วันนี้ในความทรงจำ สำหรับพ่อแล้ว มันคือวันที่มืดมนและโหดร้ายที่สุดในชีวิต
ซูเยว่จำได้อย่างชัดเจนว่า ตอนที่เขาได้รับโทรศัพท์จากพ่อแล้วรีบเดินทางจากโรงเรียนมาที่โรงพยาบาล พ่อยืนอยู่ตรงระเบียงสุดทางเดินของหอผู้ป่วย มองมาที่เขาด้วยแววตาเหม่อลอย นัยน์ตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย บนพื้นเต็มไปด้วยก้นบุหรี่ที่สูบหมดแล้ว
วินาทีนั้น เขาเข้าใจถึงความมั่นใจของพ่อ
ว่ามันถูกรายงานผลการวินิจฉัยโรคของน้องสาวและอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับแม่ทำลายลงจนหมดสิ้น
ชีวิตที่สวยงามแตกสลายลงในชั่วพริบตา ความกดดันที่ไม่อาจแบกรับได้ตกหล่นลงบนบ่าของพ่อในทันที ทำให้เขาไม่สามารถยืดหยัดขึ้นมาได้อีกเลยเป็นเวลาหลายปี
ท่านทุ่มเทสุดกำลังเพื่อค้ำจุนครอบครัวนี้ ดูแลน้องสาว ดูแลแม่ วิ่งเต้นหาค่าเทอมให้เขา... แต่สุดท้ายก็ยังไม่อาจแย่งชิงชีวิตของน้องสาวกลับคืนมาจากเงื้อมมือของโรคร้ายได้
หลายปีหลังจากนั้น พ่อยังคงจมอยู่กับความรู้สึกผิดเสมอมา
ท่านกลายเป็นคนเงียบขรึมมากขึ้นเรื่อยๆ เวลาว่างก็มักจะกอดรูปถ่ายของน้องสาวเอาไว้ นั่งอยู่แบบนั้นตลอดทั้งวัน ในแววตาไม่มีประกายแห่งความสุขอีกต่อไป ต่อให้หลายปีต่อมาซูเยว่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน สั่งสมเงินทุนได้มากพอจนสามารถเปลี่ยนแปลงสภาพครอบครัวได้อย่างง่ายดายก็ตาม
แต่เขาก็ยังคงไม่สามารถคลายปมในใจของพ่อได้อยู่ดี
เรื่องบางเรื่อง เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วก็คือเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าหลังจากนั้นคุณจะพยายามชดเชยอย่างไร มันก็ไม่อาจกอบกู้กลับคืนมาได้อีก
เมื่อผลักประตูห้องพักฟื้นของโรงพยาบาลเข้าไป ภายใต้แสงแดดสีทอง เด็กสาวที่นั่งอยู่บนเตียงผู้ป่วยและกำลังก้มหน้าอ่านหนังสืออย่างตั้งใจคนนั้น ช่างดูสดใสและเปล่งประกายเหลือเกิน
"พี่!" เมื่อได้ยินเสียงผลักประตู ซูเสี่ยวเยว่ก็เงยหน้าขึ้นตามสัญชาตญาณ ในดวงตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ "พี่มาได้ยังไง วันนี้ไม่ไปเรียนพิเศษเหรอ"
ผมยาวสลวยถูกมัดรวบไว้ด้านหลังอย่างลวกๆ ภายใต้ผมม้าตรงนั้น ใบหน้ารูปไข่ช่างดูประณีต งดงาม แต่กลับซีดเซียวเล็กน้อย
"พี่ลาหยุดน่ะ" ซูเยว่ลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่งลงข้างเตียงของซูเสี่ยวเยว่ มองน้องสาวด้วยสายตาอ่อนโยน "เธอรู้สึกเป็นยังไงบ้าง ดีขึ้นไหม"
"ฉีดยาลดไข้แล้ว ดีขึ้นมากแล้วล่ะ ส่วนเรื่องโลหิตจาง... นั่นมันโรคเก่ากำเริบน่ะ ไม่เป็นไรหรอก"
ซูเสี่ยวเยว่ยิ้มหวาน
ในความทรงจำของซูเยว่ น้องสาวเป็นเด็กผู้หญิงประเภทที่ว่านอนสอนง่ายและเรียบร้อย ขี้อ้อนอยู่บ้าง แต่กลับยิ่งเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากที่เธอป่วย ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ไม่มากนัก เธอมักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ของวันไปกับหนังสือ อดทนต่อความเจ็บปวด โลดแล่นอยู่ในทะเลหนังสือ โดยเชื่อมั่นว่าพรุ่งนี้จะสวยงามยิ่งขึ้น เธอต่อสู้กับโรคร้ายอย่างเงียบเชียบ มอบรอยยิ้มให้กับทุกคน ไม่บ่นด่าชีวิต ไม่ตัดพ้อโชคชะตา เฝ้าฝันถึงอนาคตอย่างโง่งม
ซูเยว่ไม่มีวันลืมวันที่น้องสาวจากไปได้เลย
วันนั้นก็เหมือนกับวันนี้ เป็นวันที่แสงแดดสว่างสดใส เขากลับมาจากหนานฮว๋าในช่วงวันหยุด เข็นรถเข็นพาน้องสาวไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะริมทะเลสาบ เล่าเรื่องสนุกๆ ในมหาวิทยาลัยให้เธอฟัง บรรยายถึงความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหนานฮว๋าให้เธอฟัง บอกเล่าถึงแผนการและเป้าหมายในอนาคตของตัวเองให้เธอฟัง...
