"เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แหละ ในงานเลี้ยงฉลองการสอบอักษรภาพ ข้ากับตระกูลสายรองแตกหักกันแล้ว ฟ้าดินกว้างใหญ่ ไม่มีที่ให้ไป เลยทำได้แค่พาน้องสาวมาพึ่งพิงท่าน" จี้เฉินตบราวระเบียงเรือสมบัติชีเจวี๋ย พูดอย่างตื่นเต้น "มันเป็นเรื่องจนใจจริงๆ ขอพี่ซ่งโปรดช่วยเหลือยามยาก รับพวกเราสองพี่น้องไว้ด้วยเถอะ!"
ซ่งเฉียนจีคิดในใจ เจ้าหัวเราะเหมือนเก็บหินวิญญาณได้แสนก้อนฟรีๆ ตรงไหนที่เหมือน 'เรื่องจนใจ' กันล่ะ?
ตอนที่จี้เฉินปรากฏตัวครั้งแรก พวกศิษย์สายนอกรวมถึงเมิ่งเหอเจ๋อล้วนตึงเครียดมาก
ท้ายที่สุดแล้วเรือเหาะของเขามีรูปลักษณ์หรูหรา ดูแล้วราคาแพงลิ่ว ตอนที่มันแหวกหมอกยามราตรี เสียงลมก็พัดกรรโชกแรง ทรงพลังจนน่าเกรงขาม
แต่เมื่อจี้เฉินเก็บเรือเหาะ แล้วกระโดดขึ้นมาบนเรือของพวกเขาก่อน ความระแวดระวังนี้ก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว
ด้านหลังเขามีเด็กสาวผมแกละคู่น่ารักคนหนึ่งเดินตามมา อายุเพียงสิบสามสิบสี่ปี ท่าทางว่านอนสอนง่าย มีลักยิ้มบางๆ
แล้วก็ยังมีคนคุ้นหน้าคุ้นตาอีกสองคนคือสวีคั่นซานและชิวต้าเฉิง
"เจ้าเองหรือ" เมิ่งเหอเจ๋อเห็นเด็กสาวหน้าคุ้น จึงพูดอย่างลังเล "เจ้าคือคนที่ช่วยแจกกระดาษสีด้านล่างเวที... จี้ จี้ซิง?"
"ข้าเอง! สหายเต๋าเมิ่ง ท่านยังจำข้าได้ด้วย" เด็กสาวผมแกละคู่ตาเป็นประกาย รีบเดินเข้ามาใกล้เขา ราวกับกำลังมองดูของแปลกประหลาด
เมิ่งเหอเจ๋อตกใจจนถอยหลังไปหลายก้าว
เด็กสาวหัวเราะพรืด "คิดไม่ถึงว่าพออยู่ล่างเวทีท่านจะขี้อายขนาดนี้ ข้านึกว่าท่านจะพกดอกไม้กับแพรสีติดตัวไว้ตลอดเสียอีก"
เมิ่งเหอเจ๋อมองไปทางซ่งเฉียนจีแวบหนึ่ง เพื่อขอความช่วยเหลือ
ซ่งเฉียนจีคิดในใจ เจ้าเลือกใช้วิธีนี้หาเสียงเอง พอเจอผู้ชมที่คลั่งไคล้แล้วจะให้ทำอย่างไรได้
เขาไอเบาๆ "แล้วพวกเจ้าสองคนล่ะ เป็นมาอย่างไร"
สวีคั่นซานยิ้มขื่น "ศิษย์พี่ซ่ง เรื่องของพวกข้าพูดไปยิ่งยาวกว่า มีไอ้ลูกเต่าสารเลวคนหนึ่ง ยืมมือพวกข้าไปลงพนันที่บ่อนในเมืองหัวเวยตั้งหนึ่งหมื่นหินวิญญาณเลยนะ!"
