คำพูดของเฉินข่ายทำให้เจียงเซี่ยรู้สึกสับสน
ตายด้วยน้ำมือของพวกเขาอย่างนั้นเหรอ?
ใครกัน?
เดี๋ยวก่อน!
ไม่ใช่สิ!
ทำไมถึงรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ดูเหมือนจะรู้จักเขาเป็นอย่างดี?
"ใคร?"
"จะมีใครอีก วันนี้คนที่ตายด้วยน้ำมือพวกนาย นอกจากเขาแล้วยังมีคนอื่นอีกหรือไง?"
"คุณหมายถึงคนแซ่หวงคนนั้นเหรอ?"
เฉินข่ายมองไปที่กระจกอีกครั้งพลางจัดเนคไท "เขาเป็นเพื่อนร่วมทางที่ยอดเยี่ยมมาก ความสามารถในการล่าเหยื่อของเขาอยู่ในระดับแนวหน้าเท่าที่ฉันเคยเห็นมา ฉันเคยคิดว่าถ้าให้เวลาเขาเติบโตมากพอ ในวันข้างหน้าเขาจะต้องเป็นพวกพ้องที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างแน่นอน!"
เมื่อได้ยินคำว่า "พวกพ้อง" จากปากของเฉินข่าย เจียงเซี่ยก็ก้าวถอยหลังพร้อมกับเกิดความระแวดระวังขึ้นในใจ
เฉินข่ายสังเกตเห็นท่าทีของเจียงเซี่ยจึงยิ้มออกมา "ไม่ต้องตึงเครียดขนาดนั้นหรอก ฉันไม่ได้บอกว่าจะแก้แค้นให้เขา ฉันมีความคิดที่จะฆ่าเขามาตั้งนานแล้ว ต่อให้พวกนายไม่ลงมือ อีกไม่กี่วันฉันก็ต้องลงมืออยู่ดี! แต่การที่พวกนายฆ่าเขาได้ก็ทำให้ฉันประหลาดใจอยู่เหมือนกัน เรื่องที่แม้แต่ฉันยังทำได้ไม่ง่ายนัก แต่เด็กเมื่อวานซืนอย่างพวกนายกลับทำสำเร็จ"
พูดจบ เฉินข่ายก็ชะงักไปเล็กน้อยแล้วเสริมว่า "ขอโทษที ให้อภัยฉันด้วยที่ใช้คำพูดไม่เหมาะสม คนอย่างพวกเรานั้นไม่สามารถตัดสินกันที่อายุได้หรอก"
"ผมไม่ได้เป็นคนฆ่าเขา"
"อย่าถ่อมตัวไปหน่อยเลย แฟนสาวตัวน้อยของนายบอกฉันหมดแล้ว ว่าพวกนายร่วมมือกันจัดการ!"
"หลี่ซือถง?"
เฉินข่ายสูดหายใจเข้าลึกๆ สองสามครั้ง ดูเหมือนฤทธิ์แอลกอฮอล์จะยังไม่จางหายไปจนหมด
"วันนี้เธอมาพบฉัน เรื่องหลักๆ ที่คุยกันก็คือหวังว่านายจะเข้าร่วมกับเรา พูดตามตรงนะ สำหรับพวกเดียวกันที่ยังวิวัฒนาการไม่สำเร็จแม้แต่ครั้งเดียว ฉันไม่มีทางยอมรับให้เข้าร่วมหรอก แต่นายทำให้ฉันสนใจจริงๆ!"
"เธอเล่าเรื่องที่นายเจอผู้ปลุกพลังที่โรงแรมให้ฉันฟังแล้ว ไม่เลวเลย ฉันชื่นชมวิธีรับมือของนายในตอนนั้นมาก ถ้าเปลี่ยนเป็นคนทั่วไปก็คงลนลานทำอะไรไม่ถูกไปนานแล้ว แต่นายกลับสามารถวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใจเย็นและหาวิธีแก้ปัญหาได้ในเวลาอันสั้นขนาดนั้น ฉันชอบความฉลาดของนายจริงๆ!"
เจียงเซี่ยกล่าวอย่างสุขุมเยือกเย็น "ขอบคุณที่ชมครับ เมื่อเทียบกับเรื่องที่ว่าองค์กรของพวกคุณคืออะไร ผมอยากรู้จุดประสงค์ที่คุณเข้าหาคุณแม่ของผมมากกว่า"
เฉินข่ายตอบอย่างสงบนิ่ง "ฉันกับเธอเป็นแค่เพื่อนธรรมดากัน ถึงแม้พวกเราจะไม่ใช่คนปกติ แต่ก็มีสิทธิ์คบเพื่อนได้นี่!"
"ผมมีความรู้สึกมาตลอดว่าจุดประสงค์ที่คุณเข้าหาเธอไม่บริสุทธิ์ใจ!"
