ร้านกาแฟ ใต้ซุ้มบังแดด
จางหยวนชิงประคองแก้วกาแฟร้อนกรุ่นไว้ในมือ สายตาทอดมองไปริมถนนอย่างเหม่อลอย แสงไฟริมทาง ไฟรถยนต์ และไฟจากร้านค้า ถักทอประสานกันเป็นภาพทิวทัศน์ยามค่ำคืนอันงดงามตระการตา
เนิ่นนานผ่านไป เขาซดกาแฟอึกใหญ่ แล้วพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกจากอกคล้ายกับกำลังถอนหายใจ ราวกับได้คายมลทินทางจิตใจออกมาจนหมดสิ้น
"การกลืนกินวิญญาณเพื่อเพิ่มพลัง ดูเหมือนจะเป็นเส้นทางนอกรีตแฮะ"
ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเทพท่องราตรีของสำนักไท่อีถึงไม่อยากกลืนกินวิญญาณ
หากเปรียบโลกใบนี้เป็นทะเลทุกข์ มนุษย์เดินดินก็คือเรือลำน้อยที่ลอยล่องอยู่ท่ามกลางเกลียวคลื่น พัวพันด้วยความโศกเศร้า ทุกคนล้วนมีความโชคร้ายและความเจ็บปวดเป็นของตัวเอง
ความทุกข์ยากเหล่านี้จะถูกถ่ายทอดมายังเทพท่องราตรีพร้อมกับดวงวิญญาณ แม้จะเป็นเพียงส่วนเล็กๆ แต่เมื่อสะสมจนถึงระดับหนึ่ง มลทินทางจิตใจที่เกิดขึ้นนั้นน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง
หากปล่อยไว้เนิ่นนาน การเป็นโรคจิตเภทก็ถือว่ายังเบาไป
แต่ข้อดีก็เห็นผลทันตาจริงๆ ตอนนี้ค่าประสบการณ์ของเขาอยู่ที่ 46% ระยะเวลาของสกิล "ท่องราตรี" ไม่ได้เพิ่มขึ้น ยังคงเป็นเก้าวินาที ทว่าสมรรถภาพทางร่างกายกลับพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พลังชีวิตและพลังการรักษาเยียวยาก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน
นี่คือผลตอบแทนที่จับต้องได้อย่างแท้จริง
"จริงสิ ฉันยังไม่รู้สาเหตุการตายของเจ้าเกย์นั่นเลยนี่นา... ไม่สิ ฉันไม่อยากรู้สักนิด"
เขาจิบกาแฟอีกอึกด้วยความรู้สึกหวาดผวาไม่หาย
..........
รุ่งเช้า ณ คฤหาสน์
ภายในห้องประชุมขนาดใหญ่ที่จุคนได้ถึงสามสิบคน ฟู่ชิงหยางกวาดสายตามองสองฝั่งของโต๊ะยาว แววตาสงบนิ่งและลึกล้ำราวกับเมฆหมอกที่ซุกซ่อนพายุฝนฟ้าคะนองเอาไว้
เขามมีใบหน้าหล่อเหลา แฝงไว้ด้วยความสูงศักดิ์และความเย่อหยิ่งของลูกหลานตระกูลใหญ่ ยามที่ไร้ความรู้สึก รังสีอำมหิตจะแผ่ซ่าน สร้างความกดดันทางจิตใจให้ผู้อื่นอย่างรุนแรง
"ส่งหัวหน้าทีมไปถึงห้าคน สมาชิกอีกสิบกว่าคน รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกหลายสิบคน แต่ก็ยังปล่อยให้ปีศาจล่อลวงหนีไปได้" ฟู่ชิงหยางมีสีหน้าเย็นชา "ผมผิดหวังในตัวพวกคุณมาก"
สองฝั่งของโต๊ะประชุมตัวยาวคือผู้เข้าร่วมปฏิบัติการในครั้งนี้ ได้แก่หัวหน้าทีมห้าคนและสมาชิกอีกสิบสองคน ซึ่งหลี่ตงเจ๋อและกวนหย่าก็รวมอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย
เมื่อต้องเผชิญกับคำวิจารณ์จากเจ้านายระดับผู้ดูแล เหล่าหัวหน้าทีมต่างก้มหน้า ไม่กล้าส่งเสียงใดๆ
จ้าวแห่งกล้ามอึกอักคล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าสุดท้ายก็ทนไม่ไหว เอ่ยเสียงเบาว่า
"ผู้กองร้อยฟู่ครับ โอวเซี่ยงหรงดูเหมือนจะถูกพลังชั่วร้ายบางอย่างครอบงำ ทำให้เขาแข็งแกร่งและบ้าคลั่งเป็นพิเศษ นี่คือสาเหตุที่เราพลาดท่าครับ อีกอย่าง ปีศาจล่อลวงก็เป็นอาชีพระดับท็อปอยู่แล้ว..."
