[โกฮุน ทำลายสถิติอีกแล้ว]
[ปรมาจารย์แห่งอิมเพรสชั่นนิสม์ฟื้นคืนชีพโดยอัจฉริยะวัยเยาว์]
[ใครคือคนที่ปฏิเสธอัญมณีของมาร์โซ?]
[ริชาร์ด ฟิลลิปส์: อัญมณีของมาร์โซคืออัญมณีของมนุษยชาติ]
[แกลเลอรีมาร์โซกรีดร้องด้วยความดีใจ ผู้เข้าชมวันละหมื่นคน]
วันเสาร์ที่ผ่านมา
ริชาร์ด ฟิลลิปส์ นักออกแบบผลิตภัณฑ์ระดับโลก ได้กล่าวถึงผลงานหนึ่งที่จัดแสดงในงานประมูลของมาร์โซแกลเลอรีไว้ว่า
“เมื่อร่างกายที่สร้างโดยปรมาจารย์หนุ่มได้รับชีวิตจากอัจฉริยะวัยเยาว์ มนุษย์ที่ชื่ออ็องรี มาร์โซจึงได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ เมื่อปรมาจารย์ที่หลงทางมอบมือของเขาออกไป มาร์โซจึงกลายเป็นศิลปะที่แท้จริง”
ในขณะเดียวกัน ฮัน อีซึล นักวิจารณ์วัฒนธรรม ก็ประเมินผลงานชิ้นนี้ว่าเป็นเหมือนเสียงเตือนต่อวงการศิลปะร่วมสมัยที่หมกมุ่นอยู่กับแนวคิดเกินไป
ในขณะที่เหล่าคนดังต่างชื่นชมผลงานนี้ ก็มีผู้คนมากถึงวันละหนึ่งหมื่นคนที่หลั่งไหลมาเพื่อชมมันด้วยตาตนเอง
การประเมินอ็องรี มาร์โซซึ่งก่อนหน้านี้ถูกมองในแง่ลบจากความขัดแย้งกับโกฮุน ก็ถูกพลิกกลับไปโดยสิ้นเชิง
ในงานประมูลครั้งนี้ อ็องรี มาร์โซขายผลงานไปสองชิ้นในราคาชิ้นละ 3.2 ล้านยูโร และ 4 ล้านยูโร แสดงให้เห็นถึงความนิยมที่ยังคงแข็งแกร่ง
ในขณะเดียวกัน ผลงานของโกฮุน ศิลปินอัจฉริยะจากเกาหลีก็ถูกประมูลไปในราคา 4 ล้านยูโรเช่นกัน เทียบเคียงกับผลงานของอ็องรี มาร์โซในฐานะภาพวาดที่มีราคาสูงที่สุดในปีนี้
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีใครทราบว่าใครคือผู้ซื้อผลงานของโกฮุน
ในขณะที่สื่อกำลังโฟกัสที่ความสัมพันธ์ระหว่างอ็องรี มาร์โซกับโกฮุน วงการวิจารณ์กลับตื่นตระหนกกับผลงานชิ้นนั้น
กระแสของศิลปะร่วมสมัยในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะหลีกหนีจากรูปแบบดั้งเดิม
แต่ผลงานชิ้นนั้นกลับตั้งอยู่บนความสมบูรณ์ทางโครงสร้างและการบรรยายที่เหมือนยุคเรเนซองส์
แม้ว่าดวงตาที่โกฮุนวาดจะไม่ได้มีรายละเอียดประณีตนัก แต่กลับถ่ายทอดความเย่อหยิ่งเฉพาะตัวและความโดดเดี่ยวของอ็องรี มาร์โซได้อย่างชัดเจน
ส่วนมือที่อ็องรี มาร์โซลงมือแก้ไขด้วยตนเองก็กลายเป็นจุดสนใจ
ร่างกายที่สลักจากหินอ่อนชนิดพิเศษชื่อ “โกลด์อีหร่านมาร์เบิล” ถ่ายทอดชื่อเสียงอันเจิดจ้าและฉากหลังอันรุ่งโรจน์ของอ็องรี มาร์โซ
แต่ฝ่ามือที่เต็มไปด้วยรอยด้านและบาดแผลกลับสะท้อนตัวตนในฐานะศิลปินของเขาได้อย่างหมดจด
มันคือผลงานที่ถ่ายทอดการค้นหาตัวตนและการใคร่ครวญตนเองได้อย่างเต็มที่
เป็นผลงานที่ "เข้าใจได้"
และ "สัมผัสได้"
แตกต่างจากศิลปะร่วมสมัยที่ตัดขาดจากการสื่อสารโดยสิ้นเชิง
ผลงานของโกฮุนก็เช่นกัน
มันแตกต่างจากภาพวาดมากมายที่ถูกยกย่องในเชิงคุณค่าศิลปะโดยสิ้นเชิง
ไม่ว่าใครดู ก็สามารถเข้าใจความหมายของมันได้ ร่วมแบ่งปันความรู้สึกของแวนโก๊ะได้
กระแสตอบรับจากผู้ชมคือหลักฐานชัดเจน
ผู้คนยังคงหลั่งไหลไปเพื่อชมผลงาน
ในโลกออนไลน์ก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับโกฮุนอัจฉริยะหนุ่มน้อยถูกพูดถึงไม่หยุด
นักวิจารณ์บางส่วนถึงกับคาดเดาอย่างระมัดระวังว่า บางทีทิศทางของวงการศิลปะอาจเปลี่ยนแปลงโดยมีอ็องรี มาร์โซและโกฮุนเป็นศูนย์กลาง
“ฮึ่ม...”
