เสียงแตรดังปี๊นๆ ดังไม่ขาดสาย
ความเจ็บปวดรุนแรงแล่นมาจากแขนขา ซูเยว่ลืมตาขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ เห็นเพียงว่าตัวเองกำลังนอนอยู่กลางถนน กีดขวางกระแสรถที่สัญจรไปมา
ฝ่ามือและหัวเข่าของเขามีรอยเลือดหลายรอย
รอบด้านมีผู้คนมุงดูมากมาย เสียงวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่ดังก้องไปทั่วบริเวณ
หญิงสาวหน้าตาดีอายุราวๆ ยี่สิบห้าถึงยี่สิบหกปีคนหนึ่งนั่งยองๆ อยู่ข้างกายเขา เธอกำลังประคองเขาด้วยความตื่นตระหนก หว่างคิ้วเต็มไปด้วยความกังวลและหวาดกลัว
"น้องคะ น้อง... ไม่เป็นไรใช่ไหม" หญิงสาวถามด้วยความห่วงใย
ซูเยว่มองรถแอคคอร์ดสีแดงที่อยู่ด้านหลังเธอ หลังจากสมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ ความทรงจำก็ถาโถมเข้ามาดั่งเกลียวคลื่น
ภาพเหตุการณ์เหล่านั้นที่เขาเคยฝังลึกไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ ไม่กล้านึกถึง ไม่กล้าแตะต้อง ปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจนทุกกระเบียดนิ้ว
"ปี 2005 วันที่ 15 กรกฎาคม" ซูเยว่พึมพำแผ่วเบา เขาไม่สนใจความเจ็บปวด ก้มมองเวลาที่แสดงบนนาฬิกาดิจิทัลข้อมือ แล้วอดไม่ได้ที่จะฉีกยิ้ม "แปดโมงสี่สิบนาทีตอนเช้า ดีจริงๆ ทุกอย่างยังทันเวลา!"
เขาฝืนลุกขึ้นยืน ไม่สนว่าหัวจะยังวิงเวียนอยู่ เดินกะเผลกไปยังตู้โทรศัพท์ริมถนน
"น้องคะ พี่พาน้องไปโรงพยาบาลเถอะ!"
หญิงสาวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะวิ่งตามมาประคองเขาและพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ซูเยว่ส่ายหน้าปฏิเสธ "ไม่เป็นไรครับ ผมไม่เป็นไร คุณไม่ต้องห่วง"
พูดจบเขาก็ปฏิเสธการประคองของหญิงสาว แล้วรีบเดินตรงไปยังตู้โทรศัพท์ริมถนน หญิงสาวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็วิ่งตามไปและยื่นนามบัตรใบหนึ่งใส่มือเขา
"ถึงแม้น้องจะวิ่งตัดหน้าจนทำให้เกิดอุบัติเหตุ แต่ยังไงพี่ก็เป็นคนชนน้อง พี่ควรต้องรับผิดชอบส่วนหนึ่ง นามบัตรใบนี้มีข้อมูลของพี่อยู่ ภายในวันนี้ ถ้าน้องรู้สึกไม่สบายตรงไหน โทรหาพี่ได้ตลอดเลยนะ พี่จะรับผิดชอบให้"
ซูเยว่มองเธอแวบหนึ่ง ยัดนามบัตรใส่กระเป๋ากางเกง พยักหน้า แล้วเดินต่อไปยังตู้โทรศัพท์
หญิงสาวยืนอยู่กับที่ มองแผ่นหลังที่เดินกะเผลกของเขา ถอนหายใจเบาๆ ก้มดูเวลา แล้วสุดท้ายก็ขับรถจากไปเงียบๆ
อุบัติเหตุรถชนในความทรงจำครั้งนี้ไม่ได้สร้างบาดแผลร้ายแรงใดๆ ให้กับซูเยว่
และไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมใดๆ ในชีวิตของเขาเลย
เมื่อเทียบกับอีกสองเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ เรื่องนี้แทบไม่มีความสำคัญเลยแม้แต่น้อย
ตามท้องถนนในเมืองปี 2005 ตู้โทรศัพท์สาธารณะยังคงมีให้เห็นอยู่ทั่วไป ซูเยว่เดินไปที่ตู้โทรศัพท์ตู้หนึ่ง ล้วงเหรียญสองสามเหรียญออกจากกระเป๋ากางเกง หยอดลงในช่องรับเหรียญ ยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดเบอร์โทรหาแม่
หลังสิ้นเสียงสัญญาณตู๊ดๆ น้ำเสียงอ่อนโยนก็ดังทะลุสายมา
"แม่ นี่อาเยว่เองนะ!"
เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยของแม่อีกครั้ง ซูเยว่ก็รู้สึกสะอื้นในคอเล็กน้อย "เสี่ยวเยว่สลบอยู่ที่บ้าน เหมือนจะป่วยหนักมาก แม่รีบกลับมาดูเถอะ"
"เยว่เอ๋ยเป็นอะไรไป" เสียงในโทรศัพท์ฟังดูร้อนรนมาก "แล้วพ่อลูกล่ะ วันนี้เขาเข้ากะดึกนี่ เช้าขนาดนี้ ไม่ได้อยู่บ้านเหรอ"
พ่อแม่ของซูเยว่ทำงานอยู่ที่รัฐวิสาหกิจในท้องถิ่นชื่อ 'บริษัทเหล็กกล้าหัวเฟิง'
แม้ทั้งสองจะไม่ได้อยู่แผนกเดียวกัน แต่ก็รู้เวลาทำงานของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี
"พ่อกำลังพาเสี่ยวเยว่ไปโรงพยาบาล ยังไม่ทันได้โทรหาแม่ครับ" ซูเยว่พูดอ้อนวอนโดยไม่เสียเวลาคิด "แม่ วันนี้แม่ลางานสักวัน มาดูน้องที่โรงพยาบาลเถอะ! ผมลาอาจารย์หลี่แล้ว วันนี้ไม่ไปเรียนพิเศษแล้วครับ"
"ได้ๆ เดี๋ยวแม่ให้น้าไป๋มาเข้ากะแทนแม่วันนึง วันนี้เขาหยุด น่าจะมีเวลา"
"แม่ ห้ามให้น้าไป๋มาเข้ากะแทนแม่เด็ดขาดเลยนะ" สีหน้าของซูเยว่เปลี่ยนไป ภาพเด็กสาวคนหนึ่งร้องไห้แทบขาดใจแวบเข้ามาในหัว "แม่ลางานกับหัวหน้าแผนกโดยตรงเลย ลาเสร็จแล้วก็มาที่โรงพยาบาลกลางเลยนะ"
วันที่ 15 กรกฎาคม ปี 2005 ในความทรงจำ คือวันที่มืดมนที่สุดในชีวิตของซูเยว่
วันนั้น แผนกที่แม่ทำงานเกิดอุบัติเหตุระเบิดขึ้นตอน 10:40 น. มีผู้เสียชีวิตสี่คน บาดเจ็บสาหัสหกคน แม่บาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุครั้งนั้นจนสูญเสียแขนไปหนึ่งข้างตลอดกาล และวันเดียวกันนั้น น้องสาวอย่างซูเสี่ยวเยว่ก็สลบไปโดยไม่ทราบสาเหตุที่บ้าน พอส่งโรงพยาบาลก็ตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
ครอบครัวทั้งครอบครัวเหมือนฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย
เทพเจ้าแห่งโชคชะตาคล้ายกับเล่นตลกร้ายกับเขาในวันนี้ ครอบครัวที่เคยมีความสุขสมบูรณ์กลับร่วงหล่นลงสู่ขุมนรกในพริบตา
นับแต่นั้นมาก็ไม่อาจลุกขึ้นยืนได้อีกเลย
บัดนี้ เมื่อได้ย้อนกลับมาก่อนที่ทุกอย่างจะเกิดขึ้น พร้อมกับความทรงจำเกี่ยวกับเส้นทางการพัฒนาของยุคสมัย เขาจะทุ่มเทสุดกำลังเพื่อต่อกรกับโชคชะตา และเขียนทุกสิ่งทุกอย่างนี้ขึ้นมาใหม่
เมื่อได้ยินคำตอบตกลงของแม่ ซูเยว่ก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
เขาวางสาย แล้วรีบโทรหาพ่อทันที ก่อนจะรีบร้อนถามว่า "พ่อ พ่ออยู่ไหนครับ น้องล่ะ น้องเป็นยังไงบ้าง"
"พ่อกำลังซื้อกับข้าวอยู่ที่ตลาดน่ะ" พ่อซูตอบกลั้วหัวเราะ "ตอนพ่อออกมา น้องกำลังทำการบ้านอยู่ ตอนนี้... สงสัยคงดูทีวีอยู่มั้ง!"
