"ตื่นๆ ลุกขึ้นมาให้หมด!"
เสียงฆ้องดังกังวานทำลายความเงียบสงบของยามค่ำคืน
"ชายฉกรรจ์ทุกครัวเรือนต้องไปสักการะศาลเจ้าเทวะ ออกเดินทางเดี๋ยวนี้!"
พวกเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นตีฆ้องร้องป่าว จุดคบเพลิงเดินเข้ามาในหมู่บ้าน
เปลวไฟทอดยาวคดเคี้ยวราวกับมังกร ควันดำลอยคลุ้ง
ชั่วขณะนั้นเสียงไก่ขันหมาเห่าดังระงม ทั้งหมู่บ้านถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์
"ทำไมต้องไปตอนนี้ นี่เพิ่งจะยามสองเองนะ!"
"นี่เป็นวัวไถนาตัวสุดท้ายของหมู่บ้านแล้ว เอาไปไม่ได้นะ!"
เสียงคำรามต่ำของบุรุษ เสียงกรีดร้องของสตรี เสียงร้องไห้งอแงของเด็ก และเสียงไอหอบของคนชรา ดังขึ้นพร้อมกันในค่ำคืนอันหนาวเหน็บ
ไม่นานนัก เสียงด่าทอของเจ้าหน้าที่และเสียงแส้แหวกอากาศก็กลบทุกสรรพเสียงจนหมดสิ้น
ท้ายที่สุดเสียงร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าเวทนาก็ถูกกดข่มลงไป เหลือเพียงเสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดเพียงไม่กี่คำ
กระท่อมดินไม่ได้จุดไฟ แสงจันทร์สาดส่องผ่านหน้าต่างกระดาษเข้ามาเป็นลำแสงสลัวราง
ภายในบ้านมีเพียงผนังสี่ด้าน ทว่ายังมีโต๊ะมีตู้ ในหม้อมีแป้งถั่วกวน และบนผนังมีแผ่นแป้งแห้งแขวนอยู่
สภาพเช่นนี้ในหมู่บ้าน ถือว่าเป็นครอบครัวที่พอมีพอกินแล้ว
หญิงวัยกลางคนมีสีหน้าอมทุกข์ "พ่อเสี่ยวหู่ ทำไมถึงต้องเดินทางไปสักการะศาลเจ้าเทวะตอนกลางดึกด้วยล่ะ"
ชายหนุ่มปิดประตู ยัดแผ่นแป้งแห้งครึ่งแผ่นใส่ไว้ในอกเสื้อ "ได้ยินข้างนอกบอกว่า นครเทียนเฉิงมีเซียนกวนคนใหม่มาเยือน หลังจากข้าไปแล้ว..."
"โฮ่งๆๆ!" จู่ๆ ก็มีเสียงหมาร้องดังขึ้น
แต่ในบ้านไม่ได้เลี้ยงหมา
ที่แท้เด็กน้อยบนเตียงเตาก็ตื่นขึ้นมา กำลังปรบมือเลียนเสียงหมาเห่า "มีเซียนกวนที่ไหนกัน มีแต่ขุนนางสุนัข ขุนนางสุนัข ขุนนางสุนัข!"
ชายหนุ่มหน้าถอดสี เหลือบมองเงาคนวูบวาบและคบเพลิงสว่างจ้าวิบวับนอกหน้าต่าง เขารีบก้าวฉับๆ ไปที่ขอบเตียงเตา เอามือปิดปากเด็กน้อยไว้แน่น
เขาลงน้ำหนักมือแรง เด็กน้อยเจ็บจึงส่งเสียงอู้อี้และดิ้นรนสุดชีวิต
ผู้เป็นภรรยารีบดึงตัวสามีออก "เจ้าทำอะไรน่ะ!"
ชายหนุ่มยอมปล่อยมือ สองมือกดไหล่เด็กน้อยไว้ แล้วตวาดเสียงต่ำ "เสี่ยวหู่ ใครสอนเจ้าพูดคำพวกนี้!"
เสี่ยวหู่หอบหายใจพลางร้องไห้โฮ "พวกเขาก็ร้องเพลงกันแบบนี้..."
"พูดไม่ได้นะ! ถ้ามีคนได้ยินเข้า หัวจะหลุดจากบ่าเอา!" ชายหนุ่มดุ "จำไว้หรือเปล่า!"