"ไม่ใช่หนึ่งร้อย ไม่ใช่หนึ่งพัน แต่เป็นหนึ่งหมื่นถ้วน" ชิวต้าเฉิงเสริม
เหล่าศิษย์สายนอกพากันฮือฮา
"พนันอะไร" ซ่งเฉียนจีเองก็ถูกกระตุ้นความอยากรู้เช่นกัน
"พนันเรื่องท่าน!" สวีคั่นซานพูด "พนันว่าท่านจะกราบใครเป็นอาจารย์ นักพนันทุกคนในเมืองหัวเวยแพ้กันหมดรูป มีแค่ไอ้หมอนั่นที่พนันว่าท่านจะไม่กราบใครเลย ทำให้พวกข้ากวาดเงินเจ้ามือมาได้เรียบ หนึ่งหมื่นคูณสิบเท่า เป็นแสน!"
ซ่งเฉียนจีคิดในใจว่ายังมีเรื่องดีๆ แบบนี้ด้วย จับเสือมือเปล่าชัดๆ
ชิวต้าเฉิงร้องห่มร้องไห้ "พวกข้าดังเป็นพลุแตกในชั่วข้ามคืน แต่กลับติดบัญชีดำของบ่อนพนันทุกแห่งทั้งเล็กใหญ่ในเมืองหัวเวย ต่อไปนี้จะไม่มีให้พนันอีกแล้ว ไม่ให้ข้าพนัน สู้ฆ่าข้าทิ้งเสียดีกว่า"
"ที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือ ข่าวลือไปถึงสำนักหัวเวย หอผู้คุมกฎจะจับพวกข้าไปไต่สวนที่หอวินัย หาว่าทำไมคนอื่นถึงแทงไม่ถูกกันหมด มีแค่พวกข้าที่รู้ข่าววงใน เห็นได้ชัดว่าสมรู้ร่วมคิดกับท่าน เป็นไส้ศึกที่ท่านทิ้งเอาไว้ ประกอบกับคืนนั้นที่แท่นเด็ดดาว พวกท่านถูกผู้ดูแลจ้าวพาคนมาล้อม พวกข้าก็เป็นคนส่งข่าวให้คุณหนูใหญ่ก่อน..."
สวีคั่นซานด่าทอ "พวกข้ามีปากก็เหมือนไม่มี ไอ้หมอนั่นโยนหินวิญญาณทิ้งไว้แล้วก็หนีไป พวกข้าไม่รู้ชื่อมัน แถมยังจำหน้าตามันไม่ได้ด้วย เรื่องแบบนี้พูดออกไปใครจะเชื่อ"
เรื่องนี้ช่างเหลวไหล ซ่งเฉียนจีฟังแล้วก็อยากจะหัวเราะ
ลูกล้างผลาญที่ไหนมาเดาความคิดของเขาถูก หนึ่งหมื่นหินวิญญาณนึกจะพนันก็พนัน นึกจะทิ้งก็ทิ้ง แถมยังสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นตั้งขนาดนี้
"จับคนก็ต้องมีข้อหาใช่ไหม" โจวเสี่ยวอวิ๋นถาม
ศิษย์สายนอกทุกคนล้วนโกรธแค้นแทน
"มีสิ! ข้อหาก็คือ 'สมคบซ่ง'" สวีคั่นซานยิ้มขื่น "เป็นความผิดกระทงใหม่ล่าสุดที่หอวินัยสำนักหัวเวยเพิ่งบัญญัติขึ้นมา ยังร้อนๆ อยู่เลย"
"พวกข้าเห็นท่าไม่ดี เลยสืบดูว่าศิษย์พี่ซ่งไปทางไหน แล้วก็รีบขี่กระบี่หนีมา" ชิวต้าเฉิงหัวเราะ "ระหว่างทางบังเอิญเจอสหายเต๋าจี้ที่นั่งเรือเหาะมาพอดี นี่มันบังเอิญจริงๆ ในใต้หล้ามีใครบ้างไม่ 'สมคบซ่ง' ฮ่าๆๆ!"
