ลู่หมิงพูดเรื่องสุราจบแล้ว แต่กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ได้มีแค่เหล้าขาวเท่านั้น เพียงแต่เหล้าขาวคือราชาแห่งราชาในกลุ่มนี้ ช่วยไม่ได้ที่ตลาดต่างให้การยอมรับ และมีตรรกะรองรับที่แข็งแกร่งมาก
"ในบรรดาสินค้าจำเป็นกลุ่มอุปโภคบริโภค มีหมวดหมู่สำคัญคือเครื่องปรุงรส ซึ่งผมมองแค่เป้าหมายเดียว นั่นคือไห่เทียนเว่ยเยี่ย!" ลู่หมิงกวาดสายตามองไปรอบห้องพลางกล่าว "ไห่เทียนเว่ยเยี่ยในปีนี้แทบจะไม่ได้ปรับตัวขึ้นเลยและอยู่ในช่วงพักฐานมาอย่างยาวนาน ซีอิ๊วขวดนี้ควรจะถือครองไว้หรือไม่? แค่ทำความเข้าใจคำถามเดียวก็พอแล้ว ประชาชนกว่าพันล้านคนของเรายังต้องกินซีอิ๊วกันอยู่ไหม?"
คำตอบของคำถามนี้ชัดเจนอยู่แล้ว
ลู่หมิงกล่าวต่อ "ในกลุ่มอุปโภคบริโภคยังมีอุตสาหกรรมที่ต้องให้ความสำคัญคือยาและการแพทย์ ในแวดวงยาอย่างเช่นเหิงรุ่ยอีเย่าที่มีมูลค่าตลาดเก้าหมื่นล้าน หรือเพียนไจ่หวงที่มีมูลค่าตลาดสามหมื่นห้าพันล้าน ล้วนเป็นเป้าหมายที่ต้องจับตาดูให้ดี โดยเฉพาะเพียนไจ่หวง ยาเม็ดละหลายร้อยหยวนนะครับทุกท่าน ถือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยทางการแพทย์ระดับโลก ส่วนแวดวงการแพทย์ บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้วต้องเน้นไปที่อ้ายเอ่อร์เหยี่ยนเคอ ซึ่งมูลค่าตลาดตอนนี้น่าจะอยู่ที่ราวๆ สามหมื่นสองพันล้าน"
"บริษัทอย่างอ้ายเอ่อร์เหยี่ยนเคอนั้นมีพื้นที่ให้จินตนาการถึงการเติบโตในอนาคตได้อย่างไม่สิ้นสุด ทำไมน่ะหรือ? ตรรกะมันง่ายมาก กระแสอินเทอร์เน็ตบนมือถือกำลังมาแรงอย่างดุดัน นี่คือแนวโน้มใหญ่ที่ไม่อาจหยุดยั้งได้ ซึ่งจะส่งผลตามมาก็คือ ในอนาคตเยาวชนจะใช้โทรศัพท์มือถือบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ทำให้อัตราสายตาสั้นเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นโอกาสในอนาคตของบริษัทอย่างอ้ายเอ่อร์เหยี่ยนเคอจึงถือว่ามหาศาลมากทีเดียว!"