ฟู่ชิงหยางกล่าวเสียงเรียบ "ล้มเหลวก็คือล้มเหลว เหตุผลใดๆ ก็ตาม ล้วนเป็นเพียงข้ออ้างของคนขี้ขลาดที่ปฏิเสธจะยอมรับความพ่ายแพ้ของตัวเอง"
เขากวาดสายตาอันเฉียบคมมองทุกคน ผู้ท่องแดนวิญญาณรอบโต๊ะไม่มีใครกล้าสบตาเขา ยกเว้นกวนหย่า
กวนหย่ากำลังก้มหน้าเล่นเล็บอย่างใจลอย
ฟู่ชิงหยางพูดต่อ
"เพราะความล้มเหลวของพวกคุณ สถานการณ์ถึงได้บานปลาย ปีศาจล่อลวงที่บาดเจ็บสาหัสและถูกพลังชั่วร้ายครอบงำนั้นง่ายต่อการสูญเสียการควบคุมอย่างสิ้นเชิง และด้วยความโหดเหี้ยมของปีศาจล่อลวง มันย่อมทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายจำนวนมากแน่นอน
"ตอนนี้ทีมผู้ท่องแดนวิญญาณทั่วทั้งเมืองซงไห่ได้เข้าร่วมการค้นหาทั้งหมดแล้ว ภายในสามวัน หากไม่สามารถปลิดชีพโอวเซี่ยงหรงได้ พวกคุณทุกคนต้องไสหัวกลับไปที่ค่ายฝึกซ้อมซะ"
หัวหน้าทีมอย่างหลี่ตงเจ๋อ เถาวัลย์เขียว ถังกั๋วเฉียงต่างมองหน้ากันด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ฟู่ชิงหยางหัวเราะเยาะ
"แน่นอนว่าในเรื่องนี้ ผมเองก็ล้มเหลวเช่นกัน เพราะผมดันคาดหวังในตัวพวกคุณผิดไป ประเมินความสามารถของพวกคุณสูงเกิน ดังนั้น ในสามวันต่อจากนี้ ผมจะเข้าร่วมการไล่ล่าด้วยตัวเอง ในเมื่อโอวเซี่ยงหรงต้องการค้นหารายชื่อและจอกศักดิ์สิทธิ์ เป้าหมายของเขาจะต้องเปลี่ยนไปหาครอบครัวของจ้าวอิงจวินหรือผู้หญิงที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดอย่างแน่นอน จงตามล่าตามเบาะแสนี้ไป"
เมื่อเห็นลูกน้องพยักหน้ารับ เขาก็เหลือบมองนาฬิกาข้อมือราคาแพงแล้วเอ่ยว่า
"เวลาของพวกคุณมีไม่มากแล้ว เลิกประชุม! กวนหย่าอยู่ก่อน"
การประชุมอันยาวนานสิ้นสุดลงในที่สุด ตอนนี้เลยเวลาอาหารไปแล้ว
ผู้ท่องแดนวิญญาณลุกขึ้นด้วยความหดหู่ โค้งคำนับไปยังปลายโต๊ะยาว และเดินออกจากห้องประชุมไปอย่างเป็นระเบียบ
หัวหน้าทีมทั้งห้าคนเดินนำอยู่ด้านหน้า จ้าวแห่งกล้ามที่มีส่วนสูงร้อยเก้าสิบเซนติเมตรกดเสียงต่ำ เอ่ยอย่างฉุนเฉียวว่า
"ผมไม่ปฏิเสธความล้มเหลวของตัวเองหรอกนะ แต่ผู้กองร้อยฟู่ก็เย่อหยิ่งเกินไปหน่อย เขาไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุด้วยซ้ำ เลยไม่รู้ว่าโอวเซี่ยงหรงแข็งแกร่งแค่ไหน"
ชายในชุดรัดรูปแตะบาดแผลถูกฟันที่อกซึ่งยังมีเลือดซึมออกมา พลางแค่นเสียงฮึดฮัด
