หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ณ สำนักงานใหญ่เทียนเซิ่งแคปปิตอล
วันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ เวลาประมาณ 10 โมงเช้า สื่อด้านการเงินได้ส่งข่าวแจ้งเตือนข้อความหนึ่งซึ่งดึงดูดความสนใจของตลาดทุนอย่างมาก นั่นคือมีแหล่งข่าวระบุว่า วันนี้มีสถาบันขนาดใหญ่กว่า 80 แห่งแห่กันมารวมตัวที่เทียนเซิ่งแคปปิตอลเพื่อทำการสำรวจข้อมูล
ในบรรดาสถาบันเหล่านี้ หากสุ่มเลือกออกมาเพียงไม่กี่แห่ง ต่างก็เป็นชื่อที่คุ้นหูและมีชื่อเสียงโด่งดัง ไม่ว่าจะเป็นกองทุนประกันสังคม กองทุนบริจาคของมหาวิทยาลัย กองทุนทรัสต์ขนาดใหญ่ และอื่นๆ ซึ่งสถาบันเหล่านี้ล้วนมีขนาดสินทรัพย์ระดับหลายหมื่นล้านไปจนถึงแสนล้านหยวน
ชั่วขณะหนึ่ง เทียนเซิ่งแคปปิตอลจึงกลายเป็นจุดสนใจของตลาดทุนในวันหยุดสุดสัปดาห์นี้
...
เวลาประมาณ 10 นาฬิกา 15 นาที ณ ห้องประชุมใหญ่ของบริษัท ผู้คนกว่าสองร้อยชีวิตมารวมตัวกัน ทุกคนแต่งกายด้วยชุดสูททางการ หวังเยว่จากว่านเซี่ยงกรุ๊ป หลินเฉียงจากฉาวหยุนทรัสต์ และเพื่อนเก่าคนอื่นๆ ต่างก็ปรากฏตัวอยู่ในที่นี้ รวมถึงมีใบหน้าใหม่ๆ อีกมากมาย
เพื่อนฝูงเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
กระทั่งยังมีบางคนที่มาจากอุตสาหกรรมเกม สาเหตุเพราะมีกระแสเงินสดในมือมากเกินไป รวมๆ แล้วมีถึง 6,500 ล้านหยวน ซึ่งพวกเขาไม่รู้จะจัดการอย่างไร และไม่กล้าเข้าไปในตลาดทุนเองเพราะกลัวว่าจะเอาเงินไปทิ้งเปล่า จึงต้องการมอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้บริหารสินทรัพย์ให้
เป็นที่รู้กันดีว่าอุตสาหกรรมเกมนั้นสร้างกำไรมหาศาล
ผู้เข้าร่วมประชุมในที่แห่งนี้ต่างแต่งกายเป็นทางการอย่างยิ่ง มีเพียงลู่หมิงที่ยืนอยู่บนโพเดียมบรรยายเท่านั้นที่สวมชุดลำลองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดูโดดเด่นและแตกต่างจากคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด
สาเหตุที่หลินเฉียงและคนอื่นๆ เดินทางมายังเทียนเซิ่งแคปปิตอลด้วยตัวเองในวันนี้ เป็นเพราะเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน ลู่หมิงได้ส่งจดหมายถึงเหล่า LP (ผู้ลงทุนจำกัดความรับผิดชอบ) รายใหญ่ ซึ่งเนื้อหาสรุปใจความสำคัญได้สั้นๆ ว่า:
[ผม ลู่หมิง รีบโอนเงินมาด่วน]
หลินเฉียงและคนอื่นๆ รอคำพูดนี้จากลู่หมิงมาตลอดสามเดือนเต็ม ในที่สุดเขาก็ยอมเปิดปากบอกว่าขาดเงินเสียที และในครั้งนี้ ลู่หมิงยังได้ยื่นคำขอพิเศษในจดหมายถึงเหล่า LP เดิม โดยขอให้พวกเขาช่วยใช้เครือข่ายเส้นสายส่วนตัวให้เป็นประโยชน์
นั่นคือเขาหวังให้พวกเขาช่วยดึงตัวผู้ลงทุนรายอื่นให้ส่งเงินมาให้เทียนเซิ่งแคปปิตอลบริหารจัดการ และเพื่อเป็นการตอบแทน ในช่วงการระดมทุนส่วนบุคคลรอบนี้ ผู้แนะนำที่สามารถดึงเงินทุนมาได้จำนวนเท่าใด จะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการจอง (Subscription Fee) และค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการ (Management Fee) ของเงินทุนรอบนี้เป็นเวลาสามปีในจำนวนที่เท่ากัน
