น้ำเสียงของหยางเจี๋ยที่ปลายสายดูจริงจังขึ้นมา "นายพูดบ้าอะไรวะ ฉันบอกว่ามีผู้หญิงคนนึง เพิ่งจะขยิบตาให้ฉัน..."
"ตอนนี้นายอยู่ที่ไหน?"
"ใต้ตึกอพาร์ตเมนต์บ้านนายนี่แหละ"
"โอเค พวกเรากำลังลงไป"
……
ที่ใต้ตึกอพาร์ตเมนต์ หยางเจี๋ยนั่งยองๆ อยู่ข้างพุ่มไม้ สายตาไม่ยอมปล่อยผ่านผู้หญิงคนไหนก็ตามที่เดินผ่านหน้าเขาไปเลยแม้แต่คนเดียว
เมื่อเห็นเจียงเซี่ยกับหลี่ซือถงเดินออกมาจากตัวตึก เขาก็รีบลุกขึ้นเดินเข้าไปหา
"พวกเราจะไปอำเภอเยี่ยนเป่ยกันสักหน่อย นายจะไปด้วยไหม?" เจียงเซี่ยถาม
"ไปทำไมอ่ะ ไปหาน้องสาวนายเหรอ?"
"ก็ทำนองนั้นแหละ"
"ไปสิ แน่นอนว่าต้องไป เกิดระหว่างทางพวกนายเจออันตรายอะไรขึ้นมา ถ้าไม่มีฉันคอยคุ้มครองมันจะไม่แย่เอาเหรอ?" หยางเจี๋ยยืดอกเชิดหน้า
"ให้เขาไปด้วยก็ดีเหมือนกัน" หลี่ซือถงรู้สึกว่าการให้หยางเจี๋ยที่เป็นมารเร้นกายไปด้วย อาจจะพอช่วยอะไรได้บ้าง
ตอนอยู่ข้างบน หลี่ซือถงเรียกแท็กซี่ไว้แล้ว สองนาทีต่อมารถก็มาถึง
ตลอดทาง หยางเจี๋ยที่นั่งอยู่เบาะหน้าข้างคนขับเอาแต่ชวนคนขับรถคุยจ้อไม่หยุด
เจียงเซี่ยนั่งอยู่เบาะหลัง เขาสวมหน้ากากอนามัยปกปิดบาดแผลบนใบหน้า หลับตาพักผ่อนและรอคอยอย่างเงียบๆ ให้บาดแผลตามร่างกายสมานตัว
ทิวทัศน์นอกหน้าต่างพัดผ่านไปฉากแล้วฉากเล่าราวกับภาพสไลด์
เวลาสี่โมงเย็น ณ อำเภอเยี่ยนเป่ย ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองซิงเหอสองร้อยกิโลเมตร
แม้จะเป็นเพียงเมืองระดับอำเภอ แต่อำเภอเยี่ยนเป่ยกลับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจากต่างถิ่นเดินทางมาเยือนอย่างไม่ขาดสาย นับไม่ถ้วน
ที่นี่ไม่มีจังหวะชีวิตที่เร่งรีบเหมือนในเมืองที่เจริญรุ่งเรือง เมืองเล็กๆ ที่มีอิฐสีเทาและกระเบื้องหลังคาสีดำดูโบราณและมีมนต์ขลัง วิถีชีวิตที่มีสะพานเล็กๆ และสายน้ำไหลผ่านชวนให้ผู้คนหลงใหล งานสานไม้ไผ่ที่สืบทอดกันมานับพันปีก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศ
แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนอยู่ในเมืองเล็กๆ นอกตัวอำเภอ ส่วนทัศนียภาพภายในตัวอำเภอนั้นแทบไม่ต่างอะไรกับเมืองเล็กๆ ทั่วไป
"เป็นสถานที่ที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายจริงๆ" ทันทีที่ลงจากรถ หลี่ซือถงก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมา
"จะว่าไป ฉันก็ชอบที่นี่เหมือนกันนะ"
