ขนมที่เว่ยผิงทำด้วยตัวเองไม่ได้ส่งให้แค่หน่วยส่งไก่แห่งเชียนฉูเท่านั้น ผู้ดูแลการเกษตรหลิวมู่เจี้ยง ผู้ดูแลงานช่างเถี่ยซานหนิว หัวหน้าหน่วยก่อสร้าง ผู้ใหญ่บ้านที่ลานนวดข้าว และชาวบ้านธรรมดาคนอื่นๆ ต่างก็ได้รับกล่องอาหารแกะสลักอย่างสวยงามคนละหนึ่งใบ
เพียงตบฝากล่องเบาๆ ชั้นทั้งสามด้านในและด้านนอกก็เปิดออกอัตโนมัติราวกับดอกบัวที่เบ่งบาน เผยให้เห็นขนมสีสันสดใส กลิ่นหอมหวาน และมีรูปร่างคล้ายกลีบดอกไม้
เชียนฉวีนั้นล้าหลังและเรียบง่าย น้อยคนนักที่จะเคยเห็นของที่ดูประณีตงดงามและซ่อนกลไกไว้เช่นนี้ จึงอดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้นชื่นชมด้วยความประหลาดใจ
การได้กินอาหารที่ทำด้วยฝีมือของท่านเซียนเว่ย พ่อบ้านคนสนิทของเซียนกวนซ่ง ไม่เพียงแต่ตอบสนองความอยากอาหารเท่านั้น แต่ยังถือเป็นเกียรติพิเศษอีกด้วย
หลังจากกินข้าวเสร็จ เถี่ยซานหนิวก็ไปนั่งยองๆ รับลมอยู่ริมคูน้ำอย่างเหม่อลอย เขาล้วงเอากล้องยาสูบออกมาจากอกเสื้อ
เว่ยผิงเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม เขาเลิกชายเสื้อขึ้นแล้วนั่งยองๆ ลงข้างๆ อีกฝ่าย ทั้งยังก้มหน้าเข้าไปจุดไฟให้ด้วย
เถี่ยซานหนิวตกใจจนแทบจะทำกล้องยาสูบร่วง "ท่านเซียน ทำเช่นนี้ได้อย่างไรขอรับ"
"ข้าเพิ่งมาเชียนฉวีเป็นครั้งแรก ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องราวทางโลก เรื่องของเส้นทางน้ำก็ไม่รู้อะไรเลย กำลังคิดจะเรียนรู้จากทุกคนให้มากอยู่พอดี" เว่ยผิงถามยิ้มๆ "ข้าได้ยินมาว่าท่านเป็นคนวาดแผนผังเส้นทางน้ำทั้งหมดหรือ? ข้าขอดูหน่อยได้ไหม?"
เถี่ยซานหนิวรีบรับคำซ้ำๆ
เมื่อเว่ยผิงได้แผนผังมา เขาก็ถามคำถามเกี่ยวกับการควบคุมปริมาณน้ำ การป้องกันน้ำท่วมและการจัดการน้ำ ในระหว่างนั้นเขาก็ตั้งใจฟังอย่างจริงจัง และเรียกขานอีกฝ่ายเป็นพี่เป็นน้อง
ในที่สุดเขาก็แสร้งทำเป็นถามอย่างไม่ใส่ใจว่า "ทิศทางของเส้นทางน้ำทั้งเจ็ดสายนี้ ท่านซ่งเป็นคนกำหนดใช่หรือไม่?"
