เดือนกันยายน
มีทั้งความร้อนระอุของฤดูร้อน และสีเหลืองทองของฤดูใบไม้ร่วง
สำหรับพวกเขาทั้งหลายในหอพัก 302 ชีวิตในมหาวิทยาลัยช่าง "ยั่วยวน" เสียเหลือเกิน
ทุกครั้งที่เดินจากหอพักไปเรียนที่ห้อง มักจะเห็นกลุ่มนักศึกษาหญิงรูปร่างสูงโปร่งสวมกระโปรงสั้นเดินจับกลุ่มสามห้าคนพูดคุยหัวเราะผ่านหน้าพวกเขาไปเสมอ
ภายใต้แสงแดด เรียวขาขาวเนียนยาวสลวยที่ทำเอาละสายตาไม่ได้ เมื่อบวกกับอากาศที่ร้อนอบอ้าว และความหวั่นไหวของวัยหนุ่มสาว มักจะทำให้ศีรษะของพวกเขาทั้งหลายหันขวับไปพร้อมกัน แล้วก็หันกลับมาพร้อมกันเสมอ
"เชี่ยเอ๊ย... กูรู้สึกเลือดลมสูบฉีดว่ะ แม่ง ขืนมองต่อมีหวังเลือดกำเดาพุ่งแน่!"
เฉินซู่รู้สึกว่าตัวเองแทบจะหายใจไม่ออก สายตาของเขาจ้องเขม็งไปไกลๆ มองดูเด็กสาวผมสั้นที่กอดหนังสือเดินหายเข้าไปในตึกเรียน
ฝีเท้าของเขาสั่นสะท้านเล็กน้อย และขยับไปทางเด็กสาวผมสั้นอย่างควบคุมไม่ได้
ถ้าไม่ใช่เพราะไม่ได้เรียนเอกเดียวกัน เขาคงเดินตามไปมองให้เต็มตาอีกสักสองสามทีแล้ว "เชี่ยเอ๊ย ไม่ได้การละ กูต้องหาเบอร์ผู้หญิงกระโปรงสั้นคนนั้นมาให้ได้! ขาวๆ หมวยๆ แบบนี้ โดนใจกูเต็มๆ เลยสัส!"
"เฮ้ย ชอบก็จีบดิวะ ผู้หญิงมหา'ลัยน่ะ จริงๆ แล้วจีบติดง่ายจะตาย ที่สำคัญคือยังใสๆ อยู่..."
"หัวหน้าหอ มึงยังซิงอยู่ป่าววะ?"
"ฮ่าๆ กูไม่ซิงตั้งนานแล้วโว้ย ในคืนที่พายุฝนโหมกระหน่ำ กูจับมือผู้หญิงคนนึง แล้วก็..." เมื่อฉีไห่เฟิงได้ยินคนพูดถึงตัวเอง ก็ยิ้มกว้างจนปากแทบฉีก เขาเล่าอย่างออกรสออกชาติไปได้ครึ่งทาง แล้วก็หุบปากฉับทันที
"เชี่ยเอ๊ย มึงเล่าให้มันละเอียดหน่อยดิวะ กูอุตส่าห์ถอดกางเกงรอแล้ว มึงตัดจบแค่นี้เนี่ยนะ?" เฉินซู่โวยวายทันที
"ฮ่าๆ เอาจริงๆ นะ แค่พวกมึงยอมทุ่มเงิน ผู้หญิงตั้งเยอะแยะก็จีบติดทั้งนั้นแหละ อย่างพวกดาวมหา'ลัยอะไรเงี้ย มึงลองขับปอร์เช่มาเรียนดิ... แค่กระดิกนิ้วเขาก็ตามมาแล้ว โลกนี้มันอยู่กับความเป็นจริง มึงจีบไม่ติด ก็แปลว่ามึงจ่ายไม่ถึงเท่านั้นแหละ..."
