จวนเซียนกวนแห่งเมืองหงฝูมีตำหนักสูงตระหง่านงดงามวิจิตร เหนือชั้นกว่าเชียนฉวีอย่างเทียบไม่ติด
เซียนกวนจัดงานเลี้ยงต้อนรับแขก พรั่งพร้อมด้วยดนตรีร่ายรำ สุราเลิศรส และอาหารโอชะ
"ศิษย์น้องซ่งโปรดดู แม้ฝนจะตกพรำต่อเนื่อง แต่แสงสีทองบนหลังคาศาลเจ้าเทวะหงฝูก็ไม่จางหายไป"
ยามนี้อากาศแจ่มใส เมื่อผลักหน้าต่างสลักลายออกไปมอง ก็เห็นศาลเจ้าเทวะตั้งตระหง่านอย่างสง่าผ่าเผย ทอประกายสีทองอร่ามภายใต้ท้องฟ้าสีครามและหมู่เมฆ
หลิวหงซานเอ่ยประโยคนี้จบก็รู้สึกภาคภูมิใจยิ่งนัก พลางลอบสังเกตปฏิกิริยาของผู้บำเพ็ญเพียรระดับต่ำทั้งสามคน
ศาลเจ้าเทวะหงฝูมีผู้คนหลั่งไหลมากราบไหว้บูชาเนืองแน่น เซียนกวนคนไหนบ้างจะไม่นึกอิจฉาตาร้อน ทว่ารออยู่ครู่หนึ่ง เขากลับพบว่าพวกซ่งเฉียนจีไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เลย
สีหน้าไม่เปลี่ยนไปสักนิด กระทั่งเสียงอุทานตื่นตะลึงก็ไม่มี
ภายนอกหลิวหงซานยังคงแย้มยิ้ม แต่แววตาค่อยๆ เย็นชาลง
ข้าบอกว่าจะนั่งสนทนาธรรม เจ้าก็กล้ารับคำเชิญจริงๆ ข้าที่เป็นถึงผู้บำเพ็ญเพียรขั้นจินตันปริมณฑล ว่าที่ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นหยวนอิง จะมีธรรมอันใดไปสนทนากับเด็กขั้นเลี่ยนชี่อย่างเจ้า
คุยกันรู้เรื่องหรือไง?
ในสายตาเขา ซ่งเฉียนจีมีพรสวรรค์และความสามารถพิเศษบางอย่างอยู่จริงๆ
เล่นหมากเป็น วาดภาพเขียนอักษรได้ เรียกได้ว่าเป็น "ปัญญาชนผู้รักอิสระและสุนทรียภาพ" ด้วยเหตุนี้จึงเย่อหยิ่งในพรสวรรค์ของตน กล้าทำตัวเป็นปรปักษ์กับสำนัก
อาจจะมีความฉลาดแกมโกงอยู่บ้าง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับพลังต่อสู้หรือความกล้าหาญ
แม้มรรคาจะมีถึงสามพันสาย แต่แวดวงผู้บำเพ็ญเพียรในปัจจุบันต่างยอมรับว่าผู้บำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่มีพลังต่อสู้แข็งแกร่งที่สุด
ซ่งเฉียนจีเองก็มาจากผู้บำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่แห่งสำนักหัวเวย ทว่าเมื่อลงมาเดินเหินในโลกโลกีย์ กลับไม่กล้าแม้แต่จะพกกระบี่วิเศษติดตัว
เมิ่งเหอเจ๋อ เด็กหนุ่มชุดขาวข้างกายเขา อย่างน้อยก็ใช้ฝีมือที่แท้จริงคว้าตำแหน่งอันดับหนึ่งในการประลองยุทธ์งาน "ชุมนุมเติงเหวิน" ดูมีสง่าราศีของผู้บำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่มากกว่าเขาเสียอีก
ตบะต่ำต้อยก็คือตบะต่ำต้อย เหตุผลที่สำนักไม่จัดการซ่งเฉียนจี ก็เพียงเพราะผู้หนุนหลังเขาแข็งแกร่งเกินไป ไม่อาจใช้กำลังสังหารได้
ไม่ลอบสังหาร ก็ต้องใช้สติปัญญาเข้าสู้
