ประโยคเดียวของไป๋เหวยที่ว่า “ประตูหลังของเจ้ามันหลวมเกินไป” ทำเอาอูรูไปไม่เป็นเลยทีเดียว
ในฐานะผู้คร่ำหวอด เขาย่อมเข้าใจความหมายของไป๋เหวยเป็นธรรมดา ดังนั้นจึงไม่มีอารมณ์จะไปคิดว่าร่างกายของตนเองเกิดปัญหาอะไรขึ้น เพียงคิดว่าคงเป็นเพราะได้รับบาดเจ็บสาหัส เพราะอย่างไรเสียไหล่ทั้งข้างของเขาก็ถูกกัดจนทะลุ ตอนนี้เลือดยังคงไหลออกมาไม่หยุด
ดังนั้น หลังจากยืนยันว่าไม่ได้ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้ในที่เกิดเหตุ อูรูก็รีบจากไป
เมื่อเห็นว่าอูรูไม่ได้ซักไซ้ต่อ ไป๋เหวยก็รู้สึกผ่อนคลายลงเล็กน้อย ครั้งนี้เขาสามารถแถไปได้อีกครั้ง
ไม่ช้าก็เร็ว วันหนึ่งอูรูจะค้นพบว่าร่างกายของตนเองย่ำแย่ลงเรื่อยๆ และจะเข้าใจว่านี่เป็นเพราะเขาถูกไป๋เหวย ‘สิงสู่’ อยู่ แต่ไป๋เหวยหวังว่าวันนั้นจะมาถึงช้าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เพราะตอนนี้อูรูยังมีทางถอย แม้ว่าสถานการณ์ของเขาจะดูเลวร้ายมาก แต่ถ้าเขาใจแข็งพอ ไม่ต้องการทั้งตัวตนและตำแหน่งในปัจจุบันอีกต่อไป ยอมตัดไป๋เหวยทิ้ง แล้วโยนเข้าไปในโบสถ์ก่อนจะหนีหัวซุกหัวซุน จากนี้ไปก็ซ่อนตัวตนกลายเป็นนักโทษหลบหนี เขาก็ยังมีโอกาสรอดชีวิตสูงมาก
เส้นทางนี้เห็นได้ชัดว่าอูรูก็คงคิดออกเช่นกัน แต่ราคาที่ต้องจ่ายนั้นสูงเกินไป เทียบเท่ากับว่าครึ่งชีวิตแรกของเขาต้องสูญเปล่า ส่วนครึ่งชีวิตหลังก็ต้องอยู่อย่างหวาดระแวง ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่ยอมรับอย่างแน่นอน
แต่เมื่อเทียบราคานี้กับชีวิตของเขาแล้ว อูรูย่อมต้องการชีวิตของตนเองมากกว่า หากเขารู้ว่าการใช้พลังของวิซาสคือการตายอย่างช้าๆ ไป๋เหวยมั่นใจว่าเขาจะต้องหนีไปโดยไม่สนอะไรทั้งสิ้น เมื่อถึงตอนนั้น ตัวเขาเองนี่แหละที่จะลำบาก
ดังนั้น ไป๋เหวยจึงต้องพยายามทำให้เจ้านี่ตายใจให้มากที่สุด ปล่อยให้เขาจมอยู่ในภาพลวงตาที่ว่า “ข้าได้ครอบครองพลังที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกนี้แล้ว” และเดินไปสู่ความตายอย่างสงบสุข รอจนกว่าเขาจะรู้ตัวว่ามีบางอย่างผิดปกติ อย่างน้อยก็ต้องเป็นตอนที่ก้าวเท้าลงหลุมไปแล้วครึ่งหนึ่ง ไม่มีทางเลือกอื่นอีกต่อไป
ชิ ฟังดูเหมือนตัวร้ายไปหน่อยแฮะ
หากเป็นคนธรรมดา การกระทำเช่นนี้ของไป๋เหวยคงจะทำให้รู้สึกผิดอยู่บ้าง แต่เมื่อเป้าหมายคืออูรู เขาก็ไม่ใส่ใจเลย
