“หมายความว่าอย่างไร? คุณจะปฏิเสธงานนิทรรศการร่วมกับอ็องรี มาร์โซงั้นเหรอ?”
“ใช่ครับ ผมไม่ทำ”
สายตาของนักข่าวแทบจะถลนออกมาด้วยความตกใจ
เสียงชัตเตอร์จากกล้องถ่ายรูปดังขึ้นพร้อมกับคำถามที่หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย
“เหตุผลที่ปฏิเสธคืออะไรครับ!”
“ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องที่วางแผนไว้แล้วหรอกหรือ?”
ถึงผมอยากจะตอบทีละคำถามก็เถอะ แต่พอมีคนมากมายรุมถามมาพร้อมกันแบบนี้ก็ไม่รู้จะเริ่มตอบใครก่อนดี
‘เป็นคนดังเหมือนกันนะเนี่ย’
แค่ได้รับข้อเสนอให้จัดนิทรรศการร่วมก็มีคนมารุมล้อมขนาดนี้ คงจะพอเดาได้ว่าอ็องรี มาร์โซเป็นคนที่ได้รับความรักและความนิยมมากแค่ไหน
แต่ความจริงคือ ผมไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเขาสร้างผลงานแบบไหน หรือยึดถือแนวคิดด้านความงามอะไร
ยิ่งกว่านั้น ผมก็มีนัดไว้กับพิพิธภัณฑ์ศิลปะ WH Learning แล้วด้วย
แม้จะยังไม่ได้เซ็นสัญญาหรือมีข้อตกลงอะไรเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ทั้งผมและภัณฑารักษ์บังแทโฮก็พูดกันไว้ว่าจะกลับมาคุยกันอีกครั้งในอีกสามเดือนข้างหน้า
ถ้าผมเอาผลงานไปแสดงในนิทรรศการของอ็องรี มาร์โซซะหมด ก็คงไม่มีอะไรเหลือให้แสดงกับคุณบังแทโฮอีก
“กรุณาอธิบายเหตุผลด้วยครับ!”
เสียงของนักข่าวคนหนึ่งลอดเข้าหูมา
“ผมมีนัดไว้แล้วครับ”
“นัดเหรอครับ?”
“หมายถึงนิทรรศการที่คุณกำลังเตรียมในเกาหลีใช่ไหมครับ?”
“ครับ ยังไม่ได้กำหนดอะไรแน่ชัดเลยพูดรายละเอียดมากไม่ได้ ขอบคุณสำหรับข้อเสนอของมาร์โซ แต่ว่าผมขอปฏิเสธครับ”
คุณปู่โอบไหล่ผมไว้แล้วหันไปพูดกับนักข่าว
“มันเริ่มเป็นการรบกวนผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์แล้ว แล้ววันนี้เราก็ยังมีนัดอยู่อีก ขอให้พอแค่นี้ ถ้ามีเรื่องจำเป็นก็ช่วยติดต่อมาทางอีเมลด้วยครับ”
พอคุณปู่พูดแบบนั้น นักข่าวก็เริ่มลดความฮือฮาลง
“คุณไม่คิดจะพิจารณาเรื่องการปรับตารางงานบ้างเลยหรือครับ?”
“นี่เป็นครั้งแรกที่อ็องรี มาร์โซเสนอจัดนิทรรศการด้วยตัวเองนะครับ คุณคิดว่าเขาเห็นอะไรในตัวหลานชายคุณ?”
แม้จะยังถามต่อ แต่ก็ไม่ได้พุ่งเข้าใส่แบบเมื่อครู่แล้ว
เหมือนกับที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะโซลเป็น หรือคุณเควินก็เช่นกัน คนเหล่านี้ดูให้ความเกรงใจกับคุณปู่มาก
คงเป็นเพราะเขาได้รับการยอมรับในฐานะปรมาจารย์และผู้มากประสบการณ์
ทันทีที่เราก้าวเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ศิลปะแวนโก๊ะ คุณเควินก็เดินออกมาด้วยสีหน้าเป็นห่วง
“ไม่เป็นอะไรนะครับ?”
