ริชาร์ด ฟิลลิปส์เหลือบมองชายสวมหน้ากากแล้วขมวดคิ้ว เหมือนกำลังชั่งใจอะไรบางอย่าง
มือของช่างภาพสื่อมวลชนทำงานกันไม่หยุด
นี่คือผลงานล่าสุดของศิลปินที่ได้รับความนิยมที่สุดในขณะนี้ อ็องรี มาร์โซ ซึ่งปรากฏตัวในการประมูลครั้งแรกในรอบสามปี และผลงานของผมถูกประมูลด้วยราคาที่เทียบเท่ากับผลงานของเขา
ไม่แปลกใจเลยที่ผู้ดำเนินการประมูลจะตะกุกตะกักพูดอย่างตกใจ
“สี่ล้าน สี่ล้านยูโรครับ ผมขอย้ำอีกครั้ง ท่านสุภาพบุรุษที่สวมหน้ากากเสนอราคาสี่ล้านยูโร ท่านใดให้สี่ล้านหนึ่งแสนยูโรไหมครับ?”
ริชาร์ด ฟิลลิปส์กระซิบกับชายที่มาด้วยกันแล้วถอนหายใจหนึ่งเฮือก
“สี่ล้านยูโร สี่ล้านยูโร ขายแล้วครับ ขอบคุณครับ”
ต่างจากการประมูลสองรอบแรก รอบนี้เสียงปรบมือปะปนกับความรู้สึกประหลาดใจ
“ขอเชิญศิลปินเจ้าของผลงานที่เพิ่งถูกประมูลไป คุณโกฮุน ขึ้นมาบนเวทีด้วยครับ”
ผู้ร่วมประมูลปรบมืออีกครั้ง
แม้จะปรบมือกันอยู่ แต่แต่ละคนก็เอาแต่พูดคุยกับคนข้าง ๆ
นักข่าวดูวุ่นวาย และคุณปู่ที่อยู่บนชั้นดาดฟ้าก็แสดงสีหน้าตกใจอย่างเห็นได้ชัด
ผมพยายามรวบรวมสติและเดินขึ้นไปยืนหน้าเวที
ไมโครโฟนสูงเกินไป
‘จะลดลงยังไงนะ?’
ดูไม่ออกว่าโครงสร้างมันเป็นแบบไหน
เพราะตัวเตี้ยจึงพยายามขยับไปมาอย่างทุลักทุเล ผู้ร่วมประมูลหลายคนถึงกับหัวเราะออกมา
“คิคิคิ”
“ฮึๆ”
สุภาพบุรุษสุภาพสตรีเหล่านั้นพยายามกลั้นหัวเราะ แต่ทำไมกันนะ ถึงรู้สึกว่าพวกเขาดูเอ็นดูมากกว่าขบขันก็ไม่รู้ มันเลยทำให้ผมรู้สึกไม่ค่อยดี
พนักงานรีบวิ่งมาปรับไมโครโฟนให้
“อ่า…”
พอมองไปรอบ ๆ ผู้ร่วมประมูล ทุกคนเหมือนกำลังคาดหวังให้ผมพูดอะไรที่ดูเท่ ๆ
แต่ผมไม่เคยขึ้นเวทีแบบนี้มาก่อนเลย ไม่รู้จะพูดอะไรดี
ในระหว่างที่กำลังคิดไม่ตก พิธีกรก็ขอให้ผมกล่าวความรู้สึก
ความรู้สึกงั้นเหรอ
“ดีใจครับ ใครจะไม่ชอบเงินล่ะ ขอบคุณครับ”
แค่พูดตามตรง แต่ผู้ร่วมประมูลกลับเบิกตากว้างแล้วหัวเราะกันใหญ่
คุณปู่ถึงกับเอามือปิดหน้าเลยทีเดียว
“ผมเห็นแกลเลอรี่มาร์โซแล้วรู้สึกอิจฉามากเลยครับ เขาสามารถจัดแสดงผลงานตัวเองได้อย่างอิสระ และต้อนรับทุกคนที่มาเยี่ยมชม ผมเองก็อยากมีแกลเลอรี่เป็นของตัวเองเหมือนกัน”
ผมหันไปมองชายสวมหน้ากาก
“เพราะคุณ ผมเลยเข้าใกล้ความฝันอีกก้าว ขอบคุณจากใจครับ”
เมื่อผู้ร่วมประมูลปรบมือให้ ชายคนนั้นก็เบือนสายตาหนี
ดูเหมือนจะเป็นคนขี้อาย
“ช่วยอธิบายเกี่ยวกับภาพวาดของคุณสั้น ๆ หน่อยได้ไหมครับ?”
