอยู่คนเดียวทำไม?”
“ข้าก็แค่ไม่อยากลงแข่ง ข้าแค่อยากกินเหล้า!” ซ่งเฉียนจีบ่นอุบอิบ
เด็กสาวขมวดคิ้ว ไอ้ขี้เมาคนนี้ช่างไร้เหตุผล สู้ตนทุบเขาให้สลบไป พอการประลองหมากจบลงค่อยปลุกให้ตื่น จะได้ไม่พูดจาเพ้อเจ้อตอนเมา รบกวนท่านอาจารย์ดีกว่า
การมาคุยโวโอ้อวดว่า “เข้าใจหมากกระดาน” ต่อหน้าผีหมาก ก็ไม่ต่างอะไรกับการไปขอประลองกระบี่หน้าประตูบ้านเทพกระบี่
ไม่เจียมตัว รนหาที่ตายแท้ๆ
นางเดินไปตรงหน้าไอ้ขี้เมา เพิ่งจะเงื้อมือขึ้น ก็สบเข้ากับดวงตาคู่หนึ่งที่กระจ่างใสราวกับหิมะพอดี
เมื่อแสงดาวสาดส่อง นัยน์ตาก็ทอประกายระยิบระยับ ราวกับผืนน้ำในฤดูใบไม้ผลิที่เต็มเปี่ยมไปด้วยระลอกคลื่นของทะเลสาบเหยากวง
และยังคล้ายกับมหาสมุทรใต้แสงจันทร์ กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา โอบรับสรรพสิ่ง
กลิ่นอายเช่นนี้ ช่างไม่เข้ากับคำพูดโอหังตอนเมามายที่เขาเอ่ยออกมาเลยสักนิด
เขาพูดว่า “ชวี่สี่สาม ฮ่า ให้เขากินฟรีชัดๆ! สู้เดิน ‘ผิงห้าแปด’ ไม่ได้หรอก!”
เสียงหัวเราะไม่ดังนัก แต่กลับเบาสบายและเป็นอิสระอย่างยิ่ง
เด็กสาวได้สติ เห็นเขาเปลี่ยนตำแหน่งวางหมากให้ฝ่ายขาว จึงมองไปที่กระดานตามสัญชาตญาณ แล้วคำนวณหมากตานี้ในใจ
ก็พอจะเข้าใจอยู่บ้าง เป็นหมากที่แสนจะธรรมดา ไม่ดีไม่แย่ก็เท่านั้น ไม่เห็นจะล้ำลึกไปกว่า ‘ชวี่สี่สาม’ ของหลี่เอ้อร์โก่วตรงไหน
นางอดแค่นหัวเราะไม่ได้ “‘ชวี่สี่สาม’ ยังพอจะตั้งรับรักษาเมืองไว้ได้ ถ้าเจ้าวาง ‘ผิงห้าแปด’ ข้าก็จะรับด้วย ‘ซ่างเจ็ดสาม’ ดาบเดียวตัดทางถอยของเจ้าให้ขาดสะบั้น!”
พูดจบ นางก็รู้สึกหงุดหงิดตัวเองเล็กน้อย
ข้าหลีอิงถึงอย่างไรก็เป็นศิษย์ข้างกายผีหมาก แม้จะไม่ใช่ศิษย์สืบทอดโดยตรง แต่มีอะไรให้ต้องไปทุ่มเถียงกับไอ้ขี้เมาคนหนึ่งด้วย?
นี่ไม่ได้เป็นการขายหน้าท่านอาจารย์หรอกหรือ?
