ฟู่! ฟู่!
หัวรถจักรไอน้ำสีดำสนิทพ่นไอน้ำสีขาวพวยพุ่ง แล่นฉิวไปตามรางเหล็ก
ฉึกฉัก! ฉึกฉัก!
เพลาข้อเหวี่ยงดึงก้านสูบ พาล้อรถหมุนด้วยความเร็วสูง กระทบกับช่องว่างของรางเหล็กเป็นจังหวะ
วู๊ดดด!
เสียงหวูดรถไฟดังขึ้น
รถไฟขบวนหนึ่งซึ่งมีเพียงห้าตู้โดยสารแล่นลอดอุโมงค์ เคลื่อนผ่านหุบเขา มุ่งหน้าสู่ทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ของแคว้นผู่หลัว
ในตู้โดยสารที่สาม หญิงสาวหน้าตาหมดจดผู้หนึ่งกำลังเขียนคิ้วอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง
เหตุใดในตู้โดยสารรถไฟจึงมีโต๊ะเครื่องแป้งได้?
เหตุใดนางจึงต้องมาแต่งหน้าแต่งตาในตู้โดยสารรถไฟ?
นางไม่เพียงแต่แต่งหน้าในนี้ได้เท่านั้น ทว่ายังสามารถเต้นรำในนี้ได้อีกด้วย
นั่นเพราะในตู้โดยสารนี้มีเพียงนางอยู่คนเดียว
นางคืออนุภรรยาคนที่สองของลู่ตงเหลียง ผู้นำตระกูลลู่ นางมีนามว่าจัวอวี้หลิง
รถไฟขบวนนี้คือรถไฟขบวนพิเศษของตระกูลลู่ ตระกูลมหาเศรษฐีแห่งแคว้นผู่หลัว
และในยามนี้ นางคือนายหญิงของรถไฟขบวนนี้
ตู้โดยสารที่หนึ่งบรรจุถ่านหิน
ตู้โดยสารที่สองเก็บสัมภาระและของใช้บนรถไฟ
ตู้โดยสารที่สามถูกกั้นเป็นทางเดินและห้องพักแขกสองห้อง
ตู้โดยสารที่สี่คือห้องอาหารและห้องเล่นไพ่
ตู้โดยสารที่ห้าคือห้องนอนของเจ้านาย
จัวอวี้หลิงทำผมดัดลอนแบบฟิงเกอร์เวฟ ทาอายแชโดว์สีเข้ม ทว่าปัดแก้มสีอ่อน พวงแก้มขาวเนียนขับเน้นริมฝีปากสีแดงสดให้โดดเด่น
นางสวมกี่เพ้าคอตั้งสีน้ำเงินอมเขียวที่ตัดเย็บจากผ้าอินแดนทรีน ชายกระโปรงยาวคลุมเข่าพอดี รอยผ่าด้านข้างเผยให้เห็นลูกไม้ของกระโปรงซับในเล็กน้อย เอวที่คอดกิ่วและช่วงไหล่ที่ถูกหนุนให้สูงขึ้นนิดๆ แฝงไว้ด้วยความหรูหราอันเย้ายวน
จัวอวี้หลิงอายุใกล้จะสี่สิบแล้ว ทว่าเสื้อผ้าและเครื่องหน้าอันประณีตทำให้นางดูเหมือนอายุไม่ถึงสามสิบด้วยซ้ำ
แอ๊ด~
ประตูตู้โดยสารรถไฟถูกผลักออก ร่างของผู้นำตระกูลลู่ ลู่ตงเหลียง ปรากฏขึ้นภายใต้แสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมไฟติดผนัง
ริ้วรอยแห่งรอยยิ้มบางๆ ยกขึ้นพร้อมกับไฝเสน่ห์ที่มุมปาก จัวอวี้หลิงในกระจกเผยรอยยิ้มหวานหยดย้อย
จัวอวี้หลิงไม่ชอบสวมรองเท้า นางเดินเท้าเปล่าเหยียบย่ำลงบนพรมลายดอกไม้เล็กๆ สีเหลืองหม่น ตรงไปหาลู่ตงเหลียงแล้วเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงลึกซึ้งว่า "นายท่าน"