คำถามของพิธีกรทำให้ผมรู้สึกขัดใจ
จะอธิบายความรู้สึกที่ใส่ลงไปในภาพนี้สั้น ๆ ได้อย่างไร
นี่คือภาพที่ผมสร้างขึ้นหลังจากครุ่นคิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ว่าจะถ่ายทอดความรู้สึกที่มีต่อผู้มาเยือนพิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะอย่างไรให้ดีที่สุด
แล้วแบบนั้นจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ยังไงกัน
“อธิบายสั้น ๆ ไม่ได้ครับ”
ผมหันไปมองพิธีกรแล้วพูดต่อ
“อ๋อ งั้นพูดแบบขยายความหน่อยก็ได้ครับ”
“ถ้าสื่อด้วยคำพูดได้ ผมคงเขียนออกมาเป็นบทความไปแล้ว ผมวาดภาพนี้โดยคิดว่าจะถ่ายทอดความรู้สึกที่วินเซนต์ แวนโก๊ะ อาจจะรู้สึกอย่างไรให้ดีที่สุดได้ยังไง ภาพนี้ไม่ต้องการคำอธิบายใด ๆ ครับ”
พิธีกรที่ตกใจพูดไม่ออก แต่ริชาร์ด ฟิลลิปส์กลับปรบมือขึ้นมาก่อน
แล้วผู้ร่วมประมูลทั้งหมดก็ปรบมือตาม
แม้ราคาที่พวกเขาตั้งให้กับภาพนี้จะทำให้ผมประหลาดใจ แต่ผมก็เชื่อว่าพวกเขาแต่ละคนพบคุณค่าในแบบของตัวเอง
ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในศิลปินผู้มีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จในอนาคต
หรือแค่รู้สึกว่าภาพสวยดี
หรือแม้แต่รู้สึกถึงอารมณ์เดียวกับผม
นั่นเป็นเรื่องของพวกเขา
ส่วนการตีความและประเมินค่า เป็นสิ่งที่ผมต้องยอมรับให้ได้
คำอธิบายเดิม ๆ ระหว่างผมกับพวกเขา ไม่มีความหมายอีกต่อไป
“ผมมีเรื่องที่อยากพูดอีกอย่างหนึ่งครับ”
พอผมพูด เสียงปรบมือก็ค่อย ๆ เงียบลง
“เพราะพวกคุณ ผมถึงได้มีโอกาสวาดภาพต่อไปอีกครั้ง ขอบคุณจริง ๆ ครับ”
ถึงแม้ผมจะไม่ได้รู้สึกพอใจ หรือมีความสุขไปเสียหมดกับสถานการณ์ตอนนี้
แต่ผมก็รู้ดีว่าการมีใครบางคนที่มองเห็นตัวผมนั้น ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดีแค่ไหน
ไม่ใช่แค่ชายสวมหน้ากากที่ชนะการประมูลไปเท่านั้น
แต่เพราะทุกคนที่พยายามจะซื้อภาพของผม ทำให้ผมกล้ามากพอจะหยิบพู่กันขึ้นมาอีกครั้ง
เสียงปรบมือดังขึ้นเรื่อย ๆ จนผมต้องรออยู่นานกว่าจะได้พูดประโยคถัดไป
“วันนี้เป็นประสบการณ์ที่มีค่าจริง ๆ ครับ แต่ก็มีเรื่องที่น่าเสียดายอยู่หนึ่งอย่าง ผลงานที่ดีที่สุดของนิทรรศการในครั้งนี้ ยังหาคนเป็นเจ้าของไม่ได้เลยครับ”
นักข่าวหันมามองด้วยสายตาเป็นประกาย
“ใช่ครับ รูปปั้นที่ผมวาดดวงตาให้นั่นแหละ”
คุณปู่ที่อยู่บนชั้นสองรีบโบกไม้โบกมือใหญ่โต เหมือนจะบอกให้ผมหยุดพูดอะไรไม่จำเป็น
แต่ผมรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ควรพูด
นี่เป็นคำเตือนสุดท้ายที่ส่งไปถึงอ็องรี มาร์โซ ที่ไม่ได้อยู่ที่นี่ในตอนนี้
“ผมไม่เคยเห็นประติมากรรมไหนที่น่าทึ่งขนาดนั้นเลยครับ ผมขอชื่นชมจิตใจของเขา ที่ยังไม่พอใจกับผลงานแม้จะสร้างสรรค์สิ่งที่ยอดเยี่ยมขนาดนั้น ผมหวังว่าเขาจะไม่สูญเสียความบริสุทธิ์ทางศิลปะนั้นไป”
ผมโค้งหัวลงเพื่อแสดงความขอบคุณ
หลังจากผมลงจากเวที พิธีกรก็ใช้ผ้าเช็ดเหงื่อพลางดำเนินรายการต่อไป
“นั่นคือความรู้สึกจากคุณโกฮุนครับ ไม่ใช่แค่ ‘เด็กหนุ่ม’ แต่เป็นศิลปินที่มีทัศนคติชัดเจนในงานของตัวเอง ถึงกับทำให้ผมรู้สึกละอายใจเลยทีเดียวครับ”
คุณปู่เดินลงมาเมื่อไรไม่รู้ แต่มาโอบไหล่ผมไว้
“งั้น เราขอปิดท้ายงานวันนี้ด้วยอีเวนต์พิเศษจากแกลเลอรี่มาร์โซกันครับ!”
