แม่ของเจียงเซี่ยเป็นวิศวกรสะพาน ทำงานอยู่ในบริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่งในเมืองซิงเหอมาเกือบสิบปีแล้ว
บริษัทใหญ่มาก ขอบเขตธุรกิจครอบคลุมกว่าครึ่งประเทศจีน โครงการก่อสร้างที่มีชื่อเสียงในประเทศหลายแห่งก็มีบริษัทนี้เข้าไปมีส่วนร่วม
ซ่งชิวเยว่ ชื่อที่แม้จะเอามาตั้งในยุคนี้ก็ยังไม่ตกยุค
หน้าตาของเธอเหมือนผู้หญิงวัยกลางคนทั่วไป แต่รูปร่างกลับดีมาก ถึงจะคลอดลูกมาแล้วสองคนก็ยังไม่เสียทรง ประกอบกับดูแลผิวพรรณเป็นอย่างดีและแต่งตัวเก่ง ดังนั้นในหมู่ผู้หญิงวัยกลางคนด้วยกัน เธอจึงถือว่าโดดเด่นมาก
ตั้งแต่หย่ากับพ่อ ก็มีผู้ชายที่หย่าร้างเหมือนกันหลายคนมาตามจีบเธอ แม้แต่เพื่อนร่วมงานชายในบริษัทหลายคนก็ยังคอยเอาอกเอาใจเธอสารพัด
ในเรื่องนี้ เจียงเซี่ยค่อนข้างเข้าใจ และไม่เคยสอดปากเรื่องความรักของแม่เลย
เขาก็หวังว่าจะมีใครสักคนมาคอยอยู่เป็นเพื่อนคุณแม่ ดังนั้นจึงมักจะบอกเธอเสมอว่าถ้าเจอคนที่ใช่ก็จดทะเบียนสมรสเถอะ ขอแค่เป็นคนที่เหมาะสมและเธอชอบ เขาก็ไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น
ทว่าคุณแม่ก็เป็นคน แถมอายุสี่สิบต้นๆ ยังถือว่าสาวอยู่ แม้เขาจะเป็นลูกชายของเธอ แต่ก็เห็นแก่ตัวเกินไปไม่ได้
ตลอดสามปีตั้งแต่เธอหย่ากับพ่อ เธอไปกินข้าวกับผู้ชายมาก็ไม่น้อย แต่ผู้ชายคนนี้ในครั้งนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นคนที่มีคุณภาพสูงที่สุดเท่าที่เจียงเซี่ยเคยเห็นมา
หากมองแค่รูปลักษณ์ภายนอก เขาแต่งตัวเนี้ยบหล่อเหลา ชุดสูทสีน้ำเงินบนตัวราวกับสั่งตัดมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ บุคลิกสง่างาม ทุกท่วงท่ากิริยาราวกับเป็นตัวแทนของสุภาพบุรุษ นาฬิกาทองโรเล็กซ์บนข้อมือบ่งบอกถึงความร่ำรวยและมีฐานะ
ดูอายุราวๆ สี่สิบต้นๆ แววตาสุขุมลุ่มลึก แว่นตาครึ่งกรอบที่ดูสุภาพนั้นมองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนมีความรู้ หากโปรไฟล์นี้ไปอยู่บนเว็บไซต์หาคู่ รับรองว่าต้องเป็นที่หมายปองอย่างแน่นอน
ตอนแรกที่เห็นผู้ชายคนนี้ เจียงเซี่ยยังคิดอยู่เลยว่าคุณแม่ก็มีเสน่ห์ไม่เบา ทว่าเมื่อก้าวเท้าเข้าไปใกล้ กลิ่นอายของพวกเดียวกันที่ปะทะเข้าหน้า กลับทำให้จิตใจของเขาจมดิ่งลง!
ความจริงเขาเคยเจอพวกเดียวกันมาไม่น้อย หากต้องมาเจอเรื่องแบบนี้อีกก็ไม่มีความจำเป็นต้องตกใจอะไร
แต่สิ่งที่เจียงเซี่ยแยกแยะไม่ออกก็คือ กลิ่นอายของพวกเดียวกันนี้ ตกลงแล้วมันแผ่ออกมาจากตัวผู้ชายคนนี้ หรือว่าออกมาจากตัวคุณแม่กันแน่?