"ยังมีถงเช่ออีเลียว อุตสาหกรรมทันตกรรมนั้นกำไรมหาศาลอยู่แล้ว ผมคงไม่ต้องอธิบายให้มากความ นอกจากนี้ยังมีบริษัทที่ยังไม่เข้าตลาดหลักทรัพย์อย่างม่ายรุ่ยอีเลียว นี่คือบริษัทที่คาดว่าจะเป็นผู้นำในกลุ่มองค์กรผลิตอุปกรณ์การแพทย์ เทียนเซิ่งแคปปิตอลจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมลงทุนในบริษัทนี้ตั้งแต่ตลาดแรก และยังมีหุ้นอันซื่อ ซึ่งบริษัทนี้ก็คงไม่ต้องพูดอะไรมากแล้ว"
กลุ่มบริษัทตระกูลอันไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากจริงๆ เพราะนี่คือองค์กรที่เทียนเซิ่งแคปปิตอลทำการวิเคราะห์และวิจัยมากที่สุด 'สงครามอันเทียน' เมื่อปีที่แล้วยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำ ทุกคนไม่เคยลืมว่าบอสเป็นคนฝืนพลิกตรรกะพื้นฐานของบริษัทนี้จนหน้ามือเป็นหลังมือ เปลี่ยนให้กลายเป็นหุ้นบลูชิพชั้นนำในปัจจุบัน บอสเคยกล่าวในการประชุมสัมมนาภายในว่า มูลค่าของหุ้นอันซื่อนั้นเขามองไว้อย่างน้อยที่ 1.8 ล้านล้านหยวน ซึ่งตอนนี้มูลค่าตลาดเพิ่งจะแตะ 1 ล้านล้านหยวนนิดๆ เท่านั้น
การประชุมแลกเปลี่ยนด้านการวิจัยการลงทุนภายในดำเนินต่อเนื่องไปเกือบสามชั่วโมงจึงได้สิ้นสุดลง ลู่หมิงได้ทำการวิเคราะห์เจาะลึกและอภิปรายในอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งเซมิคอนดักเตอร์ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานใหม่ ยา การแพทย์ เหล้าขาว การแปรรูปอาหาร และอื่นๆ
หลี่หมิงหยางและคนอื่นๆ ไม่รู้เลยว่าบริษัทเป้าหมายเหล่านั้นที่ลู่หมิงระบุในที่ประชุม ในอนาคตอันใกล้จะกลายเป็นเป้าหมายสินทรัพย์หลักที่มีมูลค่าสูงสุดในตลาดหุ้น A-Share ปัจจัยพื้นฐานขององค์กรเหล่านี้ที่สะท้อนออกมาในตลาดทุน ในแง่หนึ่งก็คือส่วนหนึ่งของปัจจัยพื้นฐานของการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจและการยกระดับของประเทศที่สะท้อนออกมาในตลาดทุนนั่นเอง
องค์กรอย่างเพียนไจ่หวงและอ้ายเอ่อร์เหยี่ยนเคอ ตอนนี้มีมูลค่าตลาดรวมเพียงสามหมื่นกว่าล้านหยวน ทว่าในอีกห้าปีให้หลัง พวกเขาจะเติบโตขึ้นไปถึงสองแสนกว่าล้านและสี่แสนกว่าล้านหยวน
อย่างบริษัทที่ยังไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เช่นหนิงเต๋อฉือไต้ ในอีกห้าปีให้หลังก็จะเติบโตจนมีมูลค่าตลาดกว่าเจ็ดแสนล้านหยวน รวมถึงปี่หย่าตี๋และอื่นๆ หุ้นที่ลู่หมิงเอ่ยชื่อในที่ประชุมนั้น โดยพื้นฐานแล้วล้วนเป็นหุ้นที่เติบโตมากกว่าสิบเท่าในห้าปี และการเติบโตสิบเท่านี้ไม่ใช่หุ้นสิบเท่าของหุ้นขนาดเล็ก แต่เป็นหุ้นบลูชิพชั้นนำที่เป็นหุ้นที่มีน้ำหนักมากระดับแสนล้านหยวน
องค์กรเหล่านี้ไม่ว่าจะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้วหรือยัง ลู่หมิงล้วนต้องการเข้าไปมีส่วนร่วม ต่อให้ไม่ให้เข้าเขาก็จะดึงดันเข้าไป เด็กเท่านั้นแหละที่เลือก ผู้ใหญ่อย่างเขาย่อมต้องเหมาหมดอยู่แล้ว
การจะรวบรวมสินทรัพย์คุณภาพหลักที่เป็นตัวแทนอนาคตของประเทศจีนเหล่านี้มาไว้ในกำมือโดยการลงทุนทั้งหมดนั้น สภาพคล่องของเทียนเซิ่งแคปปิตอลในตอนนี้ยังมีไม่เพียงพอเลยสักนิด
ถึงแม้สภาพคล่องจะมีเพียงพอก็ทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะจะเป็นการสร้างความขุ่นเคืองให้ผู้คนมากมาย และไม่สอดคล้องกับจุดยืนของเทียนเซิ่งแคปปิตอลด้วย
จุดยืนของเทียนเซิ่งแคปปิตอลคือสถาบันจัดการสินทรัพย์ ที่คอยช่วยผู้อื่นบริหารจัดการสินทรัพย์เพื่อเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการ การช่วย LP บริหารเงินนั้นดูเผินๆ เหมือนเป็นสุดยอดมนุษย์เงินเดือนที่ช่วยคนอื่นหาเงิน