จี้เฉินพึมพำ "ข้าไม่ใช่ศิษย์สำนักหัวเวย ข้ามาอย่างเปิดเผยสง่างาม จะพาพวกเจ้าสองคนไปด้วยหรือไม่ก็ไม่แน่ แต่พี่ซ่งต้องพาข้าไปแน่"
จี้เฉินเชื่อมั่นว่าเขากับซ่งเฉียนจีมีมิตรภาพที่แท้จริงต่อกัน
แม้ว่ามิตรภาพของพวกเขาจะเริ่มต้นจากความเข้าใจผิดก็ตาม
ทว่าจิตวิญญาณประเภท 'ชีวิตสำคัญที่การมีส่วนร่วม' 'ยิ่งพยายามยิ่งไม่เอาไหน' แบบนี้ ในโลกนี้มีเพียงพี่ซ่งที่เข้าใจเขา
"ศิษย์พี่ซ่ง ท่านพาพวกเราไปด้วยเถอะ ถือซะว่าซื้อใหญ่แถมเล็ก" ชิวต้าเฉิงชี้ไปที่จี้เฉินกับจี้ซิง "ซื้อตัวใหญ่สองคนนั้น แถมพวกเราตัวเล็กสองคน"
ซ่งเฉียนจีคิดในใจว่าไม่ถูก นี่มันบังคับซื้อขายชัดๆ
"พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าจะไปที่ใด" เขาถามเสียงขรึม
"ก็ต้องไปที่ดินศักดินาของท่านสิ! ท่านอายุยังน้อยก็ได้เป็นเซียนกวนประจำเมืองแล้ว อนาคตก้าวไกลไร้ขีดจำกัด!"
ซ่งเฉียนจีปั้นหน้าเย็นชา
"ดินแดนศักดินาของข้าชื่อเมืองเชียนฉวี ตอนนี้แหล่งน้ำเหือดแห้ง ฝนตกน้อยนิด จะไปมีคลองนับพันได้อย่างไร ที่นั่นเป็นสถานที่ที่น่ากลัวยิ่งกว่าทะเลทรายหรือทะเลมรณะเสียอีก ภูเขากันดารน้ำเลวร้าย ผู้คนป่าเถื่อนดุร้าย..."
เขาน้ำเสียงเยือกเย็น พูดจาเกินจริงไปยกใหญ่ บรรยายเมืองเชียนฉวีเสียจนน่ากลัวยิ่งกว่าขุมนรกชั้นที่สิบแปด
"การไปที่นั่นกับข้าไม่ต่างอะไรกับการปีนภูเขาดาบ ลุยทะเลเพลิง"
เพราะฉะนั้น เจ้ารีบพาน้องสาวเปลี่ยนที่เที่ยวเถอะ ส่วนพวกเจ้าสองคนก็เปลี่ยนที่พนันด้วย
เมื่อจี้เฉินฟังจบ กลับเผยสีหน้าแน่วแน่ราวกับมองความตายเป็นเรื่องธรรมดา
"อืม! พี่ซ่ง ท่านเป็นเพื่อนแท้คนแรกที่ข้าคบหา เป็นพี่น้องที่ดีต่อให้ต้องลงกระทะทองแดงก็ต้องไปด้วยกัน ไม่สิ ทอดข้าก่อนเลย!"
ส่วนจี้ซิงสองแก้มแดงปลั่ง ประคองใบหน้าพูดว่า "ว้าว ได้ปีนภูเขาดาบลุยทะเลเพลิงไปพร้อมกับศิษย์พี่เมิ่ง โรแมนติกจังเลย"
สวีคั่นซานกล่าว "ศิษย์พี่ซ่งดวงดีมาตลอด ขอแค่ตามท่านไป ต่อให้เป็นการไปนรก ในใจก็ยังมีความมั่นใจ"
ชิวต้าเฉิงเสริม "ใช่แล้ว ลงนรกยังได้ทอยลูกเต๋ากับท่านพญายม ก็ยังดีกว่าถูกจับเข้าคุกหลวงของสำนักหัวเวย!"
"พูดได้ดี!" เมิ่งเหอเจ๋อเอ่ยชม "ยินดีด้วย พวกเจ้าผ่านบททดสอบของศิษย์พี่ซ่งแล้ว!"