“เช้าๆ ก็วุ่นวายซะแล้ว ฮ่าๆ”
คุณปู่หัวเราะกลบเกลื่อน
“นั่นสิครับ คงทำให้ฮุนตกใจไม่น้อย”
คุณเควินที่ได้คุยกับผมมาหลายวันแล้วยื่นช็อกโกแลตให้ปลอบใจ
แม้จะตกใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงขนาดต้องได้รับช็อกโกแลตหรอก แต่อย่างว่า ของหวานยุคนี้ทั้งเข้มข้นและหวานจัดเลยยอมรับมาก็แล้วกัน
“เพราะอ็องรี มาร์โซใช่ไหมครับ?”
คุณเควินถามคุณปู่
“ก็ดูจะเป็นแบบนั้นแหละ ชิ! หมอนั่นมันไม่ได้เรื่อง”
ผมก็รู้สึกได้อยู่ก่อนแล้วว่า คุณปู่ไม่ชอบอ็องรี มาร์โซเอามากๆ
เลยลองถามดูว่ามีเหตุผลอะไร
“ทำไมปู่ถึงไม่ชอบเขาล่ะครับ?”
“นิสัยมันไม่เข้าท่า ต่อให้สร้างผลงานดีแค่ไหนก็เถอะ ตาแก่คนนี้ไม่ชอบคนที่คิดว่าทุกอย่างซื้อได้ด้วยเงิน”
ดูเหมือนจะเป็นเพราะความเป็นวัตถุนิยมของเขา
แต่ถึงจะพูดแบบนั้น คุณปู่ก็ดูเหมือนจะยอมรับในผลงานของเขาอยู่ดี เป็นความสัมพันธ์ที่แปลกดีเหมือนกัน
“ยังไงก็ทำได้ดีแล้วล่ะ ไปคบค้ากับคนแบบนั้นไม่มีอะไรดีหรอก”
“เพราะผมมีนัดไว้อยู่แล้วครับ”
“ใช่แล้ว แม้จะเป็นแค่คำพูด แต่ก็ต้องรักษาสัญญา”
...
อ็องรี มาร์โซ ซึ่งกำลังขัดเกลาผลงานอยู่ในสตูดิโอส่วนตัว จู่ ๆ ก็ค่อย ๆ หรี่ตาลงอย่างครุ่นคิด
เขาวางค้อนกับสิ่วลง แล้วถอยออกมาจากประติมากรรมหินอ่อนเล็กน้อย เพื่อสังเกตผลงานจากมุมที่ไกลขึ้น
พื้นผิวของหินนั้นดูไม่เหมือนหินอ่อนเลย สีสันอันเจิดจ้าของหินอ่อนทองจากอิหร่านที่นำเข้ามาก็เป็นที่น่าพอใจอยู่หรอก แต่กลับยังไม่เพียงพอที่จะถ่ายทอด “ความงาม” ของตัวเขาออกมาได้
ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ ดวงตา
ไม่ว่าเขาจะพยายามแค่ไหน ก็ยังหาอัญมณีที่เหมาะจะใช้แทนดวงตาสีมรกตไม่ได้เลย
อ็องรี มาร์โซจิบเคลปั่นคำหนึ่ง พลางขบคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ถ้าหาไม่ได้ในยุโรป เขาก็พร้อมจะบินไปยังโคลอมเบีย ซึ่งเป็นแหล่งมรกตที่ใหญ่ที่สุดในโลก
แต่ทั้งหมดนั้นก็เป็นแค่หนึ่งในทางเลือกเท่านั้น
อ็องรี มาร์โซไม่ได้รู้สึกเร่งรีบ เขาวางแผนหาทางเลือกอื่นไว้ด้วยเช่นกัน
ในตอนนั้นเอง บัตเลอร์อาร์แซงก็เดินเข้ามาในสตูดิโอ
“ท่านครับ โกฮุนตอบกลับมาแล้วครับ”
“จริงเหรอ?”
