ทางช้างเผือกทอดยาวไกล จันทร์เสี้ยวลอยเด่นขึ้นฟ้า แขวนประดับอยู่บนชายคาที่เชิดงอน ปรากฏอยู่ตรงหน้าเมิ่งเหอเจ๋อและจี้เฉินพอดี
แสงสีเงินยวงขับเน้นไรขนอ่อนจางๆ บนแก้มของเมิ่งเหอเจ๋อ มีเพียงเวลานี้เท่านั้นที่เขาดูเหมือนเด็กหนุ่มวัยสิบกว่าปี
ค่ำคืนฤดูร้อนอันเงียบสงบ อาบไล้แสงจันทร์ไปด้วยกัน ช่างเหมาะแก่การผูกมิตรเปิดอกคุยกันยิ่งนัก
จี้เฉินสัมผัสได้ว่าลมหายใจของคนข้างกายไม่มั่นคง จิตใจว้าวุ่น จึงเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน
"เจ้ากับพี่ซ่งรู้จักกันมานานเท่าใดแล้ว? ดูราวกับเป็นพี่น้องแท้ๆ กันเลย"
เมิ่งเหอเจ๋อครุ่นคิดพลางกล่าวว่า
"นับดูแล้วก็สองปี แต่ข้าคิดว่าเพิ่งจะได้รู้จักเขาจริงๆ ก็เมื่อฤดูใบไม้ผลิปีนี้เอง เมื่อก่อนข้าโง่เขลานัก เข้าใจเขาผิดไปตั้งมากมาย แต่เขากลับไม่ถือสาหาความ กระโดดหน้าผาสละชีวิตเพื่อช่วยข้า..."
เด็กหนุ่มกอดกระบี่ พิงเสากลมสีแดงชาดมองดูดวงจันทร์ "หลังจากรู้จักเขา วันเวลาของข้าก็เปลี่ยนไปหมด ถึงได้รู้ว่าชีวิตเมื่อก่อนนั้น มันใช่ชีวิตที่คนเขาอยู่กันเสียที่ไหน"
"ข้าเองก็ไม่อยากกลับไปใช้ชีวิตแบบเมื่อก่อนอีกแล้ว" จี้เฉินพูดพลางหัวเราะ "ข้ามักจะบอกตัวเองอยู่เสมอว่า ‘พอใจในสิ่งที่มีแล้วจะมีความสุข ข้ามีมากพอแล้ว’ แต่ความจริงใครจะไปยอมจำนนกันเล่า? ที่ทำตัวมองโลกในแง่ดี ก็แค่ทำเพื่อให้คนอื่นดูเท่านั้น คนเราไม่อาจมีชีวิตอยู่ในสถานที่ที่มองไม่เห็นอนาคตได้หรอก ต่อให้จะมีเงินมากมายแค่ไหนก็ตาม"
ต่อให้จะมี... อะไรมากมายนะ?
เมิ่งเหอเจ๋อชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเบา "คำพูดแบบนี้ ห้ามไปพูดให้คนนอกฟังเด็ดขาด โดยเฉพาะคนอย่างแซ่หลิวนั่น เข้าใจไหม?"
จี้เฉินกะพริบตา แววตาราวกับผืนทะเลสาบที่ส่องประกายระยิบระยับใต้แสงจันทร์ "เจ้ากลัวข้าถูกคนอื่นหัวเราะเยาะหรือ?"
เปิดอกคุยกันใต้แสงจันทร์ได้ผลจริงๆ ด้วย พี่เมิ่งเห็นเขาเป็นคนกันเองแล้ว!
บนโลกใบนี้ เขามีพี่น้องเพิ่มขึ้นมาอีกคนแล้ว แม้จะแตกหักกับพี่น้องในตระกูลจนต้องจากมาไกล แต่ใครบอกล่ะว่าพี่น้องที่แท้จริงต้องมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดเท่านั้น
เมิ่งเหอเจ๋อไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย เขากรอกตาบน "ข้ากลัวเจ้าถูกคนอื่นตีตายต่างหาก"
จี้เฉินโอบไหล่อีกฝ่าย "เจ้าเป็นถึงอันดับหนึ่งในการประลองยุทธ์นะ ถ้าคนอื่นจะตีข้าให้ตาย เจ้าจะช่วยข้าหรือไม่เล่า?"