ตัวอย่างเช่น หากครั้งนี้ฉาวหยุนทรัสต์ตั้งใจจะจองซื้อ 5,000 ล้านหยวน ตามปกติจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการจองเพิ่มอีก 50 ล้านหยวน แต่ในขณะเดียวกัน หากหลินเฉียงแนะนำ LP รายอื่นให้มาจองซื้ออีก 5,000 ล้านหยวน ฉาวหยุนทรัสต์จะได้รับการหักลบกลบหนี้ทันที โดยค่าธรรมเนียมการจอง 50 ล้านหยวนจะถูกยกเว้น และเงินทุน 5,000 ล้านหยวนนี้จะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการในอีกสามปีข้างหน้าด้วย
แน่นอนว่า LP ที่ถูกแนะนำมาจะไม่ได้รับสิทธิพิเศษนี้ ต้องเสียทั้งค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการและค่าธรรมเนียมการจองตามปกติ
แม้ว่าฉาวหยุนทรัสต์จะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการจองและค่าบริหารจัดการสามปี แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ดึงดูดเงินทุนเข้ามามากขึ้น และเงินทุนใหม่เหล่านั้นก็ยังคงเก็บค่าธรรมเนียมได้ตามปกติ ไม่ว่าจะมองในระยะสั้นหรือระยะยาวก็นับว่าได้กำไร
และในระยะยาวจะยิ่งกำไรมากขึ้น เพราะเดิมทีมีเงินทุน 5,000 ล้านหยวน ตอนนี้กลายเป็น 10,000 ล้านหยวน จำนวนเงินรวมเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
หลินเฉียงจึงยินดีที่จะสวมบทบาทเป็นนายหน้าชั่วคราว การดึงคนมาเพิ่มไม่เพียงแต่ช่วยกระจายความเสี่ยง แต่ยังสามารถกอบโกย "ค่าหัวคิว" ได้อีกด้วย และเมื่อทำกำไรได้ เพื่อนฝูงก็จะรู้สึกขอบคุณ ได้ประโยชน์รอบด้านเช่นนี้ มีหรือจะไม่ทำ?
ส่วนความเสี่ยงที่จะล้มเหลวนั้น ล้อเล่นหรือเปล่า ถ้าลู่หมิงมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวจริงๆ เขายิ่งต้องดึงเพื่อนมาด้วย ต่อให้ต้องหลอกล่อยังไงก็ต้องดึงมาให้ได้
ด้วยเหตุนี้ ใบหน้าแปลกหน้าจำนวนมากในห้องประชุมจึงมาจากวิธีนี้ พวกเขาได้ก้าวขึ้นรถขบวนนี้แล้ว ครั้งแรกอาจจะเกร็ง แต่ครั้งที่สองจะเริ่มคุ้นเคย และเมื่อทำซ้ำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เครือข่ายเส้นสายของลู่หมิงในวงการลงทุนจึงถูกสร้างขึ้นมาจากศูนย์จนมีตัวตน
ในห้องประชุม ขณะนี้ผู้เข้าร่วมทุกคนต่างจ้องมองไปยังลู่หมิงบนโพเดียมเป็นตาเดียว การประชุมระหว่างนักลงทุนและผู้ลงเงินในวันนี้เป็นแบบไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ
แน่นอนว่าไม่ใช่ความลับระดับสูง และลู่หมิงก็ไม่ได้คิดจะปกปิดอะไร เพียงแต่คาดการณ์ได้ว่า เนื้อหาในการประชุมวันนี้ต่อให้หลุดรอดออกไป ก็คงจะวนเวียนอยู่แค่ในกลุ่มคนวงในเท่านั้น
วงสังคมมีระดับชั้นอยู่จริงๆ คนที่ไม่ได้อยู่ในวงสังคมเดียวกัน อาจจะไม่รู้เรื่องบางเรื่องไปตลอดชีวิต
"...คำพูดเกริ่นนำขอข้ามไป เราเข้าเรื่องกันเลย เป้าหมายการระดมทุนในครั้งนี้ของผมคือ 230,000 ล้านหยวนขึ้นไป ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอธิบายว่า จะเอาเงินจำนวนมากขนาดนี้ไปทำอะไร ซึ่งจุดนี้ผมต้องชี้แจงให้เหล่า LP ในที่นี้ได้รับทราบ" เมื่อลู่หมิงโพล่งประโยคนี้ออกมา หลินเฉียงและคนอื่นๆ ที่ได้ยินตัวเลข 230,000 ล้านหยวน ต่างก็รู้สึกตกตะลึงอย่างมาก
นี่มัน 230,000 ล้าน ไม่ใช่ 23 ล้าน และนี่ยังเป็นแค่ตัวเลขขั้นต่ำ!
ความทะเยอทะยานเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แล้ว
ทุกคนต่างสงสัยว่าลู่หมิงต้องการเงินจำนวนมากขนาดนี้ไปทำอะไร คนหน้าใหม่ยังไม่กล้าฟันธง แต่สำหรับลูกค้าที่เคยร่วมงานกันอย่างหลินเฉียง พวกเขาพร้อมจะทุ่มเงินให้อย่างแน่นอน เพราะมันหอมหวานเกินกว่าจะอดใจไหว อย่างไรเสียตอนนี้ก็มีกำไรหลายเท่าคอยรองรับ ต่อให้ลู่หมิงจะลงทุนพลาดบ้างเป็นบางครั้ง ก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้อย่างสิ้นเชิง
"ขออนุญาตยกตัวอย่างเพื่อเปิดประเด็น ผมพบว่าในขณะนี้คนจำนวนมากในจีนแผ่นดินใหญ่กำลังมองตลาดทุนในแง่ลบ และมองอนาคตเศรษฐกิจในประเทศในแง่ร้าย" ลู่หมิงถือไมโครโฟนไร้สายและกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจและสุขุม "โดยเฉพาะในช่วงกลางถึงปลายเดือนพฤษภาคม ตลาดทุนซบเซาอย่างต่อเนื่อง วนเวียนอยู่แถว 2,800 จุด นักลงทุนในประเทศจำนวนมากต่างสิ้นหวัง แต่เงินทุนต่างชาติกลับกว้านซื้ออย่างไม่หยุดยั้ง เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงบริษัทอื่น แค่เทียนเซิ่งโฮลดิ้งส์บริษัทเดียวก็มีการซื้อสุทธิมากกว่า 500 ล้านหยวน และตั้งแต่เทียนเซิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ผ่านการควบรวมกิจการ เงินทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่ก็มีการซื้อสุทธิติดต่อกันหกสัปดาห์ รวมแล้วมากกว่า 3,700 ล้านหยวน"
ราคาปิดของเทียนเซิ่งโฮลดิ้งส์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาอยู่ที่ 6,122.96 หยวนต่อหุ้น มูลค่าตลาดรวม 489,837 ล้านหยวน ในวันแรกที่หุ้นกลับมาซื้อขายในตลาด บริษัทได้ทำสถิติราคาสูงสุดและต่ำสุด โดยราคาสูงสุดอยู่ที่ 7,690.88 หยวน มูลค่าตลาดรวม 615,270 ล้านหยวน ซึ่งเมื่อมองจากตอนนี้ ราคาสูงสุดนั้นดูเหมือนจะไกลเกินเอื้อม ส่วนราคาต่ำสุดลงไปถึง 4,398.56 หยวน มูลค่าตลาดรวม 351,884 ล้านหยวน ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสร้างจุดต่ำสุดใหม่
นับจนถึงปิดตลาดสัปดาห์ที่แล้ว ราคาหุ้นของเทียนเซิ่งโฮลดิ้งส์ลดลงสะสม -20.38% จากจุดสูงสุดในวันแรก แม้ว่าในสัปดาห์แรกของการกลับมาซื้อขายจะมีการล้างพอร์ตอย่างรุนแรง แต่ด้านบนก็ยังมีหุ้นที่ติดดอยอยู่ไม่น้อย และสถาบันต่างๆ ก็ไม่ได้ต้องการให้คนเหล่านั้นหลุดดอย แต่ต้องการบีบให้พวกเขาทนไม่ไหวจนต้องยอมตัดขายขาดทุน (Cut loss)