"ย่อมไม่ใช่ ทิศทางนี้สมเหตุสมผลที่สุดในปัจจุบันแล้ว ประสิทธิภาพของทางน้ำจะถูกดึงออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ เชียนฉวีมีพื้นที่กว้างใหญ่และมีฝุ่นทรายมาก ไม่เพียงแต่ต้องแก้ปัญหาเรื่องการชลประทานเท่านั้น แต่ยังต้องแบ่งน้ำเพื่อระบายทรายและรับประกันว่าน้ำจะใสสะอาด นี่คือการออกแบบที่ดีที่สุดที่ข้าเลือกมาจากแผนการทั้งหมด เซียนกวนซ่งดูแล้วก็แค่พยักหน้าเท่านั้น"
เว่ยผิงชะงักไปครู่หนึ่ง ลอบสังเกตสีหน้าของอีกฝ่ายอย่างเงียบๆ
ไม่ได้โกหก
หรือว่าจะเป็นแค่ความบังเอิญ? ซ่งเฉียนจีไม่ได้ตั้งใจจะก่อสร้างครั้งใหญ่เพื่อเพิ่มพูนโชคชะตาบารมีให้ตัวเอง เพียงแค่อยากขุดคลองส่งน้ำ ทำการชลประทานให้เชียนฉวี และสร้างประโยชน์แก่ราษฎรเท่านั้น
จู่ๆ เขาก็หัวเราะร่วน "ตอนแรกข้านึกว่าอยากจะได้ฤกษ์งามยามดีเสียอีก! รอจนสร้างเสร็จตามแผนผังแล้ว ในคลองมีน้ำเต็มเปี่ยม ผู้บำเพ็ญเพียรขี่กระบี่หรือนั่งของวิเศษบินผ่านบนท้องฟ้า เชียนฉวีไม่มีตึกสูง ที่ราบดินเหลืองกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา จะมองเห็นเพียงตัวอักษร ‘ซ่ง’ ที่เกิดจากเส้นทางน้ำทั้งเจ็ดสายเชื่อมต่อกัน ฟ้าดินกว้างใหญ่ ใช้ทุ่งกว้างสุดลูกหูลูกตาเป็นกระดาษ ใช้น้ำในแม่น้ำที่เชี่ยวกรากเป็นน้ำหมึก เช่นนี้ถึงจะแสดงให้เห็นถึงสถานะอันเป็นเอกลักษณ์ของเซียนกวนซ่งในเชียนฉวี และอำนาจที่อยู่เหนือทุกสิ่งได้"
"ซ่ง? ข้าขอดูหน่อยนะ... เฮ้ย เหมือนคำว่าซ่งจริงๆ ด้วย! ถ้าเจ้าไม่พูดข้าก็ไม่ทันสังเกตเลย ฮ่าๆ! น้องชายสายตาดีจริงๆ!"
เถี่ยซานหนิวกวักมือเรียกหลิวมู่เจี้ยงอย่างตื่นเต้น "เหล่าหลิว รีบมานี่! มีการค้นพบใหม่ พ่อบ้านเว่ยเป็นคนมองออกล่ะ!"
ไม่นานนัก คนงานขุดคลองก็วางชามข้าวลง แล้วส่งต่อแผนผังให้กันดู เสียงร้องอุทานดังขึ้นระงมในหมู่คน:
"ยิ่งดูก็ยิ่งเหมือนคำว่าซ่งนะเนี่ย!"
"นี่เป็นความประสงค์ของสวรรค์แน่ๆ"
เว่ยผิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
เขามีสัญชาตญาณที่ละเอียดอ่อนต่อพื้นที่ รูปทรง และโครงสร้างของตัวอักษร มิฉะนั้นคงไม่ถูกตาปราชญ์อักษร และคงไม่สามารถมองทะลุกลไกของ "ยันต์พ่อค้าหน้าเลือด" ในโรงรับจำนำของร้านค้ามืดได้
ซ่งเฉียนจีไม่ได้ตั้งใจและไม่ได้ใส่ใจ แต่กลับได้ผลลัพธ์เช่นนี้ หรือจะบอกว่าเขาคือผู้ที่สวรรค์ลิขิตและได้รับความโปรดปรานจากโชคชะตา?