สิ่งที่เขาทำอยู่ตอนนี้ ก็คืออย่างหลัง
อาศัยงานเลี้ยงหงเหมินครั้งนี้ ข่มขวัญซ่งเฉียนจีให้ราบคาบ และเฉือนเนื้อชิ้นโตมาจากตัวเขาให้ได้
หลิวหงซานกระแอมเบาๆ ซือหลี่รีบก้าวเข้ามาค้อมกายรินสุรา
สุราสีอำพันรินลงในจอกหยกวิญญาณจนเกิดระลอกคลื่น กลิ่นหอมเข้มข้นโชยฟุ้งไปทั่วห้อง ชวนให้ผู้คนมึนเมาทั้งที่ยังไม่ได้ดื่ม
ซือหลี่รู้หน้าที่จึงกล่าวว่า "สุราหยกอำพัน ต้องใช้หญ้าวิญญาณสี่สิบสามชนิดหมักบ่มนานกว่าร้อยปี สุราชั้นเลิศที่สำนักต้าเหยี่ยนผลิตไหใหญ่นี้มีค่าควรเมือง หากมองไปทั่วทั้งทวีปเทียนซี "
พูดยังไม่ทันจบ หลิวหงซานก็ชูจอกขึ้นหัวเราะร่วนอย่างองอาจ "ไม่คิดเล็กคิดน้อย ไม่คิดเล็กคิดน้อย วันนี้เปิดไหเพื่อฉลองการพบกันครั้งแรกของข้ากับศิษย์น้องซ่ง"
ซ่งเฉียนจียังไม่ทันขยับตัว เด็กหนุ่มชุดขาวข้างกายเขาก็ลงมือประดุจชักกระบี่ รวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาด คว้าจอกหยกไปกระดกรวดเดียวจนหมด
เมิ่งเหอเจ๋อกระดกสุราเร็วเกินไปจนสำลักไอค่อกแค่ก ใบหน้าแดงก่ำ
ศิษย์พี่ซ่งห้ามแตะต้องสุราเด็ดขาด สุราผลไม้ก็ไม่ได้ สาโทก็ไม่ได้ เขาคิดในใจ
ซ่งเฉียนจีตบหลังให้เขา พลางพูดกลั้วหัวเราะ "เจ้าอายุเท่าไหร่กันเชียว ริอ่านดื่มสุราเหมือนคนอื่นเขาด้วย?"
เมิ่งเหอเจ๋อบ่นพึมพำ "ข้าอายุน้อยกว่าศิษย์พี่แค่ปีเดียวเอง"
หลิวหงซานหัวเราะเบาๆ แววตาแฝงแววเย้ยหยัน ถึงจะเป็นอันดับหนึ่งในการประลองยุทธ์ ก็เป็นแค่พวกบ้านนอกคอกนาชาติกำเนิดต่ำต้อย พอได้ยินว่าเป็นสุราวิญญาณล้ำค่าก็พุ่งเข้าใส่ ไม่สนว่าตัวเองจะดื่มเป็นหรือไม่
ทำไมซ่งเฉียนจีถึงไม่ตำหนิที่เขาทำเรื่องขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล?
"ไม่เลวเลยจริงๆ" จี้เฉินพูดขึ้นกะทันหัน เขาจิบไปอึกหนึ่งแล้วหรี่ตาลงเล็กน้อย
หลิวหงซานหันไปมองเขา จี้เฉินไม่รู้สึกตัวสักนิด ส่ายหน้าถอนหายใจ
"น่าเสียดายที่มีอายุแค่สองร้อยปี บ่มในอุโมงค์หยกเหลืองก็ยังขาดรสชาติไปหน่อย"
"เจ้าชิมออกด้วยหรือ?" หลิวหงซานเบิกตากว้าง
"ถ้าพูดถึงหยกอำพัน ต้องเป็นของสะสมจากอุโมงค์หยกแดงอายุห้าร้อยปี รสสัมผัสหลังดื่มจะกลมกล่อมกว่า กลิ่นหอมก็จะไม่ฉุนจัดจนดูไร้รสนิยมเช่นนี้" จี้เฉินเตือนด้วยความหวังดี "ของที่มาจากอุโมงค์หยกเหลือง ล้วนเป็นเศษของเหลือที่สำนักต้าเหยี่ยนเอาไว้หลอกเอาเงิน สหายเต๋าหลิว อย่าปล่อยให้ตัวเองถูกหลอกฟันหัวแบะอีกเลย"
เขาวางจอกลง ไม่ยอมดื่มต่ออีก
หลิวหงซานจ้องหน้าเขาเขม็ง ข้าจะไปหาของห้าร้อยปีมาจากไหนให้แก? เหลืออีกครึ่งจอกถ้าไม่ดื่มก็คืนข้ามา!
