"ไอ้หมอนั่นโผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่? ใครเห็นเขาก่อนเป็นคนแรก? เขาเข้านครเทียนเฉิงมาจากทิศไหน? มีเพื่อนมาด้วยหรือเปล่า?"
เมิ่งเหอเจ๋อพุ่งตรงไปยังโต๊ะยาวสำหรับลงทะเบียนหน้าจวนเซียนกวน เสียงดังเคร้ง กระบี่ยาวตบลงตรงหน้าสวีคั่นซานและชิวต้าเฉิง ก่อนจะยิงคำถามรวดเดียวนับสิบข้อ
ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งหงุดหงิด ตอนที่เขาจากไป ศิษย์พี่ซ่งมอบกระบี่ให้ด้วยมือตัวเอง ช่างสง่างามเพียงใด ทว่าตอนที่เขากลับมา กลับมีเว่ยผิงโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ แย่งซีนไปเสียหมด
สวีและชิวทั้งสองคนถูกถามก็เอาแต่ส่ายหน้าไม่รู้เรื่อง เมิ่งเหอเจ๋อเดินวนไปวนมา ทันใดนั้นก็เกิดความคิดสว่างวาบขึ้นมา "จี้เฉินต้องรู้แน่ ข้าจะไปหาเขา!"
จี้เฉินดูแลค่ายกลใหญ่เชียนฉวี ได้แอบติดตั้งของวิเศษบันทึกภาพไว้บนประตูเมืองทั้งสี่ทิศของนครเทียนเฉิง สามารถย้อนดูภาพเหตุการณ์บริเวณหน้าประตูเมืองย้อนหลังได้หนึ่งเดือน ทำให้เห็นผู้คนที่สัญจรไปมาได้อย่างชัดเจน เป็นเพราะผู้อพยพหน้าใหม่ในเชียนฉวีมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกวัน ดีเลวปะปนกันไป ถึงได้คิดวิธีนี้ขึ้นมา
"เจ้าคิดว่าไอ้เด็กนั่นมีปัญหาหรือ?" สวีคั่นซานถาม
สีหน้าของเมิ่งเหอเจ๋อดุดัน "เขาชื่อเว่ยผิง เป็นไปได้มากว่าที่มาที่ไปจะไม่ถูกต้อง ข้าจะตรวจสอบดู ตอนที่ข้าไม่อยู่ พวกเจ้าก็ระวังตัวให้มาก!"
สวีคั่นซานคิดในใจว่าไม่ใช่เจ้าหรอกหรือที่เป็นคนพาเข้าไปเอง ทว่าภายนอกกลับพยักหน้ารับอย่างระแวดระวัง "ตกลง"
ชิวต้าเฉิงกล่าว "วางใจเถอะศิษย์พี่เมิ่ง ที่นี่คือเมืองเชียนฉวี ถิ่นของพวกเรา เขาทำคลื่นลมอะไรไม่ได้หรอก!"
ตำแหน่งพ่อบ้านใหญ่แห่งเรือนซ่งมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ผู้เข้าร่วมคัดเลือกแต่ละคนล้วนมีไม้ตายเป็นของตัวเอง
การที่เว่ยผิงผ่านการคัดเลือกมาได้อย่างราบรื่น ความสามารถนับพันประการของเขาเองนั้นถือเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของความดีความชอบ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งต้องถือว่าเป็นเพราะความช่วยเหลือของเมิ่งเหอเจ๋อ
ทว่าก่อนที่เขาจะมา ซ่งเฉียนจีก็กินบะหมี่ไปมากเกินพอแล้ว
เส้นบะหมี่เอามาต่อกัน สามารถพันรอบเมืองเชียนฉวีได้ถึงร้อยรอบ
เดิมทีซ่งเฉียนจีงดเว้นอาหารได้แล้ว แต่กลับถูกเมิ่งเหอเจ๋อตามใจจนติดนิสัยชอบกินข้าว
การมาถึงของเว่ยผิง ทำให้ซ่งเฉียนจีได้สัมผัสกับความสุขที่เรียบง่ายที่สุดของการกินข้าวสวยกับกับข้าว ถาดอาหารเก้าช่องของเชียนฉวี ถึงจะเป็นรูปแบบการกินที่ดีต่อสุขภาพที่สุด
เมื่ออีกฝ่ายกลับมา เขาจึงเป็นฝ่ายวางจอบลงแล้วเอ่ยทักทาย "ยังชินอยู่ไหม?"