ซ่งเฉียนจีชะงัก ข้าไปทดสอบอะไรตอนไหน?
เหล่าศิษย์สายนอกเห็นผู้มาใหม่ทั้งสี่แสดงท่าทีแน่วแน่เช่นนี้ ก็พากันปรบมือต้อนรับ
ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันอย่างเปิดอก นับถือกันเป็น 'คนกันเอง' ขาดก็แต่คุกเข่าโขกศีรษะสาบานเป็นพี่น้องกันเท่านั้น
ระหว่างการพูดคุยหยอกล้อ ยิ่งมีความห้าวหาญแบบ 'ไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดิน' และมีความมองโลกในแง่ดีแบบ 'ก้าวเดินเริ่มต้นใหม่'
มีเพียงซ่งเฉียนจีที่ยังคงยืนทึ่มทื่ออยู่กับที่
ตามแผนแล้ว เขาจะทำไร่ทั้งเมืองเพียงคนเดียว
ไปๆ มาๆ ระหว่างทางกลับยิ่งพาคนมาเยอะขึ้นเรื่อยๆ
ตอนนี้ได้แต่หวังว่าเมืองเชียนฉวีจะมีที่รกร้างมากพอ ให้เขาได้ปลูกพืชอย่างคุ้มทุน
เรือสมบัติชีเจวี๋ยเดินหน้าเต็มกำลัง
ไม่ทันรู้ตัว ดวงดาวก็ร่วงหล่นจนหมด ม่านราตรีถอยร่น
ดวงอาทิตย์ยามเช้าโผล่พ้นทะเลเมฆ สาดส่องแสงสีทองนับหมื่นสาย ส่องสว่างให้ใบหน้าอ่อนเยาว์ทุกดวงบนเรือ
...
เมืองเชียนฉวีตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปเทียนซี
อาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล รูปร่างคล้ายสายคาดหยก ความยาวจากเหนือจรดใต้ถึงหกพันลี้
ทิศใต้ติดกับบึงต้าฮวงที่แม้แต่ขนนกบินผ่านยังจม ทิศเหนือพิงป่าไอพิษที่มีสัตว์ร้ายเพ่นพ่าน
ทิศตะวันตกมีภูเขาเป็นปราการธรรมชาติ มีเพียงทิศตะวันออกที่อยู่ติดกับเมืองหงฝู แต่ชายแดนคุ้มกันแน่นหนา คนธรรมดาที่ไม่มีคำสั่งจากเซียนกวนย่อมไม่สามารถผ่านเข้าออกได้
กลางดึก จ้าวเหริน เซียนกวนคนที่หกสิบสี่แห่งเมืองเชียนฉวี ยืนอยู่บนหอเมฆาที่สูงที่สุดในเมือง มือตบราวระเบียงไม่หยุด
ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยว ดวงตาแดงก่ำ ทว่าไม่ใช่เพราะความเจ็บปวด แต่เป็นความตื่นเต้น
ในที่สุดบิดาก็จะได้ไปจากสถานที่ผีสางแห่งนี้เสียที เขาตะโกนก้องในใจ
ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ตบะของเขาไม่ก้าวหน้าขึ้นเลยแม้แต่น้อย เขาเขียนจดหมายไปโอดครวญกับประมุขยอดเขาจ้าว ประมุขยอดเขาให้เขาอดทน และรับปากว่าจะให้ทรัพยากรมากมาย
ปีนั้นการตั้งค่ายกลตาข่ายฟ้าดูดวิญญาณในเมืองเชียนฉวีเพื่อช่วยให้บรรพชนทะลวงระดับได้ เดิมทีเป็นความลับของตระกูล
ดังนั้นนับแต่นั้นมา เซียนกวนของที่นี่จึงรับหน้าที่โดยคนสนิทในตระกูลเดียวกับประมุขยอดเขาจ้าวมาโดยตลอด