แต่หากคิดเช่นนั้นก็เห็นได้ชัดว่าผิดถนัด สถาบันจัดการสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างแบล็คร็อคกรุ๊ป มูลค่าตลาดของตัวบริษัทเองมีไม่ถึงหนึ่งแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ทว่าสินทรัพย์ที่บริหารจัดการอยู่ในปัจจุบันกลับทะลุหกล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ พอจะจินตนาการได้เลยว่า CEO ของแบล็คร็อคกรุ๊ปที่สามารถควบคุมเงินหกล้านล้านดอลลาร์สหรัฐนั้นมีอำนาจล้นฟ้าเพียงใด
ทันทีที่ LP รายหนึ่งนำเงินทุนห้าพันล้านหยวนมามอบให้เทียนเซิ่งแคปปิตอลบริหารจัดการ นั่นก็หมายความว่าอำนาจในการควบคุมเงินห้าพันล้านหยวนนี้ในช่วงสิบห้าปีข้างหน้า จะตกเป็นของเทียนเซิ่งแคปปิตอลอย่างสมบูรณ์
เงินก้อนนี้จะถูกใช้จ่ายอย่างไร หรือนำไปใช้ที่ไหน ลู่หมิงแทบจะมีอำนาจชี้ขาดโดยสมบูรณ์
ในปัจจุบัน ภายใต้การดูแลของเทียนเซิ่งแคปปิตอลมีสินทรัพย์กว่าสามแสนล้านหยวนที่ไม่ได้เป็นของบริษัท แต่เป็นของเหล่า LP รายใหญ่ ทว่า LP เหล่านี้จะไม่มีสิทธิ์ควบคุมความมั่งคั่งสามแสนล้านนี้ไปอีกนานแสนนาน อำนาจควบคุมอยู่ในมือของเทียนเซิ่งแคปปิตอล และลู่หมิงก็มีอำนาจควบคุมเทียนเซิ่งแคปปิตอลอย่างเบ็ดเสร็จ
นี่เรียกว่าไม่ได้เป็นของฉันแต่ฉันสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด ในอนาคตเมื่อครบกำหนดระยะเวลาปิดกองทุนและบรรดา LP ต้องการไถ่ถอนก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะในขณะที่มีคนไถ่ถอนก็ย่อมมีเงินทุนก้อนใหม่หลั่งไหลเข้ามา สระเงินทุนของเทียนเซิ่งแคปปิตอลมีแต่จะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุก็เป็นเพราะเมื่อขนาดของเงินทุนใหญ่โตจนเกินไป เหล่า LP เองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเอาเงินไปเก็บไว้ที่ไหนถึงจะปลอดภัย
สุดท้ายพวกเขาก็จะนำกลับมามอบให้เทียนเซิ่งแคปปิตอลบริหารจัดการต่อไป เพื่อให้ความมั่งคั่งของตนเองเพิ่มพูนขึ้นอย่างต่อเนื่อง การมอบหมายให้ผู้บริหารสินทรัพย์มืออาชีพเป็นคนดูแลนั้นทั้งอุ่นใจและไร้กังวล
ปัจจุบันเทียนเซิ่งแคปปิตอลบริหารจัดการเงินอยู่กว่าห้าแสนล้านหยวน นั่นหมายความว่าอิทธิพลของลู่หมิงในตอนนี้ หากเขาก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมใด ก็สามารถทำให้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมนั้น หรือแม้กระทั่งล้างไพ่ใหม่ได้เลยทีเดียว
เมื่อขนาดสินทรัพย์ขยายตัว อิทธิพลเช่นนี้ของเขาก็จะขยายตัวตามไปด้วยเช่นกัน
…
วันรุ่งขึ้น
ลู่หมิงมาถึงบริษัท บนโต๊ะทำงานมีรายงานข้อมูลทางการเงินของบริษัทวางอยู่ ซึ่งอันอี้โหรวเพิ่งจะนำมาส่งให้เมื่อไม่นานนี้
นี่คือเรื่องที่เขาสั่งการไว้เมื่อวาน
เมื่อเปิดอ่านเอกสารคร่าวๆ กระแสเงินสดทางบัญชีของเทียนเซิ่งแคปปิตอลในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณเจ็ดหมื่นห้าพันล้านหยวน ในจำนวนนี้เป็นกระแสเงินสดของบริษัทเองสามหมื่นห้าพันล้านหยวน ซึ่งก็คือเงินที่เป็นของเทียนเซิ่งแคปปิตอล ส่วนที่เหลือเป็นของบรรดา LP
ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือตัวเลขมหาศาลระดับดาราศาสตร์ ทั่วทั้งประเทศมีบริษัทเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่จะมีสภาพคล่องสูงลิ่วถึงเพียงนี้
เงินมากมายขนาดนี้สามารถทำอะไรได้บ้าง?
