"พวกเราจะเข้าไปยังไง?" เว่ยผิงชี้ไปยังประตูจวนที่มีผู้คนมืดฟ้ามัวดิน
เมิ่งเหอเจ๋อตบหน้าอกฉาด "เข้าประตูหลัง ตามข้ามาให้ติดก็แล้วกัน"
เว่ยผิงเดินไปพลางเอ่ยชมไปพลาง "ศิษย์พี่ท่านนี้ ท่านต้องอยู่ข้างกายเซียนกวนซ่งเป็นประจำ และได้รับความไว้วางใจจากเขามากที่สุดแน่ๆ!"
คำพูดนี้ทำให้เมิ่งเหอเจ๋อรู้สึกสบายใจยิ่งนัก ดีใจเสียยิ่งกว่าตอนมีคนชมว่าเพลงกระบี่ของเขาเก่งกาจเสียอีก
เด็กหนุ่มหันหน้ารับแสงตะวันพร้อมฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวแปดซี่ ทุกซี่ล้วนเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
"ข้ากับศิษย์พี่ซ่งรู้จักกันตั้งแต่ตอนที่ยังไร้ชื่อเสียง ผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน ความเป็นพี่น้องนั้นลึกซึ้ง คนอื่นย่อมเทียบไม่ติดอยู่แล้ว อ้อ จริงสิ ข้าชื่อเมิ่งเหอเจ๋อ"
เว่ยผิงก้มหน้ายิ้ม "ข้าทราบแล้ว"
เมิ่งเหอเจ๋อ ผู้บำเพ็ญกระบี่ขั้นจู้จี ผู้ชนะเลิศการประลองยุทธ์ในงานชุมนุมเติงเหวิน ผู้บัญชาการทีมล่าสัตว์แห่งเชียนฉวี
คำเตือนของแขกผู้มาเยือนในคืนฝนตกสว่างวาบขึ้นมาในหัวของเขา ราวกับแสงสายฟ้าอันเจิดจ้า
"เพลงกระบี่และพลังรบของเมิ่งเหอเจ๋ออาจสู้เจ้าไม่ได้ แต่ยามที่ซ่งเฉียนจีถูกลอบสังหาร ขอเพียงมีเมิ่งเหอเจ๋ออยู่ข้างกาย เขาก็จะมีชีวิตเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งชีวิต"
จวนเซียนกวนนั้นมีสถาปัตยกรรมวิจิตรตระการตา ทว่าเรือนซ่งกลับเงียบสงบและห่างไกลผู้คน
ยังไม่ทันก้าวข้ามธรณีประตูสีแดง ก็ได้กลิ่นหอมอบอวลของมวลบุปผาลอยมาแตะจมูกก่อนแล้ว
เว่ยผิงมีท่วงท่าตรงแน่ว ทว่ากลับหลุบตาก้มหน้า สายตาจับจ้องเพียงปลายเท้า ไม่สอดส่ายสายตามองสะเปะสะปะ ยิ่งทำให้เมิ่งเหอเจ๋อรู้สึกพึงพอใจ
"ศิษย์พี่ซ่ง ข้าพาคนมาด้วยคนหนึ่ง ท่านดูสิว่าเขาพอจะเป็นพ่อบ้านใหญ่ได้หรือไม่! เขาชื่อเว่ยผิง อยู่ขั้นเลี่ยนชี่..."
"ระวังเท้าด้วย" น้ำเสียงราบเรียบดังขึ้นอย่างกะทันหัน
เมิ่งเหอเจ๋อชะงักฝีเท้า ก่อนจะเดินเบี่ยงหลบไส้เดือนที่กำลังคืบคลานอยู่บนทางเดินเล็กๆ
เว่ยผิงถึงได้เงยหน้าขึ้น
สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือรองเท้าผ้าเนื้อนุ่มคู่หนึ่ง ผู้บำเพ็ญเพียรในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่มักสวมรองเท้าเหยียบเมฆา อีกทั้งชายเสื้อยังยาวกรอมพื้น มักจะปกปิดรองเท้าเอาไว้เสมอ
ถัดมาคือชายเสื้อที่เปื้อนคราบโคลน รูปแบบเรียบง่าย ไม่มีลวดลายหรืออักขระยันต์ใดๆ ที่เกินความจำเป็น จุดนี้ยิ่งแตกต่างจากผู้บำเพ็ญเพียรที่มีชื่อเสียงทั่วไป
ไล่ขึ้นไปอีกคือใบหน้าด้านข้างอันคมคายของซ่งเฉียนจี
ผิดจากที่เขาคาดไว้ ซ่งเฉียนจีมีหน้าตาหล่อเหลา ท่วงท่าสง่างามหมดจด โหงวเฮ้งเช่นนี้ เดิมทีควรจะดูเย่อหยิ่งเย็นชาและเข้าถึงยาก ทว่าคนผู้นี้กลับมีกลิ่นอายอ่อนโยนและรอยยิ้มบางเบา
เว่ยผิงชะงักงัน
เขาคิดในใจว่า "คุ้นหน้าเหลือเกิน ข้าต้องเคยเจอเขาแน่ๆ! แต่ว่าที่ไหนกันล่ะ?"
