เวลา 9 โมงเช้าของวันที่ 5 มีนาคม หลินเฉาหยางและหลินเอ้อชุนนั่งรถไฟมาถึงบ้านเกิด สองพ่อลูกเพิ่งลงจากรถไฟก็เห็นป้ายผ้าพื้นแดงตัวหนังสือเหลืองแขวนอยู่เหนือทางออกของสถานีรถไฟ
"ยินดีต้อนรับนักเขียนชื่อดังสวี่หลิงจวินกลับสู่บ้านเกิดอย่างอบอุ่น"
หลินเอ้อชุนมองป้ายผ้าด้วยสีหน้าตื่นเต้น เพิ่งจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่างกับหลินเฉาหยาง ก็เห็นคนสองสามคนกำลังชะเง้อมองอยู่แถวชานชาลา เขาจำได้ทันทีว่าหนึ่งในนั้นคือผอ.เจิ้งที่ไปเชิญหลินเฉาหยางกลับบ้านเกิดที่เยียนจิงช่วงก่อนปีใหม่
ผอ.เจิ้งก็เห็นสองพ่อลูกเช่นกัน เขาหันไปพูดกับคนข้างๆ ประโยคหนึ่ง แล้วพวกเขาก็เดินเข้ามาพร้อมกัน
บนชานชาลาที่มีผู้คนพลุกพล่าน ผอ.เจิ้งและคณะรวมหกคนดูมีสง่าราศีมาก ผู้โดยสารที่กำลังวุ่นวายกับการขึ้นลงรถไฟก็รีบหลีกทางให้พวกเขาทันที
"สหายเฉาหยาง ยินดีต้อนรับๆ!"
"ผมขอแนะนำให้คุณรู้จัก นี่คือหลิวเสวียอี้ นายอำเภอของเรา ส่วนท่านนี้มาจากสำนักงานที่ว่าการอำเภอ..."
ผอ.เจิ้งเคยไปพบหลินเฉาหยางที่เยียนจิง เขาจึงเป็นคนแรกที่แนะนำหลินเฉาหยางให้รู้จักกับผู้นำของอำเภอที่มาต้อนรับ
ผู้ที่มาต้อนรับหลินเฉาหยางส่วนใหญ่เป็นคนจากที่ว่าการอำเภอ ในจำนวนนั้นมีนายอำเภอหลิวเสวียอี้ กรรมการประจำพรรคคอมมิวนิสต์ประจำอำเภอควบตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานอย่างผอ.หลี่ ผู้อำนวยการกรมวัฒนธรรม ผู้อำนวยการกรมโฆษณาการและเจ้าหน้าที่ เมื่อรวมกับผอ.เจิ้งที่เป็นรองผู้อำนวยการกรมวัฒนธรรมแล้วก็เป็นคณะหกคน ภาพที่เห็นดูยิ่งใหญ่ทีเดียว
คนกลุ่มนี้ล้อมรอบสองพ่อลูกหลินเฉาหยางเพื่อทักทายปราศรัย ดึงดูดความสนใจจากผู้โดยสารทั้งบนรถและล่างรถให้มามุงดูไม่น้อย
ชายหนุ่มที่คอยชวนหลินเอ้อชุนคุยมาตลอดทางบนรถไฟตอนนี้นั่งอยู่ริมหน้าต่าง เมื่อเห็นภาพเช่นนี้ บนใบหน้าก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจ นึกไม่ถึงว่าคนที่ตัวเองพูดคุยด้วยเรื่อยเปื่อยบนรถไฟจะดูเป็นคนใหญ่คนโตไม่เบา
ทั้งสองฝ่ายจับมือทักทายกันครู่หนึ่ง นายอำเภอหลิวก็เสนอให้สองพ่อลูกหลินเฉาหยางไปพักที่เกสต์เฮาส์ของคณะกรรมการพรรคประจำอำเภอก่อน
การกลับมาครั้งนี้ของหลินเฉาหยางเดิมทีก็เป็นการตอบรับคำเชิญของทางอำเภออยู่แล้ว สำหรับการจัดเตรียมของอำเภอ เขาจึงโอนอ่อนผ่อนตามอย่างเป็นธรรมชาติ
หลังจากจัดการเรื่องที่พักในเกสต์เฮาส์เรียบร้อยแล้ว สองพ่อลูกก็ได้ห้องพักคนละห้อง หลินเอ้อชุนมองไปรอบๆ ห้องด้วยความตื่นตาตื่นใจ