ชาวเชียนฉวีต่างบอกว่าเป็น "นิมิตหมายอันเป็นมงคล" แล้วกลับบ้านไปกราบไหว้รูปแกะสลักจำลองของเซียนกวน
มีเพียงเมิ่งเหอเจ๋อเท่านั้นที่รู้สึกดูแคลนอย่างยิ่ง "เว่ยผิง จิตใจเจ้าไม่บริสุทธิ์ ชอบจับแพะชนแกะ คิดว่าทำแบบนี้แล้วจะเอาใจศิษย์พี่ซ่งได้หรือ? ศิษย์พี่ของข้าเป็นวิญญูชน ซื่อตรงไม่คดโกง ไม่เคยชอบโอ้อวดความดีความชอบ และไม่ทำเรื่องหลอกลวงไร้สาระพวกนี้หรอก"
ถ้าเว่ยผิงเป็นผู้บำเพ็ญเพียรหญิง เขาคงอยากจะยัดเยียดข้อหาประจบสอพลอล่อลวงเจ้านายให้อีกฝ่าย แล้วจับกดลงไปในโอ่งน้ำปลูกบัวใบใหญ่ให้ได้สติเสียหน่อย
เว่ยผิงกำลังคีบอาหารให้ซ่งเฉียนจี เมื่อได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นยิ้มให้เมิ่งเหอเจ๋ออย่างน้อยใจและอ่อนโยน "ศิษย์พี่กล่าวหนักไปแล้ว เว่ยผิงมิกล้าหรอกขอรับ"
วันนี้ซ่งเฉียนจีกินอาหารทางใต้ เวลาทำอะไรเขามักจะจริงจังเสมอ ไม่ยอมแบ่งสมาธิไปขบคิดคำพูดที่แฝงนัยของคนอื่น
ฮะเก๋ากุ้งคริสตัลใสแจ๋วสามลูก ขาไก่นึ่งเต้าซี่รสชาติเข้มข้นหอมกรุ่นสามชิ้น ขนมจีบหมูสับเนื้อนุ่มหนึบสามลูก คะน้าลวกกรอบอร่อยจานเล็กหนึ่งจาน กินคู่กับซุปไก่ดำตุ๋นเก๋ากี้และโสมเก่าที่เคี่ยวด้วยไฟอ่อนตลอดหกชั่วยามหนึ่งโถ ปิดท้ายด้วยขนมชาส้มมือที่ให้ความสดชื่นและแก้เลี่ยน
ทำจากชาเขียวที่เพิ่งเก็บเกี่ยวใหม่ๆ ริมน้ำพุวิญญาณของสำนักต้าเหยี่ยนในปีนี้
ภาชนะและการจัดจานล้วนพิถีพิถัน จัดเรียงเป็นลวดลายดอกไม้บานสะพรั่ง ซ่งเฉียนจีกินจนเกลี้ยงเกลา
เว่ยผิงเมินสายตาโกรธเคืองของเมิ่งเหอเจ๋อ แล้วพูดต่อ:
"ท่านซ่ง ข้าได้ยินมาว่าท่านได้ฉินเจ็ดวิถีมาจากเซียนฉิน ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นเรือวิเศษได้ รอจนสร้างคลองเสร็จหมดแล้ว ท่านพาข้าไปนั่งกินลมชมวิวหน่อยได้ไหมขอรับ ไปดูจากบนฟ้าว่าคลองรูปตัว ‘ซ่ง’ นี้น่าเกรงขามแค่ไหน?"
ซ่งเฉียนจีเช็ดนิ้วจนสะอาด เขารู้สึกได้ด้วยสัญชาตญาณว่าน้ำเสียงของอีกฝ่ายดูแปลกๆ ราวกับเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนในชาติที่แล้ว
แต่เขาก็ยังคงแก้ไขความเข้าใจของอีกฝ่ายอย่างจริงจัง:
"เชียนฉวีจะไม่มีทางไร้ตึกสูงตลอดไป และจะไม่มีทางมีแต่ดินเหลืองกับพายุทรายตลอดไป ในอนาคตเมื่อขี่กระบี่มองลงมาจากบนฟ้า ฤดูใบไม้ผลิทุ่งกว้างทั้งสี่ทิศควรจะเขียวขจี มีต้นหลิวพริ้วไหวและสะพานงดงาม ฤดูใบไม้ร่วงใบไม้เหลืองใบไม้แดงสลับซับซ้อน ท้องนาสีทองมีเกลียวคลื่นรวงข้าวพลิ้วไหว ฤดูหนาวหิมะขาวโพลน ห่มคลุมด้วยอาภรณ์สีเงินยวง
"ไม่ใช่แบบที่เจ้าพูด ที่ทุ่งกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาแล้วมีแค่ตัวอักษรเดียว หากคลองสร้างเสร็จแล้ว แต่เชียนฉวียังคงไม่มีอะไรเลย ชื่อของข้าถูกเขียนไว้อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางฟ้าดิน แล้วมันจะมีความหมายอะไรเล่า?"