สถานการณ์ปัจจุบันของเมืองเชียนฉวีเป็นอย่างไร แทบไม่มีใครรู้
เดิมทีจ้าวเหรินเตรียมใจที่จะทนทุกข์ทรมานต่อไปอีกหนึ่งปีแล้ว ใครจะรู้ว่าสถานการณ์จะพลิกผัน ตอนนี้ขอเพียงแค่ทำเรื่องสุดท้ายให้สำเร็จ ก็จะได้รับรางวัลจากประมุขยอดเขาจ้าว
ส่งมอบงานให้เซียนกวนคนใหม่อย่างราบรื่น
เซียนกวนผู้นี้ไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดา แต่เป็นอัจฉริยะสองขั้ว ซ่งเฉียนจี ผู้เขียนเทียบวีรบุรุษ ทิ้งกระดานเด็ดดาว และเกือบจะได้เป็นศิษย์สืบทอดสายตรงของปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์
เขาจะทำลายธรรมเนียมปฏิบัติ กลายเป็นเซียนกวนที่อายุน้อยที่สุดและตบะต่ำต้อยที่สุดในทั่วทั้งทวีปเทียนซี หรือแม้แต่ทั่วทั้งโลกบำเพ็ญเพียร
จ้าวเหรินฝืนข่มความดีใจอย่างบ้าคลั่งเอาไว้ จะต้องรั้งตัวซ่งเฉียนจีที่รับมือยากผู้นี้ให้มั่นเสียก่อน จะปล่อยให้เจ้านี่มาถึงแล้วหันหลังหนีกลับไปไม่ได้เด็ดขาด
จะประเมินว่าดินแดนศักดินาแห่งหนึ่งดีหรือแย่อย่างไร
สภาพภูมิประเทศ ทรัพยากรทางวัฒนธรรมล้วนเป็นเรื่องรอง สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้บำเพ็ญเพียร แน่นอนว่าต้องเป็นเครื่องเซ่นไหว้บูชา
"ถ่ายทอดคำสั่งของข้า พรุ่งนี้ยามอู่ ทุกอำเภอทุกหมู่บ้าน ทุกหลังคาเรือน ต้องส่งคนมาหนึ่งคนเพื่อมากราบไหว้รูปปั้นเทพเจ้าที่ศาลเจ้าเทวะในนครเทียนเฉิง"
ด้านหลังเขามีคนยืนอยู่สิบกว่าคน ล้วนมีสีหน้าเคารพนบนอบ ก้มหน้าหลบตา เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ขานรับพร้อมกัน
จ้าวเหรินคิดครู่หนึ่ง แล้วเสริมอีกว่า "เพื่อต้อนรับเซียนกวนคนใหม่ แต่ละหมู่บ้านต้องนำปศุสัตว์น้ำหนักร้อยจินขึ้นไปสิบตัวมาถวายที่ศาลเจ้าเทวะด้วย"
ต้องให้ซ่งเฉียนจีได้เห็นความจริงใจของชาวบ้าน และความมั่งคั่งของดินแดนในอาณัติให้จงได้
คนกลุ่มนั้นขานรับอีกครั้ง ว่านอนสอนง่าย ราวกับฝูงวัวแก่ที่ก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างขยันขันแข็ง
จ้าวเหรินพึงพอใจมาก "ทุกคนลำบากแล้ว ถอยไปเถอะ"
การบำเพ็ญเพียรเปรียบดั่งการพายเรือทวนน้ำ หากไม่ก้าวหน้าก็คือถอยหลัง ผู้บำเพ็ญเพียรต้องแข่งกับเวลาทุกวินาที จะมีเวลาว่างมาเสียเวลากับคนธรรมดาได้อย่างไร