จางมีแร ผู้ช่วยศาสตราจารย์คณะศิลปกรรม มหาวิทยาลัยเกาหลี กำลังดูฟอรั่มศิลปะฝรั่งเศสด้วยความสนใจ
ในนั้นกำลังมีการถกเถียงกันว่าเราควรทำความเข้าใจสองบุคคลที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในขณะนี้อย่างไรดี
หลังสงครามโลก
ศิลปินจำนวนมากตระหนักถึงความโหดร้ายของสงครามและความไร้พลังของตน
ความศักดิ์สิทธิ์ของศิลปะที่พวกเขายึดถือไว้ก็ไร้ความหมายเมื่อเผชิญหน้ากับความรุนแรง
การแสวงหาความงามและความสุขในการเสพศิลปะกลายเป็นสิ่งไร้ค่าเมื่ออยู่ต่อหน้าความเป็นจริง
ศิลปินจึงเริ่มละทิ้งประเพณี
ไม่เพียงแค่ไม่ให้ความหมายกับการแสวงหาความงาม แต่ยังเริ่มทำลายรูปแบบศิลปะดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง
เป็นการทำร้ายตัวเอง
ศิลปะยุคใหม่ที่เริ่มต้นเช่นนั้นค่อย ๆ สูญเสียรูปทรง จนเหลือเพียงแนวคิดที่ต่อต้านระบบเดิม
และเมื่อเวลาผ่านไป แม้แต่จิตวิญญาณนั้นก็ไม่เหลืออยู่
ตอนนี้จึงหลงเหลือเพียงความประหลาดที่แม้แต่ผู้สร้างเองก็ไม่เข้าใจ
ในยุคที่โดดเดี่ยวอย่างที่สุด
การฝากฝังอัตลักษณ์ที่หลงทางของตัวเองจึงยังดำเนินต่อไป
จางมีแรเป็นจิตรกรที่ต่อต้านกระแสเหล่านั้น
แม้จะมีผู้สนับสนุนมาก แต่ในสายตาของศิลปินร่วมสมัย เธอกลับถูกมองว่าเป็นศิลปินตื้น ๆ และถูกกีดกัน
เพราะเข้าใจดีถึงความเจ็บปวดของการถูกตำหนิโดยเพื่อนร่วมวิชาชีพ
เธอจึงอดไม่ได้ที่จะเป็นห่วงโกฮุน
แต่จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ เธอก็รู้สึกได้ว่ากระแสสังคมเริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย
‘น่าทึ่งจริง ๆ’
จางมีแรอดไม่ได้ที่จะฝากความหวังไว้กับคลื่นลูกเล็ก ๆ ที่เกิดจากการกระทำอันคาดไม่ถึงของเด็กชายวัยสิบขวบ
└มีใครเคยเห็นภาพของโกฮุนบ้าง?