ในขณะนี้ อูรูไม่รู้เลยว่าไป๋เหวยได้วางแผนเส้นทางสู่ความตายไว้ให้เขาหลายสายแล้ว เขาเพียงแค่ลากสังขารที่เต็มไปด้วยบาดแผลกลับไปที่โบสถ์ แน่นอนว่ากลับทางประตูหลัง ไม่ให้ใครพบเห็น และแน่นอนว่าเป็นเพราะเคลซีไม่ได้ส่งคนมาเฝ้าที่นี่เลย ผู้บัญชาการอัศวินผู้เย่อหยิ่งคนนั้นไม่คิดเลยว่าลูจีจะกล้ากลับมาที่นี่หลังจากหลบหนีไปแล้ว จึงทำให้ไป๋เหวยมีช่องโหว่ให้ใช้ประโยชน์
หลังจากกลับมาถึงห้อง อูรูก็รีบเก็บเสื้อผ้าที่เปื้อนเลือดทันที จากนั้นก็ร่ายเวทมนตร์สายรักษาให้ตัวเองสองสามบท
เวทมนตร์สายรักษาในระดับของอูรูไม่สามารถทำให้บาดแผลสมานกันได้โดยตรง อย่างมากก็แค่ห้ามเลือด แล้วทำให้สีหน้าดูดีขึ้นเล็กน้อย
แต่เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว เหมือนกับห้องของบาทหลวงลูจีที่อยู่ข้างๆ เห็นได้ชัดว่าหากพวกอัศวินตรวจสอบอย่างจริงจัง ก็จะพบสิ่งผิดปกติบางอย่างได้ แต่พวกเขากลับไม่ตรวจสอบ อูรูก็เช่นกัน ขอแค่สวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย คนที่ไม่ได้สงสัยเขาก็จะมองไม่เห็นความผิดปกติใดๆ
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จสิ้น อูรูก็มองออกไปนอกหน้าต่าง ประเมินในใจว่าอีกนานแค่ไหนจะสว่าง แล้วก็พึมพำว่า “ยังทัน ยังทัน” ก่อนจะล้มตัวลงบนเตียงแล้วหลับสนิทไป
แต่สิ่งที่อูรูไม่รู้ก็คือ เมื่อเขาหลับเป็นตายไปแล้ว แขนซ้ายทั้งแขนของเขากลับค่อยๆ ขยับขึ้นมาอย่างช้าๆ
มันยังใช้มือยันเตียง พลิกตัวให้เขาอย่างเอาใจใส่ แถมยังห่มผ้าให้อย่างดีอีกด้วย
จากนั้นหลังจากชูสองนิ้วอย่างพึงพอใจแล้ว จึงค่อยนิ่งไปพร้อมกับเขา
...
ที่บาร์ “บ้านสุขสำราญ” เคลซีมองศพของลูจีและโรเจอร์ด้วยสีหน้าบูดบึ้ง
“รู้หรือยังว่าเจ้านี่เป็นใคร?” เคลซีถามอัศวินที่กำลังตรวจสอบศพของโรเจอร์
อัศวินคนนั้นหยิบตราสัญลักษณ์รูปเปลวไฟขึ้นมาจากศพของโรเจอร์ทันที แล้วเดินมาตรงหน้าเคลซี “รายงานท่านผู้บัญชาการอัศวิน คนผู้นี้ควรจะเป็นคนของนิกายอัคคีป่า”
“นิกายอัคคีป่า...” เคลซีหรี่ตาลงเล็กน้อย พึมพำ “เจ้าพวกนี้เร็วจริงๆ เราเพิ่งเจอพ่อค้าตลาดมืดคนนั้นไปไม่นานเท่าไหร่ เจ้าพวกนี้ก็หาตัวลูจีเจอแล้ว”
อัศวินอีกคนที่ตรวจสอบศพของลูจีเสร็จแล้วพูดกับเคลซีว่า “ท่านผู้บัญชาการอัศวิน ดูนี่สิขอรับ...”
เคลซีหันไปมอง แล้วพบว่าอัศวินคนนั้นกำลังโชว์มือซ้ายของลูจีให้เขาดู
มือซ้ายข้างนั้น นิ้วกลางหายไป
“ชิ มาช้าไปก้าวหนึ่งงั้นรึ?” คิ้วของเคลซีขมวดลึกยิ่งขึ้น “ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้นิ้วนั่นจะอยู่ที่เขาจริงๆ แต่ว่า...”
เขาหันไปมองศพของโรเจอร์ด้วยความสงสัย
“ถ้าเจ้านี่มาเพื่อแย่งชิงนิ้ว แล้วทำไมเขาถึงตายด้วย? แถมยังไม่มีนิ้วอยู่กับตัว... หรือว่ามีคนที่สาม? เป็นคนของนิกายอัคคีป่าเหมือนกันรึ?”