ผมนึกว่างานจะจบแค่การประมูลซะอีก แต่ดูเหมือนยังมีอะไรบางอย่าง
ระหว่างที่รอคุยกับชายที่ซื้อภาพของผม ผมเลยยืนดูอยู่ข้างเวที แล้วม่านก็ถูกเปิดออก
‘เขากลับไปแล้วเหรอ?’
ผมมองหาชายสวมหน้ากากแต่ไม่เห็น อาจจะไปแล้ว แต่เขายังไม่ได้รับภาพไปเลย น่าแปลกจริง ๆ
ครืดดด
พนักงานประมูลลากอะไรบางอย่างออกมา
เสียงมันหนักแน่น
มีผ้าคลุมไว้ ทำให้ดูไม่ออกว่าข้างในคืออะไร
ข้างล่างมีล้อช่วยเคลื่อนย้าย แต่แค่เห็นก็รู้ว่าแม้แต่รถเข็นเหล็กก็ยังรับน้ำหนักแทบไม่ไหว
โครมคราม
มีเสียงดังจากด้านหลังเวทีอีกครั้ง
ทั้งผมและคุณปู่ต่างก็มองอย่างสงสัย แล้วอ็องรี มาร์โซก็เดินออกมา
‘เชอะ’
ได้ยินมาว่าเขาเก็บตัวไม่ออกจากบ้านตั้งแต่วันนั้น พอเห็นผมที่ด้านข้างหัวเขาแบน ๆ คงเพิ่งตื่นนอนแล้วรีบออกมา
เขาเดินมายืนหน้ามไมโครโฟน
“ไมค์นี่ทำไมเตี้ยจัง? อ้อ ไอ้ตัวแค่นั้นใช้นี่เอง”
ต่อให้พยายามคิดในแง่ดี ผมก็ยังรู้สึกไม่ชอบขี้หน้าเขา
หลังจากจัดชุดให้เรียบร้อย มาร์โซก็เลียริมฝีปากแล้วจ้องผมเขม็ง
ผมกำหมัดแน่น เผื่อว่าเขาจะพุ่งเข้ามาอีก แต่เขาก็หันไปทางผู้ร่วมประมูลแทน
“ที่ผ่านมา เกิดเรื่องวุ่นวายเกี่ยวกับฉันมากมาย”
ช่างมีอัตตาเสียจริง
“ที่ฉันไม่ออกมาพูดอะไร ก็เพราะฉันกำลัง ‘ค้นหาตัวเอง’ อยู่”
แม้แต่ตอนนี้ก็ยังไม่พูดคำว่า “ผม”
“แล้วไม่มีคำขอโทษอะไรหน่อยเหรอครับ!”
นักข่าวคนหนึ่งตะโกนขึ้นด้วยความกล้า
อ็องรี มาร์โซมองเขาอย่างเย็นชา แล้วหันไปสั่งพนักงาน
“ลากมันออกไปซะ”
เล่นงี้เลยเหรอ?