ซ่งเฉียนจีไม่เสียเวลาคิด ก็เอ่ยตำแหน่งหมากตาต่อไปออกมาอีก
หลีอิงสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย “เมื่อครู่ข้าประมาทไป เดินพลาดไปตาหนึ่ง แต่เจ้าเอาชนะข้าไม่ได้หรอก! ขอเตือนว่าอย่ามายั่วยุให้ข้าต้องเดินหมากอีก เดี๋ยวเจ้าจะหลงเข้าไปในกระดานหมากจนต้องรับผลกรรมเสียเอง”
ผู้บำเพ็ญเพียรประลองหมาก มักจะใช้สัมผัสเทวะในการคำนวณคาดเดาและจัดทัพวางค่ายกล หากสัมผัสเทวะอ่อนแอหรือใช้พลังสมองจนหมดสิ้น สถานเบาคือวิงเวียนศีรษะ แน่นหน้าอกคลื่นไส้ สถานหนักคือกระอักเลือดหมดสติ
ซ่งเฉียนจีหัวเราะพลางกล่าว “ถ้าข้าชนะล่ะ จะว่าอย่างไร?”
หลีอิงพูดอย่างมีน้ำโห “ถ้าเจ้าชนะได้จริงๆ ข้าจะยอมเรียกเจ้าว่าท่านปู่ทวดเลยก็ยังได้ แต่ถ้าเจ้าแพ้ เจ้าต้องคุกเข่าโขกศีรษะ แล้วเรียกข้าว่าท่านย่าทวด! รู่หกสอง!”
นางรับคำพูดของซ่งเฉียนจี แล้ววางหมากลงไปอย่างแรง
พูดจบถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าต้องดูสีหน้าอาจารย์ เมื่อเห็นว่าท่านอาจารย์มีสีหน้าเรียบเฉย หลับตาลงครึ่งหนึ่ง ไม่มีทีท่าว่าจะตำหนินางแม้แต่น้อย ความกล้าก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
ตั้งแต่เด็กนางมีชีวิตที่ราบรื่น ไม่รู้จักความยากลำบาก ร่าเริงไร้เดียงสา เห็นพวกที่เรียกตัวเองว่าอัจฉริยะอยากฝากตัวเป็นศิษย์ผีหมากมาจนชิน ก็มักจะรู้สึกว่าพวกเขาก็แค่ธรรมดาๆ หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดความเย่อหยิ่งลำพองใจขึ้นมาบ้าง
ซ่งเฉียนจีไม่ยอมรับหรือปฏิเสธ เพียงแค่เอ่ยปากรับมือไปอีกหนึ่งตา
ศาลาบนเขาสูงลิบลิ่วเสียดเมฆ เสียงในหุบเขาเดิมทีไม่อาจได้ยิน แต่ในใจหลีอิงกลับมีเสียงวางหมากดังกังวานชัดเจน
มันคือหมากกระดานบอดระหว่างนางกับไอ้ขี้เมาคนนั้น
นางตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะทำให้อีกฝ่ายยอมจำนนอย่างราบคาบ การเดินหมากจึงยิ่งมายิ่งดุดันอำมหิต
นับตั้งแต่ซ่งเฉียนจีเข้ามาในศาลา คนทั้งสองในหุบเขาก็เดินหมากไปแล้วสี่สิบตา ต่างฝ่ายต่างมีได้มีเสีย
จ้าวหลินเดินหมากจนโกรธเกรี้ยวข้าชี้ชัน หลี่เอ้อร์โก่วเดินหมากจนกระโดดโลดเต้น ลานชมหมากสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ ผู้ชมการประลองเดี๋ยวก็ส่งเสียงร้องอุทาน เดี๋ยวก็ถอนหายใจ
คนทั้งสองในศาลาก็พูดคุยกันไปแล้วสี่สิบประโยคเช่นกัน
เสียงของเด็กสาวไพเราะราวกับนกขมิ้นเหลืองอ่อน ทว่าบางครั้งก็เร่งร้อน บางครั้งก็ลังเล
เสียงของซ่งเฉียนจียังคงเจือความเมามายและเกียจคร้าน ไม่ว่าอีกฝ่ายจะบุกทะลวงหรือล้อมกรอบบีบคั้นอย่างไร เขาก็ยังคงแฝงรอยยิ้มไว้เสมอ
ห้าสิบตาผ่านไป เค้าลางความเปลี่ยนแปลงในกระดานหมากที่พัวพันกันจนยากจะแยกแยะก็พลันบังเกิด ราวกับเมฆหมอกแตกกระจายฟ้าดินสั่นสะเทือน
ใบหน้าเล็กๆ อันงดงามของเด็กสาวซีดเผือดลงเล็กน้อย นางหันขวับไปจ้องมองซ่งเฉียนจีด้วยความตกตะลึง
“จะ...เจ้าเป็นศิษย์สำนักไหน?”