หยางเจี๋ยสัมผัสได้ถึงความรู้สึกผ่อนคลายที่ราวกับเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเมืองเล็กๆ ผู้คนในเมืองนี้ล้วนทำสิ่งต่างๆ อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยและไม่เร่งร้อน
ไม่เหมือนในเมืองซิงเหอที่ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาจนชวนให้ตาลาย ราวกับว่าทุกคนรอบตัวล้วนมีเรื่องที่ต้องรีบไปทำอย่างเร่งด่วน
"ไปโรงแรมกันก่อนเถอะ"
เจียงเซี่ยจองโรงแรมเอาไว้ตั้งแต่ตอนอยู่บนรถแล้ว
ทว่าเมื่อเขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเพื่อจะยืนยันตำแหน่งของโรงแรม โทรศัพท์ที่หน้าจอแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ ก็พังยับเยินจนใช้งานไม่ได้อีกต่อไป
ไม่มีทางเลือกอื่น เขาจึงต้องยืมเงินหยางเจี๋ยไปซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ที่ร้านขายโทรศัพท์มือถือใกล้ๆ ก่อน เพราะตอนนี้โทรศัพท์ของเขาจำเป็นต้องเปิดเครื่องทิ้งไว้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
เมื่อมาถึงโรงแรม เวลาก็ล่วงเลยมาถึงห้าโมงเย็นแล้ว
ถึงจะเรียกว่าโรงแรม แต่ความจริงก็เป็นแค่เกสต์เฮาส์ ทว่ามีการตกแต่งที่ดูดีกว่าเกสต์เฮาส์ทั่วไปสักหน่อย
พนักงานที่เข้าเวรอยู่หน้าเคาน์เตอร์โรงแรมเป็นชายหนุ่มย้อมผมสีทอง ดูแล้วอายุไม่น่าจะเยอะ เต็มที่ก็คงสิบเก้า และไม่น่าจะเกินยี่สิบปีอย่างแน่นอน
เมื่อได้ยินเสียงคนเดินเข้ามา เขากลับไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง สองมือยังคงกดเล่นเกมอย่างเอาเป็นเอาตาย
จนกระทั่งทั้งสามคนเดินเข้าไปใกล้ ไอ้หนุ่มหัวทองถึงได้เงยหน้าขึ้นมา และสายตาก็ถูกดึงดูดด้วยหน้าตาของหลี่ซือถงในทันที
"ฉันจองห้องพักที่นี่ไว้สองห้อง" เจียงเซี่ยหยิบโทรศัพท์ออกมาแล้วกดเปิดแอปพลิเคชัน
"401, 402" เมื่อตรวจสอบข้อมูลจนแน่ใจแล้วว่าไม่ผิดพลาด ไอ้หนุ่มหัวทองก็ยื่นคีย์การ์ดให้สองใบ โดยที่ดวงตายังคงจ้องเขม็งไปที่หลี่ซือถง
หน้าประตูห้อง 401 บนชั้นสี่ หยางเจี๋ยยืนพิงกรอบประตู ในมือคีบบุหรี่เอาไว้ ทำท่าทางราวกับผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวและเห็นสัจธรรมของโลกมาหมดแล้ว
"เซี่ยเอ๊ย เชื่อพ่อเถอะ ผู้หญิงก็คือโครงกระดูกสีชมพู เป็นยาพิษทำลายเครื่องใน เผลอแค่นิดเดียวก็อาจแหลกเป็นผุยผง คืนนี้นายนอนกับฉันเถอะ เดี๋ยวฉันจะเล่าสัจธรรมการใช้ชีวิตที่ฉันตกผลึกมาตลอดหลายปีนี้ให้นายฟังเอง!"