ลู่ตงเหลียงในวัยล่วงเลยครึ่งร้อยบีบแก้มจัวอวี้หลิงเบาๆ เขามักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าหญิงผู้นี้ยังคงงดงามน่ารักเหมือนเมื่อแรกพบ ไม่ว่ายามใดก็สามารถมอบความประโลมใจให้เขาได้เสมอ
ทว่าก็เป็นเพียงแค่ความประโลมใจเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
ลู่ตงเหลียงผู้เหนื่อยล้าถอดเสื้อสูทออก ปลดกระดุมเสื้อกั๊ก คลายเนกไท แล้วนั่งลงบนโซฟา เขาเปิดขวดเหล้าฝรั่งแล้วรินให้ตัวเองหนึ่งแก้ว
พอดื่มเหล้าไปได้ครึ่งแก้ว ความกลัดกลุ้มในใจก็ฉายชัดขึ้นมาบนใบหน้าอย่างรวดเร็ว ลู่ตงเหลียงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
จัวอวี้หลิงนั่งลงข้างๆ ลู่ตงเหลียง นางหยิบบุหรี่ออกจากกล่องเหล็ก คาบไว้ด้วยริมฝีปากสีแดงสด จุดไม้ขีดไฟเพื่อจุดบุหรี่ แล้วส่งไปจ่อที่ริมฝีปากของลู่ตงเหลียง "นายท่าน มีเรื่องอันใดให้ไม่สบายใจหรือคะ?"
ลู่ตงเหลียงรับบุหรี่มาสูบเฮือกใหญ่ "เหอเจียชิ่งจะกลับมาพรุ่งนี้แล้ว เมื่อครู่ตอนเล่นไพ่กับเหออวี้ซิ่วผู้เป็นป้าของเขา ฟังจากน้ำเสียงของนางแล้ว เกรงว่าจะอยากถอนหมั้นกับเสี่ยวหลัน"
เหอเจียชิ่งคือบุตรชายสายตรงของตระกูลเหอผู้ทรงอิทธิพลแห่งแคว้นผู่หลัว
ลู่เสี่ยวหลันคือบุตรสาวของจัวอวี้หลิงและลู่ตงเหลียง
หากไม่ใช่เพราะตระกูลเหอตกต่ำลงในช่วงไม่กี่ปีมานี้ บุตรชายสายตรงของตระกูลเหอย่อมไม่มีทางแต่งงานกับบุตรสาวอนุภรรยาของตระกูลลู่เป็นแน่
จัวอวี้หลิงยิ้มบางๆ "นายท่าน ก่อนหน้านี้พวกเราปรึกษากันแล้วไม่ใช่หรือคะ? เสี่ยวหลันจะไม่มีทางปล่อยให้เหอเจียชิ่งรอดชีวิตกลับมายังแคว้นผู่หลัวได้หรอกค่ะ"
ลู่ตงเหลียงคาบบุหรี่ คิ้วขมวดเข้าหากันแน่น "ไอ้เด็กตระกูลเหอนั่นมีพรสวรรค์ล้ำเลิศ ในมือยังมีบัวแดงเสวียนเซิง ไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่ายๆ ฉันเป็นห่วงเสี่ยวหลัน..."
จัวอวี้หลิงส่ายหน้า "นายท่านคิดมากไปแล้วค่ะ ไอ้เด็กตระกูลเหอนั่นก็แค่คนไร้ความสามารถ ปล่อยปละละเลยช่วงเวลาอันดีงามไม่ยอมตั้งใจบำเพ็ญเพียร กลับวิ่งโร่ไปเรียนหนังสือที่แคว้นหวน เวลาสี่ปีเต็มต้องสูญเปล่าไปเฉยๆ เช่นนี้ แล้วเขาได้อะไรกลับมาบ้างคะ?"