เด็กน้อยพยักหน้าด้วยความหวาดกลัว ชายหนุ่มจึงยอมปล่อยมือ
เขาถอนหายใจยาว หันไปเปิดตู้ไม้เก่าซอมซ่อ อุ้มของสิ่งหนึ่งออกมาจากชั้นล่างสุด แล้วเลิกผ้าขาวที่คลุมทับอยู่ออก
มันคือคันไถไม้ แต่ไม่เหมือนคันไถตรงที่ใช้กันทั่วไปในปัจจุบัน เพราะงอนไถกลับมีความโค้ง
ชาวนาทั่วไปไม่สามารถผลิตเครื่องมือการเกษตรเองได้ ทำได้เพียงจ่ายเงินให้คหบดีเจ้าที่ดินเพื่อเช่าจากพวกนั้น
เขาเป็นช่างไม้ที่ฝีมือดีที่สุดในละแวกสิบลี้แปดหมู่บ้าน ก่อนที่ขาจะเป๋ เขามักจะเดินตระเวนไปตามตรอกซอกซอยเพื่อรับจ้างซ่อมแซมสิ่งของให้ผู้คน
หลังจากสร้างไถอันนี้เสร็จ ก็ยังไม่เคยนำไปทดลองใช้ในนาเลย ต้องได้รับอนุญาตจากเบื้องบนก่อน ถึงจะสามารถผลิตและใช้งานในปริมาณมากได้
ผืนดินนับวันยิ่งแข็งกระด้าง การเพาะปลูกยิ่งกินแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไม่มีวัวไถนา คนก็คือวัวไถนา
หากวันหนึ่ง ทุกคนได้ใช้มันไถนา...
ดวงตาที่เหนื่อยล้าของชายหนุ่มพลันเปล่งประกายขึ้นมา
"เจ้าจะทำอะไร!" ภรรยาร้องถามด้วยความร้อนรน
ชายหนุ่มกัดฟัน "เซียนกวนคนใหม่มารับตำแหน่ง ใครก็สามารถถวายของวิเศษได้ทั้งนั้น"
"สิ่งที่เขาต้องการคือของวิเศษของเซียน ใครจะไปอยากได้คันไถกันเล่า!" ผู้เป็นภรรยามีสีหน้าขมขื่น "พ่อของลูก ล้มเลิกเถอะ เมื่อห้าปีก่อนเจ้าก็เคยไปมาแล้ว ไม่ใช่ว่า..."
นางมองไปยังขาข้างที่เป๋ของสามี
"แต่ถ้าหากว่า..." ชายหนุ่มไม่ได้พูดต่อ สีหน้าของเขาซีดเผือดลง
การฝากความหวังไว้กับคำว่า "ถ้าหากว่า" เดิมทีก็ไม่คุ้มค่าที่จะเอ่ยถึงอยู่แล้ว
"มัวชักช้าอะไรอยู่!" เสียงทุบประตูอย่างป่าเถื่อนดังขึ้น พร้อมกับเสียงด่าทอของเจ้าหน้าที่ "ไอ้xx รีบไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้!"
ชายหนุ่มสวมกอดภรรยาและลูก ลากคันไถไม้ เปิดประตูเดินออกไปในความมืดมิดยามค่ำคืน
นอกประตู พวกเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหัวเราะครืนและตะโกนลั่น
"ดูสิ หลิวขาเป๋จะไปถวายของวิเศษอีกแล้ว ฮ่าๆๆ!"
"ท่านพ่อ!" เด็กน้อยร้องไห้จ้า ทำท่าจะโผออกไปนอกประตู
ผู้เป็นแม่คว้าตัวเขาอุ้มขึ้นเตียงเตาแล้วกอดไว้ในอก "นอนซะนะ รอเจ้าตื่น พ่อเจ้าก็กลับมาแล้ว"
"ข้านอนไม่หลับ" บนใบหน้าของเสี่ยวหู่ยังมีคราบน้ำตา
"แม่เล่านิทานให้ฟัง เอาไหม"
นางเช็ดคราบน้ำตาให้เขา เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว หมู่บ้านของเราเป็นสถานที่ที่สวยงามมาก ไม่มีพายุทรายดำ มีแต่ต้นไม้ใบหญ้าสีเขียวขจี"
"บนฟ้ามีฝนตกทุกปี ในนามีผลผลิตอุดมสมบูรณ์ทุกปี เมล็ดธัญพืชกองพะเนินเป็นภูเขาลูกย่อมๆ บนภูเขาเต็มไปด้วยดอกไม้ป่า ผลไม้ป่า กระต่ายป่า และไก่ป่า น้ำในแม่น้ำใสจนมองเห็นเงาของเจ้า ในนั้นมีปลาว่ายวนอยู่นับไม่ถ้วนเลยล่ะ!"
