พายุฝนฟ้าคะนองในฤดูร้อนไม่เหมือนกับฝนฤดูใบไม้ผลิที่ตกปรอยๆ ต่อเนื่องยาวนาน หากไม่ตกก็แล้วไป แต่ถ้าตกเมื่อใดก็จะตกลงมาอย่างหนักหน่วงรุนแรง สาดกระเซ็นโครมคราม ราวกับสาบานว่าจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
สำนักเซียนอินมีฝนตกหนักตลอดทั้งคืน กลีบดอกไม้ร่วงหล่นแดงฉานเกลื่อนกลาดเต็มพื้น ใบไม้อ่อนบนกิ่งก้านพากันแตกยอดแย่งชิงความโดดเด่น
สำหรับเหอชิงชิงแล้ว นี่คือค่ำคืนแห่งฝนที่ความเป็นความตายผลัดเปลี่ยน เป็นการสังหารสิ่งเก่าเพื่อสร้างสิ่งใหม่
ในค่ำคืนเดียวกัน ขณะที่ฝนยังไม่ตกลงมา ทีมล่าสัตว์แห่งเชียนฉวีเลิกงานแล้ว พวกเขากำลังล้อมวงดื่มเหล้าย่างเนื้ออยู่รอบกองไฟ
หลังจากชาวบ้านนอกป่าไอพิษชำแหละซากสัตว์อสูรเสร็จ พวกเขามักจะเลือกส่วนที่ดีที่สุดมาหมักเครื่องปรุง แล้วส่งให้ทีมล่าสัตว์เพื่อแสดงความขอบคุณ
แสงไฟสีแดงฉานสาดส่องลงบนใบหน้าอ่อนเยาว์ของแต่ละคน การต่อสู้เป็นทีมทำให้คนหนุ่มสาวสามัคคีและรู้ใจกันมากขึ้น พวกเขาพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนานไร้ความกังวลใดๆ และนับวันก็ยิ่งหยาบกระด้างขึ้นเรื่อยๆ
"แบบนี้มีความสุขกว่าชีวิตบนเขาตั้งเยอะ"
"มารดามันเถอะสำนักหัวเวย มา ดื่มกันอีกชาม!"
จี้เฉินเป็นคนตีสนิทเก่ง แรกเริ่มเขายังพยายามเกลี้ยกล่อมไม่ให้ทุกคนพูดคำหยาบ แต่หลังจากผ่านไปครึ่งคืนก็ซึมซับและเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ มาไม่น้อย คำประเภท "มารดามันเถอะ" หรือ "ฝังบิดามันสิ" ล้วนหลุดออกจากปากได้อย่างเป็นธรรมชาติ
บนตะแกรงย่างมีสัตว์อสูรระดับต้นแขวนอยู่ หมูป่าตัวนี้มีสัดส่วนเนื้อและไขมันกำลังดี หลังจากย่างแล้วก็มีน้ำมันหยดเยิ้มส่งเสียงดังฉ่าๆ เมื่อทาด้วยน้ำผึ้งป่าสีเหลืองทองทับลงไปอีกชั้น กลิ่นหอมยั่วน้ำลายก็ทำให้แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรที่งดอาหารแล้วยังอยากลิ้มลอง
กัดลงไปหนึ่งคำ หนังกรอบๆ ก็ส่งเสียงดังก๊อบแก๊บ ศิษย์สายนอกพากันกินจนน้ำมันเลอะเต็มปาก
เมื่อก่อนจี้เฉินพิถีพิถันเรื่องอาหารการกินมาก แต่ตอนนี้ต้องมาตกระกำลำบากกินเนื้อย่างกลางแจ้ง ท่วงท่าของเขาก็ยังคงสง่างามกว่าคนอื่น ไม่เพียงแต่สง่างามเท่านั้น เขายังมีอารมณ์มานั่งพูดคุยอีกด้วย
"ตอนที่เจ้าประลองยุทธ์บนเวที 'น้องสาวตัวดีของข้า' ไปดูทุกรอบเลยนะ แถมยังแจกกระดาษสีดึงคนอื่นไปดูด้วย น่าเสียดายที่ดอกไม้ที่เจ้าโยนลงมาจากเวที นางไม่เคยแย่งได้เลยสักครั้ง ทำได้แค่กลับมาร้องไห้ระบายให้ข้าฟัง เห็นได้ชัดว่านางชอบเจ้าจริงๆ..."