เขาแม้แต่จะหันหน้ามาก็ไม่ทำ
เพราะรู้อยู่แล้วว่าผลจะออกมาอย่างไร
การได้รับเชิญให้เข้าร่วมนิทรรศการเดี่ยวของอ็องรี มาร์โซนั้นถือเป็นเกียรติยศยิ่งใหญ่
แค่ได้รับคำเชิญก็สร้างกระแสได้แล้ว และยังเป็นโอกาสทองที่จะสร้างฐานะในวงการศิลปะ
ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ
ยิ่งไปกว่านั้น เขาได้ประกาศข้อเสนอผ่านสื่ออย่างเป็นทางการ เพราะฉะนั้น ต่อให้เพราะกระแสหรือหน้าตาก็เถอะ โกฮุนไม่มีทางเลือกนอกจากต้องตอบรับ
สิ่งที่อ็องรี มาร์โซต้องทำในตอนนี้มีเพียงแค่การสร้างผลงานชิ้นนั้นให้เสร็จเท่านั้น
“เขาปฏิเสธครับ”
ทันใดนั้น อ็องรี มาร์โซก็หันหน้าช้า ๆ มามอง
“ปฏิเสธ?”
ไม่น่าเชื่อเลย
“ครับ เขาบอกว่ามีนัดไว้กับพิพิธภัณฑ์อื่นแล้ว”
“พิพิธภัณฑ์อื่น?”
“พิพิธภัณฑ์ศิลปะ WH ครับ”
“……ว่าไงนะ?”
“เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอกชนในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ครับ ดำเนินงานโดยกลุ่ม WH เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศรองจากพิพิธภัณฑ์แห่งชาติครับ”
“กล้าหาญนักที่จะขัดใจฉัน?”
“เขาคงเห็นว่าการสร้างชื่อเสียงในประเทศของตัวเองนั้นมีความสำคัญมากกว่าครับ”
แกร๊ง !
อ็องรี มาร์โซขว้างแก้วเคลลงพื้น
เขาทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว
สำหรับเขาที่เชื่อว่าทุกอย่างบนโลกหมุนรอบตัวเอง และสิ่งนั้นคือความถูกต้อง มันคือความอัปยศที่รับไม่ได้
“กล้าดียังไงถึงปฏิเสธคำเชิญจากอ็องรี มาร์โซ แล้วยังจะไปทำอะไรกับที่ที่ไม่เคยได้ยินชื่ออีก!”
เขาขบฟันแน่น ก่อนจะก้าวฉับ ๆ ออกไป
“ไอ้เด็กนั่นอยู่ไหน”
“อยู่ที่อัมสเตอร์ดัมครับ”
“เตรียมเครื่องบินให้พร้อมภายในหนึ่งชั่วโมง ฉันจะไปพูดกับมันด้วยตัวเอง”
“ครับ”
บัตเลอร์อาร์แซงถอนหายใจขณะมองเจ้านายที่กำลังเดินเร็วปึงปังไปยังตัวอาคารหลัก
เขารู้สึกเศร้าสะเทือนใจที่เจ้านายผู้เอาแต่ใจคนนี้ ซึ่งสูญเสียพ่อแม่ตั้งแต่ยังเด็ก แล้วเติบโตมาโดยได้ทุกอย่างตามใจ ยังไม่เข้าใจโลกเลยแม้แต่น้อย
ตอนนี้ แม้แต่คุณปู่ฟิลิเบร์ เดอ มาร์โซ ก็จากโลกนี้ไปแล้ว
จึงไม่มีใครสามารถหยุดยั้งเขาผู้นี้ได้อีกต่อไป ผู้ที่ดื้อรั้น หยาบคาย และเอาแต่ใจ
ไม่นานหลังจากนั้น
ในช่วงเย็น อ็องรี มาร์โซก็มาถึงอัมสเตอร์ดัม และในจังหวะนั้นเอง เขาก็เห็นโกฮุนที่เพิ่งออกมาจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะแวนโก๊ะ
“แก!”