ความคิดของเขาแล่นพล่าน ทว่ากลับมืดแปดด้าน
ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดโชย ดอกเบญจมาศสีขาวพลิ้วไหว
คนผู้นั้นกำลังนั่งยองๆ เก็บไส้เดือนอยู่บนพื้น เก็บจากทางเดินเล็กๆ แล้วนำกลับไปปล่อยในแปลงนา
เว่ยผิงมองดูด้วยความตกตะลึง
ซ่งเฉียนจีช้อนตาขึ้น แสงแดดกระจ่างใสสาดส่องลงบนขนตาที่หนางอนยาว
"เจ้าเป็นผู้บำเพ็ญเพียร ทำไมถึงอยากมาเป็นพ่อบ้านที่เรือนซ่งล่ะ?"
"ภูมิหลังของเขาน่ารันทดนัก ตอนนี้ไม่มีที่ไปแล้ว" เมิ่งเหอเจ๋อชิงตอบ
"เสี่ยวเมิ่ง ข้ากำลังถามเขาอยู่"
เมิ่งเหอเจ๋อรู้ตัวว่าพูดแทรกจึงเอ่ยว่า "ขอรับ ศิษย์พี่"
"ข้า ข้าบ้านแตกสาแหรกขาด อาจารย์ตาย สำนักล่มสลาย สหายเต๋าหนีตามคนอื่นไป ชีวิตนี้ไม่มีปณิธานอันยิ่งใหญ่อะไรแล้ว" เว่ยผิงดึงสติกลับมา เรื่องราวที่เล่ามาเป็นร้อยรอบหลุดพรวดออกจากปาก
ซ่งเฉียนจีส่ายหน้า "ไม่เหมาะหรอก"
เมิ่งเหอเจ๋อคิดในใจว่า พวกที่ต่อแถวอยู่ข้างนอกนั่น ใครจะรู้ว่ามีเบื้องลึกเบื้องหลังอย่างไร อย่างน้อยเว่ยผิงก็เป็นคนที่เขาพาเข้ามาเอง เขาขยิบตาให้เว่ยผิง
"ศิษย์พี่ซ่ง ให้โอกาสเขาดูสักครั้งเถอะ เสี่ยวเว่ย ไปที่ห้องครัวสิ"
ไปห้องครัวทำไม? ซ่งเฉียนจีไม่เข้าใจ เมิ่งเหอเจ๋อรีบชวนเขาคุย "ศิษย์พี่ซ่ง ข้าไปสำนักหัวเวยคราวนี้ เจอศิษย์สายนอกที่เพิ่งเข้ามาใหม่ตั้งเยอะแยะ..."