หลังจากชะงักฝีเท้าไปครู่หนึ่ง เขาก็รีบเดินเข้าไปหา เพื่ออยากตรวจสอบหาต้นตอของกลิ่นอายพวกเดียวกันนี้
โชคดีที่หลังจากมาถึงโต๊ะ เขาก็ยืนยันได้ว่ากลิ่นอายของพวกเดียวกันนี้แผ่ออกมาจากตัวผู้ชายคนนั้น
แม้ในใจจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่ขณะเดียวกันก็เกิดความกังวลขึ้นมา
ผู้ชายคนนี้ คงไม่ได้คิดจะเอาคุณแม่ไปเป็นอาหารหรอกนะ?
"แม่ครับ" เจียงเซี่ยร้องเรียกคุณแม่คำหนึ่ง แล้วหันไปมองผู้ชายคนนั้นด้วยสีหน้าเป็นธรรมชาติ "ท่านนี้คือ?"
"สวัสดีเจียงเซี่ย!" ผู้ชายคนนั้นลุกขึ้นยืนอย่างสุภาพเรียบร้อย ไม่มีท่าทีเย่อหยิ่งเลยแม้แต่น้อย พร้อมกับยื่นมือมาจับเพื่อแสดงความเป็นมิตร "ขอแนะนำตัวหน่อยนะ ฉันแซ่เฉิน ชื่อเฉินข่าย ชื่อภาษาอังกฤษคือเจสส์!"
"สวัสดีครับ สวัสดีครับ"
ในเมื่อผู้ชายคนนี้ไม่ได้แสดงความเป็นศัตรูออกมา หนำซ้ำยังถ่อมตัวและมีมารยาทมาก เจียงเซี่ยก็คิดว่าตัวเองจะเสียมารยาทไม่ได้เช่นกัน
ก่อนที่จะแน่ใจถึงเจตนาร้าย การเอะอะก็ฉีกหน้าและไม่ไว้หน้าอีกฝ่าย ถือเป็นการกระทำที่โง่เขลา
"ได้ยินแม่ของเธอพูดถึงเธอมานานแล้ว พอได้มาเจอตัวจริงก็หล่อเหลาเอาการเลยนะเนี่ย ที่โรงเรียนคงมีผู้หญิงมาตามจีบเยอะเลยสิ?"
ผู้ชายคนนี้พูดจาได้ดูมีภูมิฐานมากจริงๆ แถมยังแฝงความรู้สึกเหมือนกำลังประจบประแจงและชื่นชมอยู่นิดๆ
แต่เจียงเซี่ยเข้าใจดีว่า ต่อให้แสดงออกดีแค่ไหน มันก็อาจจะเป็นแค่การเสแสร้งต่อหน้าคนนอกของเขาเท่านั้น
ตัวเขาเองสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของพวกเดียวกันตอนที่อยู่ห่างจากหมอนี่ประมาณสี่ห้าเมตร และเพิ่งจะมามั่นใจว่ากลิ่นอายนั้นแผ่ออกมาจากตัวเขา ก็ตอนที่มาถึงตรงหน้าเขาแล้ว
ฝีมือน่าจะสูสีกับหลี่ซือถง นั่นพิสูจน์ได้ว่าคนที่เขาทำร้ายมาก็คงมีไม่น้อยไปกว่าหลี่ซือถงเลย
หรืออาจจะมากกว่าหลี่ซือถงเยอะเสียด้วยซ้ำ
หลี่ซือถงเป็นอสูรกลายพันธุ์ หากเทียบกับมนุษย์ปกติแล้ว เธอชอบล่าพวกเดียวกันมากกว่า
หลี่ซือถงเคยบอกไว้ว่า สาเหตุที่ชอบล่าพวกเดียวกันมากกว่า ก็เพราะสารอาหารที่พวกเดียวกันหนึ่งตัวสามารถให้เธอได้นั้น มีมากกว่าที่มนุษย์หลายคนรวมกันให้ได้เสียอีก ในเมื่อมีทางเลือก แน่นอนว่าต้องเลือกล่าพวกเดียวกัน เพราะมันช่วยประหยัดเวลาไปได้เยอะ!
และถ้าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่อสูรกลายพันธุ์ การที่เขามีฝีมือแข็งแกร่งขนาดนี้ได้ จำนวนมนุษย์ที่เขาล่ามาจะต้องมีมากกว่าหลี่ซือถงเยอะมากแน่ๆ
แค่นี้ก็เพียงพอที่จะอธิบายได้แล้วว่า เขาไม่ใช่คนดีอะไรเลย!