กดขี่สื่อแบบนี้ มันชั่วช้าเกินไปแล้ว
ตอนผมยังมีชีวิตอยู่ ก็ไม่ค่อยเห็นขุนนางคนไหนทำตัวต่ำทรามขนาดนี้
นักข่าวคนนั้นถูกลากออกไปเกือบจะด้วยกำลัง ขณะที่นักข่าวคนอื่นยังไม่หยุดถ่ายภาพเหตุการณ์
ผมแน่ใจแล้วล่ะว่า เขาต้องกำลังทดลองดูว่าวิธีไหนจะทำให้คนเกลียดเขามากที่สุด
แต่เขากลับพูดต่อหน้าตาเฉย
“วันนี้ ฉันจะเปิดเผยผลงานที่ได้จากประสบการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมา โชคดีจริง ๆ ที่พวกคุณได้อยู่ที่นี่วันนี้”
อยากรู้จริง ๆ ว่าคนที่หัวเราะกับคำพูดโอหังของหมอนี่ คิดอะไรอยู่
อ็องรี มาร์โซส่งสัญญาณทางสายตา แล้วพนักงานก็เปิดผ้าคลุมออก
นั่นแหละ
ตอนแรกผมสงสัยว่าเขาจะพูดอะไร ปรากฏว่าเขานำรูปปั้นนั้นมาอีกครั้ง
ดูเหมือนจะมีการแก้ไขอะไรบางอย่าง
แต่ “ดวงตา” ยังคงเหมือนเดิม แบบเดียวกับที่ผมเคยวาดไว้
ผมเดินเข้าไปใกล้เพื่อดูให้ชัดขึ้น
มือทั้งสองข้างถูกลงสีไว้แล้ว
ดูเหมือนผู้ร่วมประมูลและนักข่าวจะสังเกตได้เช่นกัน จึงเพ่งมองอย่างสนใจ
บนจอใหญ่ด้านหลังเวที แสดงภาพขยายของมือทั้งสองข้างนั้น
“โอ้โห…”
เป็นไปได้ยังไงกัน?
รอยด้านของนิ้วมือจากการจับพู่กันนาน ๆ รอยด้านบนฝ่ามือจากการใช้สิ่วและค้อนซ้ำ ๆ
เส้นเลือดและพื้นผิวของมือ ทั้งด้านหลังและฝ่ามือ
เนื้อบางใต้เล็บ รอยย่นของผิว รวมถึงลายนิ้วมือ
ราวกับมีมือคนจริง ๆ ไปติดอยู่กับรูปปั้นหินอ่อน
สมจริงจนชวนขนลุก ราวกับมือที่กำลังจะขยับจับพู่กันในวินาทีถัดไป
น่าทึ่งจริง ๆ
นี่คือประติมากรรมหินอ่อนที่ถูก ‘ขัดเกลา’ โดยประติมากรระดับโลก แล้วถูกระบายสีโดยจิตรกรระดับสุดยอดอีกคน
ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบไปกว่านี้อีกแล้ว
ถึงขนาดที่ผมอยากจะเห็นกับตาว่าเขาทำมันยังไงกันแน่
“มีข้อผิดพลาดอยู่เรื่องหนึ่ง”
ในขณะที่ผมยังยืนอึ้งอยู่ อ็องรี มาร์โซก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
“ตอนนั้น ฉันไม่พอใจกับผลงานชิ้นนี้เลย ฉันคิดว่า ถ้ามันจะถูกเผยแพร่ออกไปในสภาพที่ไม่สมบูรณ์ ก็สู้ไม่ให้มันปรากฏเลยดีกว่า เพราะฉันไม่สามารถใส่ชื่อของตัวเองลงในผลงานที่ยังไม่สมบูรณ์ได้”
เขากวาดตามองไปรอบ ๆ ด้วยสายตาตรงแน่วที่ไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย
“สุดท้าย ก็เจ้านั่นแหละที่หาคำตอบเจอ”
เขาสบตาผม
“อัญมณีของมาร์โซก็คือตัวฉันเอง มือคู่นี้นี่แหละ ทักษะที่ฉันขัดเกลามา 27 ปีเต็ม”
ผมก็คิดเหมือนกัน
ไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมา
มีเพียงเสียงชัตเตอร์ของนักข่าวที่ดังเป็นระยะ ๆ
“กล้ามาก”
เสียงของเขาที่เคยนิ่ง เริ่มเปลี่ยนเป็นค่อย ๆ เดือดขึ้น
“มันพยายามจะสอนฉัน แต่เวลาผ่านไปฉันก็เข้าใจ เจ้านั่นคือคนที่เห็นความสามารถในตัวฉัน แม้แต่ตัวฉันเองยังไม่เชื่อในมันเลย”
“……”
ตอนแรกผมคิดว่าเขาจะสำนึกอะไรบ้าง ที่ไหนได้ เสียงเหมือนกบเรอแล้วคายแมลงออกมาซะงั้น
พูดแบบนี้ ก็เท่ากับมาท้าดวลกันอีกครั้งชัด ๆ
“โกฮุน”
อ็องรี มาร์โซเรียกชื่อผม
ผมกำหมัดอีกครั้ง เตรียมซัดเขาให้ปลิว แต่แล้วเขาก็พูดขึ้น
“ขอยกย่องเลยล่ะ”
ผู้ร่วมงานเริ่มทยอยปรบมือให้เขา
บางคนถึงกับน้ำตาซึม
ไม่เข้าใจเลยว่า พวกเขาซาบซึ้งอะไรตรงไหน
คนที่มองผม ล้วนส่งสายตาเหมือนอยากให้เราคืนดีกัน
บางทีในสายตาของพวกเขา นี่อาจดูเหมือนเป็นการคืนดีกันอย่างซาบซึ้ง แต่สำหรับผม มันคือคนไม่จริงใจที่ทำตัวเหมือนกำลัง “แสดงน้ำใจ”
“ตอนแรกนึกว่าจะจมปลักอยู่ในความน่าสมเพชไปตลอด แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่นะครับ”
“……อะไรนะ?”