ในตอนนั้น ซูเสี่ยวเยว่ไม่สามารถเดินได้แล้วเนื่องจากอาการปวดกระดูกที่เกิดจากโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
จึงทำได้เพียงปล่อยให้พี่ชายเข็นเธอเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ
สายลมพัดผ่านผิวน้ำทะเลสาบ ภายใต้แสงแดดสีทอง เธอนั่งฟังอย่างเงียบๆ ในดวงตาที่สดใสเต็มไปด้วยความคาดหวังถึงอนาคตอันงดงามนับไม่ถ้วน
เขาเข็นรถพาน้องสาวเดินไปตามสวนสาธารณะริมทะเลสาบรอบแล้วรอบเล่า เดินเล่นซ้ำไปซ้ำมา เล่าทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากที่เขาจากฉางหลิงไปให้ฟังอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
เมื่อน้องสาวได้ยินเรื่องที่น่าดีใจ ก็จะอดทนต่อความเจ็บปวดแล้วหัวเราะคิกคักเบาๆ เมื่อได้ยินเรื่องที่น่าเศร้า ก็จะขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วบอกเขาว่า 'เดี๋ยวทุกอย่างผ่านไปก็ดีขึ้นเอง'
สุดท้าย เมื่อเขาเหนื่อยและหยุดพักที่ริมทะเลสาบ เธอจะหันกลับมามอบรอยยิ้มหวานๆ ให้เขา
นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ซูเยว่ได้เห็นรอยยิ้มของน้องสาว หลังจากนั้นเธอพูดเพียงประโยคเดียวว่า 'พี่ หนูเจ็บจัง หนูอยากนอนพักสักหน่อย นอนพักแค่แป๊บเดียวก็พอ' จากนั้นก็หลับสนิทไป และไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย
หลังจากที่น้องสาวเสียชีวิต เขาและพ่อถึงได้พบยามากมายที่เธอแอบซ่อนเอาไว้ในห้องของเธอ
ที่แท้ เพื่อไม่ให้เป็นภาระของครอบครัวนานเกินไป ความจริงแล้วเธออยากจะจากโลกนี้ไปให้เร็วขึ้นอีกสักนิดต่างหาก
ในตอนนั้น บ้านของครอบครัวถูกขายไปแล้ว แม่สูญเสียความสามารถในการทำงานไปตลอดกาลเนื่องจากอุบัติเหตุในโรงงาน พ่อทำงานสองกะต่อวัน ไม่เพียงแต่ต้องดูแลแม่ แต่ยังต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลของน้องสาว ค่าเทอมของซูเยว่ ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และอื่นๆ ร่างกายซูบผอมและแก่ชราลงอย่างเห็นได้ชัด ในขณะเดียวกัน เพื่อไม่ให้อาการป่วยของน้องสาวทรุดหนักลงไปอีก ครอบครัวยังต้องแบกรับหนี้สินก้อนโต ชีวิตความเป็นอยู่ยากลำบากขึ้นทุกวัน