เคลซีคิดไม่ตกว่าทำไมหลังจากได้นิ้วไปแล้วลูจีถึงต้องมาที่นี่
ทำไมเขากับเจ้าคนจากนิกายอัคคีป่าถึงตายด้วยกัน? ตกลงใครฆ่าใคร? ในที่เกิดเหตุยังมีคนที่สามอีกหรือไม่? หรือว่าคนที่สามเป็นคนเอานิ้วไป... แต่ข้อนี้คงไม่มีอะไรน่าสงสัย
“คนที่เข้ามาพัวพันเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ” เคลซีพูดเสียงต่ำ “ถ้าไม่รีบเก็บกู้นิ้วกลับมาโดยเร็ว ปล่อยให้ข่าวนี้แพร่ออกไปอีก จะยิ่งลำบากกว่านี้”
ชิ้นส่วนศพของวิซาส ถือเป็นการดำรงอยู่ที่พิเศษที่สุดในโลกนี้อย่างแน่นอน
ทุกคนต่างก็อยากได้มันมาครอบครอง แม้กระทั่งสี่นิกายหลักและสี่นิกายลับใหญ่
บัดนี้ ไรน์ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่นิกายหลัก และนิกายอัคคีป่าซึ่งเป็นหนึ่งในสี่นิกายลับใหญ่ได้ลงสนามแล้ว แค่นี้ก็ลำบากพอแล้ว หากปล่อยให้ข่าวนี้แพร่ออกไปอีก จนอีกหกนิกายที่เหลือรู้เข้า เรื่องจะยิ่งยุ่งยากกว่าเดิม ยิ่งไปกว่านั้น การที่นิกายหลักรู้เรื่องกลับจัดการได้ยากกว่าการที่นิกายลับรู้เรื่องเสียอีก เพราะนิกายลับล้วนเป็นศัตรู เป็นพวกนอกรีต หากกล้ามาแย่งชิงกับไรน์ เคลซีก็แค่บดขยี้พวกมันทิ้งไปก็สิ้นเรื่อง
แต่หากเป็นอีกสามนิกายหลักที่เหลือลงสนาม ก็จะไม่สามารถใช้กำลังแย่งชิงได้ ต้องดูว่าใครมือไวกว่ากัน ใครเก็บมันไปได้ก่อน นิ้วนั้นก็จะเป็นของคนนั้น
ดังนั้น จะรอต่อไปอีกไม่ได้แล้ว
เคลซีตระหนักได้อย่างเฉียบแหลมว่าเพียงแค่หน่วยของเขาหน่วยเดียว คงยากที่จะหานิ้วนั่นเจอในเวลาอันสั้น ดังนั้นเขาจึงหันไปพูดเสียงต่ำกับอัศวินใต้บังคับบัญชา “แจ้งบิชอปคอรีทันที ให้เขาส่งกำลังคนมาเพิ่ม อย่าลืมแจ้งด้วยว่าเราได้ข้อมูลคร่าวๆ มาแล้ว อย่างน้อยก็สามารถยืนยันได้ว่า...”
เขาหยุดไปชั่วครู่ แล้วหันไปมองมือซ้ายของลูจีก่อนจะพูดต่อ
“อย่างน้อยก็ยืนยันได้ว่าชิ้นส่วนศพนั้นคือนิ้วกลางมือซ้ายของวิซาส ขอให้บิชอปคอรีรีบส่งมอบกฎเกณฑ์ที่ผนึกอยู่ในชิ้นส่วนศพนั้นมาด้วย...”
ยังพูดไม่ทันจบ อัศวินที่กำลังตรวจสอบศพของลูจีก็พูดแทรกขึ้นมาทันที “รายงานท่านผู้บัญชาการอัศวิน ดูเหมือนจะมีบางอย่างไม่ถูกต้องครับ”
เคลซีที่ถูกขัดจังหวะมองไปยังอัศวินคนดังกล่าวอย่างหัวเสีย “อะไรไม่ถูกต้อง?”
อัศวินคนนั้นหยิบมือขวาของลูจีซึ่งเดิมทีทับอยู่ใต้ร่างออกมา
“นิ้วโป้งมือขวาของบาทหลวงลูจี... ก็หายไปด้วยครับ”
ดวงตาของเคลซีเบิกกว้างขึ้นทีละน้อย