ลมหายใจของเขาเริ่มถี่กระชั้นขึ้นเล็กน้อย รู้สึกเหมือนตัวเองจับจุดสำคัญบางอย่างได้แล้ว
กู้หยุนซีเห็นสีหน้าของซูเยว่ผิดปกติไป จึงรีบถามขึ้น “เป็นอะไรไป อาเยว่ คิดอะไรออกงั้นเหรอ?”
ซูเยว่เรียบเรียงความคิดในหัว ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “คำพูดของพี่หยุนซีประโยคนี้ ทำให้ผมคิดทะลุปรุโปร่งถึงจุดสำคัญหลายอย่างเลยครับ แต่ข้อสันนิษฐานทั้งหมดนี้ยังต้องรอการพิสูจน์ ผมตัดสินใจว่าพรุ่งนี้จะไปชิ่งหยางด้วยตัวเอง เพื่อลงพื้นที่ดูเส้นทางการไหลเวียนของสินค้าจากตัวแทนจำหน่ายทั้งสามราย รวมถึงสถานการณ์การดำเนินงานของอุตสาหกรรมท่อเฟิงหลงด้วย”
“อืม ได้สิ!” กู้หยุนซีพยักหน้า ก่อนจะถามด้วยความสงสัย “อาเยว่ ฉันไม่เข้าใจมาตลอดเลยว่าอุตสาหกรรมท่อเฟิงหลงกับเทียนเย่อินเวสต์เมนต์มีความเกี่ยวข้องกันยังไง? แล้วทำไมเธอถึงได้กัดบริษัทนี้ไม่ปล่อยเลยล่ะ?”
“รอผมสืบจนแน่ใจแล้ว ค่อยบอกพี่หยุนซีนะครับ!” ซูเยว่ตอบกลับไปเรียบๆ
ตอนนี้ในใจเขายังมีปริศนาอีกมากมายที่ยังแก้ไม่ตก
ต่อให้บอกเรื่องที่กองทุนหงหย่วนทุ่มซื้อหุ้นอุตสาหกรรมท่อเฟิงหลงไป การที่พวกเขาสองคนมานั่งเดาสุ่มกันอยู่ตรงนี้ก็คงแก้ปัญหาอะไรไม่ได้อยู่ดี
“ตกลง ฉันจะรอฟังข่าวจากเธอนะ” กู้หยุนซียิ้มมองเขาแล้วถาม “นี่ก็ดึกแล้ว เธอจะกินข้าวกับพวกเรา หรือจะกลับไปกินเองล่ะ?”
ซูเยว่ยิ้มตอบ “วันนี้พี่สาวทั้งสองช่วยผมไว้มาก แน่นอนว่าผมต้องเป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าวพวกพี่อยู่แล้วครับ”
“งั้นฉันไม่เกรงใจล่ะนะ” กู้หยุนซีหัวเราะ “ช่วงนี้เธอทำเงินจากทองแดงเซี่ยงไฮ้ไปได้ไม่น้อย คงไม่สะเทือนกับค่าข้าวแค่มื้อเดียวหรอกมั้ง?”
เธอพูดจบโดยไม่รอให้ซูเยว่ตอบกลับ
ก็หันไปทางเสิ่นเสี่ยวหย่าแล้วถามว่า “เสี่ยวหย่า เธออยากกินอะไร?”
เสิ่นเสี่ยวหย่าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงเรียบ “หยุนซี เธอตัดสินใจเถอะ ฉันกินอะไรก็ได้”
กู้หยุนซีชินชากับนิสัยไม่ค่อยมีปากมีเสียงของเสิ่นเสี่ยวหย่าเสียแล้ว เธอส่งยิ้มพลางบอก “ฉันรู้จักร้านอาหารส่วนตัวอยู่ร้านนึงแถวๆ นี้ รสชาติกับบรรยากาศดีทีเดียว เอาเป็น... ร้านนั้นดีไหม?”