"ศิษย์น้องซ่งคิดเห็นอย่างไร?" เขากดความโกรธเอาไว้แล้วเอ่ยถาม
ซ่งเฉียนจียอมรับอย่างตรงไปตรงมา "ข้าไม่ดื่มสุรา ยิ่งไม่รู้เรื่องสุรา สหายเต๋าหลิวดื่มเองเถอะ"
บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบงันครู่หนึ่ง หลิวหงซานรวบรวมสติ กระแอมเบาๆ ส่งสัญญาณให้ซือหลี่
เสียงฉินหลังฉากกั้นภาพทิวทัศน์เปลี่ยนไปในพริบตา กลายเป็นการบรรเลงร่วมกันของฉิน เซ่อ ผีผา ขลุ่ยเซียวและขลุ่ยผิว
ซือหลี่ยิ้มประจบ "บทเพลงนี้มีชื่อว่า 'บทเพลงพายุหิมะเข้าค่ายกล' เป็นเพลงที่กำลังได้รับความนิยมที่สุดในตอนนี้ เดิมทีเป็นการบรรเลงเดี่ยวด้วยฉินเจ็ดสาย ทว่าเมื่อสามวันก่อน เทพธิดาเมี่ยวเยียนได้นำมาดัดแปลงเป็นการบรรเลงหมู่ โน้ตเพลงยังไม่แพร่หลาย พันทองก็ยากจะหาซื้อ "
หลิวหงซานพูดพลางหัวเราะ "ถึงจะอาศัยอยู่ในโลกโลกีย์ ก็ต้องมีดนตรีเซียนขับกล่อม เพื่อให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของแวดวงผู้บำเพ็ญเพียร มิฉะนั้นหากคลุกคลีกับคนธรรมดาทั้งวัน ก็จะแปดเปื้อนกลิ่นอายทางโลกได้ง่าย สหายซ่งคิดเห็นเช่นไร?"
ตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรและสำนักใหญ่หลายแห่งยังไม่ได้โน้ตเพลงนี้มาครอบครอง แต่เขาที่อยู่เมืองหงฝูกลับได้มาเชยชมก่อนใคร
แม้ครึ่งหนึ่งจะอาศัยความสัมพันธ์พิเศษระหว่างเมี่ยวเยียนกับสำนักหัวเวย และอีกครึ่งหนึ่งอาศัยเส้นสายของญาติผู้พี่ในสำนักของเขา หากไม่มีเส้นสายเหล่านี้ คนอื่นต่อให้ทุ่มเงินทองมหาศาลก็ไม่มีทางซื้อได้
ซ่งเฉียนจีถึงกับสะอึก
ข้าทำเวรทำกรรมอะไรไว้ ลงจากเขามาแล้ว ยังต้องมานั่งฟังเพลงที่ตัวเองแต่งอีก!
เขาคีบอาหารเข้าปากพลางเออออไปอย่างใจลอย จู่ๆ ก็ขมวดคิ้ว "เมี่ยวเยียนหลอกเอาเงินท่านหรือเปล่าเนี่ย?!"
"ลบหลู่เทพธิดาเช่นนี้ได้อย่างไร!" หลิวหงซานหน้าถอดสี
"ข้างหลังนี้ยังมีอีกท่อนหนึ่ง นางคงให้โน้ตเพลงที่ไม่สมบูรณ์แก่ท่านกระมัง" ซ่งเฉียนจีเตือน "ท่านฟังไม่ออกหรือ? ท่อนที่สามยังบรรเลงไม่จบ แต่กลับเริ่มเล่นท่อนกลางของท่อนแรกซ้ำอีกรอบ"
หลิวหงซานตกตะลึงจนพูดไม่ออก อ้าปากค้าง
ซ่งเฉียนจีคิดว่าเขาเสียใจที่ถูกหลอก จึงปลอบว่า "สหายเต๋าหลิว นางทำเช่นนี้ไม่ถูก ข้าขอแนะนำให้ท่านไปขอเงินคืนจากนาง อย่างน้อยก็ต้องคืนหินวิญญาณมาครึ่งหนึ่ง"
หลิวหงซานพยายามกระตุกมุมปาก "ศิษย์น้องซ่งล้อเล่นแล้ว"
ตอนที่เมี่ยวเยียนดัดแปลงโน้ตเพลงนี้ นางจงใจเลือกฉบับที่เหอชิงชิงบรรเลงไม่จบ โดยให้ตอนท้ายเชื่อมต่อกับท่อนก่อนหน้า แทนที่จะเป็นท่อนที่เหลือของต้นฉบับเดิม
เรื่องนี้แทบไม่มีใครรู้ สำนักเซียนอินกำชับไว้ว่าห้ามแพร่งพราย แล้วซ่งเฉียนจีไปรู้มาจากไหน?!