"ใครจะกล้าตีเจ้า? ข้าย่อมต้อง..." เมิ่งเหอเจ๋อหยุดพูดกะทันหัน เขาสลัดมือของจี้เฉินออก หันไปทางเสาระเบียงอีกฝั่ง ทิ้งแผ่นหลังให้อีกฝ่าย "เจ้าร่ำรวยมหาศาล มีของวิเศษดีๆ ตั้งมากมาย จะมาพึ่งพาอะไรข้าได้?"
จี้เฉินเดินอ้อมไปดักหน้าเขาอีกครั้ง "พี่เมิ่ง คุยกันอีกหน่อยสิ"
เมิ่งเหอเจ๋อแค่นเสียงเยาะ "ไม่คุย ข้ามันก็แค่ศิษย์สายนอกต่ำต้อยคลุกฝุ่นคลุกโคลน ไม่มีเรื่องอะไรให้คุยกับคุณชายผู้มั่งคั่งจากตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรใหญ่โตอย่างเจ้าหรอก"
จี้เฉินถูกปฏิเสธหน้าหงาย แต่กลับหัวเราะแหะๆ
เมื่อก่อนเขาเคยถูกเรียกว่า "คนโง่ เงินหนา แถมยังพูดมาก" มีหรือจะยอมปล่อยคนที่สามารถคุยด้วยได้ไปง่ายๆ
"พี่เมิ่งชอบผู้หญิงแบบไหน เจ้าคิดว่าน้องสาวข้าเป็นอย่างไร? แม้ปกติน้องสาวข้าจะบ้าๆ บอๆ ไม่เหมือนผู้หญิง ชอบแกว่งเท้าหาเสี้ยน ไม่ค่อยมีเหตุผล แถมยังมีแนวโน้มจะใช้ความรุนแรงแอบแฝงอยู่ แต่ว่านางเป็นแม่หญิงที่ดีนะ!
"ในใจข้า นางน่ารักกว่าเทพธิดาเมี่ยวเยียนถึงสิบเท่า ไม่สิ ร้อยเท่าเลยต่างหาก เจ้าอยากจะลองคบหาดูใจกับนางสักพักดูไหม?"
เมิ่งเหอเจ๋อเอาหลังพิงเสา หมุนตัวหลบ จี้เฉินก็วิ่งไล่ตามเขาไป
ทั้งสองคนวิ่งวนรอบเสาราวกับกำลังแสดง "ระบำคู่หงฝู"
"แอ๊ด..."
ประตูตำหนักที่ปิดสนิทพลันเปิดออก
ทั้งสองคนสีหน้าเคร่งขรึมลง หันขวับไปมองพร้อมกัน
คนที่ผลักประตูออกมาคือหลิวหงซาน เขากุมมือซ่งเฉียนจี โค้งตัวลงเล็กน้อย ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิต หรือพ่อบังเกิดเกล้าที่กลับชาติมาเกิด:
"วันหน้าวันหลังพวกเราต้องไปมาหาสู่กันให้บ่อยนะ! เชียนฉวีกับหงฝูแต่เดิมก็เป็นครอบครัวเดียวกัน คนกันเองไม่ต้องพูดจาห่างเหิน"
เมิ่งเหอเจ๋อและจี้เฉินสบตากันอย่างรู้ใจ มองเห็นภาพเงาอันงุนงงของตัวเองในดวงตาของอีกฝ่าย
ไปเป็นครอบครัวเดียวกันตั้งแต่เมื่อไหร่? ใครเป็นครอบครัวเดียวกับเจ้ากัน
ซ่งเฉียนจียิ้มอย่างสงวนท่าที "ยินดี ยินดี"
หลิวหงซานพูดตะกุกตะกัก "เช่นนั้นวิธีคลี่คลายเคราะห์กรรมในครั้งนี้..."
"คืนนี้ข้าจะเริ่มคำนวณดู" ซ่งเฉียนจีกล่าว
"น้องชายเคยเปิดตาทิพย์ ใช้วิชาดูโชคชะตานี้ให้ผู้อื่นบ้างหรือไม่?"
ซ่งเฉียนจีส่ายหน้า "ไม่เคย"
ออกแบบมาเพื่อเจ้าโดยเฉพาะ หลอกลวงเจ้าแค่คนเดียว ซาบซึ้งใจมากเลยใช่ไหมล่ะ
หลิวหงซานรู้สึกโชคดีเป็นอย่างยิ่ง "ไม่ปิดบังนะ หลังจากบรรลุขั้นหยวนอิงแล้ว พี่ชายยังอยากจะก้าวหน้าขึ้นไปอีก เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเก็บโอกาสเปิดตาทิพย์ที่เหลือทั้งหมดไว้ให้ข้า?"