เจียงเซี่ยมองกวาดหยางเจี๋ยที่กำลังทำหน้าจริงจังตั้งแต่หัวจรดเท้า "นายคิดว่าคำพูดแบบนี้หลุดออกมาจากปากนายแล้วมันดูเข้ากันเหรอ?"
"ไม่เข้ากันงั้นเหรอ?" หยางเจี๋ยกะพริบตา แล้วสูบบุหรี่เข้าปอดไปหนึ่งอึก
เจียงเซี่ยวางมือลงบนบ่าของหยางเจี๋ยแล้วตบเบาๆ "รอให้ถึงวันที่เวลามีสาวสวยเดินผ่านแล้วนายไม่สูดอากาศเข้าปอดแรงๆ ให้ได้ก่อนเถอะ ค่อยมาพูดเรื่องนี้กับฉัน"
"ไม่ใช่สิเซี่ย นายจะใจร้ายปล่อยให้ฉันนอนห้องคนเดียวอย่างโดดเดี่ยวอ้างว้างเหน็บหนาวได้ลงคอเชียวเหรอ?"
"ทำไมล่ะ ตอนนี้ไม่เพียงแต่สนใจผู้หญิง แต่หันมาสนใจผู้ชายด้วยแล้วเหรอ" หลี่ซือถงเดินออกมาจากห้องพลางจ้องมองหยางเจี๋ย
"อย่าเข้าใจผิดสิ ฉันไม่ได้จะแย่งเขามาจากเธอนะ ฉันก็แค่ไม่อยากให้เขาต้องมาสุขภาพทรุดโทรมตั้งแต่ยังหนุ่มยังแน่นก็เท่านั้นเอง" หยางเจี๋ยพ่นควันบุหรี่ออกมา
หลี่ซือถงยิ้มบางๆ "ไปเถอะ ขึ้นไปคุยกันบนดาดฟ้า"
เมื่อยืนอยู่บนดาดฟ้าก็จะสามารถมองเห็นย่านการค้าด้านล่างได้ ตอนนี้เป็นเวลาอาหารพอดี ร้านฟาสต์ฟู้ดแห่งหนึ่งจึงคลาคล่ำไปด้วยผู้คน
"รู้หรือยังว่าน้องสาวนายอยู่ที่ไหน?" หลี่ซือถงถาม
"ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่เมืองโบราณนอกตัวอำเภอ กำลังเตรียมตัวกลับมา รอให้ถึงตอนค่ำค่อยไปหาพวกเขาก็แล้วกัน" เจียงเซี่ยตอบ
"นายตั้งใจจะบอกความจริงกับพวกเขาเหรอ?"
"บอกพ่อฉันน่ะ"
เจียงเซี่ยคิดทบทวนดูแล้ว เรื่องนี้จำเป็นต้องบอกให้พ่อรู้ เขาจะได้ระแวดระวังตัว ซึ่งจะช่วยหลีกเลี่ยงอันตรายไปได้มากอย่างแน่นอน
"บางทีเขาอาจจะรู้แล้วก็ได้นะ" หลี่ซือถงใช้สองมือยันขอบดาดฟ้าเอาไว้ สายลมแผ่วเบาพัดโชยมากระทบใบหน้าพลางพัดพาเส้นผมสีดำของเธอให้พลิ้วไหว
"ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน"
เมื่อครู่นี้ตอนนั่งรถมาที่อำเภอเยี่ยนเป่ย เจียงเซี่ยได้คิดทบทวนอย่างละเอียดแล้ว ในเมื่อคุณแม่เป็นผู้ตื่นรู้ เช่นนั้นตามหลักแล้วเธอก็ควรจะบอกความจริงเกี่ยวกับโลกใบนี้ให้พ่อรู้ เพื่อให้เขาพาน้องสาวไปไหนมาไหนด้วยความระมัดระวังมากขึ้นถึงจะถูก
คุณแม่ไม่ใช่คนเห็นแก่ตัว โดยเฉพาะกับเขาและน้องสาว ทั้งที่รู้ว่าโลกใบนี้อันตรายมากขนาดไหน เธอไม่มีทางปิดบังเอาไว้โดยไม่ยอมปริปากบอกเลยแม้แต่นิดเดียวแน่
แต่ถ้าพ่อรู้ความจริงเกี่ยวกับโลกใบนี้ และรู้ดีว่าโลกนี้มันอันตราย แล้วทำไมเขายังมีอารมณ์พาน้องสาวออกมาเที่ยวเล่นแบบนี้อีกล่ะ?
