ซูเยว่ชะงักไปครู่หนึ่ง เขาคิดในใจว่า "หรือว่าไอ้หมอนี่จะเป็นนักแข่งรถ ฝีมือฉกาจ แล้วก็มั่นใจว่าฉันเป็นแค่ไก่อ่อนที่ขับรถไม่เป็น เลยกะจะเอาคืนเรื่องนี้งั้นสิ?"
ถึงแม้ตอนนี้เขาจะยังไม่เคยแตะพวงมาลัยรถเลยก็ตาม แต่ชาติก่อนเขาก็ถือว่าเป็นคนขับรถมือเก๋าคนหนึ่ง
ถ้าพูดถึงเรื่องฝีมือการขับรถ หานเจิ้นเฟิงในตอนนี้ ไม่น่าจะใช่คู่มือของเขาอย่างแน่นอน
ซูเยว่ครุ่นคิด ในความทรงจำของเขา ดูเหมือนว่าในอนาคตฉางหลิงก็ไม่ได้มีนักแข่งรถชื่อดังอะไรโผล่มาเลย เขาจึงพยักหน้าและตอบตกลงด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "บอกวันเวลาและสถานที่มาเลย!"
"อีกหนึ่งสัปดาห์ให้หลัง ตอนสองทุ่ม ที่ร้านอินเทอร์เน็ตซิงคง" หานเจิ้นเฟิงตีหน้าขรึม พูดเสียงดัง
ซูเยว่ขมวดคิ้ว พอได้ยินคำว่า 'ร้านอินเทอร์เน็ต' ถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า สิ่งที่อีกฝ่ายพูดอาจไม่ใช่การแข่งรถในโลกแห่งความเป็นจริง แต่เป็นเกมออนไลน์แข่งรถที่ฮิตสุดๆ ในปี 2005 ต่างหาก
เขาไม่ได้ถนัดเรื่องเกมออนไลน์เลยสักนิด ถ้าตอบตกลงไป เกรงว่าโอกาสแพ้คงจะมีมากกว่า
"ทำไม ไม่กล้าล่ะสิ?" หานเจิ้นเฟิงเห็นซูเยว่เงียบไปไม่ยอมตอบ ก็คิดว่าเขาปอดแหก จึงพูดเย้ยหยัน "เมื่อกี้ยังทำกร่างอยู่เลยไม่ใช่หรือไง? นึกไม่ถึงว่าจะเป็นพวกข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรง ดีแต่ตอนชนะ พอจะแพ้ก็รับไม่ได้ซะงั้น!"
"ฉันแค่รู้สึกว่าแข่งรถออนไลน์มันไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ ถ้านายแน่จริง... พวกเรามาแข่งกันในชีวิตจริงดีไหมล่ะ?" ซูเยว่พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ถนนรอบทะเลสาบฉางหลิง ตัดสินแพ้ชนะในสามรอบ ส่วนเวลาก็เอาตามที่นายบอก อีกหนึ่งสัปดาห์ ตอนสองทุ่ม คนขับต้องเป็นนายกับฉันเท่านั้น ส่วนเรื่องรุ่นรถ เอาตามสบายเลย"
หานเจิ้นเฟิงได้ยินแบบนั้นก็เกิดอาการลังเลขึ้นมา
ฝีมือการขับรถในชีวิตจริงของเขากับในเกมมันเอามาเทียบกันไม่ได้เลยสักนิด อย่างเก่งสุดก็เป็นแค่ระดับไก่อ่อนที่พอขับเป็นเท่านั้น
"โอกาสน่ะ ฉันให้ไปแล้ว ถ้านายไม่กล้าก็ช่างมันเถอะ" ซูเยว่หัวเราะเบาๆ "วันหลังก็อยู่บ้านดีๆ อย่าออกมาทำตัวขายหน้าคนอื่นเขาเลย"
เขารู้ดีว่า ลูกคุณหนูอย่างหานเจิ้นเฟิงน่ะ ทนการถูกยั่วยุไม่ได้มากที่สุด
ต่อให้หานเจิ้นเฟิงจะรู้ตัวว่าโอกาสชนะมีไม่มากนัก แต่เพื่อระบายความโกรธแค้นในใจ และเพื่อรักษาหน้าตาที่น่าขันนั่น หมอนั่นจะต้องกระโดดลงมาในหลุมพรางที่เขาขุดเอาไว้อย่างแน่นอน
เดิมพันตั้งหนึ่งแสนหยวน ซูเยว่ไม่รังเกียจที่จะลงเล่นสักตาหรอก
"หานเจิ้นเฟิง ฝีมือขับรถงูๆ ปลาๆ อย่างพี่ ขืนไปแข่งรถในชีวิตจริงกับคนอื่น ก็รนหาที่ตายชัดๆ ไม่ใช่หรือไง?" หานเยว่ถงพูดเสียงดัง "อย่าไปตกลงกับเขานะ ไม่งั้น... พี่จะแพ้ราบคาบแน่"
ซูเยว่มองหานเยว่ถง แล้วก็อดไม่ได้ที่จะระบายยิ้มอย่างซาบซึ้งใจ
เดิมทีถ้าเธอไม่พูดประโยคนี้ออกมา ในสถานการณ์ที่หานเจิ้นเฟิงยังไม่สูญเสียสติสัมปชัญญะไปจนหมด เขาอาจจะลองชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียดูให้ดี แล้วยอมล้มเลิกการเดิมพันครั้งนี้ไปเองก็ได้
แต่ตอนนี้... พอเธอพูดแบบนี้ออกมา สีหน้าของหานเจิ้นเฟิงที่ตอนแรกยังมีความลังเลอยู่ ก็เปลี่ยนไปในทันที
"ฝีมือขับรถฉันเป็นยังไง ไม่ต้องให้เธอมาบอกหรอก" หานเจิ้นเฟิงพูดด้วยน้ำเสียงดุดัน "เยว่ถง เธอเป็นน้องสาวฉันแท้ๆ ไม่ช่วยฉันก็แล้วไปเถอะ แต่ที่มาคอยพูดจาบั่นทอนกำลังใจกันตลอดแบบนี้ มันหมายความว่ายังไง?"