เว่ยผิงฉวยโอกาสเดินไปที่ห้องครัว มองดูซุ้มดอกไม้ มองดูแปลงผัก มองดูโอ่งน้ำ และมองดูสิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็น
ค่ายกลของเรือนซ่งไม่นับว่าซับซ้อนที่สุด ดูเหมือนฝีมือของมือใหม่
ทว่ารากฐานค่ายกลและวัสดุค่ายกลกลับใช้ของที่แข็งแกร่งทนทานยิ่งนัก ทุ่มทุนสร้างด้วยวัสดุล้ำค่าอย่างไม่เสียดายเงินทอง ทำให้ค่ายกลนี้มีอานุภาพมหาศาล การโจมตีเพียงครั้งเดียวสามารถสังหารผู้บำเพ็ญเพียรขั้นหยวนอิงได้เลยทีเดียว
"จี้เฉิน ผู้ชนะเลิศการสอบภาคทฤษฎี เรียนยันต์ไม่สำเร็จ แต่เรียนค่ายกลกลับเป็นอัจฉริยะ ถึงแม้เขาจะไม่ได้อยู่ข้างกายซ่งเฉียนจี แต่ค่ายกลของเขาจะต้องอยู่แน่"
เว่ยผิงรู้สึกปวดหัว เขาเสยข้าม้าปรกหน้าผากเบาๆ
ซ่งเฉียนจีสังหารยากมาก แต่ทำไงได้ เงินทองมันหายากนี่นา
ขณะที่บรรยากาศการพูดคุยกำลังเป็นไปได้ด้วยดี เว่ยผิงก็หิ้วกล่องใส่อาหารเดินออกมาจากห้องครัว เมิ่งเหอเจ๋อชงชาเบญจมาศเสร็จพอดี "ฝีมือของสหายเต๋าเว่ยสู้ข้าไม่ได้ ศิษย์พี่โปรดทนเอาหน่อยนะ"
ซ่งเฉียนจีหน้ามืดทะมึน มือที่ถือถ้วยชาสั่นเทาเล็กน้อย
"ศิษย์พี่ เชิญขอรับ" เว่ยผิงกล่าว
ทว่ากลับเห็นกล่องใส่อาหารแกะสลักลวดลายนั้นมีทั้งหมดสามชั้น เมื่อเปิดออกทีละชั้นก็ราวกับดอกบัวที่กำลังเบ่งบาน สองมือของเว่ยผิงขยับพลิ้วไหว นำจานกระเบื้องและชามกระเบื้องออกมาอย่างต่อเนื่อง
รากบัวผัดหมู ไก่อบเกาลัด หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงรูปเจดีย์ ยำมะระหวาน กุ้งหางหงส์ฝอยทอง... ไม่มีจานไหนเลยที่สีสันไม่น่ารับประทานและส่งกลิ่นหอมฉุย
"ผลไม้แช่อิ่ม เมล็ดแตงโมถั่วลิสง จานผลไม้ตามฤดูกาล ของเย็นสามอย่างของร้อนสามอย่าง มีทั้งเนื้อสัตว์และผัก ข้าเรียกมันว่า ช่องเก้าตารางแห่งเรือนซ่ง" เว่ยผิงค้อมตัวลงเล็กน้อย
ลูกตาของเมิ่งเหอเจ๋อแทบจะถลนออกมา "นี่มัน..."
ไม่จริงน่า ข้าแค่สุ่มจับคนบนถนนมาคนหนึ่ง ก็ได้พ่อครัวมาเลยงั้นหรือ?
ข้าแค่อยากให้เจ้าต้มบะหมี่สักชาม เจ้ามาถึงก็จัดชุดช่องเก้าตารางเลยเนี่ยนะ?
เมิ่งเหอเจ๋อถาม "ของพวกนี้เจ้าเอามาจากไหน?"
เว่ยผิงตอบอย่างเป็นเรื่องปกติ "จานชามข้าพกมาเอง ส่วนผักก็เด็ดเอาจากในลานบ้าน สดใหม่มากเลยนะ"
ซ่งเฉียนจีถามด้วยความประหลาดใจ "เจ้ายังพกอะไรมาอีกบ้าง?"
"เครื่องปรุงยี่สิบชนิด ต้นกล้าดอกไม้สามสิบชนิด เมล็ดพันธุ์สี่สิบอย่าง เข็มทิศ ตลับเมตร กรรไกรตัดกิ่งไม้สูง กรรไกรแต่งกิ่ง และเครื่องมืออื่นๆ อีกห้าสิบชนิด ข้าไม่มีความสามารถอื่นใดเลย เพียงแต่เรื่องในบ้านก็พอจะรู้เรื่องปัดกวาดเช็ดถู ทำกับข้าวตุ๋นน้ำซุป ปลูกดอกไม้ปลูกหญ้า ซักผ้าตัดชุด ปีนหลังคาซ่อมกระเบื้องได้ ลงดินก็เลี้ยงไก่เป็น ส่วนเรื่องนอกบ้านก็พอจะเข้าใจเรื่องดวงดาวและจารีตประเพณี สภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศ การระเบิดภูเขาสร้างสะพานอยู่บ้าง..."