"ตอนที่เราต่อสู้เอาเป็นเอาตายอยู่ข้างนอก เขากลับนั่งอยู่บนโซฟาสั่งทำในคฤหาสน์ จิบไวน์ชั้นดี สูบซิการ์ และเพลิดเพลินกับการบริการของสาวหูกระต่าย"
ขณะที่กำลังพูดอยู่นั้น สาวหูกระต่ายสามคนก็ประคองของว่างเดินขึ้นบันไดเข้าไปในห้องประชุม
พนักงานบริการในคฤหาสน์ล้วนเป็นสาวหูกระต่ายวัยแรกรุ่น รูปร่างสูงโปร่งและหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา
มังกรขาวตบสะโพกงอนงามของสาวหูกระต่ายเบาๆ แล้วลดเสียงลง
"ฉันได้ยินมาว่า ผู้กองร้อยฟู่ได้รับความนิยมอย่างมากในกองกำลังพยัคฆ์ขาว เขาเป็นคุณชายเพียงคนเดียวในบรรดาสี่คุณชายใหญ่ที่สามารถต่อกรกับคุณชายของพรรคอัคคีแดงได้"
ฟู่ชิงหยางถูกย้ายจากเมืองหลวงมาที่ซงไห่เมื่อปลายปีที่แล้ว ว่ากันว่าเขาลงมาเพื่อหาประสบการณ์สักสองสามปี เมื่อสั่งสมผลงานได้ที่แล้ว พอได้กลับไปที่เมืองหลวง เขาก็จะได้เป็นว่าที่สมาชิกสภาผู้อาวุโส
จ้าวแห่งกล้ามได้ยินดังนั้นก็แค่นเสียงเบาๆ "ก็แค่ข่าวลือ นายน้อยของพวกเราต่างหากที่เป็นคนที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มคนรุ่นใหม่ของพันธมิตรห้าธาตุ"
เถาวัลย์เขียวหันไปมองหลี่ตงเจ๋อ "ผู้กองหลี่คิดเห็นยังไงคะ"
หลี่ตงเจ๋อคาบบุหรี่มวนไว้ในปาก แล้วหัวเราะหึ
"แน่นอนว่าเพราะเขามีเงิน พวกคุณก็คิดแบบนี้ใช่ไหมล่ะ"
หรือว่าไม่ใช่ล่ะ? หัวหน้าทีมคนอื่นๆ มองเขาแวบหนึ่ง
"โง่เง่า!"
หลี่ตงเจ๋อชี้ไปที่หัวของตัวเอง
"ใช้สมองที่ไม่ค่อยจะฉลาดของพวกคุณคิดดูให้ดีสิ ถ้าถึงจุดที่ผู้กองร้อยฟู่พูดจริงๆ เหตุการณ์ร้ายแรงขนาดนี้ ยังไงก็ต้องมีคนรับผิดชอบ เรื่องใหญ่โตปานนั้น แค่กลับไปค่ายฝึกซ้อมก็จบแล้วเหรอ?
"การที่ผู้กองร้อยฟู่บอกให้พวกเราไสหัวกลับไปที่ค่ายฝึกซ้อม อีกความหมายหนึ่งของประโยคนี้ก็คือ หากเกิดสถานการณ์เลวร้ายที่สุด เขาจะเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมดเอง พวกเราจะไม่ถูกปลด ไม่ถูกเอาผิด เพียงแค่ต้องไปอยู่ที่ค่ายฝึกซ้อมสามเดือน ต่อให้เราจะทำเรื่องร้ายแรงพังไม่เป็นท่าก็ตาม"
เขาหยิบไฟแช็กขึ้นมาจุดบุหรี่พลางยักไหล่ "เอาล่ะ ไปทำงานเถอะ รีบไปลากคอไอ้สวะโอวเซี่ยงหรงนั่นออกมาให้เร็วที่สุด"
.........
ภายในห้องประชุม ฟู่ชิงหยางจ้องมองผู้หญิงที่กำลังแต่งเล็บอยู่ พลางขมวดคิ้วเอ่ยว่า
"หลี่ตงเจ๋อบอกว่าพี่บาดเจ็บเหรอ?"