เสี่ยวหู่หลับตาพริ้ม "ปลาพวกนั้น ข้าขอกินสักตัวได้ไหม"
"ปลาทั้งอ้วนทั้งตัวใหญ่ พอย่างเสร็จก็มีน้ำมันหยดติ๋งๆ เจ้าอยากกินเท่าไหร่ก็กินได้เลย กินจนพุงกางไปเลย!"
"ท่านแม่ ข้าอิ่มแล้วล่ะ"
ไม่นานนัก เสี่ยวหู่ก็หลับสนิทอยู่ในอ้อมอกของผู้เป็นแม่
เขาทำปากขมุบขมิบ มุมปากประดับรอยยิ้ม ไม่รู้ว่ากำลังฝันหวานเรื่องอะไรอยู่
ทว่าน้ำตาของผู้เป็นแม่กลับไหลรินลงมา
"สวรรค์เบื้องบน ขอทรงเมตตาเปิดหูเปิดตา ประทานทางรอดให้พวกเราด้วยเถิด!"
……
เมืองศูนย์กลางของเมืองเชียนฉวีถูกเรียกว่า "นครเทียนเฉิง"
ภายในจวนเซียนกวน หอสูงที่เซียนกวนพักอาศัยถูกเรียกว่า "หอเมฆา"
ภายใต้การคุ้มครองของค่ายกล นครเทียนเฉิงได้รวบรวมปราณวิญญาณเฮือกสุดท้ายของทั้งเมืองเอาไว้ ถนนปูด้วยแผ่นหินสีเขียวเรียบกริบ สองข้างทางมีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา
ภาพรวมถูกสร้างขึ้นโดยเลียนแบบเมืองหัวเวยอันเลื่องชื่อของทวีปเทียนซี อาคารบ้านเรือนมีชายคางอนโค้งงดงามวิจิตรตา
หากมองจากบนฟ้า มันก็ดูราวกับเป็นเมืองหัวเวยขนาดย่อม
เพียงแต่อากาศแห้งแล้ง และมีลมทรายพัดแรงไปเสียหน่อย
โจวเสี่ยวอวิ๋นเอ่ยอย่างมองโลกในแง่ดี "ข้าว่าที่นี่ก็ดีออกนะ ไม่เห็นจะน่ากลัวอย่างที่ศิษย์พี่ซ่งบอกเลย"
"หลอกให้พวกเรากลัวจริงๆ ด้วย!" สวีคั่นซานหัวเราะ
เมิ่งเหอเจ๋อขมวดคิ้ว "ไม่ ข้ารู้สึกสังหรณ์ใจว่ามีบางอย่างผิดปกติ"
บริเวณลานกว้างหน้าจวนเซียนกวนเปิดโล่งและราบเรียบราวกับจัตุรัส จี้เฉินบังคับเรือวิเศษให้ร่อนลงจอดอย่างช้าๆ
จ้าวเหรินพาเหล่าผู้ดูแลของจวนเซียนกวนมายืนรอตั้งแต่เช้าจรดเที่ยง
เขาแทบรอไม่ไหวที่จะได้พบซ่งเฉียนจี แทบรอไม่ไหวที่จะได้ไปจากที่นี่เต็มแก่
ทันทีที่เรือวิเศษชีเจวี๋ยแตะพื้นและยังไม่ทันจอดสนิท จ้าวเหรินก็ชิงพุ่งทะยานขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือก่อนใคร
บนเรือมีผู้คนยืนกันขวักไขว่ กวาดสายตามองไปคร่าวๆ น่าจะมีราวพันคน ส่วนใหญ่ยังคงสวมชุดศิษย์สายนอกของสำนักหัวเวย
จ้าวเหรินลอบคิดในใจ ได้ยินมาว่าซ่งเฉียนจีมีรูปโฉมหล่อเหลางดงาม เป็นคนเจ้าสำราญมากรัก คนผู้นี้มีชื่อเสียงตั้งแต่วัยเยาว์ วิถีอักษรและหมากโดดเด่นสะท้านโลกบำเพ็ญเพียร กำลังอยู่ในช่วงฮึกเหิมลำพองใจ ต่อให้มีนิสัยสุขุมเยือกเย็นแค่ไหน หรือแสร้งทำตัวถ่อมตนเพียงใด บนร่างก็ย่อมต้องแฝงกลิ่นอายความหยิ่งยโสโอหังอยู่บ้างเป็นแน่
เด็กหนุ่มที่ยืนนำหน้าผู้นี้ มัดผมหางม้าสูง สวมชุดทะมัดทะแมงสีขาว คาดเอวด้วยผ้าสีคราม ท่วงท่าองอาจห้าวหาญ แผ่กลิ่นอายแหลมคมดั่งกระบี่ที่เพิ่งชักออกจากฝัก
อายุแค่สิบกว่าปีก็มีตบะขั้นจู้จีแล้ว ช่างน่าอิจฉาเสียจริง
เขาต้องเป็นซ่งเฉียนจีแน่!
"ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของศิษย์น้องซ่งมานาน วันนี้ได้พบหน้า สมกับเป็นวีรบุรุษวัยเยาว์จริงๆ!" จ้าวเหรินหัวเราะร่วน ปรี่เข้าไปจับมือทั้งสองข้างของเด็กหนุ่มอย่างกระตือรือร้น "ซ่ง "
"ศิษย์พี่ซ่งอยู่ด้านหลัง" เมิ่งเหอเจ๋อเบี่ยงตัวหลบมือของเขาอย่างแผ่วเบา เผยให้เห็นบุคคลที่อยู่เบื้องหลัง
จ้าวเหรินพลันรู้สึกเก้อเขินเป็นอย่างมาก แต่จู่ๆ นัยน์ตาก็เป็นประกายวาบ
เด็กหนุ่มผู้นั้นสวมชุดคลุมอาคมลวดลายเมฆาวารีแปดสิบแปดชั้น บนสายคาดเอวประดับประดาด้วยไข่มุกราชาเงือกชั้นยอด ท่ามกลางแสงแดดยามเช้าประกายรุ้งทอแสงระยิบระยับ ทำให้ทั่วทั้งร่างของเขาถูกปกคลุมไปด้วยรัศมีจางๆ
คนผู้นี้ไม่เพียงแต่แต่งกายหรูหรามั่งคั่ง ข้างกายยังมีเด็กสาวผมแกละคู่น่ารักจิ้มลิ้มคอยเคียงข้าง
ควงสาวงามออกเที่ยว ที่แท้คนนี้ต่างหากคือซ่งเฉียนจี!
ได้ยินมาว่าหยกจำหลักที่บันทึกกระดานเด็ดดาว สร้างรายได้มหาศาลให้เขาถึงสองแสนหินวิญญาณ มิน่าล่ะถึงแต่งตัวได้เจิดจรัสแสบตาขนาดนี้ ช่างน่าอิจฉาตาร้อนเสียจริง!
"ข้าคือจ้าวเหริน เซียนกวนคนก่อนของเมืองเชียนฉวี วันนี้ได้เห็นสง่าราศีของศิษย์น้องซ่ง..." มือของจ้าวเหรินเปลี่ยนเป้าหมายไปหาจี้เฉิน แต่ก็คว้าน้ำอีกครั้ง
จี้เฉินส่งยิ้มเป็นมิตร "ท่านจำคนผิดแล้ว ศิษย์พี่ซ่งอยู่ด้านหลัง"
ทำไมยังอยู่ข้างหลังอีก พวกเจ้าจงใจปั่นหัวข้าใช่ไหม!
จ้าวเหรินอดไม่ได้ที่จะโมโหขึ้นมา
เห็นเพียงเด็กหนุ่มสองคนก่อนหน้านี้ คนหนึ่งองอาจ คนหนึ่งสูงศักดิ์ เบี่ยงตัวหลบไปทางซ้ายและขวา ก่อนจะช่วยกันประคองคนที่อยู่ด้านหลัง
"ศิษย์พี่ซ่ง ถึงแล้ว"
"พี่ซ่ง ตื่นเถิด"
คนผู้นั้นถูกประคองให้ลุกขึ้นจากเบาะนุ่มบนเก้าอี้เอนหลัง ท่าทางราวกับเพิ่งงีบหลับไป เขากะพริบตาปริบๆ
"เซียนกวนจ้าว สวัสดี" น้ำเสียงนั้นราบเรียบ
เขาไม่ได้ดูเฉียบขาด และไม่ได้ดูร่ำรวยมั่งคั่ง กลับมีบุคลิกที่ดูอ่อนโยน
เพียงแค่ได้พูดคุยกับเขาสักประโยค ก็จะเกิดความรู้สึกเข้าใจผิดไปเองว่าคนผู้นี้คบหาสมาคมด้วยง่ายเหลือเกิน
สัญญาณเตือนภัยในใจจ้าวเหรินดังลั่น!