เมื่อเห็นว่าการพบกันครั้งแรกระหว่างเจียงเซี่ยกับเฉินข่ายผ่านไปได้ด้วยดี ผู้เป็นแม่ก็เผยรอยยิ้มออกมา
"เจอกันครั้งแรก ฉันเตรียมของขวัญเล็กๆ น้อยๆ มาให้ หวังว่าเธอจะชอบนะ!"
เฉินข่ายยื่นกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ห่อมาอย่างประณีตให้ มองจากภายนอกดูไม่ออกเลยว่าข้างในคืออะไร
เจียงเซี่ยทำทีเกรงใจไปตามระเบียบ เหมือนตอนเด็กๆ ที่รับอั่งเปาจากญาติช่วงตรุษจีน สุดท้ายเมื่อทนความตื๊อไม่ไหว ก็จำใจต้องรับเอาไว้
ภายใต้คำเชิญชวนของผู้ชายคนนั้น เขาจึงเปิดกล่องออก ด้านในมีตั๋วคอนเสิร์ตวางอยู่สามใบ
ถึงแม้จะไม่สนใจเรื่องการตามติ่งดาราอะไรพวกนี้ แต่เจียงเซี่ยก็มองปราดเดียวแล้วจำได้ทันทีว่านี่คือตั๋วคอนเสิร์ตของซูเปอร์สตาร์ระดับราชาแซ่โจวคนหนึ่งในประเทศ
แถมยังเป็นตั๋วโซนวีไอพี แถวแรกสุดอีกด้วย!
จำได้ว่าตอนที่ซูเปอร์สตาร์ระดับราชาคนนี้ไปเปิดคอนเสิร์ตที่แถบภาคตะวันออกของจีนครั้งก่อน ตั๋วที่นั่งตรงนี้ถูกพวกตั๋วผีเอาไปปั่นราคาจนสูงลิ่วถึงสามหมื่นกว่าหยวน
สามใบ ก็มูลค่าแสนหยวนแล้ว?
หากพูดถึงแค่มูลค่าของเงิน นี่เป็นของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดเท่าที่เจียงเซี่ยเคยได้รับมาในชีวิตอย่างไม่ต้องสงสัย
"ของขวัญชิ้นนี้มีค่าเกินไปครับ ผมรับไว้ไม่ได้หรอก" เจียงเซี่ยกล่าวอย่างเกรงใจ
เฉินข่ายดันกล่องกลับมาอีกครั้ง "รับไว้เถอะ นี่เป็นของที่หุ้นส่วนธุรกิจคนก่อนของฉันให้มา ฉันเป็นคนชอบสถานที่เงียบๆ หน่อย ไม่เคยไปดูคอนเสิร์ตเลย เก็บไว้กับฉันก็เสียของเปล่าๆ สู้ให้คนหนุ่มสาวอย่างพวกเธอไปดีกว่า แน่นอนว่าไม่ได้ให้เธอทั้งหมดหรอกนะ สองใบนี้เป็นของเธอ เธอจะชวนเพื่อนไปดูด้วยกันก็ได้ ส่วนอีกใบเป็นของน้องสาวเธอน่ะ!"