หากพูดถึงสิ่งอำนวยความสะดวก อพาร์ตเมนต์ชาวจีนโพ้นทะเลที่เยียนจิงย่อมดีกว่าที่นี่แน่นอน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เข้ามาในเกสต์เฮาส์ของคณะกรรมการพรรคประจำอำเภอ ในใจจึงมีความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์แฝงอยู่ มองไปทางไหนก็แปลกตาไปหมด
ขณะที่สองพ่อลูกกำลังคุยกัน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ปรากฏว่าเป็นผอ.เจิ้งจากกรมวัฒนธรรม
"สหายเฉาหยาง คุณลุงหลิน ผมได้รับคำสั่งจากเบื้องบนให้มาปรึกษาหารือกับพวกคุณสองคนเรื่องกำหนดการในช่วงสองวันนี้ครับ"
"คุณพูดมาเถอะ"
"พวกคุณสองคนเดินทางมาเหน็ดเหนื่อย ตอนกลางวันก็พักผ่อนในเกสต์เฮาส์ให้เต็มที่ก่อนนะครับ ตอนเย็นนายอำเภอของเราได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับไว้ ถึงตอนนั้นท่านเลขาธิการพรรคก็จะมาด้วย..."
ทางอำเภอให้ความสำคัญกับการกลับบ้านเกิดของหลินเฉาหยางในครั้งนี้มากจริงๆ งานเลี้ยงอาหารค่ำ สมาชิกหลายคนจากทั้งสองคณะผู้บริหารของอำเภอที่มาได้ก็มากันหมด ขาดเพียงผู้นำท่านนั้นที่เคยมาเยี่ยมหลินเฉาหยางตอนเขากลับบ้านเกิดช่วงปีใหม่เมื่อสองปีก่อนที่ไม่เห็นหน้า
พอสอบถามดูถึงได้รู้ว่า ท่านถูกย้ายไปประจำที่คณะกรรมการพรรคประจำเขตแล้ว
วันรุ่งขึ้น หลินเฉาหยางนั่งรถประจำตำแหน่งที่ทางอำเภอจัดเตรียมไว้ให้ เป็นรถจี๊ปเยียนจิง 212 มาที่หอประชุมโรงเรียนมัธยมปลายประจำอำเภอเพื่อกล่าวสุนทรพจน์ให้กับเหล่านักเรียน ดื่มด่ำกับสายตาที่เต็มไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธาของเหล่านักเรียนวัยใส
ก่อนกลับ ผู้บริหารของโรงเรียนมัธยมปลายยังเสนอให้หลินเฉาหยางช่วยเขียนพู่กันจีนทิ้งไว้ให้โรงเรียนสักชิ้น
ในสถานการณ์เช่นนี้ หลินเฉาหยางย่อมไม่สามารถปฏิเสธได้ โชคดีที่เขาได้รับการหล่อหลอมจากพ่อตาเถา จึงมักจะฝึกเขียนพู่กันจีนอยู่บ่อยๆ ฝีมือการเขียนอักษรวิจิตรจึงพอจะอวดอ้างได้บ้าง
พอตกบ่าย ทางอำเภอก็จัดงานเสวนาขึ้น ผู้เข้าร่วมงานนอกจากจะมีผู้นำระดับอำเภอและบุคคลในแวดวงวัฒนธรรมแล้ว ยังมีผู้นำระดับรองจากคณะกรรมการพรรคประจำเขตและสหายอีกหลายคนจากสหพันธ์วรรณกรรมและศิลปะประจำเมือง เรียกว่าจัดเต็มหน้าตาสุดๆ
ก่อนอาหารเย็น ยังมีการจัดให้หนังสือพิมพ์รายวันของเมืองทำการสัมภาษณ์หลินเฉาหยางแบบตัวต่อตัวด้วย
อีกวันหนึ่ง ผู้นำระดับอำเภอได้พาหลินเฉาหยางไปเยี่ยมชมโรงเรียนมัธยมคอมมูนธงแดง