เฉินข่ายยิ้มบางๆ "ถ้างั้นนายก็ดูถูกฉันเกินไปแล้ว ด้วยความแข็งแกร่งของฉัน ฉันสามารถล่าเหยื่อจากที่ไหนก็ได้ ไม่มีเหตุผลที่จะต้องเสียเวลาตั้งนานเพื่อไปคบใครเป็นเพื่อน เพียงเพื่อตอบสนองความอยากอาหารหรอก"
"บางทีคุณอาจจะมีรสนิยมแปลกๆ ก็ได้"
น้ำเสียงและแววตาของเจียงเซี่ยเต็มไปด้วยความไม่ไว้ใจต่อเฉินข่าย
เผ่ามารคนใดก็ตาม โดยเฉพาะเผ่ามารที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง นิสัยบางอย่างจะต้องไม่ปกติอย่างแน่นอน
เขาไม่วางใจที่จะปล่อยให้คุณแม่คบหากับผู้ชายแบบนี้เป็นเพื่อนหรอก
เฉินข่ายพูดโดยไม่เสียเวลาคิด "แม่ของนายเป็นเพื่อนที่รู้ใจ เธอมีเรื่องคุยกับฉันเยอะแยะ เธอชอบศึกษาประวัติศาสตร์ ฉันเองก็ชอบ ฉันอยากเป็นเพื่อนกับเธอจริงๆ ถึงขั้นที่ว่าเพื่อให้มิตรภาพระหว่างฉันกับเธอยืนยาว ฉันจะปกป้องเธอให้ดีด้วย แน่นอนว่านายวางใจได้ ฉันมีความคิดแค่จะคบเธอเป็นเพื่อนเท่านั้น!"
"ถ้าคุณอยู่ห่างจากเธอได้ก็คงจะดีกว่า"
เฉินข่ายหัวเราะออกมา มือข้างหนึ่งวางแหมะลงบนไหล่ของเจียงเซี่ย "นายอาจจะมีสิทธิ์ห้ามไม่ให้แม่ของนายคบเพื่อน แต่นายห้ามไม่ได้หรอก!"
"ผมสามารถบอกเธอได้ว่าคุณคือตัวอะไร!"
"บอกเธอเหรอ? นายจะทำให้เธอเชื่อได้ยังไงว่าสิ่งที่นายพูดเป็นความจริง ให้นางดูร่างตอนนายกลายสภาพเป็นมารอย่างนั้นเหรอ? ให้เธอรู้ว่าลูกชายของตัวเองก็เป็นสัตว์ประหลาด ให้เธอใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดผวาทั้งวันจนสุดท้ายก็เสียสติไปงั้นสิ? เธอไม่ใช่คนของโลกใบนี้ นายจะดึงเธอเข้ามาทำไม?"
"อย่างน้อยก็ทำให้เธอรู้ได้ว่าโลกตอนนี้มันอันตรายมาก!"
"รู้แล้วยังไงล่ะ ถึงเวลาที่มีอันตรายมันก็ต้องมีอยู่ดี หรือว่าพอเธอรู้ว่าโลกนี้มีอันตราย คนธรรมดาอย่างเธอจะสามารถหลีกเลี่ยงวิกฤตทั้งหมดได้? แทนที่จะปล่อยให้เธอใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวงไปวันๆ สู้ปล่อยให้เธอใช้ชีวิตอย่างสงบสุขดีกว่า ขอแค่นายแข็งแกร่งพอ ยังต้องกลัวว่าจะปกป้องเธอไม่ได้อีกเหรอ?"
เจียงเซี่ยไม่ได้พูดอะไรอีก
เขาตระหนักดีว่า ก่อนที่จะมีความแข็งแกร่งมากพอคอยหนุนหลัง เขาก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะไปต่อรองกับใคร
ในเวลานี้ถ้าขืนพูดอะไรทำนองว่า "ถ้าคุณยังไม่อยู่ห่างจากเธออีกล่ะก็ ผมจะจัดการคุณแน่" ตัวเขาเองนั่นแหละที่จะกลายเป็นตัวตลก
"ออกไปก่อนเถอะ อย่าปล่อยให้คุณแม่ของนายรอนาน พรุ่งนี้เรายังต้องเจอกันอีก ถึงตอนนั้นค่อยคุยรายละเอียดกัน"
หลังจากอบมือจนแห้งดีแล้ว เฉินข่ายก็เดินนำออกไปก่อน
……
เวลา 22.30 น. หลังจากกลับมาถึงบ้าน เจียงเซี่ยยังคงลังเลว่าจะบอกความจริงเกี่ยวกับโลกใบนี้ให้คุณแม่รู้ดีหรือไม่
แต่จะพูดยังไงให้เธอเชื่อล่ะ?
คงไม่ถึงกับต้องทำอย่างที่เฉินข่ายพูด คือเอาร่างตอนกลายสภาพเป็นมารให้เธอดูหรอกนะ?