ซ่งเฉียนจีคิดในใจว่า เจ้าช่างคิดการไกลเสียจริง
ทว่าสีหน้ากลับแสดงความลำบากใจ "หากใช้วิชาบ่อยครั้ง ข้าเกรงว่าจะอธิบายกับท่านผู้อาวุโสผีหมากได้ยาก"
"เข้าใจแล้ว แม่น้ำสายเล็กๆ สายเดียวจะไปพออะไร? มิตรภาพระหว่างข้ากับสหายซ่ง ไม่คู่ควรกับคลองขุดสายใหญ่สักสายหรืออย่างไร? วันข้างหน้าเมื่อเรือสัญจรไปมา สองเมืองจะได้ทำการค้ากัน หงฝูผลิตผ้าไหม ครั้งนี้เจ้าก็นำกลับเชียนฉวีไปสักลอตหนึ่งก่อนเถิด"
ซ่งเฉียนจี "ผ้าแพรพรรณธรรมดา ข้าเอามาก็ไร้ประโยชน์"
หลิวหงซานเข้าใจผิดไป "น้องชายดูถูกข้าเกินไปแล้ว ข้าจะให้ของธรรมดากับเจ้าได้อย่างไร! ถ่ายทอดคำสั่งข้าลงไป ให้ตระกูลใหญ่และคหบดีทั้งหมด เปิดคลังมอบของสะสมมา!"
"ไม่ต้องเกรงใจ" ซ่งเฉียนจีกล่าว "ข้าสมควรขอตัวลาแล้ว"
หลิวหงซานไม่ยอม "ฟ้ามืดแล้ว ไม่ต้องรีบกลับ! เด็กๆ จัดงานเลี้ยง!"
......
บริเวณรอยต่อของสองเมือง เดิมทีรกร้างไร้ผู้คน ทว่ายามนี้กลับมีเสียงรถม้าดังกึกก้อง ร่มเงารถม้าหรูหราชุมนุมกันเนืองแน่น ราวกับจะจำลองภาพตลาดอันคึกคักในอดีตให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
แต่คนเหล่านี้สวมเสื้อผ้าหรูหรา บุคลิกเย่อหยิ่งจองหอง แตกต่างจากชาวนาและพ่อค้าธรรมดาอย่างสิ้นเชิง
ท่ามกลางพายุทรายอันกว้างใหญ่ กำแพงเมืองอันสูงตระหง่านของเมืองหงฝูตั้งตระหง่านไม่ไหวติง บ่งบอกถึงความแข็งแกร่งของเซียนกวนที่อยู่เบื้องหลังอย่างเงียบๆ
มีคนเริ่มหมดความอดทน "ทำไมเขายังไม่กลับมาอีก?"
มีคนร้องดีใจ "เซียนกวนหลิวเป็นถึงว่าที่ขั้นหยวนอิง หน้าเนื้อใจเสือ จะปล่อยเขาไปง่ายๆ ได้อย่างไร"
มีคนแค่นหัวเราะเย้ยหยัน "จะให้พวกเราลงไปขุดลอกคูคลอง ทำงานและกินข้าวร่วมกับพวกชาวบ้านบ้านนอกพวกนั้น เขาก็ช่างกล้าคิดเนอะ"
เรือสมบัติชีเจวี๋ยปรากฏโครงร่างรางๆ ให้เห็นหลังม่านทราย เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ก็เงียบลงทันที
ทุกคนสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย พากันลงจากหลังม้า ภายนอกยังคงดูนอบน้อม แต่แผ่นหลังกลับเหยียดตรง ราวกับมีบางสิ่งที่มองไม่เห็นคอยหนุนหลังอยู่
วันนี้ที่พวกเขามารวมตัวกันที่นี่ ในนามคือ "ต้อนรับเซียนกวน" แต่แท้จริงแล้วคือการ "ข่มขวัญ" ต่างหาก
"จดหมายตอบกลับจากหงฝูมาแล้ว!" คนส่งข่าววิ่งฝ่าฝุ่นควันเข้ามา "จดหมายตอบกลับจากหงฝูมาแล้ว!"