หลินเฉาหยางจบการศึกษาระดับมัธยมต้น และเขาก็เรียนมัธยมต้นที่โรงเรียนมัธยมธงแดง การกลับมาครั้งนี้จึงถือเป็นการกลับบ้านเกิดอย่างสมเกียรติ
ก่อนกลับก็หนีไม่พ้นธรรมเนียมปฏิบัติที่ต้องเขียนพู่กันจีนฝากไว้ การเขียนอักษรในครั้งนี้เขาไม่ได้เขียนแค่ชื่อโรงเรียนเหมือนตอนที่อยู่โรงเรียนมัธยมปลาย แต่ยังเพิ่มประโยคเข้าไปอีกหนึ่งประโยค 'สิบปีปลูกต้นไม้ ร้อยปีสร้างคน' ทำให้ผู้นำที่ติดตามมาด้วยเข้าใจถึงความผูกพันที่เขามีต่อโรงเรียนในบ้านเกิดได้ทันที
ผู้นำระดับอำเภอได้บอกกับหลินเฉาหยางอย่างชัดเจนแล้วว่า จุดประสงค์หลักที่เชิญเขากลับมาในครั้งนี้ นอกจากการสานสัมพันธ์แล้ว ยังมีจุดประสงค์ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นอีกอย่างหนึ่ง
นั่นก็คืออาศัยโอกาสที่หลินเฉาหยางกลับบ้านเกิด เพื่อขออนุมัติเงินทุนจากเบื้องบนมาสร้างใหม่และซ่อมแซมอาคารเรียนของโรงเรียนมัธยมปลายประจำอำเภอและโรงเรียนมัธยมต้นอีกหลายแห่งที่ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา
สำหรับเรื่องนี้หลินเฉาหยางย่อมไม่ว่าอะไร กลับรู้สึกยินดีอยู่บ้างด้วยซ้ำ
เพียงแต่เขายังไม่ค่อยมั่นใจในอิทธิพลของตัวเองนัก ทว่าผู้นำระดับอำเภอกลับบอกให้เขาวางใจ ตราบใดที่เขากลับมาได้ เรื่องนี้ก็ทำให้เป็นจริงได้แล้ว
ภายใต้การจัดเตรียมของทางการ หลินเฉาหยางก็ผ่านช่วงเวลาสามวันที่แสนยุ่งเหยิงไป
หลังจากเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของรัฐบาลเสร็จ หลินเฉาหยางก็กลับไปที่หมู่บ้านเสี่ยวหยางถุนอีกครั้ง
หลินเอ้อชุนกลับมาพร้อมกับหลินเฉาหยาง แต่หลังจากที่เขาพักอยู่ที่เกสต์เฮาส์ของคณะกรรมการพรรคประจำอำเภอได้คืนหนึ่ง เขาก็กลับไปที่หมู่บ้านเสี่ยวหยางถุนซึ่งเป็นบ้านเกิด
เมื่อวานเขาฝากคนไปบอกหลินเฉาหยางว่า ให้รีบกลับบ้านทันทีที่จัดการธุระเสร็จ
หลินเฉาหยางก็ไม่รู้ว่าเหล่าโถวมีแผนอะไรซ่อนอยู่ เขานั่งรถเยียนจิง 212 กลับมาที่หมู่บ้านเสี่ยวหยางถุน ยังไม่ทันจะได้เข้าหมู่บ้าน ก็เห็นผู้คนมืดฟ้ามัวดินล้อมรอบต้นไหวใหญ่หน้าหมู่บ้าน
เมื่อรถแล่นมาถึงหน้าต้นไหวใหญ่ หลินเฉาหยางกำลังจะบอกให้คนขับหยุดรถ จู่ๆ เสียงประทัดที่ดังสนั่นหวั่นไหวก็ทำให้คนขับตกใจจนเหยียบเบรกกะทันหัน
ตามมาด้วยคนเดินเข้ามาเปิดประตูรถ หลินเฉาหยางจำได้ทันทีว่านี่คือเลขาธิการคอมมูนที่เพิ่งพบกันเมื่อวาน เขารีบลงจากรถและกล่าวคำทักทายอย่างเกรงใจ
ยังไม่ทันที่เลขาธิการพรรคจะตอบกลับ เสียงประทัดก็จบลง และเสียงฆ้องวงกลองยาวก็ดังขึ้นมาอีก