“ตกลง!” ซูเยว่และเสิ่นเสี่ยวหย่าตอบประสานเสียงกัน
“งั้นก็เอาตามนี้นะ ไปกันเถอะ!” กู้หยุนซีลุกขึ้นและเก็บหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้เรียบร้อย
ซูเยว่อาศัยจังหวะที่กู้หยุนซีกำลังเก็บของ เดินไปคิดเงินที่บาร์ จากนั้นทั้งสามคนก็พากันไปยังร้านอาหารส่วนตัวที่กู้หยุนซีพูดถึง
รสชาติและบรรยากาศของร้านอาหารเป็นไปตามที่กู้หยุนซีบอกจริงๆ ไม่มีอะไรให้ติติงเลยแม้แต่น้อย
หลังจากกินข้าวเสร็จ ซูเยว่ก็แวะไปอยู่เป็นเพื่อนน้องสาวที่โรงพยาบาลครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับบ้านไปนอน
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ซูเยว่ออกจากบ้านมาเรียกแท็กซี่ มุ่งหน้าตรงไปยังสถานีขนส่งผู้โดยสารฉางหลิง เพื่อให้ทันรถบัสเที่ยวแรกที่เดินทางไปชิ่งหยาง
เมื่อมาถึงชิ่งหยาง
ซูเยว่ก็ไล่ตามหาบริษัทตัวแทนจำหน่ายทั้งสามแห่งทีละแห่งตามที่อยู่ที่จดทะเบียนไว้
เขาแกล้งทำเป็นนักเรียนจบมัธยมปลายที่กำลังหางานพาร์ตไทม์ทำ เข้าไปพูดคุยตีสนิทกับพนักงานของร้านตัวแทนจำหน่ายอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งสืบทราบแน่ชัดแล้วว่าคู่ค้าสำคัญของบริษัทคืออุตสาหกรรมท่อเฟิงหลงและอุตสาหกรรมท่อหลิงเฟิงจริงๆ เขาจึงปลีกตัวออกมา
ธุรกิจและคู่ค้าของตัวแทนจำหน่ายทั้งสามรายล้วนเหมือนกันทุกประการ
ตอนนี้ ในใจของซูเยว่มีคำตอบที่แน่ชัดสำหรับข้อสันนิษฐานก่อนหน้านี้ของตัวเองแล้ว
เขาพักอยู่ในชิ่งหยางหนึ่งวัน เช้าวันต่อมาก็ไปที่โรงงานของอุตสาหกรรมท่อเฟิงหลงเพื่อตรวจสอบต่ออีกรอบ ก่อนจะนั่งรถบัสรอบบ่ายกลับฉางหลิง
“เป็นไปตามที่ฉันเดาไว้จริงๆ ด้วย”
ขณะที่ซูเยว่นั่งอยู่บนรถบัสกลับฉางหลิง เขามองทิวทัศน์ที่พัดผ่านนอกหน้าต่างรถ พลางเรียบเรียงความคิดในหัวอย่างละเอียด “เทียนเย่อินเวสต์เมนต์ใช้เบี้ยอย่างอุตสาหกรรมท่อหลิงเฟิง โดยมีตัวแทนจำหน่ายทั้งสามรายนั้นเป็นสะพานเชื่อม เพื่อส่งต่อผลกำไรให้กับอุตสาหกรรมท่อเฟิงหลงโดยตรงจริงๆ ด้วย จากนั้นก็อาศัยตลาดหุ้นมาดันผลประกอบการของกองทุนหงหย่วนให้สูงขึ้น”
“ใครจะไปคิดล่ะว่าธุรกิจที่ยอมขาดทุนเพื่อเรียกกระแสแบบนี้ จะมีคนทำด้วย?”