ทุกคนสะดุ้งตื่นตัว ท่านปู่หลี่รับมา แล้วค่อยๆ แกะออกอย่างใจเย็น
ผู้คนต่างเหน็ดเหนื่อยและเป็นกังวลมาหลายวันจนนอนไม่หลับ พวกเขาต้องการข่าวดีอย่างมาก จึงพากันเกลียดชังความสุขุมเยือกเย็นของเขายิ่งนัก
"เป็นอย่างไรบ้าง? ซ่งเฉียนจีถูกสั่งสอนอย่างไร?"
ท่านปู่หลี่อ่านไปได้ครึ่งหนึ่ง สีหน้าอันสุขุมก็พลันเปลี่ยนไป ริมฝีปากสั่นระริก หันขวับวิ่งไปที่รถม้า "ไป เร็วเข้า ออกไปจากที่นี่ ออกไปจากเชียนฉวี!"
ลูกหลานในตระกูลไม่เข้าใจ จึงไม่ยอมขึ้นม้า และยังคงถามไถ่ถึงสาเหตุ
"เจ้าที่ดินที่ใหญ่ที่สุดในหงฝูคือใคร?"
"ก็ต้องเป็นตระกูลไป๋น่ะสิ!"
ท่านปู่หลี่ขว้างจดหมายทิ้ง "หมูและแกะที่เลี้ยงไว้ในหมู่บ้านตระกูลไป๋ เมื่อเช้านี้ถูกลากออกไปทีละตัวๆ คลังสมบัติใหญ่ทั้งหกแห่งในบ้าน ว่างเปล่าไปเกินครึ่ง! เซียนกวนหลิวลงมือร่ายวิชาเซียนด้วยตัวเอง ไม่หลับไม่นอนทั้งวันทั้งคืน เขื่อนและประตูน้ำของหงฝูใกล้จะสร้างเสร็จแล้ว!"
ทุกคนตกตะลึง รู้สึกถึงความหวาดกลัวอย่างใหญ่หลวงจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง ตับขวัญแทบแหลกสลาย
ในเมื่อซ่งเฉียนจีไม่เป็นอะไร คนที่ต้องซวยก็คือพวกเขาน่ะสิ
ซ่งเฉียนจีจัดการกับเจ้าที่ดินก็แล้วไปเถอะ แต่เขาเป็นแค่เซียนกวนของเมืองเชียนฉวี จะไปจัดการเจ้าที่ดินข้ามเขตไปถึงเมืองหงฝูที่อยู่ติดกันได้อย่างไร?
แม้แต่เซียนกวนหลิวที่กำลังจะทะลวงผ่านขั้นหยวนอิงยังทำอะไรเขาไม่ได้ นี่เขายังเป็นคนอยู่ไหมเนี่ย ยังมีเหตุผลหลงเหลืออยู่บ้างไหม?
เรือสมบัติร่อนลงจอดเสียงดังสนั่น ราวกับเสียงฟ้าร้อง ทำให้ทุกคนตกใจกลัวจนวิ่งหนีกระเจิดกระเจิง
ซ่งเฉียนจีมองเห็นคนคุ้นเคยแต่ไกล เพิ่งจะคิดอยากลงจากเรือไปทักทาย และสอบถามความคืบหน้าของการก่อสร้างฝั่งเชียนฉวี
ทว่ากลับเห็นความโกลาหลวุ่นวาย คนเหล่านั้นล้มลุกคลุกคลานขึ้นม้า ทิ้งรถม้าแล้ววิ่งหนีไป หายวับไปอย่างไร้ร่องรอยในพริบตา
"พวกเขาวิ่งหนีอะไรกัน? วิ่งจนรองเท้าหลุดหมดแล้ว" ซ่งเฉียนจีไม่เข้าใจ
ภายหลังเขาได้ยินมาว่า พวกนายท่านใหญ่แห่งเมืองเชียนฉวีจากไปแล้ว พวกเขายอมส่งส่วยให้ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรที่พายเรือดำอยู่ในบึงต้าฮวงเจ๋อ ซื้อตั๋วยืนหนีไปทั้งคืน
บางคนยอมไปเสี่ยงตายในโลกใบใหม่ที่มีโอกาสรอดเพียงหนึ่งในสิบ ดีกว่าต้องมาขุดคลองปลูกพืชพรรณธัญญาหารเหมือนคนธรรมดา และใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเรียบง่าย
สำหรับพวกเขาแล้ว การใช้สองมือทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย มันทรมานเสียยิ่งกว่าความตาย
......