มาถึงตอนนี้ หลินเฉาหยางจะไม่เข้าใจได้อย่างไรว่า นี่คือพิธีต้อนรับที่คอมมูนและหมู่บ้านจัดให้เขา
สองวันที่ผ่านมาเขาไปตามที่ต่างๆ ตามการจัดเตรียมของทางอำเภอ มีการยืนเข้าแถวต้อนรับสองข้างทาง มีดอกไม้ แต่แบบที่ติดดินขนาดนี้ เพิ่งจะเคยเจอเป็นครั้งแรก
หลังจากครึกครื้นกันอยู่พักใหญ่ หลินเฉาหยางถึงได้ถูกชาวบ้านห้อมล้อมพากลับบ้าน
หลังจากสองสามีภรรยาหลินเอ้อชุนไปเยียนจิง บ้านและที่ดินก็ฝากฝังให้ญาติช่วยดูแล หลินเฉาหยางกลับมาอีกครั้ง ที่นี่ก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป
หลินเฉาหยางในตอนนี้เป็นแขกวีไอพีของเมืองและอำเภอ ท่าทีของเหล่าเจ้าหน้าที่คอมมูนที่มีต่อเขาจึงสุภาพและให้เกียรติมาก
เลขาธิการพรรคที่เป็นผู้นำกล่าวว่า "สหายเฉาหยาง ตอนนี้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศ เป็นความภาคภูมิใจของคนบ้านเกิดอย่างพวกเรา ผมได้ยินมาว่าเมื่อสองเดือนก่อนคุณเพิ่งได้ลูกชาย ครั้งนี้กลับมาบ้านเกิดแล้ว ก็สมควรจะจัดโต๊ะฉลองครบเดือนพอดี..."
เหตุผลที่เลขาธิการพรรคยกมาอ้างนั้นช่างแยบยลนัก อีกทั้งสถานที่จัดเลี้ยงก็คือหมู่บ้านเสี่ยวหยางถุน ทำให้หลินเฉาหยางไม่สามารถปฏิเสธได้
เขาแอบดึงหลินเอ้อชุนมาคุยกันตามลำพัง เขารู้ดีว่างานเลี้ยงนี้คอมมูนต้องเป็นคนออกเงินแน่ๆ แต่เขาไม่อยากเอาเปรียบของหลวง จึงให้หลินเอ้อชุนเอาเงินไปจ่ายคืนให้คอมมูนในภายหลัง
งานเลี้ยงของคอมมูนจัดขึ้นที่ที่ทำการหมู่บ้าน มีทั้งหมดแปดโต๊ะ คำนวณดูแล้วค่าใช้จ่ายไม่น้อยเลย
หากนับตามมาตรฐานการต้อนรับของคอมมูน ถือว่าเป็นการดูแลที่เกินมาตรฐานไปมาก
สาเหตุที่เลขาธิการคอมมูนทุ่มเทแรงกายแรงใจขนาดนี้ หลักๆ เป็นเพราะการกลับบ้านเกิดของหลินเฉาหยางในครั้งนี้ก็นำผลประโยชน์มาให้คอมมูนอย่างมหาศาลเช่นกัน
ผู้นำระดับอำเภอรับปากแล้วว่า รอให้เงินอนุมัติจากเบื้องบนลงมาเมื่อไหร่ เงินทุนจะถูกเทไปที่โรงเรียนประถมและมัธยมหลายแห่งในคอมมูนธงแดงเป็นพิเศษ อย่างไรเสียโรงเรียนมัธยมธงแดงก็เป็นสถานที่ที่สร้างนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่อย่างหลินเฉาหยางขึ้นมา และยังมีโรงเรียนประถมที่หลินเฉาหยางเคยสอนอีก
พูดกันตามตรง การกลับบ้านเกิดของหลินเฉาหยางในครั้งนี้ก็ถือเป็นการสร้างคุณูปการให้กับบ้านเกิดเช่นกัน
ในงานเลี้ยง ผู้นำคอมมูนพากันชนแก้วกับหลินเอ้อชุนไม่ขาดสาย เขาดื่มหมดแก้วแล้วแก้วเล่าท่ามกลางสายตาอิจฉาของชาวบ้าน รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็เมามายในเวลาอันรวดเร็ว