“ได้ครับ ผมจะให้อภัยคุณก็ได้”
ริมฝีปากของอ็องรี มาร์โซสั่นระริก เหมือนอยากพูดอะไรสักอย่าง แต่เพราะเสียงปรบมือและเสียงเชียร์ดังขึ้น เขาจึงได้แต่ขยับปากไปมาอย่างหงุดหงิด
เขาสูดลมหายใจลึก แล้วพยักพเยิดไปทางรูปปั้น
“เอาไปซะ ของขวัญจากฉันเอง”
“โอ้โอ้!”
งานประมูลกลายเป็นความอลหม่านทันที ผลงานชิ้นเอกในบรรดาผลงานชิ้นเอกของอ็องรี มาร์โซ
แถมยังมีเรื่องราวเบื้องหลังขนาดนี้ มูลค่าของมันอาจสูงกว่ารวมราคาทุกชิ้นที่ประมูลในวันนี้เสียอีก
“ของแบบนี้มันจะราคาเท่าไหร่กันนะ?”
“ฉันต้องได้มัน!”
“สถิติสูงสุดของมาร์โซคือเท่าไหร่นะ?”
คนที่เคยร่วมประมูลหลายคนถึงกับเผลอแสดงความโลภออกมาโดยไม่รู้ตัว
แม้แต่ริชาร์ด ฟิลลิปส์ เพื่อนของคุณปู่เองก็ลูบคางพลางกลืนน้ำลาย
“ไม่เอา”
ทันใดนั้น ความเงียบก็ปกคลุมทั่วห้องประมูล
“……”
“……”
อ็องรี มาร์โซราวกับค้างไปชั่วครู่ ก่อนจะขมวดคิ้วอย่างบิดเบี้ยวแล้วตะโกนออกมา
“ว่าไงนะ? ไม่ ไม่เอา?”
“ใช่ครับ ไม่เอา”
“ทำไม!”
หูแทบแตก
“ดูไม่ออกเหรอ? ขึ้นมาดูสิ! ขึ้นมาดูด้วยตัวเองเลย!”
ผมเองก็อยากเห็นใกล้ ๆ พอดี จึงพยักหน้าให้คุณปู่ที่พยายามห้ามไว้ แล้วขึ้นเวที
ต้องยอมรับว่า ทำออกมาได้ดีจริง ๆ
เรียกได้ว่าเป็นงานฝีมือที่แตะขอบเขตแห่งศิลปะของพระเจ้า
“ยอดเยี่ยมจริง ๆ ครับ”
“แล้วทำไม! ไม่พอใจตรงไหน! นี่ควรจะขอบคุณต่างหาก!”
“มันสมจริงเกินไปจนรู้สึกสยองครับ”
เหมือนมีการตัดมือคนจริง ๆ มาแปะไว้บนรูปปั้นหินอ่อนสีทอง มันน่าขนลุกมากกว่าอะไรทั้งหมด
“ไอ้… ไอ้เด็กเวรนี่!!”
อ็องรี มาร์โซถลึงตาใส่ ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่ที่มิเชลเรียกไว้จับแขนลากออกไป
“ปล่อยนะ! ปล่อยสิ! ฉันยังไม่พูดจบเลยนะ!”
มิเชล พลาตินี เดินออกมาด้านหน้า
รอยยิ้มที่ยังคงเฉยชา ทำให้รู้ว่าเธอเป็นมืออาชีพตัวจริง
“เป็นการคืนดีที่น่าประทับใจจริง ๆ นะคะ ในฐานะภัณฑารักษ์ที่จัดแสดงผลงานของทั้งสองท่าน ฉันรู้สึกโล่งใจมาก จากนี้เราจะมีการส่งมอบข่าวประชาสัมพันธ์และช่วงตอบคำถามกับนักข่าวในห้องประชุมกันค่ะ และสำหรับแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ขอเชิญทุกท่านร่วมงานปาร์ตี้ที่เราเตรียมไว้ให้หลังจากนี้ ขอบคุณมากค่ะ”