└เราดูมาแล้ว ถึงแม้วัสดุจะไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่ไม่คิดเลยว่าแค่สีไม้จะถ่ายทอดอะไรแบบนั้นได้
└ชอบตรงที่รู้สึกได้ชัดเจน ถึงจะไม่เข้าใจทั้งหมดแต่ก็รับรู้อะไรบางอย่างได้
└ใช่ ๆ มันสัมผัสได้อะไรบางอย่าง แต่ก็พูดออกมาไม่ได้ชัดเจน
└โกฮุนพูดตอนงานประมูลว่า “ถ้าความรู้สึกนั้นอธิบายได้ด้วยคำพูด ผมก็คงเขียนเป็นบทความแทนแล้วครับ”
└555555 นี่มันเด็กสิบขวบจริงเหรอ
└ก็ใช่น่ะสิ 555
เมื่อเห็นว่าผู้คนต่างชื่นชอบกันขนาดนี้
บางที... ศิลปินอาจหยุดทำร้ายตัวเอง และกลับมามีความกล้าที่จะสร้างสรรค์ได้อีกครั้งก็ได้
เพราะศิลปินคือผู้ที่เล่าเรื่องตัวเอง และในขณะเดียวกันก็โหยหาการเข้าใจจากผู้อื่น
จางมีแรยิ้มออกมาเบา ๆ
“ว่าแต่ ดูเหมือนจะสนิทกับอ็องรี มาร์โซมากขึ้นแล้วนะเนี่ย...”
จางมีแรลองนึกถึงอาจารย์โกซูยอลของเธอ ว่าเขาคงจะเป็นห่วงมากแค่ไหน แล้วก็ยักไหล่เบา ๆ
...
31 ธันวาคม 2027
มิเชล พลาตินีถอนหายใจเบา ๆ ขณะมองไปรอบ ๆ ห้องทำงานที่เธอทำงานมา 6 ปี
เมื่อจัดของจนเกลี้ยง ห้องทำงานที่เคยรู้สึกคับแคบกลับดูกว้างขวางขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
งานภัณฑารักษ์ที่เธอเริ่มต้นก่อนจะจบปริญญาโท
เพื่อเติมเต็มประสบการณ์และความรู้ที่ขาด เธอไปดูแทบทุกนิทรรศการเท่าที่จะหาได้ จนในที่สุดก็ได้รับการยอมรับทีละน้อย
การได้ดูแลผลงานของศิลปินที่เธอรัก เป็นความสุขอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้
เธอมั่นใจว่าไม่มีใครจะทำให้ผลงานของอ็องรี มาร์โซ ศิลปินที่ตกเป็นประเด็นถกเถียงมาตั้งแต่สมัยที่เธอเป็นนักเรียนโดดเด่นได้มากเท่าเธออีกแล้ว
งานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งหน้าที่และอำนาจก็ตามมา
และในระหว่างนั้น ความสัมพันธ์ของเธอกับเขาก็เปลี่ยนไป
จากเพื่อนร่วมรุ่นในมหาวิทยาลัยและศัตรูคู่กัด กลายมาเป็นพาร์ตเนอร์ธุรกิจ แล้วก็คนรัก
จนมาถึงตอนนี้
หากย้อนมองกลับไป เขาในด้านดีและด้านร้ายก็ไม่เคยเปลี่ยนเลย
รักเขามาตั้งแต่วันแรกที่เจอ
และแม้จะเลิกรากันในวันนี้ เขาก็ยังเป็นเหมือนเดิม
เท่เสมอ
และเฮงซวยเสมอ
สิ่งที่เปลี่ยนไปคือมิเชล พลาตินีเอง
เธออยากดูแลผลงานของศิลปินหลากหลายมากขึ้น อยากสนับสนุนศิลปินที่ไม่มีชื่อแต่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์
เธอเชื่อว่าเธอจะประสบความสำเร็จได้โดยไม่ต้องพึ่งชื่อเสียงของอัจฉริยะอย่างอ็องรี มาร์โซ
เธอภูมิใจในตัวเองในฐานะภัณฑารักษ์ จากความพยายามและประสบการณ์ที่สั่งสมมา และอยากได้ใช้มันให้เต็มที่
นับว่าโชคดี
ที่อ็องรี มาร์โซซึ่งเคยตกต่ำ กลับฟื้นคืนความเป็นตัวเองได้อย่างรวดเร็ว
ไม่มีความรู้สึกค้างคาแม้แต่หลังจากเลิกรา
เธอจึงรู้สึกว่าตัวเองสามารถเดินออกไปได้โดยไม่มีอะไรต้องเสียใจ
“ฮึบ…”
มิเชลยกกล่องเพื่อขนของชิ้นสุดท้าย
ตรงหน้าประตู อ็องรี มาร์โซยืนอยู่
มิเชลตกใจเล็กน้อย แต่ทำท่าไม่ใส่ใจแล้วถามว่า
“จะมาส่งเหรอ?”