ลู่ตงเหลียงลูบหนวดทรงเลขแปดเหนือริมฝีปาก "คนหนุ่มก็รักสนุกมากไปสักหน่อย หากรอจนเขาได้สืบทอดกิจการของตระกูลเหอ..."
จัวอวี้หลิงลุกขึ้นเดินไปที่ข้างเครื่องเล่นแผ่นเสียง "คนที่ละทิ้งความรักสนุกไม่ได้ก็คือคนไร้ความสามารถ คนไร้ความสามารถที่ได้ครอบครองของวิเศษก็สมควรกลายเป็นคนตาย ตราบใดที่เขาก้าวขึ้นรถไฟขบวนนั้น เขาย่อมต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย"
เครื่องเล่นแผ่นเสียงเครื่องนั้นสูงกว่าโต๊ะข้างเตียงราวหนึ่งฉื่อ ด้านบนมีลำโพงสีทองขนาดใหญ่หนึ่งตัวและขนาดเล็กสองตัว
จัวอวี้หลิงหยิบถ้วยเหล็กขึ้นมา แล้วเติมน้ำลงไปในช่องลำโพงเล็กทางซ้ายมือสองถ้วย
ลู่ตงเหลียงมองจัวอวี้หลิงพลางกล่าว "ฉันได้ยินมาว่านายน้อยแห่งพรรคเจียงเซี่ยงก็คิดจะลงมือแย่งชิงบัวแดงเช่นกัน เขามีฐานะอยู่ในแคว้นหวน คนผู้นี้ก็รับมือได้ยากไม่เบา"
จัวอวี้หลิงแค่นหัวเราะ "นายท่านกำลังพูดถึงเซียวเจิ้งกงใช่ไหมคะ? ไอ้โง่นั่นนับเป็นคนไร้ความสามารถไม่ได้ด้วยซ้ำ เขาเป็นแค่แมลงสาบ แมลงสาบที่น่าขยะแขยง
หากไม่ได้บารมีของพ่อเขาหนุนหลัง เซียวเจิ้งกงคงถูกคนเหยียบตายไปนานแล้ว ด้วยสติปัญญาแค่นั้นของเขา จะเอาชนะเสี่ยวหลันได้อย่างไร?"
จัวอวี้หลิงโน้มตัวลง ดึงประตูตู้ของเครื่องเล่นแผ่นเสียงออก แล้วจุดไฟที่ไส้เทียนซึ่งปักอยู่บนกล่องเหล็กที่บรรจุไขมันจนเต็ม
ฟู่!
เปลวไฟสีฟ้าอ่อนลุกโชน ไม่นานนัก ช่องลำโพงทางซ้ายก็พ่นหมอกควันสีขาวออกมาเล็กน้อย
ฟี้! ฟี้! ฟี้!
นี่คือเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่ขับเคลื่อนด้วยพลังไอน้ำ
แคว้นผู่หลัวเป็นสถานที่พิเศษ ที่นี่ไม่สามารถกักเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงปริมาณมากได้ และไม่สามารถใช้พลังงานไฟฟ้าในสเกลใหญ่ได้ เครื่องจักรไอน้ำจึงถูกนำมาใช้งานจนถึงขีดสุด
ถาดของเครื่องเล่นแผ่นเสียงเริ่มหมุนไปตามการพ่นของไอน้ำภายใต้การขับเคลื่อนของฟันเฟือง
จัวอวี้หลิงถือแผ่นเสียงครั่งแผ่นหนึ่ง นำไปวางลงบนถาดของเครื่องเล่นแผ่นเสียง
ลู่ตงเหลียงขยี้บุหรี่ทิ้งแล้วเอนหลังพิงโซฟา "ไม่ใช่ว่าฉันไม่ไว้ใจเสี่ยวหลัน แต่ฉันเป็นห่วง..."