บนที่ราบรกร้าง เสียงอึกทึกครึกโครมดังสนั่นหวั่นไหว ฝุ่นควันปลิวว่อน
เสียงตะโกนให้จังหวะดังทะลุชั้นเมฆ ริมฝั่งคลองทั้งสองด้าน ชายฉกรรจ์กว่าพันคนเปลือยท่อนบน ก้มหน้าก้มตาทำงาน เสียงค้อนและพลั่วเหล็กกระทบกันดังประสานเป็นเนื้อเดียว สั่นสะเทือนไปทั่วทุ่งกว้างอย่างไม่หยุดหย่อน
ภาพเหตุการณ์ดูเหมือนจะวุ่นวาย แต่ภายใต้การสั่งการกลับเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีรถเข็นของใครชนตะกร้าดินของใครคว่ำ และไม่มีคราดของใครไปตีโดนพลั่วของใคร
เชียนฉวีเองก็เคยมีแม่น้ำลำคลองล้อมรอบ มีร่องน้ำเก่าที่หลงเหลืออยู่และคูคลองที่แห้งขอดเป็นรากฐาน การชักน้ำขุดคลองในครั้งนี้ ปริมาณงานที่แท้จริงจึงไม่ได้มากมายนัก
ภายใต้แสงแดดอันร้อนระอุ คนงานขุดคลองร่างกำยำต่างมีฝุ่นเกาะเต็มหน้า หยาดเหงื่อไหลรินลงมาตามหน้าผากและลำคอ ชะล้างฝุ่นดินบนเรือนร่างเป็นสายคดเคี้ยว ราวกับคูคลองในความฝันของพวกเขา
"เมืองหงฝูนั่น ยอมปล่อยน้ำให้พวกเราจริงๆ หรือ?"
"มีเซียนกวนซ่งอยู่ทั้งคน รอเขากลับมา จะต้องสำเร็จอย่างแน่นอน"
เสียงฆ้องกลองดังขึ้น สวีคั่นซานรวบรวมพลังวิญญาณตะโกนลั่น "กินข้าวได้แล้ว กินข้าวได้แล้ว"
คนแบกตะกร้าดินก็วางตะกร้าลง คนหาบไม้คานก็วางไม้คานลง พลั่วและชะแลงเหล็กถูกปล่อยทิ้งจากมือ ผู้คนต่างกรูกันเข้าไปที่เพิงหญ้า
กลิ่นหอมของอาหารโชยมาตามลมเข้าจมูก ทำเอาผู้คนต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่
หน้าเพิงหญ้าเจ็ดแปดหลังมีคนเข้าแถวยาวเหยียด
คนงานขุดคลองที่อายุมากหน่อยตบไหล่คนข้างๆ "พวกเจ้าโชคดีจริงๆ ที่เกิดมาในยุคนี้ ตอนที่บูรณะศาลเจ้าเทวะน่ะ เจ้าจำได้ไหมว่าเขาให้กินอะไร?"
"จะให้กินอะไรได้ล่ะ? น้ำเต้าหู้กวนงั้นหรือ?" ชายหนุ่มตอบ
"ฝันไปเถอะ ใครจะต้มน้ำเต้าหู้กวนให้เจ้ากิน มีแต่แป้งย่างสีดำแข็งๆ กับดูดก้อนกรวดเท่านั้นแหละ"
"ดูดก้อนกรวด?" คนงานหนุ่มทั้งหน้าและหลังแถวต่างมองมาที่เขา รอให้เขาอธิบาย
ชายสูงวัยเปลี่ยนมาทำสีหน้าของผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์มาก่อน "อากาศมันร้อนจัด คนก็เบื่ออาหาร แป้งย่างก็แข็งยิ่งกว่าหิน บาดคอ กลืนไม่ลง แต่ถ้าไม่กินก็จะไม่มีแรง ไม่มีแรงทำงานก็จะถูกตี มีพ่อครัวคนหนึ่งคิดวิธีขึ้นมาได้ เอาเครื่องปรุงรสเปรี้ยวเผ็ดไปต้มกับก้อนกรวดหม้อใหญ่ คนก็ดูดรสเปรี้ยวเผ็ดบนก้อนกรวดไปพลาง แทะแป้งย่างไปพลาง..."