"พ่อ พ่อรีบกลับบ้านไปดูหน่อย เสี่ยวเยว่อาจจะล้มป่วยอยู่ที่บ้าน" ซูเยว่เร่งเร้าเสียงร้อนรน
"พ... ตอนพ่อออกมา เยว่เอ๋ยยังดีๆ อยู่เลย จะจู่ๆ ล้มป่วยไปในเวลาแค่นี้ได้ยังไง" พ่อซูไม่เชื่อ แต่ก็ยังเข็นจักรยานรีบมุ่งหน้ากลับบ้าน "อาเยว่ เวลานี้ลูกน่าจะอยู่ที่โรงเรียนไม่ใช่เหรอ เยว่เอ๋ยป่วย ลูกจะไปรู้ได้ยังไง"
"พ่อช่างเถอะน่าว่าผมรู้ได้ยังไง พ่อรีบกลับบ้านด่วนเลย"
ซูเยว่เร่งเร้าเสียงร้อนรน พูดจบก็วางสายไป
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วโทรหาอาจารย์ที่ปรึกษาหลี่ชิงผิงเพื่อลากิจสองวัน จากนั้นก็เดินตรงไปริมถนน โบกแท็กซี่แล้วมุ่งหน้าไปโรงพยาบาลทันที
ฉางหลิงในฐานะเมืองระดับจังหวัดของมณฑลหนานหัว เขตเมืองผ่านการพัฒนามาหลายปีจนเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว
ตำแหน่งที่ซูเยว่อยู่ในตอนนี้ ห่างจากโรงพยาบาลกลางฉางหลิงพอสมควร เมื่อเขาไปถึงโรงพยาบาล พ่อก็จัดการเรื่องแอดมิทให้น้องสาวเรียบร้อยแล้ว
"พ่อ เสี่ยวเยว่เป็นยังไงบ้าง"
ซูเยว่มองพ่อที่มีสีหน้ากังวลอยู่หน้าห้องพักผู้ป่วย แล้วรีบถามว่า "หมอว่ายังไงบ้างครับ"
"ผลวินิจฉัยเบื้องต้นบอกว่าสลบไปเพราะไข้หวัดกับภาวะโลหิตจาง ส่วนผลวินิจฉัยที่ละเอียดกว่านี้ต้องรอตอนบ่ายถึงจะได้" พ่อซูมองเข้าไปในห้องพักผู้ป่วย เห็นลูกสาวที่ฟื้นแล้ว สีหน้าก็ยิ่งเต็มไปด้วยความกังวล ถอนหายใจเบาๆ "หมอบอกว่าสถานการณ์คงไม่ค่อยสู้ดีนัก ให้พ่อทำใจเผื่อไว้หน่อย"
"พ่อไม่ต้องห่วง เสี่ยวเยว่จะไม่เป็นไร" ซูเยว่มองพ่อแล้วตอบอย่างหนักแน่นเด็ดขาด
ผลการวินิจฉัย เขาไม่มีปัญญาเปลี่ยนมันได้ แต่ชีวิตของน้องสาว เขาจะทุ่มเทสุดกำลังเพื่อแย่งชิงมันกลับมาจากเงื้อมมือของโรคร้ายและมัจจุราช
"สุขภาพของเยว่เอ๋ยไม่ดีมาตั้งแต่เด็ก แต่ถึงจะป่วยกระเสาะกระแสะมาตลอด ก็ไม่เคยป่วยหนักอะไรเลย" มือของพ่อซูสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด ความกังวลในใจไม่อาจปัดเป่าไปได้เลย เขาหยุดชะงักไปครู่ใหญ่กว่าจะควบคุมอารมณ์ได้ แล้วเปลี่ยนเรื่องถามเรียบๆ "อาเยว่ ลูกไปเรียนพิเศษที่โรงเรียนแต่เช้าไม่ใช่เหรอ เยว่เอ๋ยป่วยอยู่ที่บ้าน ลูกรู้ได้ยังไง"
"คงเป็นลางสังหรณ์มั้งครับ ผมแค่รู้สึกใจคอไม่ดี รู้สึกเหมือนเสี่ยวเยว่จะมีเรื่อง ก็เลยโทรหาพ่อ"
เมื่อเผชิญกับความสงสัยของพ่อ ซูเยว่ก็หาข้ออ้างส่งเดชไป
เรื่องที่เขาคืนชีพกลับมา ต่อให้พูดออกไปก็คงไม่มีใครเชื่อ สู้โยนทุกอย่างให้เป็นเรื่องของสัมผัสที่หกอันจับต้องไม่ได้ยังจะดูสมจริงกว่า
"เข้าไปดูน้องสิ!" พ่อซูเงียบไปครู่หนึ่ง ไม่ถามอะไรต่อ
เขาเดินช้าๆ ไปยังระเบียงสุดทางเดิน ล้วงบุหรี่ออกจากกระเป๋าด้วยมือที่สั่นเทา แล้วจุดสูบ
ซูเยว่มองแผ่นหลังของพ่อเงียบๆ พบว่าแผ่นหลังที่เคยผึ่งผายของเขาดูค่อมลงเล็กน้อย รูปร่างที่เคยกำยำไม่ได้ดูสูงใหญ่เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
"พ่อ วางใจเถอะ เสี่ยวเยว่จะไม่เป็นไร" ซูเยว่สะอื้น พึมพำย้ำอีกครั้ง