อ็องรีไม่ตอบอะไร เพียงเอนตัวพิงประตู มองเธออยู่อย่างนั้น
สายตานั้นทำให้เธอรู้สึกอึดอัด
แม้มิเชลเดินไปถึงประตู เขาก็ไม่มีทีท่าว่าจะหลบให้
“จะหลบให้หน่อยได้ไหม?”
อ็องรีจึงเปิดปากพูด
“อย่าไปเลย”
มิเชลสบตากับเขาที่จ้องมาอย่างแน่วแน่ แล้วเบือนหน้าหนี
“พูดอะไรของนาย”
มิเชลพยายามจะฝืนเดินออกไป
อ็องรีจึงแง้มทางให้เล็กน้อย แล้วพูดเบา ๆ ที่ด้านหลังของเธอ
“แล้วฉันจะทำยังไง…”
ความหน้าด้านของเขาทำให้มิเชลอดทนไม่ไหว
เธอวางกล่องลงแล้วหันกลับไป
“ก็ไปหาคนอื่นสิ? เงินก็มีตั้งเยอะไม่ใช่หรือไง?”
เธอประชดอ็องรีอย่างเต็มที่ เพราะเขาเป็นคนที่เชื่อว่าแม้แต่ความรักก็สามารถซื้อได้ด้วยเงิน
“ไม่ได้”
คำตอบที่จริงจังของเขาทำให้มิเชลกอดอกแน่น
“ต้องเป็นเธอเท่านั้น”
เป็นครั้งแรกที่เธอได้ยินคำนี้
ไม่มีทางที่อ็องรี มาร์โซที่เย็นชาแบบนั้นจะพูดอะไรแบบนี้ออกมา
“ขำอะ ตอนนี้มาพูดแบบนี้…”
ตอนที่เธอกำลังจะยกกล่องขึ้นอีกครั้ง
อ็องรีคว้าข้อมือของเธอไว้
เขาสบตาเธออย่างแน่วแน่และพูด
“อย่าไปเลย”
“ปล่อย”
มิเชลสะบัดมือเขาออก
“ฉันเบื่อจะต้องตามเก็บกวาดให้นายเต็มทีแล้ว เบื่อจะต้องตามจัดการตารางงานที่นายเลื่อนตามใจ จะให้เงินเยอะแค่ไหน? ไปหาคนที่ชอบเงินเอาเองเถอะ อย่ามายุ่งวุ่นวายอีกเลย”
อ็องรีที่ฟังคำพูดของมิเชลอยู่เอ่ยขึ้นมาเบา ๆ
“ไม่ต้องการใครทั้งนั้น นอกจากเธอ”
แต่ก็ยังคงพูดกันไม่รู้เรื่องอยู่ดี
เขาเป็นแบบนี้เสมอมา
ทุกครั้งที่ทะเลาะกัน เขาแค่เอาแต่เรียกร้องและคาดหวัง โดยไม่เคยฟังอีกฝ่ายเลยแม้แต่นิดเดียว
มิเชลส่ายหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ แล้วหมุนตัวกลับ
“เธอน่ะ...”
อ็องรีคว้าข้อมือของเธออีกครั้ง
“ฉันทนเห็นเธอไปดูแลงานของคนอื่นไม่ได้”
ยังคงขี้ขลาดเหมือนเดิม
“อย่าเอาภาพของคนอื่นมาจัดแสดงเลย”
เขาทำได้แค่เรียกร้องเท่านั้น
ไม่เคยพูดคำที่มิเชลอยากได้ยินจริง ๆ สักครั้งเดียว
ต่อให้ร่วมทางกัน ก็มีแต่ความเหงา
เธอไม่อาจเชื่อใจเขาได้อีกแล้ว
เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแท้จริงแล้วเขาต้องการอะไรกันแน่ ที่พยายามขัดขวางเป้าหมายของเธอในฐานะภัณฑารักษ์
“อย่าตลกน่า ฉันจะทำอะไรก็เรื่องของฉัน จะทำงานกับใคร จัดนิทรรศการในธีมอะไร มันก็เป็นสิทธิ์ของฉันทั้งนั้น”
อ็องรีกลืนน้ำลายอย่างฝืดเคือง
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วพร่า
“ทำที่นี่เถอะ”
ในช่วงหกปีที่ผ่านมา ที่แกลเลอรีมาร์โซ ผลงานที่จัดแสดงที่ไม่ใช่ของอ็องรีมีแค่ของโกฮุนเพียงคนเดียวเท่านั้น
“จะพาใครมาก็ได้ จะแสดงอะไรยังไงก็เอาตามใจเลย”
เพราะรู้ว่าข้อเสนอนี้เป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ของอ็องรี มิเชลจึงมองเขาอย่างตกตะลึง
“อย่าทำตัวเหมือนกำลังยื่นบุญคุณให้หน่อยเลย ที่อื่นก็มีให้ฉันทำงานอีกตั้งเยอะ”
“ต้องการเท่าไหร่”
“……ว่าไงนะ?”