ซูเยว่หัวเราะเยาะตัวเอง พลางคิดในใจ “คาดว่าแม้แต่เถ้าแก่ของอุตสาหกรรมท่อเฟิงหลงเองก็คงคิดไม่ถึง ว่าบนโลกใบนี้จะมีเรื่องดีๆ แบบนี้หล่นทับตัวเอง”
เทียนเย่อินเวสต์เมนต์ซื้อสินค้าล็อตใหญ่จากอุตสาหกรรมท่อเฟิงหลงทางอ้อมผ่านอุตสาหกรรมท่อหลิงเฟิง
จากนั้นก็ใช้วิธีซื้อมาในราคาสูงแต่ขายออกไปในราคาต่ำ เพื่อถ่ายโอนผลกำไรของสินค้าทั้งหมดไปให้อุตสาหกรรมท่อเฟิงหลง พอผลประกอบการของอุตสาหกรรมท่อเฟิงหลงพุ่งกระฉูด ราคาหุ้นก็ย่อมพุ่งทะยานตามไปด้วย
กองทุนหงหย่วนเป็นเจ้ามือในหุ้นของอุตสาหกรรมท่อเฟิงหลงตัวนี้ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิจะไม่พุ่งสูงขึ้นได้ยังไง
เพียงแต่วิธีการปั่นหุ้นแบบนี้ ผลกำไรที่ได้มาในท้ายที่สุด ส่วนใหญ่จะไหลเข้ากระเป๋าเถ้าแก่บริษัทจดทะเบียน และมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ไหลเข้ากระเป๋านักลงทุนของกองทุนหงหย่วน
ตัวเทียนเย่อินเวสต์เมนต์เอง นอกจากจะไม่ได้เงินสักแดงเดียวแล้ว ยังขาดทุนไปตั้งเยอะ
พฤติกรรมที่ ‘เห็นแก่ส่วนรวมโดยไม่หวังผลประโยชน์ส่วนตัว’ แบบนี้ ช่างขัดกับหลักการทั้งหมดของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเสียจริง นอกจากจะไม่สมเหตุสมผลแล้ว ยังดูน่าแปลกประหลาดมากอีกด้วย
“เถ้าแก่ของเทียนเย่อินเวสต์เมนต์ต้องการจะทำอะไรกันแน่?”
หลังจากซูเยว่ทำความเข้าใจกลวิธีการปั่นหุ้นของกองทุนหงหย่วนได้แล้ว ความสงสัยในใจเขาก็ยิ่งลึกซึ้งกว่าเดิม “เงินเยอะจนไม่มีที่ระบาย หรืออยากจะเป็นพ่อพระผู้ใจบุญของโลกใบนี้กันล่ะ?”
ยอมขาดทุนเพื่อเรียกกระแส ควักเงินในกระเป๋าตัวเองออกไปอุดหนุนบริษัทจดทะเบียนกับนักลงทุน
วิธีการปัญญาอ่อนแบบนี้ ซูเยว่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนเลย
“ในฐานะผู้ได้รับผลประโยชน์ เถ้าแก่ของอุตสาหกรรมท่อเฟิงหลงกับองค์กรเบื้องหลังของเทียนเย่อินเวสต์เมนต์มีความเกี่ยวข้องกันหรือเปล่านะ? ถ้าหากเป็นรูปแบบการย้ายเงินจากมือซ้ายไปมือขวา ก็คงเข้าใจได้ง่ายขึ้น” ซูเยว่คิดมาถึงตรงนี้ นัยน์ตาก็เปล่งประกาย ความสงสัยเมื่อครู่กระจ่างแจ้งขึ้นมาในทันที “เหตุผลที่ยอมเฉือนผลประโยชน์ให้นักลงทุน ถ้าลองคิดดูดีๆ ก็คงเหมือนกับการทำธุรกิจนั่นแหละ ยอมสละกำไรให้นักลงทุนไปก่อน จากนั้นค่อยระดมทุนจากมือนักลงทุนให้มากขึ้น”
“เมื่อถึงตอนนั้น... หากเงินทุนที่ระดมมาได้ถึงเป้าหมายในใจขององค์กรเบื้องหลังเทียนเย่อินเวสต์เมนต์แล้วล่ะก็ หางจิ้งจอกก็ย่อมโผล่ออกมาเอง”
อย่างที่เขาว่ากันว่า ไม่ยอมเสียสละลูกเสือ ก็จับหมาป่าไม่ได้
แผนการนี้ เทียนเย่อินเวสต์เมนต์ในชาติที่แล้วทำสำเร็จ เงินทุนกว่าสี่ร้อยล้านในบัญชีกองทุนหายวับไปกับตา ไม่มีใครรู้ว่ามันหายไปไหน?