ศาลเจ้าเทวะแสดงถึงอำนาจ สุราวิญญาณโอ้อวดความมั่งคั่ง โน้ตเพลงใหม่หมายถึงชาติตระกูลและเบื้องหลัง
โจมตีต่อเนื่องสามกระบวนท่า ถูกทำลายราบคาบทั้งสามกระบวนท่า
บรรยากาศในงานเลี้ยงยิ่งเงียบงัน หลิวหงซานหัวเราะไม่ออก
จี้เฉินส่งเสียงผ่านปราณถามอย่างระมัดระวัง "พี่ซ่ง เมื่อกี้ข้าพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า?"
ซ่งเฉียนจีส่งเสียงผ่านปราณตอบกลับ "...กินกับข้าวเยอะๆ เถอะ"
เมิ่งเหอเจ๋อมือหนึ่งถือตะเกียบ อีกมือหนึ่งทิ้งตัวลงใต้โต๊ะ วนเวียนอยู่ใกล้ด้ามกระบี่ที่เอวตลอดเวลา
อาหารผ่านไปหลายรอบ บนโต๊ะระเกะระกะไปด้วยจอกและจานชาม ซ่งเฉียนจีพูดกลั้วหัวเราะ "สหายเต๋าหลิวต้อนรับอย่างอบอุ่น พวกเรามาเป็นแขก ย่อมต้องตอบแทนน้ำใจของเจ้าบ้าน"
หลิวหงซานปั้นหน้าตึง "พูดได้ดี"
"ตอนที่ข้าเล่นหมากกับผู้อาวุโสผีหมาก เขาได้ถ่ายทอดวิชาขั้นสุดยอดของอารามจื่ออวิ๋นให้ข้าแขนงหนึ่ง นี่เป็นวิชาลับที่ไม่ถ่ายทอดให้ใครของเขา เขากำชับข้าว่าห้ามเปิดเผยให้ใครรู้โดยเด็ดขาด"
หลิวหงซานชะงัก แววตาเป็นประกายวาบ "วิชาดูปราณ?!"
สองวิชาสุดยอดแห่งอารามจื่ออวิ๋น หนึ่งคือค่ายกล สองคือวิชาดูปราณ ค่ายกลนั้นใครๆ ก็เรียนได้ แต่วิชาดูปราณกลับหาได้ยากยิ่ง
ซ่งเฉียนจีส่ายหน้า "วิชาดูปราณของข้านี้ แตกต่างจากวิชาดูปราณทั่วไป ไม่เพียงแต่ดูโชคชะตาได้ แต่ยังดูมรรคา วาสนา และโอกาสในการทะลวงระดับของผู้คนได้ด้วย สหายเต๋าหลิวอยากลองดูไหม?"
หลิวหงซานสีหน้าไม่เปลี่ยน แววตาซ่อนความระแวดระวังและสงสัยเอาไว้ลึกๆ
ข่าวที่เขากำลังจะทะลวงขึ้นสู่ขั้นหยวนอิงไม่ใช่ความลับอะไร หากซ่งเฉียนจีคิดจะใช้เรื่องนี้มาหลอกลวงเขาละก็ คงคิดผิดถนัดแล้ว
ไอ้หนู เกลือที่ข้ากินเข้าไป ยังเยอะกว่าโอสถปี้กู่ที่แกเคยกินเสียอีก กลโกงและลูกไม้ของพวกหมอผีต้มตุ๋นที่ข้าเคยเจอ มีเยอะพอๆ กับ 'คู่มือป้องกันการถูกหลอกสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรโพ้นทะเลขึ้นฝั่ง' นั่นแหละ
"ในเมื่อจะใช้วิชาดูปราณ คนเยอะขนาดนี้คงไม่สะดวกกระมัง?" หลิวหงซานโบกมือหัวเราะ "เคลียร์พื้นที่!"