เหล้าไม่ได้ทำให้คนเมา แต่คนเมาไปเองต่างหาก
ถึงแม้ลูกชายจะมีชื่อเสียงมาหลายปีแล้ว แต่การกลับบ้านเกิดอย่างสมเกียรติในวันนี้ก็ยังทำให้หลินเอ้อชุนรู้สึกเบิกบานและภาคภูมิใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
การต้องไปร่วมงานสังคมต่างๆ นานาติดต่อกันหลายวัน ทำให้หลินเฉาหยางรู้สึกเหนื่อยล้าอยู่บ้าง หลังจากส่งผู้นำคอมมูนกลับไปแล้ว เดิมทีเขาตั้งใจจะพักผ่อนที่หมู่บ้านเสี่ยวหยางถุนสักสองวัน
แต่พอได้ข่าวว่านักเขียนผู้ยิ่งใหญ่อย่างเขากลับมาบ้านเกิด ชาวบ้านจากสิบแปดหมู่บ้านรอบๆ ก็พากันมาดูความครึกครื้น ราวกับมาดูลิงแสมเล่นกลก็ไม่ปาน
ด้วยความจนใจ หลินเฉาหยางจึงต้องกลับไปพักที่เกสต์เฮาส์ของคณะกรรมการพรรคประจำอำเภออีกครั้ง ทุกวันในตอนกลางวันเขาจะหมกตัวอยู่ในหอจดหมายเหตุของอำเภอเพื่อค้นคว้าบันทึกประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในรอบร้อยปีที่ผ่านมา และกลับมาจัดระเบียบข้อมูลที่ห้องพักในเกสต์เฮาส์ในตอนกลางคืน
ในขณะที่หลินเฉาหยางเก็บตัวเงียบอยู่ในตัวอำเภอ อิทธิพลที่เกิดจาก "บันทึกการเดินทางทางเรือ" ก็ยังคงก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ
ภายนอก "บันทึกการเดินทางทางเรือ" เล่าถึงเรื่องราวการผจญภัยที่เต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ขอเพียงผู้อ่านอ่านนิยายจบ ก็จะเข้าใจได้ว่าสิ่งที่นิยายต้องการจะสื่อนั้นมีมากกว่านั้น
เรื่องราวการผจญภัยที่เต็มไปด้วยความเป็นตำนาน ความงดงามอันน่าอัศจรรย์ของธรรมชาติ การต่อสู้และความกลมกลืนระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ...
องค์ประกอบอันหลากหลายเหล่านี้ประกอบกันเป็นเรื่องราวที่ยอดเยี่ยมไร้ที่ติของนิยาย แต่ความล้ำลึกของมันไม่ได้มีเพียงแค่นี้
โครงสร้างการเล่าเรื่องที่เป็นเอกลักษณ์ของนิยาย ทำให้เรื่องราวสลับซับซ้อน นอกจากการเล่าถึงเรื่องราวการรอนแรมในทะเลแล้ว ยังสอดแทรกพัฒนาการของตัวเอก รวมถึงการสะท้อนความคิดอันลึกซึ้งที่เขามีต่อชีวิต สันดานมนุษย์ ความตาย และการดำรงอยู่
เบื้องหลังเรื่องราวแต่ละชั้นคือการออกแบบอย่างพิถีพิถันของนักเขียน ทำให้นิยายเรื่องนี้กลายเป็นผลงานวรรณกรรมแนวสัจนิยมมหัศจรรย์ที่มีหลากหลายมิติและหลายระดับ
หลังจากที่มาร์เกซได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม วรรณกรรมแนวสัจนิยมมหัศจรรย์ก็ได้รับความนิยมและเป็นที่ชื่นชอบในหมู่คนรักวรรณกรรมในประเทศอย่างกว้างขวาง กลายเป็นหนังสือยอดฮิตที่ผู้อ่านนับไม่ถ้วนแย่งกันอ่าน