"สัส! ไอ้สวะ! กูไม่อนุญาตให้มึงมาดูถูกความรักนะเว้ย!"
"ความรัก? ความรักมันมีค่ากี่บาทกันวะ? ไม่ได้โม้นะ พรุ่งนี้กูจะพาผู้หญิงมากินข้าวด้วย พวกมึงเชื่อป่ะล่ะ?"
"..."
ระหว่างทางไปเรียน
จางเซิ่งฟังเพื่อนร่วมหอคุยกัน พลางมองดูนักศึกษาหญิงรูปร่างสูงโปร่งหน้าตาจิ้มลิ้มในชุดกระโปรงยาวภายในมหาวิทยาลัย
สิ่งที่ฉีไห่เฟิงกับคนอื่นๆ มองเห็น คือความไร้เดียงสาของวัยหนุ่มสาวและการสำรวจสิ่งลี้ลับ
ทว่าในสายตาของจางเซิ่ง กลับมีเพียงความอ่อนต่อโลก นานๆ ครั้งจะมีคนที่ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาหน่อย แม้จะมีแฟนแล้ว แต่ก็ยังคงแฝงไว้ด้วยความไร้เดียงสาและสดใส
ตลอดทาง ฉีไห่เฟิงถือเป็น "ผู้เชี่ยวชาญ" ที่เปี่ยมประสบการณ์ เขาเอาแต่อวดอ้างความรู้เรื่องผู้หญิงของตัวเองอย่างไม่หยุดหย่อน คุยโวอย่างภาคภูมิใจว่าสมัยอยู่ทีมบาสเกตบอลมัธยมปลาย เขาได้รับจดหมายรักและข้อความมากแค่ไหน...
ท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่องของเขาช่างมีแรงดึงดูดจริงๆ ตอนแรกเฉินซู่ก็คุยโต้ตอบกับเขาแค่สองสามประโยค แต่หลังจากนั้นก็ถูกดึงดูดเข้าสู่หัวข้อสนทนา และเอาแต่จินตนาการถึงชีวิตในมหาวิทยาลัยอันแสนสุขของตัวเอง
แม้แต่เจียงไข่หลงที่ปกติเอาแต่ก้มหน้าอ่านนิยาย ตอนนี้ยังวางโทรศัพท์มือถือลง แล้วนั่งฟังฉีไห่เฟิงคุยโวโอ้อวดเรื่อง "บรรดาแฟนสาว" ของตัวเองอย่างออกรสออกชาติ
จางเซิ่งปรายตามองหลินเฉิงที่อยู่ตรงมุมห้อง เพื่อนคนนี้ปกติพูดน้อยมาก เอาแต่ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือเงียบๆ ราวกับตัดขาดจากโลกภายนอก
เวลานี้ เขาเงยหน้ามองฉีไห่เฟิง แววตาฉายแววอิจฉาและโหยหา ก่อนจะก้มหน้าลง เดินหลังค่อมเล็กน้อยตามหลังทุกคนไป
ดูเหมือนว่าชีวิตอันสวยงามที่ทุกคนจินตนาการถึงนั้น จะไม่เกี่ยวข้องกับเขาเลยแม้แต่น้อย และเขาก็เป็นเพียงคนแปลกแยกที่เข้ากับใครไม่ได้
"ยืดหลังให้ตรงหน่อย"
"เอ๊ะ? อ้อ ได้ครับ!"
เขารู้สึกได้ว่ามีคนตบหลังเขาเบาๆ
เขาพยักหน้ารับแล้วยืดหลังตรงตามสัญชาตญาณ แต่พอเดินไปได้สองสามก้าว เขาก็เริ่มกลับมาเดินหลังค่อม ห่อไหล่เข้าหากัน และกอดหนังสือเรียนวิชาเอกไว้แน่น
ราวกับพยายามหดตัวอยู่ในโลกใบเล็กๆ ของตัวเอง เพื่อรักษาสักดิ์ศรีอันน้อยนิดที่เหลืออยู่
ในโลกของคนบางคน...