"พี่..."
หานเยว่ถงขมวดคิ้ว พูดไม่ออกไปชั่วขณะ
หน้าอกของเธอกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง เห็นได้ชัดว่าโกรธจัด ผ่านไปครู่ใหญ่ เธอถึงชี้หน้าหานเจิ้นเฟิงแล้วพูดว่า "หวังดีกลับได้ร้าย หานเจิ้นเฟิง พี่มัน... หมดสิทธิ์เยียวยาแล้วจริงๆ"
"ฉันกำลังทำอะไรอยู่ ฉันรู้ตัวดี ไม่ต้องให้เธอมาสอน" หานเจิ้นเฟิงพูดเสียงเย็นชา
เขาอัดอั้นตันใจจนไฟสุมทรวง ไม่มีที่ระบาย ถึงแม้หานเยว่ถงจะเป็นน้องสาวที่เขารักมากที่สุด แต่ถ้าเธอยังดึงดันจะเอาตัวเข้ามาขวางทางปืนแบบนี้ เขาก็ช่วยไม่ได้
หานเยว่ถงรู้ว่าหานเจิ้นเฟิงถูกความโกรธครอบงำจนหน้ามืดตามัวไปแล้ว ในเวลาอันสั้นนี้ คงเตือนสติเขาไม่สำเร็จแน่
เธอจึงได้แต่กระทืบเท้าด้วยความโมโห
"ซูเยว่ พี่ชายฉันสติแตกไปแล้ว เรื่องเดิมพัน พวกเราค่อยคุยกันวันหลังได้ไหม?" หานเยว่ถงเห็นว่าห้ามหานเจิ้นเฟิงไม่อยู่ จึงหันไปมองซูเยว่ "เรื่องในวันนี้ ฉันคิดน้อยไปเอง ฉันขอโทษนายแทนพี่ชายด้วยนะ"
"ในเมื่อเธอพูดแบบนี้แล้ว ฉันก็คงไม่กะเอาให้ตายหรอก เรื่องนี้..."
คนก็ถูกต่อยไปแล้ว คำขอโทษก็ได้รับแล้ว
การที่เขาตบหน้าหานเยว่ถงไปฉาดหนึ่ง ตัวเขาเองก็ใช่ว่าจะไม่ผิด เขาคิดว่า ในเมื่อฝ่ายหญิงยอมเป็นฝ่ายขอโทษก่อนแล้ว ถ้างั้นเรื่องนี้ ก็ปล่อยให้มันแล้วๆ กันไปก็พอ
แต่คิดไม่ถึงว่าหานเจิ้นเฟิงจะพูดแทรกขึ้นมาอย่างเด็ดขาด "ไอ้แซ่ซู เอาตามที่แกบอกนั่นแหละ ถนนรอบทะเลสาบฉางหลิง สามรอบตัดสินแพ้ชนะ เดิมพันเหมือนเดิม ใครถอย คนนั้นยอมแพ้"
หานเยว่ถงไม่คิดเลยว่า อุตส่าห์ยอมบากหน้าขอโทษแทบตาย สุดท้ายทุกอย่างจะกลายเป็นสูญเปล่าในพริบตา
เธอจ้องหานเจิ้นเฟิงอย่างเคียดแค้นและพูดด้วยความโกรธ "หานเจิ้นเฟิง พี่นี่มัน... ดื้อด้านจริงๆ พูดอะไรก็ไม่ฟัง ถึงเวลาแพ้จนไม่เหลือชิ้นดี ก็อย่าหาว่าฉันไม่เตือนก็แล้วกัน"
หานเจิ้นเฟิงเชิดหน้าขึ้น จ้องมองน้องสาวโดยไม่พูดอะไร
ซูเยว่มองดูสองพี่น้องที่กำลังตึงเครียดใส่กัน แล้วจู่ๆ ก็รู้สึกตลกขึ้นมานิดหน่อย
ในหัวของเขาภาพตอนที่ซูเสี่ยวเยว่คอยตักเตือนเขาก็แวบขึ้นมา จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าเงาของหานเยว่ถงดูเหมือนจะซ้อนทับกับซูเสี่ยวเยว่ ท่าทางของทั้งสองคนมีความคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง
"ตกลง! วันอังคารหน้า ตอนสองทุ่ม เจอกันที่ทะเลสาบฉางหลิง" ซูเยว่เห็นว่าหานเจิ้นเฟิงขีดเส้นท้าทายมาขนาดนี้ ตัวเขาเองก็จำต้องรับคำท้า จึงตอบตกลงด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