น่าเสียดายที่ในปัจจุบันผลงานวรรณกรรมละตินอเมริกาที่ถูกนำเข้ามาในประเทศยังมีไม่มากนัก และผลงานวรรณกรรมแนวสัจนิยมมหัศจรรย์ก็ยิ่งมีน้อยเข้าไปใหญ่
หมาป่าเยอะแต่เนื้อน้อย ในสถานการณ์เช่นนี้ ยิ่งเป็นการกระตุ้นให้ผู้อ่านแห่กันไปหาวรรณกรรมแนวสัจนิยมมหัศจรรย์มากขึ้น
การตีพิมพ์ "บันทึกการเดินทางทางเรือ" ประจวบเหมาะกับกระแสความนิยมนี้พอดี "หัวเฉิง" ฉบับที่ตีพิมพ์นิยายเรื่องนี้จึงได้รับความนิยมอย่างล้นหลามเกินกว่าที่ผ่านมาหลังจากวางแผง
หลังจากนิตยสารวางแผงได้หนึ่งสัปดาห์ ข้อมูลการสั่งซื้อจากร้านหนังสือซินหัวในที่ต่างๆ ก็ทยอยส่งกลับมาที่สำนักพิมพ์ฮวาเฉิง
ในฐานะนิตยสารวรรณกรรมรายสองเดือน ยอดขายของ "หัวเฉิง" ในช่วงปีกว่าที่ผ่านมาคงที่อยู่ที่หกถึงเจ็ดแสนเล่มต่อฉบับ ยอดขายส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในช่วงเดือนแรกที่นิตยสารออกวางจำหน่าย ซึ่งในช่วงเวลานี้นิตยสารมักจะขายได้ถึงสี่ถึงห้าแสนเล่ม
แต่นิตยสารฉบับแรกของปี 83 กลับสร้างปรากฏการณ์อันน่าทึ่ง ยอดพิมพ์ครั้งแรกเจ็ดแสนเล่ม หลังจากวางแผงได้เพียงหนึ่งสัปดาห์ก็มีร้านหนังสือทยอยแจ้งว่าสินค้าหมดสต็อก
วางแผงยังไม่ถึงครึ่งเดือน นิตยสารยอดพิมพ์ครั้งแรกเจ็ดแสนเล่มก็ขายหมดเกลี้ยง
นับตั้งแต่ก่อตั้งสำนักพิมพ์ฮวาเฉิงมาสามปี ยังไม่เคยเจอสถานการณ์ที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแบบนี้มาก่อน จึงใช้กลยุทธ์แบบอนุรักษ์นิยมในการพิมพ์เพิ่ม โดยพิมพ์เพิ่มทีละหนึ่งแสนเล่ม
ผลลัพธ์โดยตรงที่ตามมาก็คือ ร้านหนังสือซินหัวและไปรษณีย์ต้องคอยโทรมารบกวนสำนักพิมพ์ทุกๆ สองสามวัน
นิตยสารฉบับแรกของปี 83 วางแผงครบหนึ่งเดือนเต็ม มียอดขายรวมถึง 1.55 ล้านเล่ม ไม่เพียงแต่ทำลายสถิติยอดขายตั้งแต่ก่อตั้งนิตยสาร "หัวเฉิง" มา แต่แม้จะมองไปทั่วทั้งวงการนิตยสารวรรณกรรมในประเทศ ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ครองตลาดอย่างแท้จริง
ในยุคแปดสิบ ทรัพยากรกระดาษพิมพ์ของอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ขาดแคลน ฐานะทางเศรษฐกิจของผู้คนก็ไม่ได้มั่งคั่ง เบื้องหลังนิตยสารวรรณกรรมหนึ่งเล่มมักจะมีผู้อ่านหลายคน หรืออาจจะถึงหลายสิบคน
"หัวเฉิง" ขายดิบขายดีถึง 1.55 ล้านเล่มภายในหนึ่งเดือน แผ่ขยายไปถึงผู้อ่านนับล้านคน ย่อมทำให้อิทธิพลของ "บันทึกการเดินทางทางเรือ" เพิ่มขึ้นทุกวันตามไปด้วย