กวนหย่าเป่าเล็บของตัวเอง แล้วหยิบกระจกแต่งหน้าออกจากกระเป๋าถือ พลางเติมแป้งพลางพูดว่า
"มีอะไรก็รีบพ่นมา ฉันยังต้องกลับไปทำงานนะ"
ใบหน้าเย็นชาของฟู่ชิงหยางเผยความอ่อนใจออกมาเล็กน้อย "คุณอาโทรหาผม บอกให้พี่กลับประเทศเดือนหน้า เพื่อไปดูตัวคู่หมั้นที่คุณอาจัดหาไว้ให้"
"ตอนฉันกลับมาก็พูดกับเขาไปชัดเจนแล้วไง ว่าฉันจะไม่แต่งงานเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ให้ตระกูลเด็ดขาด เขาเต็มใจเป็นเครื่องสังเวยของตระกูลเอง ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะเต็มใจด้วยนี่"
กวนหย่าพับกระจกแต่งหน้าดัง 'ปั้ก' แล้วพูดว่า "คนตระกูลฟู่ของพวกนายนี่น่าเบื่อชะมัด ชิงหยางเอ๊ย รีบๆ ขึ้นกุมอำนาจซะทีเถอะ พวกตาแก่ยายแก่จะได้ไปพักผ่อนบั้นปลายชีวิตสักที"
ฟู่ชิงหยางเอ่ยเสียงขรึม
"ถ้าพี่ไม่อยากแต่งงาน ก็ทำผลงานออกมาให้เห็นบ้างสิ อย่ามัวแต่ลอยชายไปวันๆ ปล่อยให้พรสวรรค์สูญเปล่า ผู้อาวุโสในตระกูลเคารพเฉพาะคนที่แข็งแกร่งเท่านั้น อย่างเช่นผม หรืออย่างเช่นเธอ
"เอาอย่างนี้แล้วกัน ผมจะย้ายพี่ไปอยู่ทีมอื่น ทีมสามของเขตฉางไท่ก็ไม่เลว แต่ละปีได้รางวัลความดีความชอบระดับสองแบบกลุ่มตั้งหลายครั้ง พี่ไปชุบตัวที่นั่น ผมจะได้มีข้ออ้างไปปฏิเสธคุณอาได้
"ทีมสองของหลี่ตงเจ๋อมีคนเก่งน้อยเกินไป ยากที่จะสร้างผลงาน"
กวนหย่าขมวดคิ้วแล้วถอนหายใจ "ทีมสองไม่ได้เรื่องจริงๆ นั่นแหละ ฉันนี่ปฏิเสธยากเลย... เอาไว้ก่อนแล้วกัน พอดีทีมเราเพิ่งมีเด็กใหม่เข้ามาคนนึง น่าสนใจดี ขอฉันสังเกตการณ์ดูอีกสักพักละกัน"
เธอเก็บกระจกแต่งหน้าให้เรียบร้อย หิ้วกระเป๋าถือเดินไปที่ประตู แล้วยิ้มพลางพูดว่า
"นายห่วงตัวเองก่อนเถอะ ถ้าโอวเซี่ยงหรงฆ่าคนเป็นผักปลาในซงไห่ มันจะเป็นรอยด่างพร้อยในประวัติของนายที่ลบไม่ออก พวกนั้นจะทำทุกวิถีทางเพื่อขัดขวางไม่ให้นายเข้าสู่สภาผู้อาวุโสแน่
"พี่สาวไปล่ะ บาย~"
.........