เมื่อค้นพบความจริง ประโยคสุดท้ายก่อนตายของน้องสาว จึงกลายเป็นหน้าผาสูงชันในใจของสองพ่อลูกที่ไม่มีวันก้าวข้ามผ่านไปได้ตลอดชีวิต
พ่อและแม่ใช้ชีวิตจมอยู่กับความรู้สึกผิดต่อลูกสาวตลอดทั้งวัน ส่วนซูเยว่ก็ไม่สามารถสลัดความหวาดกลัวต่อเงินตราทิ้งไปได้เลย
เขาหวาดกลัวการไม่มีเงิน หวาดกลัวว่าเหตุการณ์ของน้องสาวจะซ้ำรอยเดิม
ดังนั้นหลังจากเรียนจบ เขาจึงมุ่งมั่นกระโจนเข้าสู่วงการการเงิน ล้มลุกคลุกคลานอยู่สิบปี ราวกับหมาป่ากระหายเลือด กอบโกยความมั่งคั่งอย่างบ้าคลั่งในตลาดการเงินระหว่างประเทศ เข่นฆ่าสถาบันและนักลงทุนรายย่อย จนท้ายที่สุดก็ก่อให้เกิดความโกรธแค้นจากผู้คนมากมาย
ในวินาทีที่เขาถูกคู่แข่งผลักตกลงมาจากดาดฟ้าตึก เขารู้ดีว่าไม่ช้าก็เร็วตัวเองจะต้องมีวันนี้
หน้าผาสูงชันที่ทอดตัวขวางกั้นอยู่ก้นบึ้งของหัวใจนั้น เขาไม่อาจกระโดดข้ามไปได้ ความหวาดกลัวต่อเงินตราทำให้เขาหยุดมือไม่ได้ สุดท้ายก็ทำได้เพียงทำลายล้างตัวเองเท่านั้น
แต่ทว่าตอนนี้ เขากลับมาแล้ว
หวนกลับมายังจุดเวลาก่อนที่ทุกอย่างจะเกิดขึ้นอีกครั้ง
พร้อมกับความทรงจำทั้งหมดในชาติก่อน เขาเชื่อมั่นว่าตัวเองจะสามารถเปลี่ยนแปลงเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้อย่างสิ้นเชิง
"พี่ ร้องไห้ทำไม" เมื่อเห็นน้ำตาที่หางตาของซูเยว่ ซูเสี่ยวเยว่ก็ลุกลี้ลุกลนเล็กน้อย "หนูไม่เป็นไรจริงๆ นะ หมอก็บอกแล้วว่าแค่เป็นหวัดมีไข้เฉยๆ"
"ใครร้องไห้ พี่ไม่ได้ร้องสักหน่อย"
ซูเยว่พยายามเบิกตากว้าง หันหน้าหนี แอบใช้หลังมือปาดน้ำตาทิ้ง แล้วพูดเสียงแข็งว่า "ไม่รู้ว่าลมพัดทรายมาจากไหน ทำเอาเข้าตาพี่หมดเลย"
"หน้าต่างก็ปิดอยู่แท้ๆ จะมีทรายได้ยังไง" ซูเสี่ยวเยว่ยิ้มอย่างรู้ทัน แต่ก็ไม่ได้เปิดโปง เธอหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วลองหยั่งเชิงถามว่า "พี่ ไข้หนูลดแล้ว ร่างกายก็ดีขึ้นมากแล้ว ออกจากโรงพยาบาลได้แล้วใช่ไหม การบ้านหนูยังทำไม่เสร็จเลยนะ"
ซูเยว่ส่ายหน้า มองน้องสาวด้วยความปวดใจ "เพิ่งจะเจาะเลือดไปตรวจ ผลการวินิจฉัยต้องรอตอนบ่ายถึงจะออก ตอนนี้เธอยังออกจากโรงพยาบาลไม่ได้หรอก"
"อ้อ งั้นก็ได้!"