มือของเว่ยผิงที่กำลังเก็บผ้าไหมสั่นสะท้านขึ้นมาทันที
เขาเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว มองซ่งเฉียนจีด้วยสายตาที่แปลกไปและตื่นตระหนก
ผู้คนนับหมื่นนับพันกราบไหว้เขาดั่งเทพเจ้าผู้ช่วยโลก ผู้คนนับหมื่นนับพันมีตัวอักษร "ซ่ง" คำนี้อยู่ในใจ
แต่ในใจของซ่งเฉียนจีกลับไม่มีคำว่า "ซ่ง" ไม่มีชื่อเสียงจอมปลอม ไม่มีอำนาจบารมี
มีเพียงเชียนฉวี มีเพียงราษฎรของเขาเท่านั้น
"คุ้มค่าหรือ?" เว่ยผิงได้ยินเสียงของตัวเองเย็นชาเล็กน้อย
"คุ้มค่าอะไร?" ซ่งเฉียนจีไม่เข้าใจ
เขาคิดว่า ข้าลงเขามาเพื่อเพลิดเพลินกับความสนุกของการเพาะปลูก ที่ขุดคลองก็เพื่อทำไร่ทำนาไม่ใช่หรือ? ถึงตอนนั้นนายังไม่ได้ทำ แต่ชื่อกลับถูกเขียนออกมาก่อน น่าอับอายจะตายไป
"ไม่มีอะไรหรอก" เว่ยผิงกลับมายิ้มอีกครั้ง แล้วเก็บกวาดเศษซากบนโต๊ะ
เว่ยผิงมือเท้าคล่องแคล่วปากหวาน แถมยังใช้ใบหน้าเด็กหนุ่มที่ดูธรรมดาและไร้เดียงสา บวกกับสีหน้าที่ดูน่าสงสารเป็นบางครั้ง เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งเดือน เขาก็เอาชนะใจผู้คนได้ทั้งใกล้และไกล
ยกเว้นเมิ่งเหอเจ๋อที่ยังคงต่อต้านอย่างหัวชนฝา ยืนกรานที่จะไม่กินขนม ส่วนคนอื่นๆ ชอบกินหวาน กินเผ็ด หรือกินเปรี้ยว เขาก็ล้วนสืบรู้จนหมดจด
ตอนที่เมิ่งเหอเจ๋อโกรธจนแทบจะกัดฟันให้แหลกและตบกระบี่ให้หัก ในที่สุดจี้เฉินก็หอบเอาข้าทรงรังนกนำข่าวดีมาบอก:
"ข้าพลิกดูภาพบันทึกจากค่ายกลประตูเมืองทั้งสี่บานจนทั่ว พบว่าเขาเข้ามาทางประตูทิศตะวันตก ระหว่างทางได้พูดคุยกับผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรสองสามคน พอสืบสาวราวเรื่องตามเบาะแสนี้ขึ้นไป ก็คลำเจออะไรบางอย่างเข้าจริงๆ"
"เจ้านี่แน่จริงๆ! มีฝีมือเหมือนกันนี่!"
"ไม่ใช่ข้ามีฝีมือหรอก มีเงินก็จ้างผีโม่แป้งได้นั่นแหละ" จี้เฉินตบกระดาษยับยู่ยี่ปึกหนึ่งลงมา "เขามาจากเมืองเฟิงหลิ่น เป็นแค่อันธพาลกระจอกที่ไม่เอาถ่าน วันๆ เอาแต่กินเหล้าเล่นการพนัน ไม่มีใครเคยเห็นเขามีเพื่อนหรือญาติพี่น้องเลย"
เมิ่งเหอเจ๋อไม่รังเกียจลายมืออันน่าเกลียดของเขาอีกต่อไป จดจำทุกตัวอักษรไว้ในหัวอย่างแม่นยำ จากนั้นก็ขยำก้อนกระดาษจนแหลก จินตนาการว่าตัวเองกำลังขยำหัวของเว่ยผิงอยู่:
"ข้าว่านะ เรื่องภูมิหลังอันแสนรันทดนั่นล้วนเป็นคำโกหกหลอกลวงของเขาทั้งนั้น!"
"แล้วคนคนนี้มันมีอะไรไม่ชอบมาพากลตรงไหนล่ะ?" จี้เฉินถาม
"ไม่ชอบมาพากลไปเสียทุกตรงนั่นแหละ!" เมิ่งเหอเจ๋อเล่าต้นสายปลายเหตุอย่างละเอียด
เดิมทีเขาไม่ได้คาดหวังอะไรกับจี้เฉิน ในสายตาของเขานายน้อยจี้เป็นคนสติไม่เต็มเต็ง ทั้งบ๊องทั้งโง่แถมยังต้องการการปกป้อง ถ้าคิดจะรับมือกับเว่ยผิงล่ะก็ ยังต้องใช้ตัวเองอีกหมื่นคนถึงจะพอ
ใครจะไปรู้ว่านายน้อยจี้จะเข้าใจมากกว่าเขาเสียอีก:
"ตอนข้าอยู่ที่บ้าน ท่านอา ท่านลุงล้วนแต่งฮูหยินหลายคน รับอนุภรรยามากมาย พวกฮูหยินเหล่านั้นอยู่ในเรือนหลังใหญ่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ ก็ชอบหึงหวงชิงดีชิงเด่นกัน กดหัวคนอื่น แสดงตัวตนของตัวเอง สร้างความเข้าใจผิด เพื่อให้ได้ความโปรดปรานจากสามีมากขึ้น เจ้าฟังน้ำเสียงเวลาเขาพูดสิ ดูลูกไม้ที่เขาแสร้งทำเป็นไร้เดียงสาและน้อยอกน้อยใจนั่นสิ เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ?"