หลังจากกล่าวขอบคุณเสร็จ เจียงเซี่ยก็วางกล่องไว้ข้างๆ แล้วนั่งลงข้างคุณแม่
จากการพูดคุยกันสั้นๆ ทำให้รู้ว่าผู้ชายคนนี้มีทะเบียนบ้านอยู่ในเมืองซิงเหอ แต่ก่อนหน้านี้ทำงานอยู่ต่างประเทศมาตลอด เป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจดทะเบียนแห่งหนึ่งในต่างประเทศ
หย่าร้าง มีลูกสาวหนึ่งคน ใช้ชีวิตอยู่กับอดีตภรรยาที่ต่างประเทศ เมื่อไม่นานมานี้เขาเพิ่งจะฉลองวันเกิดอายุครบสี่สิบปีไป อายุอ่อนกว่าคุณแม่เล็กน้อย
เมื่อหลายเดือนก่อนเขาลาออกจากงานที่ต่างประเทศ แล้วกลับมาเปิดธุรกิจของตัวเองที่ประเทศจีน และมีโปรเจกต์งานร่วมกับบริษัทก่อสร้างของคุณแม่นิดหน่อย
ขั้นตอนการทำความรู้จักของพวกเขาสองคนนั้นก็ดูมีสีสันราวกับในภาพยนตร์
เมื่อเดือนกว่าก่อน คุณแม่เลิกงานล่วงเวลา ลงมาเจอผู้ชายขี้เมาหลายคนอยู่ใต้ตึกบริษัท เขาก็บังเอิญเดินผ่านมาและช่วยแก้สถานการณ์ให้พอดี
วันต่อมาตอนที่เข้ามาคุยเรื่องธุรกิจที่บริษัทก็บังเอิญเจอคุณแม่อีกครั้ง ไปๆ มาๆ ก็เลยสนิทกัน
หากจะพูดถึงความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง ตอนนี้ก็เป็นแค่เพื่อนธรรมดาเท่านั้น
แต่เจียงเซี่ยไม่คิดว่าความสัมพันธ์แบบเพื่อนธรรมดา จะยอมมอบของขวัญแรกพบที่มีมูลค่าสูงขนาดนี้ให้กับลูกชายของเพื่อนหรอกนะ
อย่างน้อยจุดประสงค์ของผู้ชายคนนี้ก็ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
ทว่าจากการสังเกตสีหน้าของคุณแม่ เจียงเซี่ยก็ประเมินในเบื้องต้นได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างคุณแม่กับผู้ชายคนนี้ ดูเหมือนจะเป็นแค่เพื่อนกันจริงๆ
เมื่อเห็นเฉินข่ายยกแก้วไวน์แดงขึ้นมาชนแก้วกับคุณแม่ รูม่านตาของเจียงเซี่ยก็หดตัวลงเล็กน้อย เขาจ้องมองผู้ชายคนนั้นจิบไวน์แดงไปหนึ่งอึกด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้ววางมันลงอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นก็เริ่มจับเวลาในใจ
ทว่าเวลาผ่านไปเจ็ดแปดนาที ผู้ชายคนนั้นก็ยังคงไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ ออกมา ในระหว่างนั้นถึงกับดื่มไวน์แดงในแก้วจนหมดด้วยซ้ำ
ผ่านไปอีกเจ็ดแปดนาที หลังจากดื่มไวน์ไปอีกครึ่งแก้ว ผู้ชายคนนั้นก็ลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำ
เจียงเซี่ยก็รีบตามไปทันที
ภายในห้องน้ำห้องสุดท้าย ผู้ชายคนนั้นกำลังโก่งคออ้วกอย่างรุนแรง ราวกับจะขย้อนเอาอวัยวะภายในทั้งหมดออกมาให้ได้ถึงจะยอมเลิกรา
ผ่านไปหลายนาที สถานการณ์ก็ทุเลาลงมาก เฉินข่ายถึงได้เดินออกมาจากห้องน้ำ
เขาเดินผ่านตัวเจียงเซี่ยไป ยืนบ้วนปากและล้างหน้าอยู่ที่หน้าอ่างล้างมือ จากนั้นก็เริ่มจัดแจงเสื้อผ้าหน้าผมให้เข้าที่
"ฉันชอบดื่มเหล้ามาก เมื่อก่อนก็ชอบ ตอนนี้ก็ชอบ เมื่อก่อนชอบความรู้สึกเติมเต็มทางจิตใจที่เหล้ามอบให้ ส่วนตอนนี้ชอบความรู้สึกทรมานเจียนตายหลังจากที่เหล้าตกถึงท้อง ทุกครั้งที่ฉันอดทนได้นานขึ้นอีกหนึ่งนาที มันจะทำให้ฉันรู้สึกถึงความสำเร็จอันเปี่ยมล้น"
เจียงเซี่ยนึกในใจว่าไอ้บ้านี่มันคนบ้าอีกคนชัดๆ เขากอดอกแล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "คนที่มีความสามารถในการทนต่อแอลกอฮอล์ได้สูงขนาดคุณเนี่ย น่าจะมีไม่เยอะหรอกมั้งครับ?"
"ฉันเคยเจอคนที่ดื่มเก่งกว่าฉันอยู่นะ เขาทนต่อความทรมานที่แอลกอฮอล์มอบให้ได้ดีกว่าฉันเสียอีก น่าเสียดายที่เขาตายไปแล้ว ตายด้วยน้ำมือของพวกเธอไงล่ะ!" สายตาของเฉินข่ายจับจ้องไปที่เจียงเซี่ย พร้อมกับเผยรอยยิ้มบางๆ