"นายท่านก็แค่ไม่ไว้ใจเสี่ยวหลันนั่นแหละค่ะ" จัวอวี้หลิงยิ้มอย่างจนใจ "ตั้งแต่ฉันคลอดนางออกมาจนถึงบัดนี้ นายท่านยังไม่เคยชายตามองนางตรงๆ เลยสักครั้ง"
ระหว่างที่พูด จัวอวี้หลิงก็วางเข็มลงบนแผ่นเสียง
ท่ามกลางเสียงรบกวนเบาๆ เสียงดนตรีบรรเลงนำของเชลโลอันไพเราะก็ดังขึ้น
หลังจบช่วงดนตรีนำ เสียงเปียโนคลอเคล้าไปกับไวโอลิน ปูทางเข้าสู่จังหวะที่ผ่อนคลาย ตามมาด้วยเสียงร้องอันหนักแน่นและลึกซึ้ง:
แสง~จันทร์~ ช่างเลือนราง
ผืน~ดิน~ ถูกปกคลุมด้วยหมอกยามราตรี
โอ้ ยอดรักในความฝันของฉันเอ๋ย
นางอยู่~แห่งหนใด~
เพลง ‘คนในฝัน’ คือบทเพลงที่จัวอวี้หลิงชื่นชอบที่สุด
ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า ไม่ต้องใช้แผ่นแม่เหล็ก เครื่องเล่นแผ่นเสียงโบราณนี้อาศัยเพียงการเสียดสีระหว่างเข็มกับแผ่นเสียงเท่านั้น
จัวอวี้หลิงก้าวเท้าเดินเข้าไปหา ดึงตัวลู่ตงเหลียงขึ้นมาจากโซฟา ซุกใบหน้าลงกับอ้อมอกของเขา โอบกอดเขาไว้ แล้วค่อยๆ เต้นรำไปตามท่วงทำนองอันงดงาม
ลู่ตงเหลียงโอบเอวของจัวอวี้หลิงไว้ ใบหน้ายังคงฉายแวววิตกกังวล "หากเหอเจียชิ่งตายไป บัวแดงเสวียนเซิงจะไม่ตกไปอยู่ในแคว้นหวนหรอกหรือ?"
จัวอวี้หลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ในเวลาเช่นนี้ นางไม่อยากพูดถึงเรื่องหยุมหยิมพวกนี้เลย "เสี่ยวหลันสืบมาเรียบร้อยแล้วค่ะ เหอเจียชิ่งมีเพื่อนคนหนึ่งชื่อหลี่ป้านเฟิง แค่หลอกใช้เขาก็จะหาบัวแดงพบ
รอให้สังหารเหอเจียชิ่งเสร็จ เสี่ยวหลันค่อยไปหาหลี่ป้านเฟิง ย่อมมีวิธีนำบัวแดงกลับมาได้เองค่ะ"
ลู่ตงเหลียงฟังไม่ค่อยถนัดนัก "เมื่อครู่เธอพูดว่าเพื่อนของเหอเจียชิ่งคนนั้นชื่อหลี่อะไรนะ?"
"หลี่ป้านเฟิงค่ะ"
"ป้านเฟิง (บ้าครึ่งซีก)?" ลู่ตงเหลียงชะงัก "ชื่อนี้ประหลาดนัก"
จัวอวี้หลิงหัวเราะ "นายท่านไม่ต้องจำชื่อเขาหรอกค่ะ ไม่สำคัญเลยสักนิด รอจนเสี่ยวหลันเค้นถามที่อยู่ของบัวแดงออกมาได้ คนผู้นี้ก็จะไม่มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้แล้ว"
"เขาเป็นคนแบบไหนกัน? เป็นคนไร้ความสามารถเหมือนกันหรือ?" ลู่ตงเหลียงรอบคอบมาก เขากลัวว่าจะมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง
จัวอวี้หลิงแค่นหัวเราะ "เขานับเป็นคนไร้ความสามารถไม่ได้ด้วยซ้ำ เขานับเป็นคนไม่ได้เลยต่างหาก"
ลู่ตงเหลียงลูบเส้นผมของจัวอวี้หลิง "ถ้าเช่นนั้นเขาก็เหมือนกับเซียวเจิ้งกง เป็นแมลงสาบตัวหนึ่งงั้นหรือ?"
จัวอวี้หลิงส่ายหน้า "ชีวิตไร้ค่ายิ่งกว่าแมลงสาบเสียอีกค่ะ"
ลู่ตงเหลียงยิ่งสงสัยใคร่รู้มากขึ้น "สรุปแล้วเขาเป็นคนแบบไหนกันแน่?"
"จะพูดอย่างไรดีล่ะคะ?" จัวอวี้หลิงไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี
มีเขม่าสีดำลอยออกมาจากถังน้ำมันของเครื่องเล่นแผ่นเสียง แล้วร่วงลงบนปกเสื้อของลู่ตงเหลียง
แผ่นกรองของเครื่องเล่นแผ่นเสียงถึงเวลาต้องทำความสะอาดแล้ว
จัวอวี้หลิงใช้นิ้วปัดปกเสื้อของลู่ตงเหลียง มองดูเขม่าสีดำบนปลายนิ้ว แล้วคลี่ยิ้มบางๆ "เขาก็มีชีวิตไร้ค่าเหมือนกับฝุ่นผงพวกนี้แหละค่ะ ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีญาติพี่น้อง เขาไม่มีอะไรเลย
เขาเติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ต้องอาศัยการแบกอิฐ แบกกระสอบ ตั้งแผงลอยขายของ ถึงจะได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย
คนแบบนี้ ตายไปก็คือตายไป ก็เหมือนกับการเป่าฝุ่นผงพวกนี้ให้ปลิวหายไป ไม่มีใครมาสนใจหรอกค่ะ"
พูดจบ จัวอวี้หลิงก็เป่าลมหายใจออกเบาๆ เป่าฝุ่นผงบนปลายนิ้วให้ปลิวหายไป
วู๊ดดด~
เสียงหวูดรถไฟดังขึ้น
ขบวนรถไฟสั่นสะเทือนวูบหนึ่ง
จังหวะก้าวเท้าเต้นรำของลู่ตงเหลียงยังคงมั่นคง นี่คือพื้นฐานของผู้บำเพ็ญเพียรวิถีสัญจร
ฝ่าเท้าของจัวอวี้หลิงมีขนเส้นเล็กละเอียดงอกออกมา ยึดเกาะพรมใต้เท้าไว้แน่นหนา
นี่คือพรสวรรค์ของผู้บำเพ็ญเพียรวิถีกายา
หลังจากอาการสั่นสะเทือนผ่านพ้นไป ทั้งสองก็โอบกอดกันเต้นรำต่อไป
...
วันรุ่งขึ้น
แคว้นหวน มณฑลเยว่ตง เมืองเยว่โจว มหาวิทยาลัยเยว่โจว หอพักหก ห้องพักหมายเลขหกศูนย์หก
หลี่ป้านเฟิงนอนอยู่บนเตียง เขากำลังนอนกลางวัน
ในความฝัน เขากำลังขับเรือยอร์ชของตัวเอง พาหญิงสาววัยกำลังน่ารักกลุ่มหนึ่งไปรับลมทะเลด้วยกัน
นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมรางวัลจินหยวนครั้งที่แล้วจับมือหลี่ป้านเฟิงเดินเข้าไปในห้องนอนของเรือยอร์ช...
หลี่ป้านเฟิงที่กำลังกอดหมอนน้ำลายไหลยืด กำลังเตรียมตัวขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิตในความฝัน จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงคนร้องเรียกอยู่ข้างหู:
"ป้านเฟิง ช่วยฉันด้วย"