ข้างหูของเมิ่งเหอเจ๋อราวกับมีเป็ดหมื่นตัวกำลังกระพือปีกร้องก้าบๆ
เขาคิดในใจว่า 'ถ้าข้าทำผิด ศิษย์พี่ซ่งคงจะลงโทษข้าไปแล้ว ไม่ใช่ปล่อยให้ไอ้ทึ่มที่เพิ่งหัดพูดคำหยาบมาทรมานข้าแบบนี้'
เมิ่งเหอเจ๋อกอดกระบี่ไว้โดยไม่พูดอะไรสักคำ ใบหน้าด้านข้างเย็นชาแผ่แรงกดดันออกมาเพื่อพยายามขู่ให้อีกฝ่ายถอยไป
ทว่ากลับกลายเป็นขู่ศิษย์คนอื่นๆ จนไม่กล้าเข้ามาใกล้ เหลือเพียงจี้เฉินที่อยู่ข้างกายและยังคงเล่าเรื่องน้องสาวของตนต่อไป ตั้งแต่นิสัยใจคอ ความชอบ ไปจนถึงเรื่องสนุกๆ ในวัยเด็ก
มองจากที่ไกลๆ ดูราวกับว่าทั้งสองคนสนิทสนมกันมาก ประหนึ่งพี่น้องที่รักใคร่กลมเกลียว
จี้เฉินกะพริบตาโต "พี่เมิ่ง ท่านฟังอยู่หรือเปล่า พี่เมิ่ง ท่านกำลังคิดอะไรอยู่"
"ข้ากำลังคิดอยากให้เจ้าหุบปาก"
"แล้วตกลงท่านจะลองพิจารณา 'น้องสาวตัวดีของข้า' ดูหน่อยไหม"
"ข้าจะพิจารณาบิดา..."
ยังพูดไม่ทันจบ สีหน้าของเมิ่งเหอเจ๋อก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน เขาผุดลุกขึ้นทันที
จี้เฉินสะดุ้งตกใจและตื่นตัวขึ้นมาทันที "มีสัตว์อสูรหรือ อยู่ที่ไหน"
เมิ่งเหอเจ๋อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าพลางเอ่ยเสียงเบา "ลมพัดแล้ว"
ลมพัดมาจากทิศทางของนครเทียนเฉิง
กองไฟสว่างวาบสลับมืดมิด ควันสีเทาลอยคละคลุ้ง สะเก็ดไฟปลิวว่อน พัดเอากลิ่นเนื้อย่างให้ลอยตลบอบอวลไปทั่ว
"ครืน!"
เสียงฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหว
เสียงสัตว์อสูรคำรามดังมาจากแดนไกล ราวกับกำลังขานรับสายฟ้าจากสวรรค์
เหล่าศิษย์พร้อมใจกันแหงนมองท้องฟ้า เมฆลมจับตัวและสลายไป แสงจันทร์ถูกบดบังจนมืดมิด
หลังจากที่จี้เฉินฝึกฝนค่ายกล เขาก็ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของปราณฟ้าดินมากขึ้น
ตอนนี้เขาจึงได้แต่พึมพำกับตัวเอง "พี่ซ่ง มารดามันเถอะ ตกลงว่าเขาฝึกวิชาศักดิ์สิทธิ์อะไรกันแน่"
……
เทศกาลต้าสู่ใกล้เข้ามาแล้ว กลางวันมีดวงอาทิตย์แผดเผาราวกับไฟ ความเย็นสบายในยามค่ำคืนจึงล้ำค่าอย่างยิ่ง
ทว่าค่ำคืนนี้ที่หมู่บ้านเสี่ยวหลานกลับอบอ้าวเป็นพิเศษ ท้องฟ้ายามราตรีราวกับถูกคนนำฝาเหล็กมาครอบไว้ ปิดกั้นโลกมนุษย์จนแทบไม่มีอากาศถ่ายเท
พัดใบธูปฤๅษีขนาดใหญ่ในมือของหลิวมู่เจี้ยงพัดไปมาจนเกิดเสียงพึ่บพั่บ แต่ก็ยังไม่อาจพัดเอาความเย็นออกมาได้แม้แต่น้อย
ฮ่วนเหนียงยิ้มพลางเช็ดเหงื่อให้เขา "ไม่ต้องพัดให้ข้าแล้วล่ะ"
ชายหนุ่มเปลือยท่อนบน เด็กน้อยเปลือยก้น ทุกคนต่างมีเหงื่อไหลไคลย้อย เสื้อผ้าหยาบๆ แนบติดตัวอย่างเหนอะหนะ
ผู้ใหญ่บ้านชราหยิบไม้เท้าขึ้นมา "ทุกคนแยกย้ายกันเถอะ"
อากาศร้อนอบอ้าวผิดปกติ คืนนี้ดูเหมือนฝนจะไม่ตกเสียแล้ว
ผู้หญิงอุ้มเด็ก ผู้ชายประคองคนแก่ พากันลุกขึ้นยืนพูดคุยหัวเราะร่าเริง ไม่ได้มีสีหน้าผิดหวังแต่อย่างใด