พูดจบ เขาก็ไม่ชายตามองใครอีก ประคองจางเสวี่ยที่กำลังเมามาย เดินออกจากห้องส่วนตัว 'ฉินอวิ๋นเซียง' ไป
ซูเยว่ขอยืมโทรศัพท์จากเคาน์เตอร์ของภัตตาคารเทียนเซียง โทรไปบอกหานฟู่เซิงว่าตนเองกลับแล้ว จากนั้นก็ประคองจางเสวี่ยลงไปเรียกรถแท็กซี่ด้านล่าง เพื่อกลับไปยังชุมชนหวยอิน
ลมเย็นๆ ในยามค่ำคืนพัดมา ทำให้จางเสวี่ยสร่างเมาขึ้นมาบ้าง
เธอมองซูเยว่อย่างเขินอายเล็กน้อย ใบหน้าแดงระเรื่อ "อาเยว่ คืนนี้ขอบใจนายมากนะ"
ซูเยว่ระบายยิ้ม ยื่นน้ำแร่ในมือให้เธอดื่มอึกหนึ่ง แล้วพูดว่า "ระหว่างเราสองคน ยังต้องพูดคำว่าขอบใจอีกหรอ? การดูแลเธอ มันเป็นสิ่งที่ฉันสมควรทำอยู่แล้ว"
"อืม ฉันรู้"
จางเสวี่ยค่อยๆ ขืนตัวออกจากมือที่ประคองไหล่ทั้งสองข้างของเธอ ในใจรู้สึกหวานล้ำ เธอหลุบตาลงพลางพูดว่า "ฉันเดินเองได้ ในชุมชนมีแต่คุณลุงคุณป้าที่รู้จักกันทั้งนั้น ขืนใครมาเห็นเข้ามันจะดูไม่ดี"
ซูเยว่มองท่าทางขวยเขินของเธอ ก็ยิ้มอย่างรู้ทัน แล้วพยักหน้ารับ
"อาเยว่ นายบอกว่าจะไม่ไปงานวันเกิดของเยว่ถงไม่ใช่หรอ? แล้วทำไมถึงไปโผล่ที่ภัตตาคารเทียนเซียงได้พอดีล่ะ" ด้วยความสงสัย จางเสวี่ยจึงอดไม่ได้ที่จะถามเสียงเบา
เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ซูเยว่มาถึง มันดูราวกับความฝัน
ถึงแม้เธอจะงงๆ เบลอๆ แต่ก็ยังพอมีความทรงจำลางๆ อยู่บ้าง
ตอนนั้นโลกรอบตัวหมุนคว้าง ในหัวขาวโพลนไปหมด เธอรู้สึกแค่ว่าตัวเองยืนแทบไม่อยู่ จึงไม่มีเวลาไปห้ามปรามเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทันเลย
"เอ่อ... พอดีมีเพื่อนชวนไปกินข้าวน่ะ แล้วห้องที่จองไว้ ก็อยู่ข้างๆ ห้องพวกเธอพอดี"
ซูเยว่คิดครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างจริงจัง "ฉันรู้ว่าเธอดื่มเหล้าไม่ได้ แต่หานเยว่ถงก็ชอบดื่ม ฉันเลยเป็นห่วงเธอ ก็เลยแวะไปดูหน่อย"
จางเสวี่ยตกใจมาก เธอพูดขึ้นว่า "อาเยว่ คืนนี้เป็นการดื่มเหล้าครั้งแรกตั้งแต่เกิดมาของฉันเลยนะ ขนาดฉันเองยังไม่รู้เลยว่าตัวเองดื่มไม่ได้ แล้วนายจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ?"
การเปลี่ยนแปลงในระยะนี้ของซูเยว่ ทำให้เธอประหลาดใจเป็นอย่างมาก
ถึงแม้เขาจะยังดูซื่อบื้อเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกที่ทำให้คนอดไม่ได้ที่จะเชื่อใจและพึ่งพานั้น กลับแตกต่างไปจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง