แหล่งกำเนิดการติดเชื้อ...
กู้จีจ้องเขม็งไปที่ข้อความหลังเป้าหมาย ในหัวก็ปรากฏภาพของชายสวมหมวกสีน้ำตาลคนนั้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
เมื่อคืนตอนที่แยกผู้ติดเชื้อกับผู้สัมผัสใกล้ชิด เขายังเห็นชายสวมหมวกสีน้ำตาล ร่างกายของอีกฝ่ายมีตุ่มแดงจำนวนมากผุดขึ้นมา ผิวหนังหลุดลอกและเป็นแผลพุพอง เห็นได้ชัดว่าเข้าสู่ระยะกลางของโรคแล้ว ปัจจุบันกำลังรับการรักษาอยู่ในพื้นที่รักษา
เขารีบลุกจากเตียงเพื่อเตรียมตัวอาบน้ำล้างหน้า
พอหันกลับมา อิโต มิโอะ กลับไม่อยู่บนเตียงแล้ว
"พลังงานล้นเหลือจริงๆ..."
กู้จีกะพริบตา
ต้องรู้ก่อนว่าเมื่อวาน อิโต มิโอะ ก็อดหลับอดนอนมาทั้งคืนเหมือนกับเขา ที่เขาหายเหนื่อยไปมากก็เป็นเพราะเพิ่งเพิ่มภูมิคุ้มกันมา แต่พลังงานของยัยเด็กคนนี้กลับล้นเหลือของจริง
หลังจากเปลี่ยนชุดป้องกันเสร็จก็เดินออกจากห้องพัก
บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่เข้ากะบริเวณล็อบบี้ชั้นล่างกำลังยุ่งอยู่กับการวัดอุณหภูมิประจำวันให้ผู้โดยสาร และ อิโต มิโอะ ก็อยู่ในนั้นด้วย
กู้จีกำลังโบกมือทักทายเธอ ทันใดนั้น ตุบ ผู้โดยสารคนหนึ่งที่กำลังต่อแถวอยู่ก็ทนไม่ไหว ล้มพับลงไปกองกับพื้น
"รถเข็นเปล!"
หมอมัตสึชิมะรีบตะโกน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในชุดป้องกันสองคนรีบเข็นรถเข็นเปลโลหะวิ่งเข้ามา พนักงานต้อนรับหญิงที่อยู่ข้างๆ ก็เข้ามาร่วมด้วยเพื่อช่วยประคองผู้ป่วยที่ล้มลง
ใครจะไปรู้
ตอนที่ทั้งสามคนเพิ่งจะจับแขนขาของผู้ป่วยและเตรียมจะยกขึ้นไปนั้น "อ้วก !"
แผ่นหลังของเขากระตุกเกร็ง ก่อนจะอาเจียนออกมาอย่างรุนแรงตามสัญชาตญาณ พ่นใส่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่กำลังยกขาของเขาอยู่เต็มๆ
ของเหลวข้นเหนียวปริมาณมากปะปนกับลิ่มเลือดสีแดงคล้ำ ไหลไปตามหน้ากากใสและหน้ากากอนามัยของเขา หยดย้อยลงไปตามขอบชุดป้องกัน และซึมเข้าไปในเส้นผมบริเวณจอน
"กรี๊ด!"
พนักงานต้อนรับหญิงกรีดร้องและเผลอปล่อยมือตามสัญชาตญาณ ผู้ป่วยร่วงกระแทกพื้นไปซีกหนึ่งและอาเจียนออกมาอีกครั้ง พ่นใส่รองเท้าของเธอ
ผู้โดยสารที่กำลังต่อแถวอยู่รอบๆ ก็ตกใจจนรีบถอยกรูด
"ตั้งสติไว้ อย่าตื่นตระหนก"
ตอนนั้นเอง เสียงของกู้จีก็ดังมาจากด้านหลัง หลังจากเห็นเหตุฉุกเฉินจากชั้นสอง เขาก็รีบวิ่งลงมาทางบันไดหนีไฟทันที "ยกผู้ป่วยขึ้นไปก่อน ใครก็ได้ รีบพาพวกเขาสองคนไปล้างตัวฆ่าเชื้อเร็วเข้า!"
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ยกขาแข็งทื่ออยู่กับที่ ยังคงอยู่ในท่าก้มตัว ไม่กล้าแม้แต่จะขยับ ได้แต่ปล่อยให้อาเจียนที่น่าสะอิดสะเอียนนั้นไหลหยดไปตามผิวหนังของตนเอง
แต่ทุกคนรู้ดีว่า นี่ไม่ใช่แค่น่าสะอิดสะเอียนเท่านั้น
ของเหลวทุกหยดอาจมีไวรัสร้ายแรงจำนวนมากแฝงอยู่ หากติดเชื้อขึ้นมา...
"คุณ... คุณเจียง ผมจะตายไหมครับ?"
น้ำเสียงของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสั่นเครือเล็กน้อย เขาเพิ่งจะอายุยี่สิบกว่าๆ การกลัวตายจึงเป็นเรื่องปกติ
"วางใจเถอะ ไม่แน่ว่าจะติดเชื้อหรอก ไปฆ่าเชื้อก่อน แล้วค่อยไปที่พื้นที่กักกัน อดทนอีกแค่ครึ่งวันสุดท้ายเท่านั้น"
น้ำเสียงผู้หญิงที่กู้จีเปล่งออกมานั้นแม้จะอ่อนโยน แต่กลับให้ความรู้สึกปลอดภัยจนน่าเชื่อถือ
สภาพจิตใจของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและพนักงานต้อนรับหญิงบนเรือก็สงบลงอย่างรวดเร็ว
"วันนี้สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง?"
หลังจากจัดการสถานที่เกิดเหตุเสร็จ กู้จีก็สอบถามข้อมูลตามปกติ
สีหน้าของมัตสึชิมะไม่สู้ดีนัก "จนถึงตอนนี้ เราพบผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 49 คน ในจำนวนนี้ 42 คนมาจากพื้นที่สังเกตอาการทางการแพทย์ ส่วนที่เหลือคัดกรองได้จากการวัดอุณหภูมิประจำวันเมื่อเช้านี้ ตอนนี้ในพื้นที่รักษาคนเริ่มไม่พอแล้ว วันนี้มีผู้ป่วย 18 คนที่มีอาการรุนแรงขึ้นจากเดิมที่มีอาการเพียงเล็กน้อย..."
"พื้นที่ส่วนรวมยังเคลียร์ไม่หมดอีกเหรอ..."
สำหรับพื้นที่กักกันและพื้นที่รักษา กู้จีไม่ได้กังวล ที่เขากลัวจริงๆ คือพื้นที่นอกเหนือจากการปิดล้อมต่างหาก
ถ้าพื้นที่ส่วนรวมไม่สามารถเคลียร์ผู้ติดเชื้อให้เป็นศูนย์ได้ ก็หมายความว่าไวรัสยังคงแพร่กระจายอยู่ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วจะต้องเกิดการระบาดครั้งใหญ่ที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิมแน่
"นอกจากการวัดอุณหภูมิประจำวันแล้ว ช่วงบ่ายให้เพิ่มการเดินตรวจวัดอุณหภูมิอีกรอบ นอกจากนี้ต้องควบคุมการสัญจรของผู้คนในพื้นที่ส่วนรวมอย่างเข้มงวด ห้ามออกจากห้องพักหากไม่จำเป็น และอาหารทุกมื้อต้องใช้ภาชนะแบบใช้แล้วทิ้ง"
กู้จีขมวดคิ้วแน่น นึกถึงแหล่งกำเนิดไวรัส "พาฉันไปดูที่พื้นที่รักษาก่อน"
มัตสึชิมะพยักหน้า พาเขาเดินไปทางห้องพยาบาลบริเวณหัวเรือชั้นสอง
ขณะนี้ ห้องพักขนาดใหญ่ทั้งหมดในห้องพยาบาลอัดแน่นไปด้วยผู้คน จนปัญญา บุคลากรทางการแพทย์จึงทำได้เพียงกางเตียงพับชั่วคราวตามทางเดินเพื่อใช้เป็นเตียงผู้ป่วย
"หมอคะ เมื่อไหร่จะถึงฝั่ง..."
"ทาสุเคเตะ (ช่วยฉันด้วย)..."
"อูย... อ้วก..."
...
ทันทีที่กู้จีกับมัตสึชิมะเดินเข้าไป ผู้ป่วยกลุ่มนี้ต่างก็ชะโงกหน้าขึ้นมา ราวกับคว้าฟางเส้นสุดท้ายไว้ได้ พวกเขาร้องขอความช่วยเหลือจากทั้งสองคนอย่างไม่ขาดสาย
แต่เขาทำได้เพียงตอบกลับไปว่า "ใกล้แล้ว" "อดทนอีกไม่กี่ชั่วโมงนะ" นอกเหนือจากนั้นก็ทำอะไรไม่ได้เลย
ใช่แล้ว
ในสถานการณ์ที่ไม่รู้ว่าแหล่งกำเนิดการติดเชื้อคือไวรัสชนิดใด พวกเขาไม่สามารถทำการรักษาแบบเจาะจงได้เลย ทำได้เพียงรักษาตามอาการ รั่วตรงไหนก็อุดตรงนั้น
ความดันต่ำก็ให้น้ำเกลือและกลูโคสทางหลอดเลือดดำ เพื่อรักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่
ผู้ป่วยที่มีเลือดออกรุนแรงก็ให้เกล็ดเลือด พลาสมา หรือใช้ยาห้ามเลือด
แต่ถึงจะรู้ว่าเป็นไวรัสอะไร ก็ใช่ว่าจะช่วยอะไรได้
ปัจจุบันโรคไข้เลือดออกรุนแรงส่วนใหญ่ยังไม่มีการคิดค้นวัคซีนและแอนติเจน ไม่ต้องพูดถึงบนเรือสำราญลำนี้เลย
กู้จีหาชายสวมหมวกสีน้ำตาลจนพบ
ตอนนี้เขากำลังนอนให้น้ำเกลืออยู่บนเตียง บนใบหน้านอกจากรอยแดงแล้วยังมีตุ่มพองคล้ายตุ่มเลือดขึ้นอยู่ไม่น้อย ปากอ้าออกเล็กน้อย ดูเหมือนจะหายใจลำบาก บนชุดผู้ป่วยลายทางสีฟ้าสลับขาวมีรอยสีชมพูที่ชุ่มไปด้วยเลือด
กู้จีเหลือบมองชื่อผู้ป่วยที่หัวเตียง นากามูระ ฮิโรชิ "คุณนากามูระ ฉันอยากถามอะไรคุณสักหน่อย หวังว่าคุณจะให้ความร่วมมือนะคะ เรื่องนี้เกี่ยวพันกับชีวิตของคนทั้งเรือ"
ตัวเองก็ใกล้จะไม่รอดอยู่แล้ว จึงไม่มีเรื่อง 'ศัตรูเจอหน้ากันย่อมเดือดดาลเป็นพิเศษ' อะไรนั่นหรอก
นากามูระ ฮิโรชิ กะพริบตา เอ่ยอย่างอ่อนแรง "ถามมาสิ"
"รอยแดงบนตัวคุณเกิดจากโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังจริงๆ เหรอคะ เริ่มมีอาการตั้งแต่ก่อนขึ้นเรือหรือเปล่า อาการเริ่มแรกเป็นยังไง เคยสัมผัสสัตว์ป่า หรือโดนยุงแมลงกัดต่อยบ้างไหม มีประวัติเดินทางไปในเขตร้อนหรือเปล่า"
คำถามเหล่านี้ของกู้จีล้วนเจาะจงอย่างมาก
โรคไข้เลือดออกรุนแรงส่วนใหญ่มาจากเขตร้อน เช่น อเมริกาใต้และแอฟริกา ซึ่งหลายชนิดมีแมลงกัดต่อยและสัตว์ไพรเมตที่ไม่ใช่มนุษย์เป็นพาหะนำโรค
"ผมมีประวัติเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง อาการเพิ่งมากำเริบหลังขึ้นเรือ โทษที่ผมปากไม่ดีเอง ผมเป็นเพื่อนกับผู้จัดการชิดะแผนกอาหารและเครื่องดื่ม พอขึ้นเรือก็เลยไปหาเขา เอาซาซิมิกับเบียร์มากินก่อนตั้งเยอะ สุดท้ายอาการก็กำเริบ..."