"ขะ เข้าใจอะไร?" เมิ่งเหอเจ๋อกะพริบตา
สองเรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกัน?
จี้เฉินจิ้มหัวเขา "เว่ยผิงคนนั้นไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจร ไม่ใช่มือกระบี่ เขาเป็นแค่สตรีในห้องหอที่กำลังน้อยใจต่างหากล่ะ!"
หมอกควันตรงหน้าเมิ่งเหอเจ๋อจางหายไปในที่สุด "ข้าถึงว่าทำไมมันทะแม่งๆ ข้าไม่เคยเจอคู่ต่อสู้แบบนี้มาก่อนเลย! มีวิธีรับมือลูกไม้ของเขาไหม?"
การปรากฏตัวของเว่ยผิง ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเมิ่งเหอเจ๋อกับจี้เฉินพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว
แม้ว่าปากของเมิ่งเหอเจ๋อจะไม่ยอมรับ แต่ในใจก็ถือว่าจี้เฉินเป็นพี่น้องร่วมสาบานที่รู้ใจกันไปแล้ว
จี้เฉินตบต้นขาฉาด "ได้ยินแต่ชื่อเสียงเรียงนามของเว่ยผิง ไม่เคยเห็นตัวจริง ปล่อยให้ข้าไปเผชิญหน้ากับเขาด้วยตัวเองเถอะ เจ้าคอยคุ้มกันให้ข้าอยู่ข้างๆ ก็พอ!"
เมิ่งเหอเจ๋อตบกระบี่วิเศษ "ตกลง กำจัดคนพาล ทวงคืนศิษย์พี่ของข้า!"
……
วันนี้เว่ยผิงตามหลิวมู่เจี้ยงกลับไปที่หมู่บ้านเสี่ยวหลาน เพื่อไปช่วยงานที่ลานนวดข้าว
หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาครึ่งปี ในที่สุดก็ถึงเวลาเก็บเกี่ยว ฤดูเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง คนในหมู่บ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างก็ออกแรงช่วยกัน บรรยากาศเต็มไปด้วยความเบิกบานใจราวกับช่วงปีใหม่
เว่ยผิงมีสติปัญญาสูงและเรียนรู้ได้เร็ว เพียงแค่มองดูชั่วครู่ ก็สามารถใช้ไม้นวดข้าวตีข้าวเปลือกให้หลุดออกจากรวงได้ด้วยตัวเองแล้ว เพิ่งจะลงมือทำได้ไม่นาน หลิวมู่เจี้ยงก็เอ่ยปากชมว่าเขาทำงานเอาจริงเอาจัง ท่าทางทะมัดทะแมง
พรสวรรค์ที่เรียนรู้อะไรก็ทะลุปรุโปร่งถูกนำมาใช้ในสถานที่แบบนี้ เว่ยผิงรู้สึกขบขันในใจ และยังรู้สึกว่ามันช่างน่าขันสิ้นดี
ไม่ว่าจะบำเพ็ญเพียรอยู่ที่บ้าน หรือดื่มเหล้าเมามายในหอนางโลม ออกไปฆ่าคนหาเงินใช้ข้างนอก เขาไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งตัวเองจะต้องมาลงมือทำไร่ไถนาด้วยตัวเอง
ใครใช้ให้เชียนฉวีมีปริศนามากมายขนาดนี้เล่า ใครใช้ให้เขาหยั่งความตื้นลึกหนาบางของซ่งเฉียนจีไม่ออกล่ะ
เว่ยจ้านหยางพูดผิดไป ไม่ใช่แค่ตอนที่เมิ่งเหอเจ๋ออยู่ข้างกายซ่งเฉียนจีเท่านั้น ซ่งเฉียนจีถึงจะมีชีวิตเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งชีวิต
ตราบใดที่ซ่งเฉียนจีอยู่ท่ามกลางฝูงชน เขาก็มีชีวิตนับไม่ถ้วน เพราะผู้คนนับไม่ถ้วนต่างก็ซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อเขา ยอมสละชีวิตเพื่อช่วยเขา
การทำไร่ทำนาที่ยุ่งเหยิงกว่าครึ่งค่อนวัน ทำให้เว่ยผิงสนิทสนมกับหลิวมู่เจี้ยงอย่างรวดเร็ว จนถึงขั้นตบไหล่กันได้แล้ว
ในเวลานี้ สิ่งที่เขาอยากจะถาม ถึงจะได้รับคำตอบที่แท้จริง
"ข้าได้ยินมาว่า ตอนที่เชียนฉวีเกิดภัยแล้งครั้งใหญ่ เซียนกวนซ่งรู้วิชาแขนงหนึ่งที่สามารถทำให้ต้นกล้าที่เหี่ยวเฉาแตกยอดออกมาได้หรือ?"