เว่ยผิงเงยหน้าขึ้น เหลือบมองเขาอย่างขลาดกลัว
ซ่งเฉียนจีขมวดคิ้ว ก้าวฉับๆ เข้าไปหา ยื่นนิ้วชี้ไปที่คอของอีกฝ่าย "เจ้าไปโดนอะไรมา?"
ออกจากบ้านไปแค่ครั้งเดียว ไม่เพียงแต่มีแผลถลอกตามร่างกาย เสื้อผ้าก็ยังหลุดลุ่ยขาดวิ่นไปบ้าง
เว่ยผิงลูบรอยฟกช้ำที่คอ ร้อง "อ๊ะ" เบาๆ ราวกับเพิ่งตื่นจากฝัน ก่อนจะพูดเสียงเบา "ศิษย์พี่เมิ่งเขาไม่ได้ตั้งใจหรอกขอรับ!"
ซ่งเฉียนจีงุนงงไปเลย "เจ้าบอกว่าเมิ่งเหอเจ๋อทำร้ายเจ้าเรอะ?"
จะเป็นไปได้ยังไง? เสี่ยวเมิ่งไม่ใช่คนแบบนั้นเสียหน่อย
"แค่ตอนหยอกล้อกันเขาลงแรงเยอะไปหน่อยน่ะขอรับ" เว่ยผิงยิ้มอย่างเข้มแข็ง
ซ่งเฉียนจีเปลี่ยนเรื่อง "อ้อ ผู้บำเพ็ญเพียรในเชียนฉวี เสี่ยวเมิ่งพาเจ้าไปทำความรู้จักหมดหรือยัง?"
"ยังไม่รู้จักเลยขอรับ" เว่ยผิงกลอกตา เสียงแผ่วลงกว่าเดิม ตอบไม่ตรงคำถาม "มีกี่คนที่อยากจะมาอยู่ข้างกายท่านเซียนกวน แต่กลับไม่มีโอกาส ข้าเพิ่งมาใหม่ ก็ได้รับเกียรตินี้แล้ว ไม่แปลกหรอกที่พวกเขาจะไม่ชอบข้า"
ในใจของซ่งเฉียนจีเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดขึ้นมา น้ำเสียงและคำพูดทำนองนี้ เขาไม่เคยได้ยินจากที่อื่นมาก่อนเลย
เว่ยผิงคนนี้ขี้ขลาดเกินไปแล้ว ขี้ขลาดจนไม่มีราศีของผู้กอบกู้เลยสักนิด
ต่อให้ช่วงแรกเว่ยเจินอวี้จะซ่อนประกายเร้นกาย แอบทำตัวเป็นราชาเก็บของหล่น ทว่าเขาก็คือบุตรแห่งสวรรค์ เป็นคนเอาแต่ใจ อิสระเสรี ไม่ผูกมัด จะยอมอยู่ใต้บังคับบัญชาผู้อื่น เป็นผู้รับใช้ที่ต้องคอยก้มหน้าก้มตาได้อย่างไร?
เว่ยผิงก็คิดเช่นกันว่า ซ่งเฉียนจีคนนี้ออกจะธรรมดาเกินไปหน่อย
มีเซียนกวนที่ไหนปลูกผักรดน้ำต้นไม้แล้วครอบครองทุกสิ่งได้บ้าง? เขาซ่อนตัวได้ลึกซึ้งจริงๆ
"ไม่เป็นไร" ซ่งเฉียนจีปลอบใจพ่อบ้านน้อยผู้น่าสงสาร "พรุ่งนี้ตามข้าออกไปเดินสักรอบ พอทุกคนรู้จักเจ้าแล้ว ก็จะยอมรับเจ้าเอง"
ประชากรของเชียนฉวีเพิ่มมากขึ้น งานราชการก็หนักอึ้งขึ้นทุกวัน แต่ซ่งเฉียนจีชอบแค่ทำไร่ไถนา เขาตัดสินใจว่าจะให้อีกฝ่ายไปมีส่วนร่วมในการคุมงานขุดลอกคลองก่อน ค่อยๆ ขัดเกลา และค่อยๆ รับหน้าที่สำคัญไป
เว่ยผิงซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก "ขอบคุณศิษย์พี่ซ่ง ข้าจะปรนนิบัติรับใช้ศิษย์พี่อย่างดีแน่นอนขอรับ"
"เจ้าไม่ได้มาเพื่อปรนนิบัติข้าหรอก" ซ่งเฉียนจียิ้ม
พอเขายิ้ม ลมหนาวในฤดูใบไม้ร่วงก็กลายเป็นสายลมวสันต์อันอบอุ่น เว่ยผิงอดไม่ได้ที่จะหลับตาลงชั่วขณะ
แสงแดดช่างเจิดจ้าบาดตาเหลือเกิน
……
ท้องฟ้าฤดูใบไม้ร่วงแจ่มใส ท้องทุ่งนาเป็นสีเหลืองทอง
ริมฝั่งคลองมีเสียงโห่ร้องดังก้องฟ้า คนงานขุดคลองเปลือยท่อนบนแกว่งพลั่วเหล็ก เหงื่อไหลอาบหน้าอก ขอเพียงมีคนเริ่มร้องเพลง ทุกคนก็จะร้องตามกันเป็นทอดๆ ทันที คึกคักยิ่งกว่าน้ำเดือดพล่าน
เว่ยผิงเดินผ่านริมคลองสายนี้ รู้สึกไม่เข้าใจเป็นอย่างยิ่ง
ทำไมพวกเขาทำงานหนักถึงได้มีความสุขขนาดนี้? ไม่เพียงแต่มีความสุข แต่ยังทุ่มเท จริงจัง และทำงานอย่างกระตือรือร้น
หรือว่าซ่งเฉียนจีจะมีวิชามารควบคุมจิตใจคนได้จริงๆ?