แม้จะไม่อาจทำตามอำเภอใจได้ทุกอย่าง แต่โดยพื้นฐานแล้วก็แทบจะเนรมิตอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา
ทว่าลู่หมิงก็ยังคงไม่พอใจ ปริมาณเงินทุนยังถือว่าน้อยเกินไป เมื่อเทียบกับจำนวนเงินทุนที่เขาต้องการใช้ในการวางหมากแล้วยังห่างไกลนัก
สิ่งที่ลู่หมิงต้องการวางหมากก็คือ การพยายามกว้านซื้อสินทรัพย์ดาวรุ่งที่เป็นสินทรัพย์หลักในตลาดทุนของประเทศให้ครบทุกตัว เป้าหมายสินทรัพย์คุณภาพหลักเหล่านั้นจะต้องมีการถือครองขั้นต่ำไว้ที่ราวๆ 5% ซึ่งการถือครอง 5% นี้จะต้องถือยาวไปอีกกว่าสามสิบปีโดยไม่เทขายง่ายๆ และไม่อาจเทขายได้ด้วย เมื่อถึงเวลานั้น ขนาดสินทรัพย์รวมกันคงสูงถึงระดับหลายแสนล้านหรือเป็นล้านล้านหยวน หากแปลงเป็นเงินสดทั้งหมด ลู่หมิงเองก็คงไม่รู้เหมือนกันว่าจะเอาเงินเหล่านี้ไปไว้ที่ไหน
เป้าหมายสินทรัพย์คุณภาพอย่าง 'ไห่เทียนอันซื่อเหมาอู่หลู' การถือครององค์กรเหล่านี้ ลู่หมิงจะไม่พิจารณาถอนตัวออกมาเลยในช่วงยี่สิบถึงสามสิบปีข้างหน้า
แต่สถานการณ์ตรงหน้าก็คือ ปัจจุบันเขากุมอำนาจในการควบคุมสภาพคล่องเจ็ดหมื่นห้าพันล้านหยวน แน่นอนว่านี่ไม่ใช่จำนวนเงินน้อยๆ แต่มันก็ยังไม่พอ หากสภาพคล่องไม่เกินสองแสนล้านหยวนขึ้นไปก็ยังถือว่าห่างไกลนัก
ตอนนี้การเสนอขายหุ้นครั้งแรกต่อสาธารณชนกำลังจะเร่งตัวขึ้น หนิงเต๋อฉือไต้ ม่ายรุ่ยอีเลียว จ้าวอี้ชวงซิน และบริษัทที่ยังไม่เข้าตลาดหลักทรัพย์เหล่านี้ ล้วนจะทยอยตบเท้าเข้าสู่ตลาดหุ้น A-Share ในอีกสองสามปีข้างหน้า ซึ่งล้วนแต่เป็นบริษัทชั้นดีทั้งสิ้น
แถมในช่วงเวลานี้ แม้แต่บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้วอย่างไห่เทียนเว่ยเยี่ย เพียนไจ่หวง เหิงรุ่ยอีเย่า เหมาไถ อู่เหลียงเย่ และสินทรัพย์หลักอื่นๆ ก็ล้วนแต่อยู่ในจุดต่ำสุด
หุ้นของเหมาไถตอนนี้ราคาอยู่ที่สองร้อยสี่สิบกว่าหยวน ทว่าในอีกห้าปีให้หลังจะพุ่งไปถึงสองพันเจ็ดร้อยกว่าหยวน เพิ่มขึ้นเกือบสิบเท่า และหากปรับราคาพาร์แล้วจะเท่ากับสิบสามเท่า ส่วนอู่เหลียงเย่ก็เพิ่มขึ้นถึงสิบห้าเท่า
อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนนั้นน่าทึ่งมาก
ที่สำคัญที่สุดก็คือ เป้าหมายสินทรัพย์เหล่านี้ล้วนเป็นหุ้นที่มีน้ำหนักมาก ขยับทีก็ระดับหลายสิบล้าน แสนล้าน ไปจนถึงหลายล้านล้านหยวน