“บริษัทโฮลดิ้งสามแห่ง ดึงบริษัทเหล็กกล้าหัวเฟิงเข้ามาร่วมด้วย แล้วกู้เงินจากธนาคารหัวหนงออกมาสองร้อยล้าน”
ซูเยว่นวดขมับตัวเอง พลางคิดต่อ “ยังมีฝ่ายการลงทุนที่รีบร้อนอยากเห็นผลสำเร็จ กองทุนหงหย่วนที่เตรียมจะถอนเงินทุนออกจากตลาดหุ้น เงินพวกนี้... เทียนเย่อินเวสต์เมนต์น่าจะกำลังวางแผนขั้นตอนสุดท้ายอยู่แล้วใช่ไหม? แล้วก็ยังมีหยุนเฉียวเทรดดิ้งนั่นอีก เงินทุนทั้งหมดของเทียนเย่อินเวสต์เมนต์ล้วนถูกอัดฉีดโดยบริษัทการค้าระหว่างประเทศแห่งนี้ผ่านทางบริษัทลูกและบริษัทหลานนับไม่ถ้วน ก็คงหนีความเกี่ยวข้องไปไม่พ้นเหมือนกัน...”
“จริงสิ กลับไปแล้วยังต้องตรวจสอบดูอีกหน่อยว่าอุตสาหกรรมท่อเฟิงหลงกับบริษัทหยุนเฉียวเทรดดิ้งมีการติดต่อทำธุรกิจกันหรือเปล่า”
ท่ามกลางสถานการณ์อันซับซ้อนวุ่นวาย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ตาเห็นหรือหูได้ยิน ล้วนเชื่อถือไม่ได้ทั้งสิ้น
สิ่งเดียวที่เชื่อถือได้ ก็คือเส้นทางการไหลเวียนของเงินทุน
เงินทุนไหลไปทางไหน ผลประโยชน์ก็จะถูกถ่ายโอนไปที่นั่น ไม่ว่าผู้ชักใยเบื้องหลังจะเป็นใคร หรือต้องการจะทำอะไร ในท้ายที่สุดเขาก็ต้องปรากฏตัวออกมา เพื่อกุมผลประโยชน์เหล่านั้นไว้ในมือตัวเองอย่างแน่นหนา
ซูเยว่เพียงแค่ต้องรอคอยอย่างอดทน และรักษาความเยือกเย็นเอาไว้
รอจนกว่าหมอกควันจางหายไป สัตว์ประหลาดยักษ์ที่กลืนกินเงินทุนสี่ร้อยล้านตัวนั้น ก็ย่อมเผยใบหน้าอันดุร้ายออกมาเอง
ขณะที่ซูเยว่กำลังคิดอยู่ว่าเมื่อถึงเวลานั้นตัวเองควรจะซุ่มโจมตีสัตว์ประหลาดยักษ์ตัวนั้นอย่างไร โทรศัพท์ในกระเป๋าก็ดังขึ้นกะทันหัน เขาล้วงโทรศัพท์ออกมาดูหน้าจอแสดงสายเรียกเข้า
เมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์แปลกจากฉางหลิง ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้









