"เรื่องซอสพริกนี่ฉันไม่รู้เลย" เฝิงเจี้ยนหย่งกล่าว "แต่ยายหวังบอกว่า ขอแค่ฉันเต็มใจเรียน แกมีวิชาอะไรก็จะสอนให้หมด"
"งั้นทางที่ดีนายควรเรียนเคล็ดลับการทำซอสพริกมาด้วยเลย" ซูเยว่เตือน
หากสามารถเรียนรู้สูตรลับซอสพริกของยายหวังมาได้ อย่าว่าแต่ค่าครู 800 หยวนเลย ต่อให้เป็น 8,000 หยวนหรือ 80,000 หยวนก็ยังคุ้มค่า ขอเพียงมีสูตรลับนี้อยู่ในมือ วันข้างหน้าเฝิงเจี้ยนหย่งก็ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องอีกต่อไป
ตอนนี้ยายหวังน่าจะยังไม่ตระหนักถึงมูลค่าของสูตรลับซอสพริกในมือตัวเอง
หากเฝิงเจี้ยนหย่งสามารถชิงซื้อสูตรลับนี้มาได้ก่อน และจดทะเบียนเป็นสิทธิบัตรของตัวเอง พ่อค้าต่างถิ่นในอนาคตคนนั้นก็คงหมดสิทธิ์
"เจี้ยนหย่ง..."
ซูเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ "หลังจากเรียนเคล็ดลับซอสพริกแล้ว ถ้ายายหวังยอมขายสูตรซอสพริกให้นาย ไม่ว่ายังไงก็ต้องซื้อมาให้ได้ ถึงตอนนั้นฉันจะหาคนร่างสัญญาให้นายเอง เรื่องเงินปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉันก็พอ"
"ทำไมล่ะ... เรียนมาแล้ว ยังต้องซื้ออีกเหรอ" เฝิงเจี้ยนหย่งถามอย่างสงสัย
"สิ่งที่นายเรียนคือฝีมือของยายหวัง แกสามารถสอนฝีมือปิ้งย่างกับเคล็ดลับซอสพริกให้นายได้ แกก็สอนให้คนอื่นได้เหมือนกัน แต่สิ่งที่เราต้องซื้อคือสิทธิ์ขาดในสูตรลับซอสพริกต่างหาก" ซูเยว่อธิบาย "หลังจากซื้อมาแล้ว ถ้านำเทคนิคนี้ไปจดสิทธิบัตร คนอื่นที่ไม่ได้รับอนุญาต ต่อให้รู้สูตรลับก็ไม่สามารถผลิตและปรุงขึ้นมาได้"
ซูเยว่คิดไว้ว่าถึงเวลานั้นจะช่วยเฝิงเจี้ยนหย่งจดทะเบียนบริษัท
จากนั้นก็ดึงยายหวังเข้ามาร่วมบริษัท สิทธิบัตรที่จดทะเบียนไว้ก็จะกลายเป็นทรัพย์สินของบริษัท โดยใช้สิ่งนี้เป็นรากฐาน ต่อให้ไม่สามารถลอกเลียนเส้นทางในตำนานของพ่อค้าต่างถิ่นในชาติก่อนได้ทั้งหมด แต่ก็น่าจะประสบความสำเร็จได้บ้าง
ทั้งสี่คนมองซูเยว่อย่างอึ้งๆ ไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่เขาพูดนัก
"ซูเยว่ เจี้ยนหย่งก็แค่จ่ายเงิน 800 หยวนเรียนวิชาชีพเท่านั้น ทำไมนายถึงทำเรื่องให้มันยุ่งยากนักล่ะ" เจ้าอ้วนเกาหัว "ไอ้สิทธิ์ขาด สิทธิบัตรอะไรที่นายพูดถึง มันคืออะไรกัน ฉันเห็นร้านปิ้งย่างตามข้างถนน แค่ตั้งเตาก็เปิดร้านได้แล้วไม่ใช่เหรอ ไม่เห็นต้องใช้ของพวกนี้เลย"
"แต่นายดูสิ ผ่านไปสามปี ห้าปี พวกเขาก็ยังเฝ้าแผงลอยนั้นอยู่ ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลยใช่ไหม" ซูเยว่ถาม
เจ้าอ้วนพยักหน้า "ก็จริง แต่นี่มันไม่ปกติเหรอ บ้านฉันตั้งหลายปีมานี้ก็เพิ่งขยายสาขาไปแค่ร้านเดียว ขืนมีมากกว่านี้ก็ทำไม่ไหวหรอก"
"กำลังคนย่อมมีวันหมดไป สิ่งที่คนๆ หนึ่งทำได้ ท้ายที่สุดแล้วมันก็มีขีดจำกัด"