เมื่ออ็องรี มาร์โซเดินปรี่เข้าไปอย่างไม่สนใจอะไร เควินถึงกับตกใจและรีบขวางเอาไว้
“จะทำอะไรครับ!”
“ถอยไป”
อ็องรี มาร์โซจ้องเควินเขม็งด้วยสายตาอันดุดัน
เควิน ผู้เป็นผู้จัดการพิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะ ไม่สามารถถอยออกไปได้ เพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายที่กำลังเดือดดาลจะก่อเรื่องอะไรขึ้นบ้าง
“ไม่รู้หรือไงว่าฉันเป็นใคร?”
“รู้ครับ คุณอ็องรี มาร์โซ”
“แล้วกล้ามาขวางหน้าฉันแบบนี้เหรอ?”
เควินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“นั่นอ็องรี มาร์โซไม่ใช่เหรอ?”
“ใช่แน่เลย หน้าตาดีด้วย”
“มาที่นี่ทำไมล่ะ? มาเที่ยวดูงานเหรอ?”
“เหมือนจะทะเลาะกันเลยนะ?”
ในจังหวะเดียวกับที่พิพิธภัณฑ์ปิดทำการ ผู้คนที่ทยอยออกมาก็เริ่มหันมาสนใจเหตุการณ์ตรงหน้า
“ท่านครับ”
อาร์แซง ผู้ช่วยคนสนิท เรียกชื่ออ็องรี มาร์โซขึ้นมาเพื่อเตือนสติ
เมื่อรับรู้ถึงสายตารอบตัว อ็องรีก็ถอนหายใจยาว และค่อย ๆ ระงับอารมณ์ตัวเองลง
“มีอะไรรึเปล่าครับ?”
แม้เควินจะพยายามห้าม แต่โกฮุนก็ก้าวออกมาข้างหน้าแล้วถามอย่างตรงไปตรงมา
“ปฏิเสธคำเชิญของฉันงั้นเหรอ?”
“ครับ”
เส้นเลือดปูดขึ้นที่ขมับของอ็องรี มาร์โซ
“เหตุผลคืออะไร?”
“ผมมีนัดไว้ก่อนแล้วครับ”
“แค่เรื่องนั้นเรื่องเดียว?”
โกฮุนขมวดคิ้ว
ทั้งการเชิญผ่านสื่อ และการตามมาเค้นเอาคำตอบถึงที่นี่ในเวลาแค่วันเดียว มันไร้เหตุผลเกินไป
“คุณต่างหากล่ะครับ ที่มาทำแบบนี้เพราะเรื่องแค่นั้นเนี่ยนะ? ทำไมต้องยึดติดขนาดนี้ด้วย? คุณชอบงานของผมมากขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”
ดวงตาของอ็องรี มาร์โซเบิกโพลงจนเหมือนโคมไฟ
“โอ้ พระเจ้า เหมือนจะจริงนะ”
“จะต้องชอบมากแน่ ๆ ถึงได้ตามมาถึงอัมสเตอร์ดัมขนาดนี้เพื่อเชิญให้ไปร่วมงาน”
“หรือว่าที่โกรธขนาดนั้นก็เพราะโดนปฏิเสธนี่แหละ?”