ซ่งเฉียนจีเงยหน้าขึ้น ซดสุราผลไม้ลงไปอึกหนึ่ง แล้วถอนหายใจด้วยความพึงพอใจ “ข้าเป็นแค่ศิษย์สายนอก ผิงสามเก้า!”
หลีอิงไม่เชื่อ คนผู้นี้แต่งกายเรียบง่ายซอมซ่อ แต่ไหสุราหยกม่วงในมือกลับมีค่าควรเมือง ไม่รู้ว่ามีเบื้องลึกเบื้องหลังอย่างไร
พลังการคำนวณเหนือชั้น แนวทางการเดินหมากโดดเดี่ยวเด็ดขาด แถมยังไร้ชื่อเสียงเรียงนาม
โลกบำเพ็ญเพียรมีบุคคลระดับนี้โผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
นางยังคงไม่ยอมแพ้ หลับตาลงคำนวณหมาก
เมื่อคำนวณไปจนถึงร้อยตากว่า หน้าผากก็มีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายจนชุ่มหน้าม้า ความเป็นไปได้และจุดพลิกผันนับพันนับหมื่นรูปแบบดำเนินซ้อนทับกันอยู่ในทะเลจิตสำนึกพร้อมๆ กัน
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด เส้นตารางหมากที่ตัดกันไปมาบนกระดานก็พลันบิดเบี้ยวผิดรูป รัดพันตัวนางไว้อย่างแน่นหนา เมื่อหมากขาววางลง ก็ราวกับมีหินก้อนยักษ์กดทับลงบนหน้าอก
ชั่วขณะนั้นนางหายใจติดขัด เบื้องหน้ามืดมนลงเป็นพักๆ
“เพียะ!”
ในยามที่อับจนหนทางและกำลังจมดิ่งลงสู่ความมืดมิด จู่ๆ ก็มีคนตบหลังนางเบาๆ
ฝ่ามือที่เบาหวิวไร้เรี่ยวแรง กลับคล้ายดั่งดาบยักษ์ที่ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า ฟาดฟันหินก้อนใหญ่บนหน้าอกให้แหลกละเอียดในพริบตา
“เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน เสี่ยวหลี ครั้งนี้เจ้าคงจะได้รู้ซึ้งแล้วสินะ?”
ชายชราที่นั่งนิ่งเป็นรูปปั้นอยู่ในศาลากล่าวเสียงเรียบ
“ท่านอาจารย์!”
เด็กสาวลืมตาขึ้น พลันเห็นดวงดาวประดับเต็มท้องฟ้า แสงสีเงินสาดส่องลงบนพื้นดิน ผู้ดูแลในหุบเขาจุดโคมไฟจนสว่างไสว เงาคนเดินขวักไขว่ไปมา
ความรู้สึกเลื่อนลอยราวกับรอดตายจากหายนะตีตื้นขึ้นมา ทำให้นางรู้สึกจมูกเปรี้ยวปรี๊ด ราวกับได้รับความอยุติธรรมอย่างใหญ่หลวง “ขอบพระคุณท่านอาจารย์!”
ชายชราลืมตาขึ้น “ชวี่เก้าสี่”
เขารับหมากดำมา รับช่วงต่อกระดานหมากที่ค้างคา ทว่ากลับไม่ได้มองซ่งเฉียนจี บนใบหน้ายังคงแฝงไว้ด้วยความเหนื่อยล้าบางอย่าง
แต่เมื่อวางหมากลงไปตาหนึ่ง ก็ราวกับมือวิเศษเสกบุปผา แหวกเมฆหมอกเห็นจันทรา
ซ่งเฉียนจีส่ายหน้า พูดเสียงอู้อี้ “ตีตัวเล็กหนีไป ตัวแก่ก็โผล่มา ตัวเล็กก็โง่ ตัวแก่ก็ป่วย ข้าจะหาเรื่องใส่ตัวไปทำไมเนี่ย?!”