เกิดมาก็มีบ้าน มีรถ การกินข้าววันละหลายร้อยหรือหลายพันหยวนเป็นเรื่องปกติธรรมดา
สิ่งที่เรียกว่ามหาวิทยาลัย ก็เป็นเพียงแค่การชุบตัว เป็นแค่คลับหรูอีกแห่งสำหรับกินดื่มเที่ยวเล่น ก็เท่านั้นเอง
แต่สำหรับคนบางคน กลับต้องบุกป่าฝ่าดงจากบ้านนอกคอกนามาด้วยความยากลำบาก กว่าจะเดินทางมาถึงมหานครอันเจิดจรัสแห่งนี้ได้ แต่กลับเหมือนแมวจรจัดที่ถูกแสงไฟสาดส่องจนตาพร่ามัว ทำตัวไม่ถูกเมื่อต้องเผชิญหน้ากับทุกสิ่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อฉีไห่เฟิงพูดคุยอย่างออกรสออกชาติถึงทฤษฎีที่ว่า "เรียนหนังสือไปก็ไร้ประโยชน์" และ "ความจริงแล้วโลกนี้เงินคือพระเจ้า" แววตาของเขาก็อดไม่ได้ที่จะฉายแววสับสน
จางเซิ่งมองดูและรับฟังทุกสิ่งทุกอย่าง เขาไม่ได้ปฏิเสธ และไม่ได้เห็นด้วย
เมื่อเข้าไปในห้องเรียน เขาตบไหล่หลินเฉิงเบาๆ จากนั้นก็หยิบหนังสือเรียนขึ้นมาถามความรู้เฉพาะทางในหนังสือกับหลินเฉิง
หลินเฉิงชะงักไป ในช่วงเวลาที่เพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่ดูเหมือนจะแค่เรียนให้ผ่านๆ ไปวันๆ เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจางเซิ่งจะอ่านหนังสือเรียนวิชาเอกอย่าง "ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพลังงานใหม่" ล่วงหน้าด้วย จากนั้น เขาก็อธิบายให้จางเซิ่งฟังอย่างตั้งใจ
ขณะที่อธิบายไปเรื่อยๆ จางเซิ่งก็เห็นประกายแปลกประหลาดวาบผ่านแววตาที่หม่นหมองราวกับขี้เถ้าของเขา
การเรียนหนังสือหาความรู้ จะไร้ประโยชน์ได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่พวกเขาเรียนคือ "เทคโนโลยีพลังงานใหม่" ที่จะเปล่งประกายในอนาคตต่างหาก!
"พวกมึงจะไม่ไปนั่งข้างหลังจริงๆ เหรอวะ?"
"ไม่ล่ะ พวกกูจะนั่งข้างหน้า..."
"เออๆ เค พวกกูอาจจะแวบออกไปก่อนนะ นั่งข้างหน้ามันแอบออกยาก..."
"ไม่เป็นไร"
"งั้นกูจองที่นั่งดีๆ ไว้ให้พวกมึงละกัน... เดี๋ยวเราไปแทงสนุกเกอร์กันต่อ!"
"ไม่เป็นไร..."
เมื่อถึงเวลาเริ่มเรียน ฉีไห่เฟิงมองจางเซิ่งกับหลินเฉิงที่นั่งแถวแรกด้วยความประหลาดใจ และกระซิบเตือนทั้งสองคน
หลินเฉิงไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ส่ายหน้า
สัญชาตญาณบอกเขาว่า แม้เขาจะอยู่หอพักเดียวกันกับฉีไห่เฟิง แถมยังอยู่ห้องติดกัน แต่พวกเขาไม่ใช่คนโลกเดียวกัน
ตอนนี้ไม่ใช่คนโลกเดียวกัน และในอนาคตก็ไม่มีทางเป็นคนโลกเดียวกันได้
เมื่อฉีไห่เฟิงเห็นว่าทั้งคู่ยืนกรานจะนั่งแถวแรกที่แทบจะไม่มีคนนั่ง เขาก็ทำแค่ยักไหล่ จากนั้นก็พาคนอื่นๆ ไปนั่งแถวหลังสุด แล้วเริ่มกระซิบกระซาบพูดคุยกัน
เรียนไปได้ครึ่งทาง...