สิ้นเสียงเขา งานเลี้ยงก็เงียบกริบลงทันที ดนตรีและการร่ายรำทยอยถอนตัวออกไป ซือหลี่ ซือจวิน และคนอื่นๆ ต่างทำความเคารพแล้วขอตัวลา
ซ่งเฉียนจีก็หัวเราะเช่นกัน "ไปเถอะ"
เมิ่งเหอเจ๋อและจี้เฉินลุกขึ้นตามคำสั่ง แต่เดินไปก้าวหนึ่งก็หันกลับมามองถึงสามหน
ประตูใหญ่ปิดสนิท ตัดขาดเสียงพูดคุย ค่ายกลเริ่มทำงาน สกัดกั้นการแอบดูด้วยสัมผัสเทวะทุกรูปแบบ
ทั้งสองไม่ยอมตามซือหลี่ไปพักผ่อนที่ตำหนักข้าง เอาแต่ยืนทื่ออยู่หน้าตำหนักด้วยสีหน้าตึงเครียด
จี้เฉินส่งเสียงผ่านปราณอย่างระมัดระวัง "พี่ซ่งรู้วิชาดูปราณจริงๆ หรือ?"
เมิ่งเหอเจ๋อลังเลครู่หนึ่ง ทบทวนความทรงจำแล้วตอบอย่างใคร่ครวญ "เขาอาจจะ... รู้นิดหน่อยมั้ง?"
ซ่งเฉียนจีค่อนข้างดูแคลนเรื่องโชคชะตาราศี แน่นอนว่าเขาย่อมไม่รู้วิชาดูปราณ แต่เขารู้จักหลิวหงซานดี
พวกเขาคือ "เพื่อนเก่า" ในชาติที่แล้ว เขาคือศิษย์สายนอกของสำนักหัวเวยที่ "ฆ่าคนแหกคุก" ส่วนอีกฝ่ายคือน้องชายร่วมตระกูลของหลิวหงเฟิง ผู้อาวุโสใหญ่แห่งหอวินัย ซึ่งรับหน้าที่ไล่ล่าเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
ซ่งเฉียนจีหลบหนีได้หลายครั้งหลายครา จนกระทั่งเขาสามารถสวนกลับและสังหารอีกฝ่ายได้สำเร็จ อีกฝ่ายก็ยังไม่สามารถทะลวงขึ้นสู่ขั้นหยวนอิงได้
แน่นอนว่าในชาตินี้ ซ่งเฉียนจีไม่อยากฆ่าอีกฝ่ายเป็นครั้งที่สอง
เมื่อเงาพระอาทิตย์คล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตก แสงสีทองของศาลเจ้าเทวะในที่ไกลๆ ก็เปลี่ยนจากสว่างจ้าเป็นจางลง
ความมืดมิดยามเย็นปกคลุมผืนปฐพี ทอดเงาสองร่างให้ยืดยาวลงบนอิฐสีเขียวมันปลาบ
เมิ่งเหอเจ๋อยกกระบี่ขึ้นถึงสามครั้ง ภายในตำหนักคือผู้ยิ่งใหญ่ขั้นหยวนอิงที่ประสงค์ร้าย ศิษย์พี่ซ่งต้องการการปกป้องจากเขา
จี้เฉินกดมือเขาไว้ถึงสามครั้ง "อย่าทำแผนการใหญ่ของพี่ซ่งเสียสิ"
เมิ่งเหอเจ๋อเดินวนไปวนมา ราวกับสิงโตที่กำลังกระวนกระวาย
ห่างกันเพียงประตูบานเดียว ซ่งเฉียนจีกำลังแย้มยิ้มอย่างเป็นมิตร
"สหายเต๋าหลิว ช่วงนี้เวลาทำสมาธิ จิตใจล่องลอย ไม่อาจรวบรวมลมปราณตั้งสมาธิได้ใช่หรือไม่? ของวิเศษประจำกายของท่านมีธาตุน้ำเป็นหลัก ช่วงนี้ใช้งานไม่ค่อยคล่องตัวใช่หรือไม่? ท่านกำลังฝึกวิชาลับไท่จี๋หยินหยางแขนงหนึ่งเพื่อช่วยในการทะลวงระดับ แต่กลับไม่ค่อยเข้ากับพลังวิญญาณในร่างของท่านใช่หรือไม่? ท่านเพิ่งได้กระบี่บินธาตุทองมาเล่มหนึ่ง แต่กลับพบปัญหาบางอย่างตอนที่หลอมรวมมันใช่หรือไม่?"
น้ำเสียงของเขาเชื่องช้า เอ่ยบรรยายออกมาเป็นฉากๆ
หลิวหงซานเปลี่ยนจากยิ้มหยันเป็นตกตะลึง และกลายเป็นร้อนรน ความรู้สึกดูแคลนก่อนหน้านี้มลายหายไปจนสิ้น
เขากุมมือซ่งเฉียนจีไว้ น้ำตาแทบไหล
"สหายซ่งท่านช่างเป็นผู้วิเศษโดยแท้ สหายซ่งโปรดช่วยข้าด้วย!"