"ใช่แล้ว! เซียนกวนซ่งเก่งกาจมาก สามารถใช้พลังวิญญาณของตัวเองหล่อเลี้ยงต้นกล้าข้าว ต้นกล้าข้าวสาลี และต้นกล้าต้นไม้ได้ ตอนนั้นเขาเดินไปทั่วเชียนฉวีโดยไม่ได้หลับไม่ได้นอน ไปถึงที่ไหนก็จะนั่งยองๆ ร่ายคาถาแบบนี้" หลิวมู่เจี้ยงคุกเข่าข้างหนึ่งลง ทำท่าใช้ห้านิ้วตบพื้น "ดึกดื่นค่อนคืนยังมีคนเห็นเขาอยู่ในนาเลยนะ"
เว่ยผิงเอ่ยชมเชย "มิน่าล่ะทุกคนถึงได้ซาบซึ้งใจเขามากขนาดนี้"
"ไม่ใช่แค่นั้น เขายังรอจนฝนตกลงมาด้วย ตั้งแต่ฝนตกครั้งแรก เชียนฉวีก็มีฝนตกมากขึ้น ไม่อย่างนั้น วันนี้พวกเราจะมีข้าวให้ตีหรือ? คงต้องไปขุดผักป่ากินแล้วล่ะ"
"รอฝน?"
"ใช่ ความจริงใจทำให้เกิดปาฏิหาริย์ สวรรค์มีตานะ!" หลิวมู่เจี้ยงหัวเราะอย่างซื่อสัตย์
เว่ยผิงก็หัวเราะออกมาเช่นกัน
เทียบกับความจริงใจทำให้เกิดปาฏิหาริย์แล้ว เขายินดีที่จะเชื่อมากกว่าว่าซ่งเฉียนจีฝืนใช้วิชาอาคมบางอย่างที่สิ้นเปลืองพลังงานอย่างมหาศาล เพื่อเรียกเมฆเรียกฝนในขอบเขตที่กำหนด การฝ่าฝืนฤดูกาลของสวรรค์ ย่อมต้องแลกมาด้วยราคาที่สูงลิ่ว
ตกลงแล้วซ่งเฉียนจีอยากจะเดินไปบนเส้นทางแบบไหนกันแน่?
เว่ยผิงไม่เคยเป็นเซียนกวน แต่เขาก็ยกย่องตัวเองว่าได้เห็นมามากพอ รู้จักเล่ห์เหลี่ยมในการปกครองดินแดนของเซียนกวนเป็นอย่างดี
ผู้บำเพ็ญเพียรอาศัยเครื่องเซ่นไหว้และพลังแห่งความศรัทธาเพื่อเพิ่มพูนโชคชะตาบารมี ดังนั้นจึงควรช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก คุ้มครองโลกมนุษย์ฝ่ายหนึ่งกระนั้นหรือ?
ประสบการณ์ของตระกูลและสำนักใหญ่ในโลกบำเพ็ญเพียรบอกผู้บำเพ็ญเพียรว่าไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ สิ่งที่ตระกูลจ้าวทำคือการขูดรีดและเบิกจ่ายล่วงหน้ามากเกินไป ไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาในระยะยาว และยังเป็นพวกนอกคอกในโลกบำเพ็ญเพียรอีกด้วย
ตามหลักเหตุผลแล้ว ควรจะมีความยืดหยุ่น ขูดรีดห้าส่วน บริจาคสี่ส่วน ส่วนที่เหลืออีกหนึ่งส่วนก็ปล่อยไปตามยถากรรม พึ่งพาฟ้าดินทำมาหากิน
มิฉะนั้นหากไร้โรคภัยไข้เจ็บ ใครจะไปกราบไหว้วิหารเทพเล่า?