“ต้องการเท่าไหร่ล่ะ บอกมาเลย ฉันให้ได้ตามนั้น”
มิเชลตบหน้าเขาอย่างแรง
เธอหอบหายใจถี่เพราะความโกรธจัด ดวงตาเริ่มคลอด้วยน้ำตา
เขาคือคนที่ทำลายแม้แต่ความทรงจำที่เคยมีความสุขที่สุด
คนที่เธอเคยรักสุดหัวใจ กลับทำให้ทุกอย่างพังทลายจนยกโทษไม่ได้
“พูดได้แค่นั้นเหรอ? คิดว่าทุกอย่างมันซื้อได้ด้วยเงินหรือไง? คิดว่าฉันทำงานกับเธอเพราะเงินเหรอ? แล้วในสายตาเธอ ฉันก็มีค่าแค่นั้นเองสินะ!”
อ็องรีค่อย ๆ หันหน้ากลับมา
“ไปหาคนที่ชอบเงินสิ! คนที่อยากร่วมงานกับเธอมีเป็นสิบเป็นร้อย จะกลัวอะไรอีก!”
“แล้วมันไม่พอใจตรงไหนล่ะ”
“ฉันเกลียดตรงนั้นแหละ! คิดว่าโลกนี้มีแต่เธอคนเดียวที่เป็นศิลปินหรือไง? มีแต่เธอคนเดียวที่ทำประติมากรรมได้เหรอ? ที่ที่ฉันทำงานได้มีตั้งเยอะ คนที่อยากร่วมงานกับฉันก็มีเต็มไปหมด! แล้วทำไมฉันถึงต้องอยู่ที่นี่กัน!”
มิเชลระบายทุกความอัดอั้นที่เก็บมา
อ็องรีที่ยืนมองเธอระเบิดอารมณ์ พูดขึ้นช้า ๆ
“แต่ที่นั่นไม่มีฉันอยู่”
มิเชลหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน
“ความมั่นใจแบบนี้เอามาจากไหนกัน? คิดว่าถ้าไม่มีเธอ ฉันจะทำงานไม่ได้เหรอ?”
“ใช่”
อ็องรีไม่เคยสงสัยในตัวเธอเลยแม้แต่นิด
เขาเชื่อจริง ๆ ว่าเธอคือคนเดียวในโลกที่จะจัดแสดงผลงานของอ็องรี มาร์โซให้โดดเด่นที่สุดได้
ในโลกของศิลปะที่เต็มไปด้วยคนที่เสแสร้งต่อหน้าแล้วนินทาลับหลัง
มิเชล พลาตินีแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
เขาเชื่อว่าเธอคือคนเดียวที่เหมาะกับงานของเขา และเขาเองก็คือศิลปินเพียงคนเดียวที่คู่ควรกับเธอ
เพียงแต่ว่า...
เขาไม่รู้ว่าจะปฏิบัติต่อเธออย่างไร
เพราะไม่เคยรู้จักความรักจากใครนอกจากตัวเอง
สิ่งที่เขาทำได้ก็มีแค่เสนอเงินเดือนสูง ๆ ซื้อบ้านซื้อรถให้ และมอบอำนาจในการจัดการมากขึ้นเท่านั้น
อ็องรีพูดอีกครั้ง
“ฉันก็อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเธอ”
คำสารภาพที่ไม่สมบูรณ์แบบของเขาทำให้มิเชลถึงกับชะงัก
เธอเริ่มรู้สึกเลือนรางว่า บางทีสิ่งที่เขาพูดมาตลอด อาจไม่ใช่เพราะเขาดูถูกเธออย่างที่เธอเคยคิด
อ็องรีมองเธอด้วยสายตาจริงจัง และพูดอีกครั้ง
“อย่าไปเลย”