"ความจริงแล้วเรื่องของโลกใบนี้ก็ไม่ถือว่าเป็นความลับอะไรมากมายนักหรอก อีกไม่นานก็คงปิดไม่อยู่แล้ว เมื่อกี้ฉันเพิ่งไถโทรศัพท์เจอโพสต์หนึ่ง มีคนตั้งกระทู้แฉความจริงของโลกใบนี้ แต่เพิ่งจะเห็นได้ไม่กี่วินาทีโพสต์นั้นก็ถูกลบไปแล้ว"
หลี่ซือถงพูดต่อ "ครูใหญ่บอกไม่ใช่เหรอว่าเริ่มมีคนเข้าไปในเขตปลอดภัยแล้ว ระยะเวลาคงห่างจากวันที่โลกจะวุ่นวายครั้งใหญ่อีกไม่ไกลแล้วล่ะ"
"ครูใหญ่อะไรวะ?" หยางเจี๋ยงงเป็นไก่ตาแตก
ระหว่างทางที่มา เจียงเซี่ยไม่ได้เล่าเรื่องที่จะมาทำที่นี่ให้หยางเจี๋ยฟังเลย รวมถึงตัวตนของครูใหญ่ด้วยเช่นกัน
สาเหตุก็เป็นเพราะบนรถยังมีคนขับรถอยู่อีกคนนั่นเอง
หลังจากฟังเจียงเซี่ยอธิบายต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวทั้งหมด หยางเจี๋ยถึงได้กระจ่างแจ้ง
"เจ๋งเป้ง! ถ้าอย่างนั้นพวกเราสามคนในครั้งนี้ก็คือนักฆ่างั้นสิ?"
หยางเจี๋ยรู้สึกว่าปฏิบัติการในครั้งนี้มันโคตรเท่เลย อุตส่าห์ดั้นด้นมาจากเมืองซิงเหอที่อยู่ห่างไกลเพื่อมาฆ่าดาราดังคนหนึ่ง ความรู้สึกแบบนี้มันเหมือนกับกำลังถ่ายหนังอยู่เลย
และเขา หยางเจี๋ย ก็คือพระเอกของหนังเรื่องนี้อย่างไม่ต้องสงสัย!