คำพูดหลังจากนั้น เมิ่งเหอเจ๋อก็ฟังไม่รู้เรื่องแล้ว
เขารู้สึกวิงเวียนศีรษะเป็นระลอกจนยืนแทบไม่อยู่
โชคดีที่ซ่งเฉียนจีช่วยประคองเอาไว้ได้ทัน
เมิ่งเหอเจ๋อกัดฟันกรอด "เจ้านี่เตรียมตัวมาดีจริงๆ นะ"
ซ่งเฉียนจียังคงไม่แสดงท่าทีใดๆ ดูเหมือนกำลังครุ่นคิด
เมื่อเว่ยผิงเห็นดังนั้นก็หุบรอยยิ้ม ขมวดคิ้วเล็กน้อย กลอกตาไปมา ชั่วพริบตาก็มีน้ำตาคลอเบ้า
"ข้าประสบเคราะห์กรรมครั้งใหญ่ จนหมดอาลัยตายอยาก ไม่มีกะจิตกะใจจะบำเพ็ญเพียร หากศิษย์พี่ซ่งไม่รับข้าไว้ ข้าก็คงทำได้เพียงเร่ร่อนไปสุดขอบฟ้า ไม่รู้ว่าจะไปตายที่ไหน..."
เมิ่งเหอเจ๋อตวาดอย่างเดือดดาล "ข้าขอเตือนเจ้านะ อย่ามาแสร้งทำตัวน่าสงสาร ศิษย์พี่ของข้าขึ้นชื่อเรื่องใจหินและไร้ความปรานี เขาไม่หลงกลเจ้าหรอก!"
ซ่งเฉียนจีหยิบตะเกียบขึ้นมา และเริ่มคีบอาหารเข้าปาก
เขากินอย่างเชื่องช้า เคี้ยวอย่างตั้งใจในทุกคำ
อาหารมีหลากหลายชนิดแต่ปริมาณน้อย จัดจานอย่างประณีต ไม่ถึงกับกินเหลือทิ้ง
รอจนเขาวางตะเกียบลง เมิ่งเหอเจ๋อก็ยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ตามความเคยชิน ทว่ากลับถูกเว่ยผิงตัดหน้าไปเสียก่อน
ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นเช็ดผ่านมุมปากและซอกนิ้วของซ่งเฉียนจี
เว่ยผิงจ้องมองมือคู่นั้น
ซ่งเฉียนจีไม่เพียงแต่มีใบหน้าหล่อเหลาดุจหยก นิ้วมือทั้งห้าที่ขาวผ่องก็ราวกับสลักเสลามาจากหยกเช่นกัน ข้อนิ้วเหมือนข้อไผ่ เล็บมีสีชมพูอ่อนระเรื่อ ไม่ว่าใครเห็นก็ยากจะเชื่อว่านี่คือมือของคนที่ทำไร่ทำนา
มันเกิดมาเพื่อหยิบจับหมาก ถือพู่กัน หรือไม่ก็จับกระบี่
เว่ยผิงกะพริบตาเบาๆ ขนตาตัดผ่านสายลมสารท
คำเตือนของแขกผู้มาเยือนในคืนฝนตกดังขึ้นมาอีกครั้ง
"ไม่เคยมีใครเห็นซ่งเฉียนจีลงมือด้วยตาตัวเองมาก่อน ดังนั้นเขาฝึกฝนเคล็ดวิชาอะไร มีท่าไม้ตายอะไร จึงไม่มีใครรู้เลยแม้แต่น้อย"
หลังจากใช้ผ้าขนหนูเปียกเช็ดมือแล้ว ก็มีผ้าเช็ดหน้าแห้งๆ ส่งมาให้ เว่ยผิงยิ้มพลางถามว่า
"เซียนกวนซ่ง รสชาติพอจะถูกปากหรือไม่? ข้ายังทำขนมได้อีกห้าสิบชนิด ท่านชอบแบบหวานหรือแบบเค็มล่ะ?"
ซ่งเฉียนจีเอนกายพิงเก้าอี้เอน หรี่ตาอาบแดดอย่างเกียจคร้าน ราวกับแมวตัวใหญ่ที่กินอิ่มนอนหลับจนตัวอ่อนปวกเปียก
"เรียกเซียนกวนแล้วฟังดูขัดหูนัก สู้เจ้าเรียกตามพวกเสี่ยวเมิ่ง เรียกข้าว่า..."