“ดูเหมือนจะใช่เลยนะ”
เสียงพูดคุยรอบข้างเริ่มดังขึ้น
แม้จะฟังไม่รู้เรื่องทุกคำ แต่ทั้งภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสก็เข้าโสตเขาได้อย่างชัดเจน
‘เจ้าเด็กนี่… อย่าบอกนะว่า’
อ็องรี มาร์โซไม่เคยคิดเลยว่าเด็กตัวเล็ก ๆ คนนี้จะกล้าใช้ชื่อเสียงของเขาเป็นเครื่องมือ
แต่จากท่าทีตอนนี้ ไม่คิดแบบนั้นก็ไม่ได้
ถ้าไม่ใช่เพราะหวังผลบางอย่าง ก็คงไม่มีทางปฏิเสธข้อเสนอของเขา ด้วยเหตุผลง่าย ๆ อย่าง “มีนัดไว้กับพิพิธภัณฑ์ที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน”
พอมานั่งคิดย้อนดู มันก็เริ่มประติดประต่อกัน
ตั้งแต่ตอนขายภาพวาด ทั้งสองครั้งที่สัมภาษณ์ และคำพูดว่า “คุณชอบงานของผมมากขนาดนั้นเลยเหรอ?” ตอนนี้
ทุกอย่างดูเหมือนเป็นแผนใช้ชื่อเสียงของอ็องรี มาร์โซ
ตอนนี้ก็เหมือนกัน
เขาคงหวังว่าการกล้าปฏิเสธอ็องรี มาร์โซ จะทำให้ตัวเองดูโดดเด่นและเป็นดาวรุ่งที่น่าจับตามอง
“ฮึ…”
อ็องรี มาร์โซแค่นหัวเราะออกมา
“เจ้าเด็กเจ้าเล่ห์เอ๊ย…”
เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำแบบนี้เพื่อแค่เรื่องส่วนตัว
ทั้งหมดก็เพื่อจะประกาศให้สื่อและนักวิจารณ์ รวมถึงพวกคอมเมนต์หยาบคายทั้งหลายได้เห็นถึง “ศักดิ์ศรี” ของอ็องรี มาร์โซ
เขาจำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึง “ระดับที่แตกต่างกัน” กับเจ้าเด็กทะเยอทะยานที่คิดจะใช้เขาเป็นทางลัดสู่ชื่อเสียง
“มั่นใจตัวเองขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“หมายถึงอะไรครับ?”
“หมายถึงฝีมือน่ะ มั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอ?”
แม้จะเป็นคำถามที่โผล่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่โกฮุนกลับรู้สึกสงสารเขาขึ้นมา
ทั้ง ๆ ที่มีชื่อเสียง เงินทอง และทุกสิ่งในชีวิต แต่ทำไมถึงยังใช้ชีวิตอย่างหงุดหงิดและเปราะบางแบบนี้?
เขาเชื่อว่าคนตรงหน้านี้ต้องมีบาดแผลลึกในใจแน่ ๆ
โกฮุนจึงค่อย ๆ เดินเข้าไปหาอ็องรี มาร์โซ
สบตากับเขา แล้วค่อย ๆ เอื้อมมือไปจับมือของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา
“อย่าใจร้อนเกินไปเลยครับ ถึงบางอย่างจะไม่เป็นอย่างที่หวัง แต่สักวันหนึ่ง ความจริงใจก็จะเข้าถึงใจคนได้แน่นอน”
แม้เขาเคยตายไปโดยไม่ได้รับการยอมรับจากใครเลยก็ตาม
แต่ตลอดหลายวันที่ผู้คนหลั่งไหลมาที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะแวนโก๊ะ ทั้งความสนใจและความรักที่ได้รับ ทำให้โกฮุนสามารถเรียกคืนความสุขและความกล้าหาญในหัวใจได้อีกครั้ง และเขาเชื่อเช่นนั้นจากใจจริง