ซูเยว่พูดอย่างจริงจัง "ถ้าเจี้ยนหย่งเรียนแค่ฝีมือของยายหวัง เขาก็เป็นได้แค่พ่อค้าปิ้งย่างเท่านั้น ในอีกห้าปี หรือสิบปีข้างหน้า ต่อให้พึ่งพาร้านปิ้งย่างของตัวเองจนกินอยู่ไม่อดตาย แต่มันก็สิ้นสุดแค่นั้น"
"แถมผลลัพธ์นี้ก็ใช่ว่าจะเป็นจริงได้เสมอไป เพราะถ้าร้านปิ้งย่างของเจี้ยนหย่งเปิดแล้วขายดี ชื่อเสียงฝีมือของยายหวังก็ต้องแพร่กระจายออกไปแน่นอน"
"ถึงตอนนั้น คนที่จะไปเรียนวิชากับแกคงมีไม่น้อย"
"ถ้ามีคนฉลาดทำอย่างที่ฉันเพิ่งพูดไป คือซื้อสิทธิ์ขาดในการทำซอสพริก และจดสิทธิบัตรเทคนิคให้ยายหวัง พวกนายที่เรียนวิชามา วันข้างหน้าก็จะไม่สามารถทำซอสพริกเองได้อีก ต่อให้รู้สูตรลับก็ไม่ได้"
"เมื่อไม่มีซอสพริกกินคู่กัน ปิ้งย่างที่เคยอร่อยก็จะกลายเป็นของธรรมดาๆ ไป"
ซูเยว่พูดพลางกวาดสายตามองทั้งสี่คน แล้วยิ้ม "เมื่อสถานการณ์แบบนั้นเกิดขึ้น พวกนายคิดว่าจะยังขายดีอยู่อีกไหม"
เด็กสาวสองคนใช้มือเท้าคาง แววตาเป็นประกายระยิบระยับ เต็มไปด้วยความเลื่อมใสในตัวซูเยว่
"อาเยว่ ถ้าเป็นอย่างที่นายพูด คงต้องใช้เงินเยอะมากเลยใช่ไหม" เฝิงเจี้ยนหย่งเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะพูดเสียงเบา "ฉันรู้ว่าสิ่งที่นายพูดน่าจะไม่ผิด แต่ตอนนี้ในมือฉันมีเงินแค่ 3,000 กว่าหยวน หักค่าเทอมแล้วก็เหลือพอแค่ค่าวัตถุดิบ ฉัน... จนปัญญาจริงๆ"
เงิน 3,000 กว่าหยวนนี้ เขาก็ยังต้องไปหยิบยืมจากพี่น้องในวงการนักเลงมารวมกัน
ถ้ามากกว่านี้ เขาก็หมดหนทางแล้วจริงๆ
ซูเยว่เห็นท่าทางจนปัญญาของเขาก็ยิ้ม แล้วพูดว่า "เรื่องยายหวัง นายไปสืบดูก่อน ส่วนเรื่องเงิน เดี๋ยวฉันหาทางเอง"
"นายจะมีทางอะไร"
เฝิงเจี้ยนหย่งมองดูใบหน้าที่ค่อนข้างซีดเซียวของเสี่ยวเยว่ แล้วถอนหายใจเบาๆ ไม่อยากสร้างความลำบากให้ซูเยว่
"ช่วงนี้ฉันหาลูกค้ารายใหญ่ให้บริษัทหลักทรัพย์ได้สองสามราย เลยหาเงินมาได้นิดหน่อย" ซูเยว่พูดปดหน้าตาเฉย "แค่เงินสนับสนุนให้นายเปิดร้าน ไม่น่าจะมีปัญหาหรอก"
"ส่วนเรื่องยายหวัง เราจ่ายเงินก้อนหนึ่งให้แกไปก่อนเพื่อเอาสิทธิ์ขาดซอสพริกมาอยู่ในมือ เรื่องสิทธิบัตรเอาไว้ค่อยจัดการทีหลังก็ได้"
"ไม่ได้ ค่ารักษาพยาบาลของเสี่ยวเยว่สำคัญกว่า"
เฝิงเจี้ยนหย่งส่ายหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว "มีเงินก็เอาไปรักษาเสี่ยวเยว่ก่อนเถอะ เรื่องของฉัน ซูเยว่ นายไม่ต้องเป็นห่วงหรอก"
"ฉันให้พ่อไปแล้ว 200,000 หยวน น่าจะพอสำหรับค่ารักษาพยาบาลในช่วงหนึ่งถึงสองเดือนนี้ ส่วนค่าผ่าตัดกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ หลังจากนี้ ฉันมีแผนของฉันเอง นายวางใจเถอะ" ซูเยว่ยิ้ม "เสี่ยวเยว่เป็นน้องสาวฉัน ฉันจะดูแลอย่างดี ส่วนนายเป็นพี่น้องฉัน ตรงไหนที่ควรช่วย ฉันก็ไม่มีทางละเลยเด็ดขาด"