สามารถสยบศิษย์สายนอกของสำนักหัวเวยไว้ได้ทั้งหมด แต่กลับไม่แสดงท่าทีโอ้อวด นี่สิถึงจะเป็นตัวอันตรายของจริง
เขารวบรวมสมาธิอย่างเต็มที่ "ศิษย์น้องซ่ง! รอเจ้ามาตั้งนาน พวกเราเข้าไปในศาลเจ้าเทวะกันเถอะ วันนี้มีพิธีถวายเครื่องบรรณาการพอดีเลย..."
"เข้าศาลเจ้าเทวะไปทำไม" ซ่งเฉียนจีถาม
คำถามนี้ทำเอาจ้าวเหรินถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก ไม่ไปศาลเจ้าเทวะ แล้วเจ้ายังอยากจะไปที่ไหนอีก
หรือว่ารังเกียจที่ไม่ได้นำรูปปั้นทองคำของเจ้าไปประดิษฐานไว้ในศาลเจ้าล่วงหน้า
เขาตัดสินใจที่จะให้ "ของหวาน" แก่ซ่งเฉียนจีสักเล็กน้อย เพื่อประวิงเวลาอีกฝ่ายไว้ก่อน
"ศิษย์น้องซ่งอาจจะไม่รู้ นี่เป็นขั้นตอนที่จำเป็นในการส่งมอบตำแหน่งของเซียนกวนทั้งสองวาระ กรมนา กรมพิธีการ และกรมทหารได้เตรียมพร้อมแล้ว พวกเขาจะรายงานตัวต่อเจ้าในศาลเจ้าเทวะ บรรดาตระกูลใหญ่และคหบดีของเชียนฉวีก็จะมาเข้าเฝ้าถวายของวิเศษด้วย กฎเกณฑ์นี้เปลี่ยนแปลงไม่ได้"
พอซ่งเฉียนจีได้ยินคำว่า "กรมนา" ก็เปลี่ยนคำพูดทันที "เอาเถอะ ทำตามกฎเกณฑ์ก็แล้วกัน"
วิถีแห่งการทำไร่ไถนานั้นกว้างขวางลึกซึ้ง เขากำลังมีปัญหาอยากจะขอคำชี้แนะจากกรมนาของเมืองอยู่พอดี
เมืองเชียนฉวีที่เขาเคยออกท่องเที่ยวก่อนหน้านี้ในชาติที่แล้ว คือเมืองเชียนฉวีในอีกร้อยปีให้หลัง
ตอนนี้น่าจะมีความแตกต่างกันมาก ต้องทำความเข้าใจสถานการณ์ก่อน ถึงจะวางแผนการใช้ที่ดินได้ดียิ่งขึ้น
ซ่งเฉียนจีสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วยิ้มอย่างพึงพอใจ
นี่คือกลิ่นอายของที่ดินรกร้าง ตั้งแต่เกิดใหม่ ในที่สุดก็สมปรารถนาเสียที
แจกันบริสุทธิ์ที่บรรจุน้ำพุอมฤตไว้เต็มเปี่ยมภายในจุดตันเถียนสั่นสะเทือนเบาๆ ราวกับตอบรับสภาพจิตใจของเขา
จ้าวเหรินแค่นหัวเราะในใจ พอได้ยินว่าจะมีการถวายของวิเศษถึงยอมไป ซ่งเฉียนจีผู้นี้ ช่างเป็นพวกไม่เห็นกระต่ายไม่ปล่อยเหยี่ยวจริงๆ!
แต่บนใบหน้าของเขากลับยังคงประดับรอยยิ้ม
เซียนกวนทั้งสองวาระมองหน้ากันแล้วยิ้ม ต่างฝ่ายต่างผายมือเชิญชวนกันลงจากเรือ
……
ณ ลานกว้างหน้าศาลเจ้าเทวะ ฝูงชนที่คุกเข่าอยู่ต่างมีจิตใจที่เจ็บปวดรวดร้าวอย่างหาที่สุดไม่ได้
มองเห็นควันฝุ่นลอยคลุ้งอยู่ไกลๆ เรือวิเศษร่อนลงจอด เซียนกวนคนใหม่ก้าวฉับๆ ตรงเข้ามา
ด้านหลังเขามีผู้บำเพ็ญเพียรนับพันคนเดินตามมาเป็นพรวน ดูยิ่งใหญ่อลังการ
ยิ่งใหญ่กว่าตอนที่เซียนกวนจ้าวมาถึงเสียอีก ดูเหมือนเทพเซียนที่ลงมาจากสวรรค์มากกว่า
ไม่รู้ว่าจะปรนนิบัติรับใช้ยากเย็นสักแค่ไหน