มิน่าล่ะตอนที่มีเรื่องทะเลาะวิวาท นากามูระ ฮิโรชิ ถึงได้หลบๆ ซ่อนๆ คงกลัวว่าจะถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยซักไซ้จนทำให้เพื่อนเดือดร้อน
ท้ายที่สุดแล้วการจัดการในครัวของเรือสำราญก็เข้มงวดมาก การแอบนำอาหารออกมาถือเป็นการละทิ้งหน้าที่
นากามูระ ฮิโรชิ ไอสองสามครั้งแล้วพูดต่อ "ครั้งนี้อาการกำเริบเร็วมาก กินซาซิมิเสร็จไม่นานผื่นก็ขึ้น แถมยังมีอาการไอ มีไข้ แล้วก็ปวดหัวนิดหน่อย ไม่กี่ปีมานี้ผมอยู่แต่ในโตเกียวกับโยโกฮามะ ไม่เคยไปเขตร้อนเลย"
สาเหตุของโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังมีหลายอย่าง หลักๆ เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการกิน อาหารบางชนิดมีสารก่อภูมิแพ้สูง ทำให้เกิดอาการแพ้ได้ง่าย โดยเฉพาะแอลกอฮอล์และอาหารทะเล ประกอบกับความชื้นในทะเลที่สูง จึงทำให้อาการกำเริบได้ง่ายจริงๆ
แต่สิ่งกระตุ้นพวกนี้ก็ไม่น่าจะทำให้อาการกำเริบรุนแรงขนาดนั้นภายในเวลาแค่สองชั่วโมง
ต้องรู้ก่อนนะว่า
ตอนที่กู้จีตื่นขึ้นมา เรือสำราญเพิ่งจะออกเดินทาง เวลาคือเก้าโมงเช้า ต่อให้นากามูระ ฮิโรชิ ขึ้นเรือมาแล้วไปหาเพื่อนเลย พอถึงเวลาอาหารกลางวันก็เพิ่งจะผ่านไปแค่สองชั่วโมง ผื่นจะขึ้นเต็มตัวได้ยังไง?
ยิ่งไปกว่านั้น โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังแทบจะไม่ทำให้เกิดอาการไข้ ไอ และปวดหัวเลย
แหล่งกำเนิดไวรัสไม่ได้อยู่ที่นากามูระ ฮิโรชิ!
เขามองสำรวจผู้ป่วยรอบตัวตามสัญชาตญาณ จู่ๆ ก็พบว่าแทบทั้งหมดเป็นชาวยุโรปอเมริกาและชาวญี่ปุ่น โดยอย่างหลังมีจำนวนมากเป็นพิเศษ
พฤติกรรมการกิน
ซาซิมิ...
รูม่านตาของกู้จีหดเล็กลงฉับพลัน เอ่ยถามว่า "ผู้จัดการชิดะอยู่ที่ไหน?"