หากไม่เจ็บปวดไม่ทุกข์ทรมาน ใครจะไปขอร้องเซียนกวน?
ผู้บำเพ็ญเพียรแสวงหามรรควิถี ต้องแก่งแย่งชิงดีอยู่ตลอดเวลา แย่งชิงทรัพยากรกับพวกเดียวกัน แย่งชิงเวลากับมรรคาสวรรค์
คนอย่างซ่งเฉียนจี ที่เอาเวลาทั้งหมดไปทุ่มเทให้กับการสร้างประโยชน์แก่เชียนฉวี ถูกกำหนดไว้แล้วว่าสิ่งที่ทุ่มเทลงไปกับสิ่งที่ได้รับกลับมาจะไม่สมน้ำสมเนื้อกัน
รอจนเชียนฉวีฝนตกต้องตามฤดูกาล ทุกคนอยู่เย็นเป็นสุข ผู้คนก็จะรู้สึกว่าทุกสิ่งเป็นเรื่องสมควร แล้วก็จะคาดหวังมากขึ้น
ความปรารถนาของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด มีกระท่อมฟางแล้ว ก็อยากได้บ้านหลังคากระเบื้องดินเผา มีบ้านหลังคากระเบื้องดินเผาแล้ว ก็อยากได้เรือนหลังใหญ่ที่มีลานกว้างสามชั้น
มีเรือนแล้ว ก็ยังโทษอีกว่าทำไมบ้านคนอื่นถึงมีรถม้าหอมกรุ่นและม้าฝีเท้าดี
ถึงเวลานั้น เซียนกวนจะไม่สามารถตอบสนองความปรารถนาของทุกคนได้อีกต่อไป มนุษย์ธรรมดาจะเกิดความเคียดแค้นในใจ โทษว่าทำไมท่านถึงไม่ยอมให้อีก
ซ่งเฉียนจีทำให้เส้นทางบำเพ็ญเพียรล่าช้า ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้กับเชียนฉวี มันคุ้มค่าจริงๆ หรือ?
เส้นทางที่ไม่มีใครเคยเดินนี้ จะเดินไปได้ตลอดรอดฝั่งจริงๆ หรือ?
หลิวมู่เจี้ยงยืนขึ้น ปัดฝุ่นที่หัวเข่า
ดวงตะวันคล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตก แสงกษัยสีทองแดงสาดส่องลงบนกองข้าวเปลือกที่สูงตระหง่าน สายลมพัดพากลิ่นหอมแห้งๆ ของธัญพืชโชยมา พัดพาหยาดเหงื่อที่ไหลริน ภรรยาเช็ดเหงื่อให้สามี ลูกนำน้ำมาให้แม่ แม้จะยุ่งเหยิงและเหน็ดเหนื่อย แต่กลับเต็มไปด้วยความสุขสำราญ บนใบหน้าของทุกคนล้วนเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม
รอยยิ้มเหล่านี้ช่างคล้ายคลึงกันเหลือเกิน และยังสว่างไสวเจิดจ้าเสียจนเกินไป
ในที่สุดเว่ยผิงก็ถามคำถามนั้นออกมา "ถ้าหากวันหนึ่ง สิ่งที่พวกท่านต้องการ เซียนกวนซ่งไม่สามารถให้ได้ล่ะ?"