"ฉัน... ฉันก็ขอสนับสนุน 3,000 หยวนด้วย" เจ้าอ้วนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดเสียงดัง
ซูเยว่มองเจ้าอ้วนยิ้มๆ แล้วถาม "นายไปเอาเงินเยอะแยะมาจากไหน นายบอกว่าเงิน 10,000 หยวนนั่น คืนพ่อไปแล้วไม่ใช่เหรอ"
"เฮ้อ... ฉันหักจากค่าขนมเดือนละ 200 หยวน เก็บมาสองเทอมกว่าถึงจะได้เท่านี้" เจ้าอ้วนถอนหายใจเบาๆ แล้วพูดต่อ "เดิมทีฉันกะจะเก็บไว้ซื้อคอมพิวเตอร์สักเครื่อง จะได้ไม่ต้องวิ่งไปร้านเน็ตบ่อยๆ เล่นเกมอยู่บ้านได้เลย แต่นี่มัน... พี่น้องตกระกำลำบาก ก็ต้องช่วยเหลือกันสิ"
ซูเสี่ยวเยว่ได้ยินประโยคครึ่งหลังของเขา ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะพรืดออกมา
ซูเยว่กลอกตาใส่เจ้าอ้วน รู้สึกจนคำพูดอยู่บ้าง "ไม่มีความรู้ก็หัดพูดคำหรูๆ ให้น้อยหน่อย อะไรคือ 'พี่น้องตกระกำลำบาก' แบบนี้เขาเรียกว่าการเริ่มธุรกิจต่างหาก"
เจ้าอ้วนรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย เขากระแอมไอ ใบหน้าแดงระเรื่อขึ้นมา
"ฉันก็ขอสนับสนุน 500 หยวน"
จางเสวี่ยล้วงเงินทั้งหมดออกจากกระเป๋าสตางค์อย่างเบามือ "นี่เป็นเงินที่แม่ให้ฉันเอาไปจ่ายค่าเรียนพิเศษ แต่ตอนนี้อาจารย์หลิ่วปิดคลาสชั่วคราว เลยยังไม่ได้ใช้ เจี้ยนหย่ง นายเอาไปใช้ยามฉุกเฉินก่อนเถอะ"
ซูเสี่ยวเยว่ก็ล้วงกระเป๋าสตางค์ใบเล็กของตัวเอง หยิบเงินออกมา 200 หยวน "นี่เป็นค่าขนมที่พี่ชายให้ฉัน ฉันซื้อหนังสือไปแล้ว ตอนนี้ยังไม่ได้ใช้เหมือนกัน"
เฝิงเจี้ยนหย่งมองดูทุกคนที่เทกระเป๋าช่วยเหลือด้วยความซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง
เขากัดริมฝีปาก พูดด้วยน้ำเสียงสะอื้น "ขอบคุณการสนับสนุนของทุกคน จากนี้ไป ฉันจะกลับตัวกลับใจ ตั้งใจทำเรื่องนี้ให้ดี ไม่ว่ายังไงก็จะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด"
"เจี้ยนหย่ง นายไม่ต้องพูดหรอก พวกเราก็เชื่อใจนายอยู่แล้ว" ซูเยว่ยิ้ม
ทุกคนล้วนมีเส้นทางของตัวเอง เฝิงเจี้ยนหย่งคิดได้และค้นพบเส้นทางที่ตัวเองต้องเดินแล้ว ดังนั้นซูเยว่จึงมีแต่ต้องสนับสนุนเขา
เพื่อให้เขาก้าวไปบนเส้นทางสายนั้นได้ไกลยิ่งขึ้น และดียิ่งขึ้น!
"พูดออกมาแล้ว ฉันก็รู้สึกดีขึ้นหน่อย" เฝิงเจี้ยนหย่งพูดเสียงขรึม "ไม่งั้นมันอึดอัดใจ"
ซูเยว่พยักหน้า ยกถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นมา ยืนขึ้นแล้วพูดเสียงหนักแน่น "ทุกคนมาชนแก้วกันหน่อย ขอให้เจี้ยนหย่งเริ่มธุรกิจสำเร็จ และขอให้นักลงทุนเทวดาอย่างพวกเรา ได้รับผลตอบแทนกลับมาเป็นร้อยเท่าพันเท่าในอนาคต"
หลังจากซูเสี่ยวเยว่ชนแก้วแล้ว เธอก็จิบชาใสๆ อึกหนึ่งเบาๆ
จากนั้นก็เท้าคาง ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "พี่คะ นักลงทุนเทวดาคืออะไรเหรอคะ"