แม้เขาจะเป็นเซียนกวน แต่เรื่องทางโลกก็มีซือหลี่ ซือหนง ขุนนางการทหารคอยจัดการให้ เบื้องหลังตำแหน่งขุนนางแต่ละตำแหน่งคือตระกูลใหญ่ผู้มีอิทธิพลในเมืองเชียนฉวี ไม่จำเป็นต้องให้เขามาเสียเวลา
พวก 'วัวแก่' ค่อยๆ ถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ ก้มหน้าค้อมหลัง ฝีเท้าก้าวอย่างระมัดระวัง ไม่ส่งเสียงออกมาแม้แต่นิดเดียว
แต่เมื่อพวกเขาเดินลงจากหอสูง เดินออกจากคฤหาสน์ของเซียนกวน
ทุกย่างก้าวที่เดิน แผ่นหลังก็ยิ่งยืดตรงขึ้นอีกส่วนหนึ่ง ฝีเท้าก็ยิ่งหนักแน่นขึ้นอีกส่วนหนึ่ง
จนกระทั่งสาวใช้รูปงามถือโคมไฟเข้ามาต้อนรับ ข้ารับใช้ขับรถม้าเข้ามารับ ถนนสายใหญ่สว่างไสวไปด้วยโคมไฟนับไม่ถ้วน และเนืองแน่นไปด้วยรถม้าหรูหราสิบกว่าคัน
ผู้ติดตามมากมายดั่งเมฆา โคมไฟสีทองสว่างไสวดั่งกลางวัน
แสงไฟสาดส่องให้เห็นเสื้อผ้าเครื่องประดับที่หรูหรามีราคา สีหน้าเย่อหยิ่งดูแคลน 'วัวแก่' ผู้ต่ำต้อยกลายเป็น 'ผู้ยิ่งใหญ่' ที่มีรูปร่างอ้วนท้วนน่าเกรงขามและกุมอำนาจล้นฟ้าโดยสมบูรณ์
ต่อคำสั่งของจ้าวเหริน พวกเขามีข้อกังขาอยู่บ้าง
ซือหลี่กล่าว "พรุ่งนี้ยามอู่จะไปทันได้อย่างไร บางหมู่บ้านอยู่ห่างไกล หนทางยาวไกล..."
"ใช้ของวิเศษบินไปขนมาสิ ถือโอกาสขนของเซ่นไหว้พวกมันเข้าศาลเจ้าเทวะมาด้วยเลย!" ชายชรารูปร่างอ้วนท้วนคนหนึ่งกวักมือเรียก "ซือหนง ดูซิว่าปีนี้ยังมีภาษีอะไรที่ยังไม่ได้เก็บอีก"
ชายชราผมหงอกขาวคนหนึ่งรีบยิ้มประจบก้าวออกมา เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ทำหน้าขื่นขมกล่าวว่า
"บังเอิญจริงๆ ปีนี้อันไหนที่เก็บได้ก็เก็บไปหมดแล้ว ภาษีที่ดิน ภาษีหญ้า ภาษีตลาด ภาษีรายหัว ภาษีบุตรเกิดใหม่..."
เขาร่ายชื่อภาษีสี่สิบชนิดรวดเดียวจบโดยไม่หยุดพักหายใจ ก่อนจะสรุปในตอนท้าย
"ชาวบ้านถูกขูดรีดไปสามชั้นผิวหนังแล้ว ไม่มีน้ำมันให้รีดอีกแล้ว! ตอนนี้ยังห่างไกลจากฤดูเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง 'ภาษีเก็บเกี่ยวใหม่' ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็เก็บไม่ได้แล้วขอรับ"
ในเขตเมืองเชียนฉวี ชาวบ้านธรรมดาพอฟ้ามืดจุดตะเกียงน้ำมันเพียงดวงเดียว ก็ยังต้องจ่าย 'ภาษีไฟตะเกียง'
ความเงียบงันบังเกิด สายลมยามค่ำคืนพัดผ่าน เปลวไฟวูบไหว แววตาของทุกคนล้วนเหี้ยมเกรียม
ขุนนางการทหารกัดฟันกรอด "เซียนกวนต้องการปศุสัตว์ ก็ต้องมีปศุสัตว์ รวบรวมไม่ครบ ก็ใช้คนมาเป็นเครื่องสังเวยแทนหนี้!"