หุ้นปั่นที่ทำกำไรได้กว่ายี่สิบเท่าในหนึ่งปีพวกนั้น แม้ผลตอบแทนจะดูน่าตื่นตาตื่นใจ แต่พูดกันตามตรงแล้วล้วนไม่คู่ควรให้ชายตามอง สำหรับสถาบันขนาดใหญ่จริงๆ แล้ว โดยพื้นฐานพวกเขาแทบจะไม่แลด้วยซ้ำ
สาเหตุก็แสนจะเรียบง่าย นั่นก็คือกระดานมันเล็กเกินไป การลงทุนห้าร้อยล้านหยวนแล้วได้กำไรยี่สิบเท่า ตัวเลขสุทธิคือหนึ่งหมื่นล้านหยวน ในขณะที่การลงทุนหนึ่งหมื่นล้านหยวนแล้วได้กำไรห้าเท่า ตัวเลขสุทธิคือห้าหมื่นล้านหยวน ซึ่งมากกว่ากันถึงสี่หมื่นล้านหยวน
หุ้นปั่นเหล่านั้นไม่มีทางรองรับขนาดเงินทุนที่มหาศาลเช่นนี้ได้อย่างแน่นอน แต่เหมาไถทำได้ อู่เหลียงเย่ทำได้ หุ้นอันซื่อทำได้ เหิงรุ่ยอีเย่าและหนิงเต๋อฉือไต้ทำได้ กระทั่งเทียนเซิ่งโฮลดิ้งส์ก็ทำได้!
หุ้นปั่นขึ้นไปแบบไหนสุดท้ายก็จะร่วงลงมาแบบนั้น แต่สินทรัพย์หลักอย่างเหมาไถ เมื่อราคาพุ่งจากสองร้อยสี่สิบหยวนไปถึงสองพันสี่ร้อยหยวนแล้ว การจะหวังให้ร่วงกลับมาที่สองร้อยสี่สิบหยวนอีกครั้งก็เป็นเพียงเรื่องเพ้อฝัน เว้นเสียแต่ว่าตลาดหุ้น A-Share จะพังพินาศไปแล้ว ซึ่งจะเป็นแบบนั้นได้อย่างไร?
"ต้องให้นักลงทุนรีบโอนเงินเข้ามาซะแล้ว!" ลู่หมิงพึมพำกับตัวเอง ในใจได้ตัดสินใจเป็นที่เรียบร้อย
ตอนนี้ลู่หมิงเองก็ค่อนข้างร้อนใจอยู่เหมือนกัน เพราะหากสินทรัพย์หลักเหล่านี้ราคาทะยานขึ้นไปแล้ว ต่อให้จะโดนทุบลงมาหนักแค่ไหน ก็ไม่มีทางกลับมาอยู่ในจุดของวันนี้ได้อีก
อันที่จริงราคาติดดินที่แท้จริงคือช่วงที่ตลาดหุ้นพังทลายเมื่อปีที่แล้ว ตอนนั้นเหมาไถถึงกับถูกทุบจนราคาหล่นไปอยู่ที่ร้อยหกสิบกว่าหยวน แต่ตอนนี้ก็ยังถือว่าไม่สายเกินไป ทว่าหากมัวแต่อืดอาดไปอีกสักปีสองปีก็คงจะสายเกินแก้แล้ว
จากสถานการณ์ในปัจจุบัน เหมาไถกำลังจะทะลุแนวต้านที่จุดสูงสุดสองร้อยเก้าสิบหยวนของปีที่แล้ว สร้างสถิติใหม่และพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
ตอนนี้เขาต้องรีบไปกวาดเงินจากเหล่า LP มาให้ได้ จากนั้นก็หลับหูหลับตาซื้อสินทรัพย์หลักเหล่านี้อย่างบ้าคลั่ง ต่อไปเทียนเซิ่งแคปปิตอลแค่นอนรอเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการก็จะได้เงินมหาศาลระดับดาราศาสตร์แล้ว อะไรที่เรียกว่านอนรอรับชัยชนะน่ะหรือ?
นี่แหละคือการนอนรอรับชัยชนะ!
…