รุ่งเช้า จางหยวนชิงสะพายเป้เดินมุ่งหน้าไปยังอาคารอเนกประสงค์
กำหนดการของเขาวันนี้คือ ช่วงเช้าเรียนวิชาเอก ช่วงเที่ยงและบ่ายไปหาเจ๊นักซิ่งเพื่อพูดคุย ไม่สิ ไปหาเพื่อนร่วมงานเพื่อสานสัมพันธ์ กระชับมิตร และขยายวงสังคมต่างหาก
ฝูงชนเดินจับกลุ่มกันไปที่อาคารอเนกประสงค์ พอถึงใต้ตึก จางหยวนชิงก็ได้ยินเสียงคนเรียกตัวเอง
เมื่อหันไปมอง ก็พบว่าเป็นหลี่เล่อเซิงกับเพื่อนร่วมชั้นอีกสองสามคน
หลี่เล่อเซิงพาเด็กหนุ่มหลายคนวิ่งตามมา และเอ่ยชวนด้วยสีหน้าคาดหวัง "พวกเรากะจะจัดนัดบอดกับสาวๆ สักหน่อย สุดสัปดาห์นี้นี่แหละ นายจะไปด้วยกันไหม ฉันได้ยินมาว่านายเป็นคนซงไห่แต่กำเนิดนี่"
นัดบอดเหรอ? ถ้าเป็นสุดสัปดาห์ ก็มะรืนนี้น่ะสิ... จางหยวนชิงครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะตอบว่า "ได้สิ"
หลี่เล่อเซิงกับเพื่อนผู้ชายอีกสองสามคนถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะเผยรอยยิ้ม "งั้นพวกเรามาแอดเพื่อนกันเถอะ ฮ่าๆ ถ้านายไปด้วย เชื่อว่าพวกสาวๆ ต้องยอมออกมาเที่ยวด้วยแน่"
"พวกเราก็มาแอดเพื่อนกันเถอะ"
"พวกเราแอดด้วย" เพื่อนร่วมชั้นชายคนอื่นๆ ล้วนหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา
หลังจากจางหยวนชิงแอดเพื่อนกับเพื่อนร่วมชั้นเสร็จ ทุกคนก็เดินมุ่งหน้าไปยังอาคารอเนกประสงค์ด้วยกัน
หลี่เล่อเซิงพูดกลั้วหัวเราะ "ฉันฟังมาจากผู้หญิงบ้านเดียวกันว่า เมื่อวานมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาหาสวีอิ๋งอิ๋ง แล้วหลังจากนั้นสวีอิ๋งอิ๋งก็ร้องไห้โฮในหอพักเลยล่ะ"
"เจ้าหน้าที่ตำรวจเหรอ? เกิดอะไรขึ้นน่ะ"
เด็กหนุ่มหลายคนตกใจ เพราะสำหรับนักศึกษาแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นกลุ่มคนที่อยู่ห่างไกลจากพวกเขามาก
หลี่เล่อเซิงกล่าว "ฉันได้ยินมาว่า คนรวยที่เลี้ยงดูสวีอิ๋งอิ๋งเกิดเรื่องน่ะ แต่รายละเอียดแน่ชัดฉันก็ไม่ค่อยรู้ เจ้าหน้าที่ตำรวจมาหาเธอเพื่อถามไถ่เรื่องของผู้ชายคนนั้นแหละ"
"ไม่ใช่ว่าหอบเงินหนีไปแล้วหรอกนะ ตอนนี้เศรษฐกิจยิ่งไม่ค่อยดีอยู่ ตัวอย่างคนรวยล้มละลายก็มีให้เห็นถมเถไป" ใครบางคนคาดเดา
จางหยวนชิงฟังเพื่อนร่วมชั้นซุบซิบนินทา สายตากวาดมองนักศึกษาที่เดินขวักไขว่ไปมา ท่ามกลางผู้คนที่ไม่ได้เบียดเสียดนัก เขาก็มองเห็นร่างที่คุ้นเคย
นั่นคือเด็กสาวหน้าตาดีในชุดกระโปรงยาวสีขาว ปล่อยผมยาวสลวยสีดำขลับ และแต่งหน้าอ่อนๆ อย่างประณีต ซึ่งก็คือสวีอิ๋งอิ๋ง นางเอกในบทสนทนาเมื่อครู่นี้นั่นเอง
เธออิงแอบแนบชิดอยู่กับผู้ชายคนหนึ่งท่าทางน่าทะนุถนอมราวกับลูกนก ผู้ชายคนนั้นสวมหน้ากากอนามัย ตัดผมทรงสกินเฮด คิ้วบาง และมีรอยแผลเป็นเล็กๆ โผล่พ้นขอบบนของหน้ากากอนามัยออกมา
ม่านตาของจางหยวนชิงหดเกร็งลงฉับพลัน
โอวเซี่ยงหรง?!
เขามองไปที่สวีอิ๋งอิ๋งอีกครั้งและสังเกตอย่างละเอียด ถึงเพิ่งพบเห็นความผิดปกติบางอย่าง
สวีอิ๋งอิ๋งมีสีหน้าแข็งทื่อ ดูเหมือนกำลังอิงแอบอยู่ในอ้อมอกของโอวเซี่ยงหรง แต่มองดูแล้วคล้ายกับกำลังถูกเขาโอบไหล่ข่มขู่เสียมากกว่า
.....
ps: คำผิดขออัปเดตก่อนแล้วค่อยแก้ทีหลัง