เมิ่งเหอเจ๋อรู้ดีว่าสถานการณ์พลิกผันไปแล้ว "ที่พวกเราเรียกศิษย์พี่ เป็นเพราะเรียกจนชินตอนอยู่สำนักหัวเวยแล้ว สหายเต๋าเว่ยเพิ่งมาใหม่ จะเรียกท่านว่าศิษย์พี่ได้ยังไง? ข้าจะเรียกเขาว่าศิษย์น้องก็คงไม่ได้กระมัง"
ซ่งเฉียนจีชะงัก วันนี้เมิ่งเหอเจ๋อเป็นอะไรไป? ปกติแล้วเขาเป็นคนใจกว้างที่สุดนี่นา
ยังไม่ทันที่เขาจะได้คิดไตร่ตรอง เว่ยผิงก็รีบพูดต่อทันที "ไม่เป็นไรหรอก เรียกเซียนกวนก็ดูห่างเหินไป เรียกศิษย์พี่ก็ดูสนิทสนมเกินไป งั้นข้าขอเรียกว่าคุณชายก็แล้วกัน" เขายิ้ม "คุณชายซ่ง"
สรรพนามนี้ฟังดูสุภาพเรียบร้อย แต่เมื่อหลุดออกจากปากเขา เมิ่งเหอเจ๋อกลับได้ยินถึงความสนิทสนมและแฝงแววหยอกล้ออยู่หลายส่วน จนโกรธจัดและกำหมัดแน่น
ทว่าซ่งเฉียนจีกลับไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย "ตามใจเจ้าเถอะ วันนี้เพิ่งมาวันแรก ให้เสี่ยวเมิ่งพาเจ้าไปเดินดูรอบๆ ก่อนก็แล้วกัน เสี่ยวเมิ่ง ดูแลศิษย์น้องที่เพิ่งมาใหม่ด้วยล่ะ"
"ขอรับ" เมิ่งเหอเจ๋อสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพยักหน้าช้าๆ
เขาโอบไหล่เว่ยผิง ทั้งสองเดินเคียงบ่าเคียงไหล่จากไปราวกับเป็นพี่น้องที่แสนดี
ทันทีที่ออกจากประตูหลังของจวนเซียนกวน เมิ่งเหอเจ๋อก็เปลี่ยนสีหน้าทันที มือซ้ายคว้าคอเสื้อของเว่ยผิงแล้วกระแทกเข้ากับกำแพง มือขวาชักกระบี่ยาวออกมาพาดไว้ที่ลำคอของอีกฝ่าย
"เจ้าหลอกข้าใช่ไหม? เมื่อกี้เจ้าบอกว่าพอทำเป็นนิดหน่อยไม่ใช่หรือไง?!"
เขาลงมืออย่างรวดเร็วและรุนแรงจนเท้าทั้งสองข้างของเว่ยผิงแทบจะลอยเหนือพื้น ลูกกระเดือกถูกฝักกระบี่อันเย็นเฉียบจ่อเอาไว้ ทว่าเขากลับไม่โกรธเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่ยิ้มแป้นแล้วจับมือข้างที่ถือกระบี่ของเมิ่งเหอเจ๋อเอาไว้
"ต้มบะหมี่น่ะ ข้าทำเป็นแค่นิดหน่อยจริงๆ แต่ทำกับข้าวน่ะ ข้าทำเป็นเยอะเลยล่ะ"
เมิ่งเหอเจ๋อสั่นสะท้านไปทั้งตัวก่อนจะสะบัดมือออกอย่างแรง เขาหอบหายใจอย่างหนักหน่วงราวกับสัตว์ป่าที่กำลังโกรธเกรี้ยว เค้นคำเตือนลอดไรฟันอย่างดุร้าย ส่งตรงเข้าหูของอีกฝ่าย
"เจ้ามีเบื้องลึกเบื้องหลังยังไง ข้าสืบดูก็รู้แล้ว ทางที่ดีเจ้าอย่าปล่อยให้ข้าจับผิดได้ก็แล้วกัน! มิฉะนั้นข้าไม่ละเว้นเจ้าแน่!"
เว่ยผิงยิ้มรับ ลูบหูตัวเองอย่างไม่ใส่ใจ
เมิ่งเหอเจ๋อตาแดงก่ำ เขาถลึงตาใส่อีกฝ่ายเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป
เว่ยผิงประสานมือคารวะแผ่นหลังของเขา พลางร้องตะโกนเสียงดัง "พี่เมิ่ง เดินทางปลอดภัยนะ!"
พูดจบก็หันหลังเดินกลับไปที่ประตูจวน เห็นได้ชัดว่าเมิ่งเหอเจ๋อเพิ่งพาเขาเดินมาแค่รอบเดียว ทว่าเขากลับคุ้นเคยเส้นทางเป็นอย่างดี
"เมืองเชียนฉวี ซ่งเฉียนจี แหม น่าสนใจจริงๆ"
ภายในเรือนซ่ง ซ่งเฉียนจีตบที่วางแขนของเก้าอี้เอนเบาๆ พลางพึมพำ "เว่ยผิง อักษรเว่ยตัวไหนกันนะ?"