หลังจากที่ราคาพุ่งขึ้นและดิ่งลงอย่างรุนแรงในวันแรก วันที่สองราคาพุ่งชนเพดาน (Limit up) และวันที่สามราคาพุ่งชนเพดานติดต่อกัน หลังจากนั้นราคาก็เริ่มเคลื่อนไหวออกด้านข้าง (Sideways) แถว 6,000 หยวน ซึ่งผันผวนแบบนี้มาเดือนกว่าแล้ว โดยมีช่วงการแกว่งตัวเพียง 3-5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เงินทุนที่ติดดอยอยู่จึงไม่กล้าทำการเทรดแบบ T เพราะช่วงการแกว่งตัวแคบเกินไป และราคาหุ้นก็แพงมาก หนึ่งล็อตต้องใช้เงินกว่า 6 แสนหยวน คนที่ติดดอยจึงไม่กล้าขยับตัวสุ่มสี่สุ่มห้า
"เห็นได้ชัดว่า เงินทุนต่างชาตินั้นปากอย่างใจอย่าง ปากก็ตะโกนว่าต้องการขายชอร์ตในประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็กว้านซื้อไม่หยุด" ลู่หมิงกล่าวต่อไปในที่ประชุม "ส่วนฝ่ายที่มองลบในประเทศนั้นไม่เชื่อมั่น หากจะพูดให้แรงหน่อยก็คือ ขาดความมั่นใจ ปฏิเสธตัวเอง มีทัศนคติแบบผู้แพ้ สายตาสั้น และโง่เขลาจนน่าเหลือเชื่อ สรุปสั้นๆ ก็คือ คนกลุ่มนี้มีความปมด้อยในระดับรากฐาน รู้สึกว่าในประเทศสู้ตะวันตกไม่ได้ สู้สหรัฐฯ ไม่ได้"
ผู้เข้าร่วมประชุมบางคนรู้สึกเหมือนถูกลู่หมิงดูหมิ่น เพราะพวกเขาก็เป็นหนึ่งในฝ่ายที่มองลบเช่นกัน แต่ตราบใดที่ไม่แสดงออกมาก็จะไม่น่าอึดอัด เมื่อมานั่งอยู่ที่นี่ ทุกคนต่างก็เป็นฝ่ายมองขึ้น (Bullish) ทั้งสิ้น
ลู่หมิงกวาดสายตามองทุกคนแล้วกล่าวว่า "สำหรับอนาคตของตลาดทุนในประเทศ หรือถ้าจะพูดให้ตรงกว่านั้นคืออนาคตของประเทศนี้ ผมไม่สนใจว่าคนอื่นจะมองอย่างไร แต่ทัศนะของผมคือ ในอีกสามสิบห้าปีข้างหน้า ผมจะไม่มีวันมองในแง่ลบเด็ดขาด"
"ในวงการมีหลายคนค่อนแคะว่าผมเป็นพวกนกสองหัวที่เปลี่ยนใจไปมา เดี๋ยวก็มองลบเดี๋ยวก็มองบวก สลับไปมาเพียงเพื่อทำการเทรดแบบ T เพื่อเก็บกำไรเล็กน้อย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าตรรกะหลักของเราจะเปลี่ยนแปลงเพราะเหตุนั้น ดังนั้น หากทุกท่านไม่ได้มองบวกไปอีกสามสิบปีเหมือนกับผม แสดงว่าเราเป็นคนละทางกันในระดับรากฐาน ถ้าเช่นนั้น วันนี้ผมยอมที่จะไม่รับเงินแม้แต่หยวนเดียว"