“บังอาจนัก!” หลีอิงตวาดห้าม ทั้งที่ยังคงหอบหายใจไม่หยุด
“ไม่เป็นไร” ชายชรากลับหัวเราะออกมา
หลีอิงจ้องมองซ่งเฉียนจีเขม็ง ในใจคิดว่าท่านอาจารย์เพิ่งจะถูกปราชญ์อักษรเล่นงานมา ความอัดอั้นตันใจไม่มีที่ระบาย ย่อมต้องลงมือหนักหน่วงเป็นแน่
เจ้าโง่รนหาที่ตายเอง ก็ถือว่าเจ้าโชคร้ายไปก็แล้วกัน
ทว่ากลับเห็นไอ้ขี้เมาคนนั้นกำลังจะเอ่ยปาก แต่จู่ๆ ก็ชะงักไป ราวกับคำนวณถึงความร้ายกาจของหมากตานี้ได้
รอยยิ้มของเขาเลือนหายไป เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย หว่างคิ้วกลับมีความโดดเดี่ยวอันน่าเกรงขามแผ่ซ่านออกมา
จู่ๆ เขาก็ตวาดเสียงดังก้อง “มาได้ดี! ซ่างแปดหก!”
เสียงนั้นสั่นสะเทือนทะเลเมฆ ป่าเขาสั่นไหว
หลีอิงสะดุ้งตกใจ รู้สึกตื่นเต้นตึงเครียดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
สายลมใบไม้ผลิพัดโชย กลิ่นสุราหอมฟุ้งกระจาย รอยแดงระเรื่อบนใบหน้าของซ่งเฉียนจียิ่งเข้มขึ้น
ดวงตาที่นิ่งสงบดั่งบ่อน้ำโบราณของชายชรา ค่อยๆ รวบรวมประกายความคมกริบขึ้นมา
หลีอิงหูฟังการประลองหมากบอด ในใจจินตนาการการวางหมาก เห็นเพียงคนทั้งสองปะทะกันเป็นร้อยตา ผลัดกันรุกผลัดกันรับ ประเดี๋ยวหมากดำก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ชั้นเมฆราวกับมังกร ประเดี๋ยวหมากขาวก็ไหลเชี่ยวกรากราวกับแม่น้ำที่หลากไหลไม่ขาดสาย
ยิ่งฟังนางก็ยิ่งตื่นตระหนกตกใจ ไม่กล้าคำนวณมากไปกว่านี้ จึงลูบคลำเอาสมุดบันทึกและพู่กันขนาดเล็กออกมาจากถุงเก็บของ รวบรวมสมาธิจดบันทึกกระดานหมากของคนทั้งสอง
นางยังคงรู้สึกว่าค่ำคืนนี้ช่างเหลวไหลสิ้นดี ในยามที่ท่านอาจารย์กำลังท้อแท้หมดกำลังใจ ไอ้ขี้เมาคนหนึ่งก็บุกเข้ามา แถมยังเป็นไอ้ขี้เมาที่มีฝีมือหมากเป็นเลิศอีกต่างหาก
เมื่อก่อนท่านอาจารย์เคยบอกว่า อดทนต่อความเจ็บปวดทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บ ย่อมต้องได้รับผลบุญตอบแทน หรือว่าจะมาตอบแทนเอาในวันนี้?
ฝูงชนบนลานชมหมากพลันส่งเสียงโห่ร้องยินดีดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วฟ้าดิน
ผู้คนแห่แหนกันเข้าไปในหุบเขา ร้องตะโกนกู่ก้องว่าเป็นกระดานหมากสะท้านโลก
ดูเหมือนว่าการแข่งขันหมากรอบชิงชนะเลิศ ระหว่างหลี่เอ้อร์โก่วหรือจ้าวหลินคงจะรู้ผลแพ้ชนะแล้ว ตำแหน่งชนะเลิศการประลองหมากถูกกำหนดแล้ว
แต่ในศาลาบนยอดเขาที่สูงเทียมฟ้านี้ ใครจะไปสนล่ะ?