แล้วถ้าพูดออกไปจริงๆ มันจะเป็นเรื่องดีสำหรับคุณแม่หรือเปล่า?
ด้วยความสงสัยนี้ เขาจึงส่งข้อความไปถามหลี่ซือถงกับหยางเจี๋ยในโทรศัพท์มือถือ เพื่อดูว่าพวกเขาจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร
หลี่ซือถงตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว เธอไม่ได้บอกความจริงของโลกใบนี้ให้พ่อแม่ฟัง เหตุผลง่ายมาก: ฉันจะไปรู้ได้ไงว่าพ่อแม่ของฉันเป็นผู้ปลุกพลังหรือเปล่า ถ้าเกิดพวกเขารู้สถานะเผ่ามารของฉันแล้วตัดหางปล่อยวัดขึ้นมาจะทำยังไง? สู้ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติดีกว่า!
นี่มันหลี่ซือถงชัดๆ!
หยางเจี๋ยเองก็ปิดบังครอบครัวเช่นกัน คำตอบที่ให้มาคือ: ตาแก่ที่บ้านกับตากับยายของฉันก็อายุมากกันแล้ว คนแก่ปูนนี้ไม่มีความจำเป็นต้องให้พวกเขามานั่งหวาดระแวงหรอก ยังไงซะปกติพวกเขาก็ไม่ได้ออกไปเดินเตร็ดเตร่ที่ไหน ต่อให้ออกไปเดินเล่นก็เดินอยู่แค่ใต้ตึกในหมู่บ้าน แล้วก็แทบจะไม่มีเผ่ามารที่ไหนลงมือกับคนแก่ด้วย เพราะงั้นสู้ไม่บอกพวกเขาดีกว่า ปล่อยให้พวกเขาใช้ชีวิตอย่างสงบสุขต่อไป อีกอย่าง ต่อให้บอกไปก็ไม่มีทางทำให้พวกเขาเชื่อได้หรอก จะให้ฉันเอาร่างตอนกลายสภาพเป็นมารให้ดูหรือไง? แบบนั้นพวกเขาคงตกใจจนแทบช็อกตายพอดี?
เมื่อถามถึงความเห็นของพวกเขา คำตอบที่ทั้งสองคนให้มาก็ตรงกันอย่างน่าประหลาด: ขึ้นอยู่กับนายเอง!
เจียงเซี่ยนั่งลังเลอยู่บนโซฟาเป็นเวลานาน
เขารู้สึกว่ายังไงก็ควรบอกความจริงให้คุณแม่รู้
บางทีหลังจากที่เธอรู้ความจริงของโลกใบนี้ อาจจะหวาดกลัวจนนอนไม่หลับไปหลายคืน และเวลาหลังจากนั้นก็คงทำให้เธอต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวง แต่นั่นก็ยังดีกว่าการที่เธอไม่รู้อันตรายรอบตัวเลย
ก่อนที่เขาจะมีความแข็งแกร่งมากพอที่จะรับประกันความปลอดภัยของเธอได้อย่างสมบูรณ์ การบอกความจริงให้เธอรู้และให้เธอระวังตัว ย่อมจะส่งผลดีต่อความปลอดภัยของเธออย่างแน่นอน!
เมื่อเทียบกับการที่คุณแม่ต้องใช้ชีวิตในโลกที่น่าหวาดหวั่น เจียงเซี่ยกลัวว่าการที่คุณแม่ไม่รู้อะไรเลยแล้วออกไปเดินเพ่นพ่านจนเจออันตรายมากกว่า
ต้องบอกเธอ แต่จะกลายสภาพเป็นมารไม่ได้เด็ดขาด ต้องไม่ทำให้เธอรู้สึกว่าเขาเป็นตัวประหลาด!
โลกมีอันตรายกับลูกชายก็เป็นสัตว์ประหลาด ผลกระทบจากทั้งสองอย่างที่มีต่อเธอ อย่างหลังย่อมต้องรุนแรงกว่าอย่างแน่นอน!
ทว่าเมื่อเจียงเซี่ยเรียบเรียงคำพูดเสร็จและตั้งใจจะพูดออกไป
คุณแม่กลับมานั่งฝั่งตรงข้ามเขา แล้วเป็นฝ่ายถามขึ้นมาอย่างจริงจัง "เสี่ยวเซี่ย ลูกรู้อะไรบางอย่างใช่ไหม?"
"หา?"
เจียงเซี่ยรู้สึกประหลาดใจ เมื่อดูจากสีหน้าของคุณแม่ ทำไมถึงดูเหมือนมีอะไรผิดปกติ
เมื่อเห็นแม่ไม่พูดอะไร แต่กลับหยิบเหล้าขวดเล็กออกมาจากกระเป๋า รูม่านตาของเจียงเซี่ยก็หดเกร็งอย่างรวดเร็ว
"ดื่มนี่ซะ!"