เขาไม่อาจรู้ได้ว่าอ็องรี มาร์โซเคยผ่านบาดแผลอะไรมาบ้าง แต่พอจะเข้าใจสภาพจิตใจของอีกฝ่ายได้
เพราะตัวเขาเองก็เคยผ่านช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยเสียงหลอน อาการชัก และอัมพาต ที่ทำให้จิตใจตึงเครียดและเปราะบางจนแทบแตกสลาย
โกฮุนภาวนาให้อ็องรี มาร์โซได้พบกับความสงบในจิตใจเช่นกัน
“เอานี่ไปครับ เอาไปแขวนในนิทรรศการของคุณเถอะ”
โกฮุนยื่นภาพวาดที่เขาเพิ่งวาดวันนี้ เป็นภาพของผู้คนที่มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะให้กับอ็องรี มาร์โซ
“ใช้ชีวิตด้วยรอยยิ้มนะครับ ความโกรธและความเกลียดชังไม่สามารถแก้ไขอะไรได้หรอก รักให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะรักได้เถอะครับ”
คำพูดของโกฮุนทำให้ใบหน้าของอ็องรี มาร์โซแดงก่ำขึ้นมาในทันที
ท่าทีของอีกฝ่ายราวกับกำลังปลอบเด็กเอาแต่ใจด้วยของเล่น มันทำให้เขาแทบจะระเบิดอารมณ์ออกมา
แต่แล้ว
“ดูสิ ท่าทางจะเป็นผู้ใหญ่จังเลย”
“เขายื่นภาพให้เหรอ?”
“ดีเลย มาร์โซ! ยินดีด้วยนะ!”
เสียงของผู้คนที่ยืนดูอยู่รอบข้างเริ่มส่งเสียงเชียร์และปรบมือให้
เพราะในสายตาพวกเขา ภาพนี้คือผลงานที่อ็องรี มาร์โซปรารถนาอย่างที่สุด ถึงขั้นบินมาตามหาถึงอัมสเตอร์ดัมและสุดท้ายก็ได้รับมันมา แม้จะโดนปฏิเสธคำเชิญ
ท่าทีสุขุมและใจดีของโกฮุนจึงดูเป็นภาพที่น่าประทับใจและอบอุ่นสำหรับทุกคน
อาร์แซง ผู้ช่วยคนสนิท ก้มลงกระซิบเบา ๆ
“ท่านควรพอแค่นี้เถอะครับ”
ขณะที่โกฮุนเงยหน้าขึ้นมามองอ็องรี มาร์โซด้วยรอยยิ้มบาง ๆ เหมือนเด็กน้อยที่รู้ตัวว่าแกล้งผู้ใหญ่ได้สำเร็จ
ไม่มีอะไรที่เขาทำได้อีกแล้วในตอนนี้
“ชิ…”
อ็องรี มาร์โซกับผู้ช่วยจึงหันหลังกลับและเดินจากไป ท่ามกลางบางคนที่ยังอดไม่ได้ต้องแอบตามไปดู
เควินที่เพิ่งคลายความกังวล ถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วหันมามองโกฮุน
“นายสุดยอดจริง ๆ เลยนะ”
“อะไรเหรอครับ?”
“ไม่มีใครกล้าทำกับอ็องรี มาร์โซแบบที่นายทำแน่นอน”
คำพูดของเควินทำให้โกฮุนพยักหน้าเบา ๆ อย่างเข้าใจ
เมื่อครั้งที่เขาเจ็บปวดที่สุด ผู้คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่ต่างมองเขาเป็นเพียงคนบ้า
แม้ในวันนี้ เมื่อมองย้อนกลับไป เขาก็เข้าใจได้ว่าทำไมพวกเขาจึงคิดเช่นนั้น
เพราะเขาก็เป็นคนที่ “แปลก” จนใคร ๆ ก็มองว่าไม่ปกติ
แต่แม้จะเข้าใจ ความรู้สึกเจ็บลึกในตอนนั้นก็ไม่เคยหายไปจากใจ
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงรู้สึกสงสารอ็องรี มาร์โซ
“เขาเป็นคนที่น่าสงสารครับ ต้องโอบกอดด้วยความรัก”
โกฮุนพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเห็นใจและจริงใจที่สุดจากหัวใจ