หลี่ซือถงพูดขึ้นอีกครั้ง "วันนี้เย็นมากแล้ว ฟ้าใกล้จะมืดแล้ว พักผ่อนให้เต็มที่สักวันเถอะ พรุ่งนี้ค่อยเริ่มลงมือกัน"
……
ยามค่ำคืน ผืนฟ้าและแผ่นดินถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิดอันหนาทึบ เมื่อเข็มนาฬิกาของร้านขายนาฬิกาชี้ไปที่เวลา 22:11 น. อย่างพร้อมเพรียง เสียงคำรามของรถไฟที่บดขยี้รางก็ดังแว่วมาจากที่ไกลๆ
ค่ำคืนในเมืองระดับอำเภอเล็กๆ ไม่ได้เจริญรุ่งเรืองและเต็มไปด้วยแสงสีเหมือนเมืองใหญ่ ทว่ากลับมีกลิ่นอายของวิถีชีวิตชาวบ้านที่เมืองใหญ่หาได้ยาก
ณ ถนนสายปิ้งย่างที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเมือง ถ่านไฟปะทุเสียงดังเป๊าะแป๊ะอยู่ใต้เตาเหล็ก ควันสีดำที่โอบล้อมไปด้วยกลิ่นหอมของเนื้อย่างลอยทะลุตะแกรงเหล็ก แผ่ซ่านจากต้นถนนไปจนสุดปลายถนน
เวลานี้ พ่อกับน้องสาวยังไม่นอน พวกเขากำลังกินมื้อดึกอยู่ในร้านปิ้งย่างแห่งหนึ่งร่วมกับผู้ชายอีกสามคนที่เดินทางมาด้วยกัน
หลังจากสืบรู้ตำแหน่งของพวกเขาแล้ว เจียงเซี่ยก็เดินทางมาถึง
เจียงเซี่ยยืนอยู่หน้าร้าน แล้วต่อสายโทรศัพท์หาพ่อ
ภายในร้านปิ้งย่าง เจียงกั๋วไห่รับโทรศัพท์ในทันที เมื่อได้ยินเสียงจากปลายสาย สายตาของเขาก็มองออกไปที่นอกร้าน
พ่อของเจียงเซี่ยเป็นผู้ชายที่หน้าตาค่อนข้างดูดีมีชาติตระกูล ชอบใส่เสื้อสเวตเตอร์ขนแกะสีฟ้า ดูเผินๆ เหมือนอาจารย์มหาวิทยาลัย
แต่แท้จริงแล้วอาชีพของเขาคือพ่อครัว ฝีมือการทำอาหารก็เรียนรู้มาจากปู่ของเจียงเซี่ย เมื่อก่อนเขาเคยเป็นถึงหัวหน้าพ่อครัวของโรงแรม
หลังจากไปคบกับเมียน้อยคนนั้น เจียงกั๋วไห่ก็เลือกที่จะออกจากบ้านมาแต่ตัว แล้วใช้เงินลงทุนของเมียน้อยคนนั้นไปเปิดภัตตาคารในย่านที่ค่อนข้างเจริญของเมืองซิงเหอ ซึ่งปกติแล้วธุรกิจก็ถือว่าไปได้สวย
การที่เขาอุตส่าห์ดั้นด้นมาดูสินค้าไกลถึงอำเภอเยี่ยนเป่ย ไม่ใช่เพื่อธุรกิจภัตตาคาร แต่มาดูสินค้าให้บริษัทของเมียน้อยคนนั้น และถือโอกาสพาเจียงหลิงมาเที่ยวเล่นให้หนำใจด้วย
เมื่อเดินออกมาจากร้านปิ้งย่าง เจียงกั๋วไห่ก็ถูกเจียงเซี่ยพามาที่ปากตรอกแห่งหนึ่งซึ่งไร้ผู้คน
คุยกันตรงนี้จะไม่มีใครได้ยิน อีกทั้งยังสามารถมองเห็นน้องสาวที่อยู่ในร้านปิ้งย่างได้ด้วย
เมื่อทั้งสองได้เจอกัน เจียงกั๋วไห่กลับไม่ได้ปริปากพูดอะไรออกมา ทว่าสายตาที่เขามองเจียงเซี่ยนั้นกลับดูเคร่งเครียดอยู่บ้าง
เจียงเซี่ยสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เขาเข้าประเด็นด้วยความรู้สึกกระวนกระวายใจ พลางถอดหน้ากากอนามัยออก เผยให้เห็นบาดแผลอันน่ากลัวบนใบหน้า
เมื่อมองดูบาดแผลบนใบหน้าของเจียงเซี่ย เจียงกั๋วไห่ก็ชะงักไปเล็กน้อย เขาขมวดคิ้วเข้าหากัน สูบบุหรี่เข้าปอดลึกๆ หนึ่งอึก แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้ แกเพิ่งจะผ่านการต่อสู้อย่างหนักหน่วงมาสินะ!"