สายลมใบไม้ผลิชวนให้เคลิบเคลิ้ม ซ่งเฉียนจีเดินโซเซไปข้างหน้าสองก้าว พินิจพิจารณาใบหน้าของชายชรา
ดวงตาทั้งสองข้างของชายชราทอประกายเจิดจ้า ราวกับน้ำวนที่ลึกที่สุดในทะเลมรณะ หมายจะดูดกลืนจิตวิญญาณของผู้คนเข้าไป
แผ่นหลังเหยียดตรงดั่งกระบี่ แตกต่างจากท่าทีที่นั่งซึมกระทือเมื่อครู่นี้ราวกับเป็นคนละคน
ซ่งเฉียนจีคิดในใจ ลุงคนนี้ดูผอมแห้งแรงน้อย แต่เรี่ยวแรงกำลังใจกลับดีเยี่ยม
หรือว่าจะไม่ได้ป่วย?
งั้นข้าก็ไม่เกรงใจแล้วนะ
“ชวี่แปดเจ็ด เฟย!”
การวางหมากที่จุดตัดแนวทแยงมุมรูปตัว “日” เรียกว่า “เฟย”
จิตใจของหลีอิงสั่นสะท้าน ชั่วขณะที่คนผู้นี้ตวาดเสียงแผ่วเบา กลับมีท่าทีเย่อหยิ่งทระนงมองข้ามใต้หล้า
นางราวกับเห็นพญาอินทรีถลาลมต่อสู้บนท้องนภา บินทะยานขึ้นสู่ฟ้ากว้างจริงๆ
ผีหมากขมวดคิ้ว “ชวี่เก้าสอง ต้วน!”
ภูเขาสูงลูกหนึ่งผุดขึ้นมาจากความว่างเปล่า สกัดกั้นพญาอินทรีที่กำลังบินทะยาน
ซ่งเฉียนจียืนอยู่บนจุดดาวของกระดานหมาก เตรียมตัวจะถอนตัวจากไป
หมากดำเม็ดกลมมนรอบทิศทางพุ่งทะยานขึ้นจากพื้นทีละเม็ด กลายเป็นภูเขาสูงตระหง่านแต่ละลูก บีบคั้นเข้ามาหาเขา
ขุนเขานับหมื่นถาโถมเข้าขวางกั้น
แขนเสื้อกว้างของซ่งเฉียนจีปลิวไสว นิ้วทั้งห้าของมือขวากางออก
“ฟุ่บ ”
กระบี่ยาวเล่มหนึ่งแหวกอากาศพุ่งเข้ามา
ประกายกระบี่อันหนาวเหน็บสายหนึ่งพุ่งทะยานออกไป ภูเขาสูงพังทลาย หินสีดำแตกกระจาย
กระบี่ยาวอยู่ในมือ ใครเล่าจะขวางข้าได้?
ซ่งเฉียนจีฟาดกระบี่ลงมา ปราณกระบี่พุ่งเสียดฟ้า แม่น้ำสายใหญ่ตกลงมาจากฟากฟ้า!