การฟังอาจารย์บรรยายชวนให้ง่วงนอนเหลือเกิน ฉีไห่เฟิงและคนอื่นๆ เบื่อจนทนไม่ไหว จึงแอบก้มหน้าก้มตา ทยอยกันเนียนขออนุญาตไปเข้าห้องน้ำแล้วหลบออกไป
ทิ้งไว้เพียงเจียงไข่หลงที่กำลังหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอ่านนิยาย
…………………………
วิชาเอกนั้นน่าเบื่อมากจริงๆ
มีทั้งคำศัพท์ที่ไม่คุ้นเคย สูตรที่ไม่เคยเห็น แนวคิดทางวิชาการที่แสนจะจืดชืด...
แม้ว่าในโลกเดิมจางเซิ่งจะเรียนจบชั้นมัธยมปลายและประสบความสำเร็จในสังคม แต่เขาไม่มีพื้นฐานความรู้ด้านนี้เลยจริงๆ ดังนั้นจึงฟังอาจารย์บรรยายอย่างยากลำบากเป็นพิเศษ
สภาพเช่นนี้ เกิดขึ้นตั้งแต่การเรียนวันแรกแล้ว
ถึงกระนั้น เขาก็ยังคงฝืนจำเนื้อหาที่อาจารย์สอนไปทีละอย่าง
จดช็อตโน้ตจนเต็มหน้ากระดาษ...
เมื่อถึงเวลาเลิกเรียน จางเซิ่งและหลินเฉิงก็เดินตรงไปยังอาจารย์เสิ่นซิ่วเจวียนซึ่งเป็นอาจารย์ประจำวิชาเอกอย่างพร้อมเพรียงกันโดยไม่ได้นัดหมาย
พวกเขาเดินตามอาจารย์และถามคำถามมากมาย...
อาจารย์เสิ่นซิ่วเจวียนรู้สึกประหลาดใจในแวบแรก วิชาเอกที่น่าเบื่อหน่ายขนาดนี้ กลับยังมีคนตั้งใจฟังอยู่อีก
โดยเฉพาะเด็กหนุ่มที่ชื่อจางเซิ่งคนนี้ พื้นฐานของเขาดูเหมือนจะอ่อนมาก คำถามก็ตื้นเขินสุดๆ บางคำถามทำเอาเธอถึงกับพูดไม่ออก แต่ก็ดูออกว่าเขาอยากจะเรียนรู้เนื้อหาส่วนนี้อย่างจริงจัง
หลังจากตอบคำถามของทั้งสองคนทีละข้อ เธอมองตามแผ่นหลังของพวกเขาทีเดินจากไป และมองดูรอยจดบันทึกมากมายบนหนังสือเรียนวิชาเอก เสิ่นซิ่วเจวียนก็พยักหน้าเงียบๆ
ลูกศิษย์ขยันขันแข็งขนาดนี้ เธอย่อมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
ทว่า...
ความยินดีนี้ก็คงอยู่เพียงชั่วครู่
เธอสอนหนังสือมาตั้งหลายปี มีนักศึกษาแบบไหนบ้างที่ไม่เคยเจอ?