แววตาของซูเสี่ยวเยว่หม่นหมองลงเล็กน้อย เธอรับคำเบาๆ แล้วก้มหน้าลงอ่านหนังสือต่อ
ไม่รู้ว่าทำไม เธอถึงไม่ชอบอยู่โรงพยาบาลเอาเสียเลย มักจะรู้สึกว่าที่นี่หนาวยะเยือก มีความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมาเป็นระยะ ทำให้รู้สึกหวาดกลัวในใจ
แสงแดดสาดส่องลงบนเส้นผมของเธออย่างอ่อนโยน ปรากฏเป็นริ้วคลื่นสีทอง
ซูเยว่นั่งอยู่ข้างกายเธออย่างเงียบๆ มองดูปลายนิ้วของเธอที่พลิกหน้าหนังสือไปมาอย่างต่อเนื่อง ในใจรู้สึกสงบสุขยิ่งนัก
เมื่อนานมาแล้ว ภาพแบบนี้ก็เคยปรากฏขึ้นในหัวของเขาเช่นกัน ภายใต้แสงแดดสีทอง น้องสาวนั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงหน้าเขาอย่างเงียบๆ เสียง 'สวบสาบ' จากปลายนิ้วที่พลิกหน้าหนังสือทะลวงลึกเข้าไปในจิตใจ สามารถปลอบประโลมความหงุดหงิดและความหวาดกลัวทั้งหมดในก้นบึ้งหัวใจของเขาได้
ทว่านั่นเป็นเพียงความฝัน แต่บัดนี้ ทุกสิ่งทุกอย่าง เขาล้วนสามารถเอื้อมมือสัมผัสมันได้แล้ว
"พี่ วันนี้พี่เป็นอะไรไปน่ะ" เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาอย่างลึกซึ้งของซูเยว่ ซูเสี่ยวเยว่ก็ปิดหนังสือลง เงยหน้าขึ้น แล้วมองเขาด้วยความแปลกใจเล็กน้อย "ทำไมถึงเอาแต่จ้องหนูอยู่ได้ บนตัวหนูมีอะไรเปื้อนอยู่เหรอ"
เธอมองซ้ายมองขวา แต่ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ บนร่างกายของตัวเอง จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกใจมากขึ้นไปอีก
"เสี่ยวเยว่ ใกล้วันเกิดเธอแล้วใช่ไหม" ซูเยว่ไม่ได้ตอบคำถามของน้องสาว เขามองดูแสงแดดที่สาดส่องอยู่นอกหน้าต่าง แล้วเปลี่ยนเรื่องคุย "คิดไว้หรือยังว่าอยากได้ของขวัญวันเกิดอะไร"
วันเกิดของน้องสาวตรงกับวันที่เจ็ดเดือนเจ็ดตามปฏิทินจันทรคติ ซึ่งพอดีกับวันแห่งความรักที่มีขึ้นปีละครั้ง
เขาคำนวณในใจเงียบๆ พบว่าเหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งเดือนแล้ว เนื่องจากเหตุผลทางเศรษฐกิจของครอบครัว เขาและน้องสาวจึงไม่มีวันเกิดที่แท้จริงเลย อย่างมากที่สุดก็แค่ในวันเกิด แม่จะทำอาหารอร่อยๆ ให้กินมื้อหนึ่ง แล้วบอกพวกเขาว่า โตขึ้นอีกปีแล้วนะ
แต่ทว่าตอนนี้ ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
ซูเยว่ต้องการชดเชย ต้องการเติมเต็มชีวิตให้กับน้องสาว
อายุสิบห้าปี เป็นวัยที่ชีวิตกำลังผลิบาน เตรียมพร้อมที่จะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับคนทั้งโลก เขาไม่อยากให้น้องสาวต้องทนทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วย และเดินซ้ำรอยเดิมในชาติก่อนอีก
เขาต้องการให้เธอใช้ชีวิตในทุกๆ วันอย่างมีความสุขและเบิกบานใจ ได้สัมผัสกับความสวยงามของชีวิต และมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบที่สุด
เขาเคยคิดอยู่หลายครั้งว่า ถ้าน้องสาวไม่ถูกโรคร้ายฉุดกระชากลงสู่ห้วงลึก เธอจะมีชีวิตที่ยอดเยี่ยมเพียงใด จะมีความสำเร็จที่เปล่งประกายเจิดจรัสเพียงใด
ตอนนี้ ทุกอย่างสามารถเริ่มต้นใหม่ได้แล้ว
ต่อให้เขาต้องทุ่มเทสุดกำลัง เขาก็จะปกป้องความสวยงามนี้เอาไว้ให้ได้
ซูเสี่ยวเยว่เงียบไปครู่หนึ่ง เมื่อนึกถึงแผ่นหลังอันเหน็ดเหนื่อยของพ่อและแม่ เธอจึงส่ายหน้า แล้วเอ่ยเบาๆ ว่า "พี่ หนูไม่อยากได้ของขวัญอะไรหรอก หนูขอแค่คำสัญญาจากพี่ข้อเดียวก็พอ"
"คำสัญญาอะไรล่ะ" แววตาของซูเยว่อ่อนโยน