ปริศนาแต่ละข้อผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง หมุนวนอย่างรวดเร็วในหัวของเขา
เขาเดินทางผ่านภูเขาและแม่น้ำนับพันนับหมื่นในโลกมนุษย์ ไม่เคยเห็นสถานที่ใดเหมือนเมืองเชียนฉวีมาก่อน
และเว่ยผิงก็ชอบเกมไขปริศนา
เขาหิ้วกล่องใส่อาหารเดินเข้าไปในเพิงหญ้า เพื่อส่งให้หน่วยส่งไก่แห่งเชียนฉวี
"สวัสดีท่านเซียน ผู้น้อยเว่ยผิง เป็นพ่อบ้านคนใหม่ ที่นี่มีอะไรให้ข้าช่วยหรือไม่?"
โจวเสี่ยวอวิ๋นรับกล่องใส่อาหารไป "ไม่ต้องเกรงใจ ข้าคือโจวเสี่ยวอวิ๋น นางคือจี้ซิง ตอนนี้ยังไม่มีเรื่องอะไรต้องใช้คน เจ้าไปอยู่เป็นเพื่อนศิษย์พี่ซ่งเถอะ"
เว่ยผิงไม่ใส่ใจกับการปฏิเสธอันนุ่มนวลนี้เลยแม้แต่น้อย เขาโค้งคำนับลาอย่างมีมารยาท "หากท่านเซียนมีธุระ เรียกข้าได้ตลอดเวลานะขอรับ"
จี้ซิงมองแผ่นหลังของเว่ยผิง เดาะลิ้นด้วยความประหลาดใจ
"พี่ชายข้าเป็นคนซื่อบื้อข้าจะไม่พูดถึงแล้ว ศิษย์พี่เมิ่งก็มีท่าทีดุร้ายขึ้นเรื่อยๆ ศิษย์พี่ซ่งก็สูงส่งเกินเอื้อม สวรรค์เมตตา ส่งเสี่ยวเว่ยผิงที่ทั้งว่านอนสอนง่ายและอ่อนโยนมาให้ ทุกวันเอาแต่เดินตามหลังศิษย์พี่ซ่งต้อยๆ เหมือนลูกหมาตากฝน รอแค่ให้ศิษย์พี่ซ่งหันกลับมามองสักครั้ง เห็นแล้วช่างน่าสงสารจริงๆ!"
สวีคั่นซานปิดปากพูดเสียงอู้อี้ "อย่าเพิ่งสัญชาตญาณความเป็นแม่พลุ่งพล่านไปเลย ศิษย์พี่เมิ่งก็บอกแล้วว่าไอ้เด็กนั่นอาจจะมีปัญหา!"
โจวเสี่ยวอวิ๋นแค่นเสียงเย็น "งั้นขนมที่เขาส่งมา เจ้าก็อย่ากินสิ"
จี้ซิงหยิบขนมเปี๊ยะขึ้นมาหนึ่งชิ้น "ทำขนมเปี๊ยะเหออี้ได้อร่อยขนาดนี้ เขาต้องไม่ใช่คนเลวแน่ๆ"
ชิวต้าเฉิงกินจนไม่อยากเงยหน้า "ขนมก็ต้องกิน คนก็ต้องระวัง ไม่ขัดแย้งกัน!"