เมื่อก่อนก็เคยเจอนักศึกษาแบบนี้เหมือนกัน ช่วงเปิดเทอมใหม่ๆ ตั้งใจเรียนมาก แต่พอผ่านไปสักพักก็เริ่มขี้เกียจ ถึงขั้นโดดเรียนไปหลายคาบ แถมตอนปลายภาคยังสอบตกอีกต่างหาก
นี่เป็นเรื่องปกติมาก
หลายปีมานี้ นักศึกษาที่เรียนวิชาเอก "พลังงานใหม่" ได้ดีจริงๆ ในใจเธอมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
ท้ายที่สุดแล้ว...
ที่นี่ก็เป็นแค่มหาวิทยาลัยระดับสอง
ไม่ใช่สถาบันการศึกษาชั้นนำอย่างมหาวิทยาลัยเยียนจิงสักหน่อย จริงไหม?
ตอนเที่ยง ขณะเตรียมตัวกินข้าวกลางวัน เธอโทรศัพท์หาสามีที่ชื่อเฉินจื้อจง
แต่สามีของเธอเฉินจื้อจงก็ไม่รับสายเสียที จนกระทั่งเวลาสิบเอ็ดนาฬิกาสี่สิบนาที เฉินจื้อจงถึงโทรกลับมา
"เมื่อกี้มีนักศึกษามาปรึกษาเรื่องกฎหมาย ตอนนี้ว่างแล้ว ไปโรงอาหารกันเถอะ..."
เสิ่นซิ่วเจวียนเดินมาถึงโรงอาหาร ก็เห็นสามีของเธอกำลังคุยอะไรบางอย่างกับเด็กหนุ่มที่ถือหนังสืออยู่
เธอรู้สึกคุ้นหน้าเด็กหนุ่มคนนั้นมาก ผ่านไปครู่หนึ่ง เธอถึงเพิ่งสังเกตว่าเด็กหนุ่มคนนั้นก็คือจางเซิ่ง
"อาจารย์เสิ่น!"
"สวัสดีจ้ะ"
จางเซิ่งดีใจมากที่เห็นเธอ รีบเอ่ยทักทายอย่างกระตือรือร้น จากนั้นก็รีบหาที่นั่งและเชิญให้เธอนั่งลง
เธอพบว่าเด็กหนุ่มคนนี้คุยเก่งมาก
หลังจากปรึกษาเรื่องกฎหมายเสร็จ เขาก็คุยเรื่องแนวโน้มของพลังงานใหม่ คุยเรื่องอนาคต...
คุยไปคุยมา เสิ่นซิ่วเจวียนก็เผลอคิดไปชั่วขณะว่า จางเซิ่งช่างคล้ายกับเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งของเธอเหลือเกิน
เพื่อนร่วมชั้นคนนั้น...
ตอนนี้กำลังศึกษาเรื่องรถยนต์พลังงานใหม่อยู่
แต่...
ตอนนี้ขาดทุนย่อยยับ กำลังตระเวนขอยืมเงินคนอื่นเพื่อประทังชีวิต ตัวเธอเองก็ให้ยืมไปไม่ใช่น้อย จนตอนนี้กลัวที่จะให้ยืมแล้ว
ของพรรค์นี้...
มันก็แค่หลุมพรางชัดๆ
ในตอนนั้นเอง โทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น
เธอมองดูหน้าจอโทรศัพท์...
ตายยากจริงๆ พูดถึงก็มาพอดี
เพื่อนร่วมชั้นคนนั้นโทรมา
ปลายสายดูเหมือนว่าเพื่อนเก่าจะโทรมายืมเงินอีกแล้ว
ในสาย เขาบอกว่าหาเงินลงทุนไม่สำเร็จ แต่เขาจะไม่ยอมแพ้ และหวังว่าเธอจะช่วยสนับสนุนเงินอีกสักหน่อย
แน่นอนว่าเสิ่นซิ่วเจวียนต้องปฏิเสธ
แต่ปฏิเสธไปได้ไม่ทันไร เพื่อนร่วมชั้นคนนั้นก็มาหาถึงที่