มีคนข้างหลังพูดแทรกขึ้นมา "สร้างศาลเจ้ายังมีก้อนกรวดให้ดูด ตอนพวกเราสร้างจวนเซียนกวน แป้งย่างดำๆ ยังกินไม่อิ่มเลย!"
ชายสูงวัยแววตาเต็มไปด้วยความขมขื่นของชีวิต ส่วนคนหนุ่มสาวก็พากันถอนหายใจเป็นระลอก
แถวยังคงขยับไปข้างหน้า แกงจับฉ่ายชามหนึ่งได้ทำลายบรรยากาศการรำลึกความหลังอันขมขื่นของพวกเขาจนหมดสิ้น
มันฝรั่ง หัวไชเท้า และกะหล่ำปลี ถูกเคี่ยวกับน้ำซุปกระดูกหมูหม้อใหญ่ ลูกชิ้นหมูแต่ละลูกก็แน่นหนึบเคี้ยวเพลิน หมั่นโถวก็ทั้งใหญ่ทั้งนุ่ม ส่งกลิ่นหอมกรุ่นร้อนฉ่า
อีกทั้งยังได้ยินเสียงเซียนจ่างตะโกนบอก "ใครจะดื่มน้ำบ๊วยให้ไปตักที่เพิงอักษรปิ่ง ชาวบ้านหน่วยที่สามทุกคน กินข้าวเสร็จแล้วให้ไปรับเสบียงและเนื้อสัตว์ที่เพิงอักษรเจี่ย ถึงเวลาที่พวกเจ้าต้องกลับไปพักผ่อนที่บ้านแล้ว"
ระหว่างที่กำลังสวาปามอย่างตะกละตะกลาม ทุกคนก็เงยหน้าขึ้น มองไปที่หน่วยที่สามด้วยความอิจฉา
"คราวก่อนที่ข้ากลับไป ผู้ใหญ่บ้านจัดงานเลี้ยงฉลองให้ข้า เมียกับลูกดีใจจนนอนไม่หลับไปทั้งคืน"
"ทำงานถอดเสื้ออยู่ริมคลอง พอกลับถึงหมู่บ้าน ก็กลายเป็นวีรบุรุษผู้กล้ากันทุกคน"
ในตอนนั้นเอง แผ่นดินก็สั่นสะเทือนเบาๆ
ทุกคนหันขวับไปมอง ที่สุดปลายสายตา บนเส้นขอบฟ้า เส้นสีขาวสายหนึ่งพุ่งทะลักออกมา
เส้นสีขาวสะท้อนแสงอาทิตย์เจิดจ้าบนท้องฟ้า สว่างจ้าจนแสบตา
ผู้คนต่างประคองชาม อ้าปากค้าง ยืนนิ่งงันไม่ไหวติง
มีคนพึมพำ "นั่นมันอะไรน่ะ?"
ภาพฉากนั้นราวกับมีมนต์ขลัง ทุกคนจ้องมองไปที่ขอบฟ้าอย่างเหม่อลอย นิ่งอึ้งไปตามๆ กัน จนลืมกระทั่งแกงจับฉ่ายน้ำซุปเนื้อหอมกรุ่นในมือไปเสียสนิท
มีคนเอ่ยเสียงเบา "มันคือมังกรสีขาวนี่ เกล็ดส่องประกายระยิบระยับเชียว"
แผ่นดินไหวค่อยๆ สงบลง มังกรขาวถูกพลังที่มองไม่เห็นควบคุมและชักนำ แรงปะทะอันยากจะต้านทานค่อยๆ ชะลอลง ก่อนจะแหวกว่ายมาทางพวกเขาอย่างนุ่มนวลและแผ่วเบา
ไม่รู้ว่ามีเสียงตะโกนดังขึ้นมาจากที่ไหนเป็นแห่งแรก:
"น้ำมาแล้ว น้ำของพวกเรามาแล้ว "
"หงฝูเปิดประตูน้ำแล้ว!"
เสียงโห่ร้องยินดีระเบิดขึ้น ดังกึกก้องไปทั่วฟ้าดิน
บนที่ราบรกร้าง ผู้คนนับไม่ถ้วนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนต่างกอดคอกันร้องไห้โฮ
ตำนานในยุคหลังบันทึกไว้ว่า การชักน้ำเข้าสู่เชียนฉวีเป็นครั้งแรกนั้น ราชันเทพได้ขี่มังกรเงินมาเยือน