"หา?" หลิวมู่เจี้ยงฟังไม่เข้าใจ
เว่ยผิงจึงทวนคำถามอีกครั้ง
เขาอยากรู้มากว่า เมื่อซ่งเฉียนจีไม่ให้อีกต่อไป เขาจะสูญเสียเครื่องเซ่นไหว้ สูญเสียความศรัทธา สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างหรือไม่
"เซียนกวนซ่งไม่เคยให้เลยสักครั้ง" รอยยิ้มของหลิวมู่เจี้ยงจางลง สีหน้าจริงจัง
แสงอาทิตย์อัสดงสาดส่อง ทำให้ผิวสีเข้มของเขา และริ้วรอยบนใบหน้าที่เกิดจากการบากบั่นในชีวิต ล้วนดูเด่นชัดยิ่งขึ้น
เขาพูดกับเว่ยผิงว่า:
"เจ้าดูคลองฝั่งนี้สิ ถนนฝั่งโน้นสิ ไม่ใช่สิ่งที่เซียนกวนซ่งสะบัดแขนเสื้อแล้วเสกขึ้นมาหรอกนะ แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนในหมู่บ้านของเราแบกตะกร้าทีละใบ ขุดดินทีละพลั่ว ใช้สองมือของตัวเองทำขึ้นมา! ผู้หญิงทำกับข้าวอยู่บ้าน ผู้ชายออกไปเร่งงาน พ่อไม่มีแรงแล้ว ก็ยังมีลูกชาย ทุกบ้านทุกครัวเรือนล้วนเป็นเช่นนี้ เชียนฉวีของเราก็เคยร่ำรวยมาก่อน บรรพบุรุษของเราเมื่อก่อนก็เป็นครอบครัวที่ทำไร่ไถนาและอ่านตำรา เราก็แค่อยากใช้ชีวิตแบบที่คนเขาใช้กันก็เท่านั้น!"
"วันแรกที่เซียนกวนซ่งมาถึง เขาบอกพวกเราว่าห้ามคุกเข่า ห้ามกราบไหว้วิหารเทพ เขาบอกแล้วว่า จะไม่ตอบสนองความปรารถนาใดๆ ของพวกเราทั้งนั้น"
เขาหันหน้ากลับไป มองไปทางทิศของนครเทียนเฉิงโดยรับแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์:
"ที่ทุกคนกราบไหว้เขา ไม่ใช่เพื่อขอเงินทองของมีค่าจากเขา ไม่ได้ขอให้เขาบริจาคทานให้ สิ่งที่ขอมีเพียงขอให้เขาอายุยืนยาวเป็นร้อยปี ขอให้เขาอยู่เย็นเป็นสุขในทุกๆ ปี"
เสี่ยวหู่วิ่งไล่หยอกล้อกับเพื่อนอยู่ข้างกองข้าวเปลือก หลิวมู่เจี้ยงเห็นเข้า ก็ราวกับเพิ่งตื่นจากความฝัน หัวเราะด่าทอพลางเดินไปอุ้มลูกชาย
เหลือเพียงเว่ยผิงที่ราวกับถูกฟ้าผ่า ยืนอึ้งอยู่กับที่ "ขอเพียงให้เขาอายุยืนยาวเป็นร้อยปี ขอให้เขาอยู่เย็นเป็นสุขในทุกๆ ปี..."
สายลมตะวันตกอันพัดกระหน่ำพัดชายเสื้อของเขาให้ปลิวไสว พัดพาเขาไปจนถึงเมืองหัวเวยในฤดูใบไม้ผลิ
ตอนนั้นงานชุมนุมเติงเหวินเพิ่งจะจบลง เขาพกสำเนาเทียบเชิญวีรบุรุษและตำราหมากกระดานเด็ดดาวเดินเข้าไปในบ่อนการพนันที่เสียงดังอึกทึก เงยหน้าขึ้นมองเห็นตัวเลือก "ปราชญ์อักษร" และ "ผีหมาก" สองตัวเลือก ราวกับเห็นทางตันสองสายที่ทอดยาวไปสู่จุดหมายปลายทางเดียวกัน
ชักกระบี่หันมองรอบทิศด้วยใจที่เคว้งคว้าง ดังนั้นเขาจึงตะโกนเสียงดัง และวางเดิมพันก้อนโต
ที่แท้การเดิมพันที่ทุ่มเงินนับหมื่นตำลึงในครั้งนั้น เขาคือผู้ชนะ
เว่ยผิงพึมพำ "เส้นทางที่สาม... มีเส้นทางที่สามแล้ว!"
เงาคนสองสายเดินเข้ามาใกล้จากระยะไม่ไกลนัก
"คือเขางั้นหรือ? เจ้าแน่ใจนะ?" จี้เฉินถาม
เมิ่งเหอเจ๋อพยักหน้าอย่างแรง
จี้เฉินลังเล "นี่มันก็แค่คนบ้าที่โดนผีเข้าไม่ใช่หรือ? พวกเราสองคนเป็นถึงอันดับหนึ่ง เรื่องเงินทองก็มี เรื่องหน้าตาก็มี จะไปรังแกคนบ้า มันไม่ค่อยมีคุณธรรมเท่าไหร่นะ"