เขาย่ำเท้าลงบนยอดคลื่น เกลียวคลื่นสีขาวโพลนสูงเทียมฟ้าถูกดึงดูดตามกระบวนท่ากระบี่ของเขา ไหลทะลักเชี่ยวกราก
ภูเขาสูงสีดำผุดขึ้นมาอีกครั้ง แต่ละลูกสูงชันยิ่งกว่าลูกก่อนหน้า ตัดขาดฟ้าดิน สกัดกั้นสายน้ำ
ซ่งเฉียนจีเกือบจะถูกกระแทกจนล้มคว่ำ เขาควบคุมแม่น้ำสีขาวให้ไหลผ่านทะลวงไปท่ามกลางวงล้อม เสียงน้ำคำรามดังกึกก้องจนหูอื้อ
ท้องฟ้าสั่นสะเทือน หมากดำขนาดยักษ์นับไม่ถ้วนร่วงหล่นลงมา ราวกับพายุอุกกาบาตจากนอกโลก พุ่งเข้าทุบลงบนศีรษะของเขา
ซ่งเฉียนจีสะบัดแขนเสื้อ เกลียวคลื่นสีขาวนับพันชั้นใต้ฝ่าเท้าก็ก่อตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ
กระบี่ยาวตวัดออกไป ประกายกระบี่สีขาวสว่างไสวจากหนึ่งแบ่งเป็นสิบ จากร้อยกลายเป็นพัน ท้ายที่สุดก็กลายเป็นกระบี่หมื่นเล่มพุ่งทะยานออกไปพร้อมกัน
อุกกาบาตสีดำถูกกระบี่แทงทะลุ แตกกระจายเป็นแสงสีขาวนับพันนับหมื่นสาย พังทลายแตกแยกออกจากกัน
อุกกาบาตร่วงหล่นลงมามากยิ่งขึ้น เติมเต็มแผ่นฟ้าจนมิดชิด
ไร้ซึ่งแสงตะวันและจันทรา สรรพสิ่งตกอยู่ในความมืดมิด
มีเพียงแม่น้ำสายยาวสีขาวสายเดียวเท่านั้น ที่ยังมีพลังชีวิตไหลเวียนไม่ขาดสาย
ซ่งเฉียนจีลืมเลือนกระดานหมาก ลืมเลือนศาลาบนเขา ลืมเลือนทุกสรรพสิ่งไปจนหมดสิ้น
เขาข่มขุนเขาควบมหาสมุทร เผชิญหน้ากับแผ่นฟ้าแล้วตวัดกระบี่ฟาดฟัน
ฟ้าถล่ม อุกกาบาตแตกสลาย
ดินทลาย แม่น้ำสายใหญ่แตกซ่านเซ็น
……
ซ่งเฉียนจีลืมตาขึ้น สีหน้าเลื่อนลอยเล็กน้อย
ศาลาบนเขายังคงเหมือนเดิม สายลมใบไม้ผลิยังคงเหมือนเดิม แสงดาวร่วงหล่นลงปกคลุมอกเสื้ออย่างเงียบงัน
เขาค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา
ชายชราหัวเราะลั่น “สะใจนัก!”
แววตาของเขาสว่างไสว ราวกับเปลวไฟแห่งชีวิตกำลังลุกโชน กลับคืนสู่วัยหนุ่มอันรุ่งโรจน์อีกครั้ง
“ข้าไม่ได้วางค่ายกลมานานมากแล้ว” เขากล่าว
ปกติหากจะใช้ ก็เป็นแค่การลงมือตามน้ำ เรียกไม่ได้ว่าเป็นค่ายกล
“ข้าเองก็ไม่ได้จับกระบี่มานานมากแล้วเช่นกัน” ซ่งเฉียนจีเอ่ยชม “เป็นวิชาค่ายกลที่ร้ายกาจยิ่งนัก”
ผีหมากกล่าว “ช่างเป็นเพลงกระบี่ที่ดุดันอำมหิตยิ่งนัก!”
พวกเขาสบตากันแล้วยิ้ม
หลีอิงยืนอึ้ง “ใครชนะ?”
บันทึกกระดานหมากใต้พู่กันของนางหยุดชะงักลงกะทันหัน คนทั้งสองก็เข้าสู่สภาวะเข้าฌานไปแล้ว
“วัฏจักรเจี๋ย ไม่รู้ผลแพ้ชนะ” ผีหมากกล่าว
หลีอิงตกตะลึง
ถึงแม้ท่านอาจารย์จะไม่ได้ใช้พลังวิญญาณ เพียงแค่ใช้กระดานหมากเป็นค่ายกลในทะเลจิตสำนึก แต่บนโลกนี้ยังมีใครสามารถฝ่าวงล้อมค่ายกลของท่านอาจารย์ออกมาได้อีกงั้นหรือ?
ผีหมากเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “คนหนุ่ม เจ้าบ้านแตกสาแหรกขาด แบกรับความแค้นลึกล้ำดั่งทะเลเลือดงั้นหรือ?”
เขาคิดว่า หากเจ้ามีความแค้น ข้าจะชำระแค้นแทนเจ้าเอง
ซ่งเฉียนจีกลับตอบว่า “ข้าไม่มี”
“หรือว่าเจ้าต้องอดทนแบกรับความอัปยศอดสู มีความอยุติธรรมอันใหญ่หลวงอยู่?”
หากเจ้ามีความอยุติธรรม ข้าก็จะทวงคืนความเป็นธรรมให้เจ้าเอง
“ข้าก็ไม่มีเหมือนกัน” ซ่งเฉียนจีส่ายหน้า
ผีหมากตกตะลึง “แล้วเจ้าอายุยังน้อย เหตุใดเพลงกระบี่ถึงได้ดุดันอำมหิตถึงเพียงนี้?!”
ซ่งเฉียนจีเรอออกมาด้วยความเมา “ข้าไม่มีทางเลือก”
ประโยคนี้พูดได้ไม่มีปี่มีขลุ่ย หลีอิงทั้งไม่เข้าใจ และอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างยิ่ง
ผีหมากเห็นอีกฝ่ายดูเหมือนจะมีความลำบากใจ ก็ไม่คาดคั้นถามอีก เพียงกล่าวว่า
“เจ้าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร? เป็นศิษย์ของใคร?”
“ไร้อาจารย์ไร้สำนัก เรียนรู้ด้วยตัวเอง” ซ่งเฉียนจีตอบ
“ทำไมถึงเรียนรู้ด้วยตัวเอง?”
“เพื่อ...เพื่อ...”
สมองของซ่งเฉียนจีพลันพร่ามัว การบุกทะลวงดินแดนมรณะเพื่อชิงตำราฉิน การติดอยู่ในค่ายกลจนต้องเรียนรู้วิถีแห่งหมากกระดานเพื่อทำลายกลไก มันเป็นเรื่องเมื่อหลายปีก่อนแล้ว
เขาขี้เกียจพูดให้มากความ แต่จากกระดานหมากเมื่อครู่ เขาเกิดความรู้สึกใกล้ชิดกับลุงที่มานั่งรับลมเย็นๆ คนนี้แล้ว จึงเล่าย่อๆ ว่า
“พูดกันตามตรง ก็เพื่อผู้หญิงคนหนึ่งนั่นแหละ”
คำตอบนี้ ทำเอาคนแก่กับเด็กในศาลาต้องตกตะลึงไปตามๆ กัน
ความจริงแล้วซ่งเฉียนจีเองก็ประหลาดใจมากเช่นกัน
เขาคิดว่า ฝีมือหมากของข้านี้ สามารถเอาชีวิตรอดออกมาจากสุสานของผู้ยิ่งใหญ่อย่างราชาเชียนฉวีได้ สามารถหยิบเอาตำราฉินที่เขาเก็บสะสมไว้ออกมาได้ เดิมทีคิดว่านับเป็นยอดฝีมือแล้วเชียว
คืนนี้กลับเดินหมากไม่ชนะลุงแก่ๆ ที่ป่วยออดๆ แอดๆ คนหนึ่ง ทำได้แค่เสมอและยอมความ
บัดซบเอ๊ย ราชาเชียนฉวี เจ้ามันไม่ได้เรื่องจริงๆ!
เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคนจริงๆ ลุงก็ยังเป็นลุงอยู่วันยังค่ำ
เขาไม่กล้าพูดอีกแล้วว่าตัวเอง “เข้าใจการเดินหมากเป็นพิเศษ”
ทะเลแห่งการเรียนรู้ไร้ขอบเขต แน่นอนว่าเขารู้แค่ผิวเผินเท่านั้น