เชียนฉวีแห้งแล้งมาสามปีแล้ว ความแห้งแล้งและร้อนระอุต่างหากที่เป็นเรื่องปกติของฤดูร้อน เมื่อเทียบกับเรื่องฝนตกแล้ว การที่ได้ "รอฝนพร้อมกับเซียนกวนซ่ง" ได้กลายเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งที่เข้ามาแทนที่การเข้าไปโขกศีรษะกราบไหว้ในศาลเจ้าเทวะไปแล้ว
การรอฝนทุกคืนทำให้ผู้คนเชื่อมั่นว่า แม้จะอยู่ห่างไกลจากจวนเซียนกวนในนครเทียนเฉิงนับพันลี้ แต่พวกเขาก็ยังสามารถสัมผัสได้ถึงเจตจำนงและพลังของเซียนกวน
บางคนขุดร่องน้ำไว้ริมคันนา บางคนนำโอ่งเปล่าใบใหญ่มาตั้งไว้ที่หน้าหมู่บ้าน ราวกับกำลังบอกสวรรค์ว่า พวกเขาพร้อมที่จะรองน้ำฝนกักเก็บไว้ทุกเมื่อ
ไม่ใช่แค่หมู่บ้านเสี่ยวหลานเท่านั้น ผู้คนกว่าแสนคนในเชียนฉวีล้วนเป็นเช่นนี้ทุกคน
ฮ่วนเหนียงร้องเรียกเสี่ยวหู่ที่วิ่งเล่นอย่างบ้าคลั่งให้กลับมา "ยังเล่นไม่พออีกหรือ กลับเข้าบ้านไปนอนได้แล้ว"
ตั้งแต่ได้กินข้าวอิ่มท้อง เด็กๆ ก็มีเรี่ยวแรงเหลือเฟือ ราวกับไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
เสี่ยวหู่อำลาเพื่อนเล่นอย่างอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะหันมาออดอ้อน "ท่านแม่อุ้มหน่อย"
"อย่ามัวแต่เล่นสิ ในท้องแม่เจ้ายังมีน้องอยู่อีกคนนะ!" หลิวมู่เจี้ยงคว้าตัวลูกชายมา เดินไปได้สองก้าวก็ชะงักงันอย่างกะทันหัน
มีเสียงซ่าๆ ดังมาจากทุ่งนา ราวกับเกลียวคลื่นในทะเลที่ซัดสาดเข้ามาลูกแล้วลูกเล่า
มันคือเสียงลมแรงที่พัดผ่านทุ่งนา พัดพาให้รวงข้าวพลิ้วไหว
"เป็นอะไรไป" ฮ่วนเหนียงกระตุกชายเสื้อของเขา
หลิวมู่เจี้ยงดวงตาเป็นประกาย "ลมพัดแล้ว!"
ช่างเป็นลมพัดแรงที่เย็นสดชื่นเสียจริง!
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะหยุดเดินพร้อมกัน
ราวกับมีมือยักษ์เปิดฝาเหล็กบนท้องฟ้าออก ลมเย็นพัดโชยมา พัดพาเอาความร้อนอบอ้าวให้มลายหายไปจนหมดสิ้น
เหงื่อเหนียวเหนอะหนะบนใบหน้าถูกพัดจนแห้งเหือดในพริบตา เสื้อผ้าที่แนบติดตัวถูกพัดจนปลิวไสว ทำให้รู้สึกสบายจนต้องหรี่ตาลง
เสียงฟ้าร้องครืนครั่น ดังกึกก้องไปทั่วท้องทุ่ง
จู่ๆ ผู้ใหญ่บ้านชราก็ทิ้งไม้เท้าลง กางสองแขนออกไปทางนครเทียนเฉิง ร่างกายสั่นเทา
ลูกชายรีบเข้ามาประคอง "ท่านพ่อ ท่านทำอะไรน่ะ!"
ไม่นานเขาก็เลิกถาม เอามือลูบแก้มตัวเองพลางเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ในสายลมนอกจากจะมีกลิ่นหอมสดชื่นของรวงข้าวแล้ว ยังมีบางสิ่งที่เย็นฉ่ำและชื้นแฉะลอยปะปนมาด้วย
อสนีบาตฟาดฟันสะเทือนเลื่อนลั่น
ชายหญิงคนแก่และเด็กทั้งหมู่บ้านต่างแหงนหน้ามองฟ้า จากความตกตะลึงกลายเป็นความตื่นเต้นดีใจ บางคนริมฝีปากขยับเล็กน้อย แต่กลับไม่มีใครเปล่งเสียงออกมา
ราวกับว่าหากพูดออกมาแม้แต่คำเดียว ก็จะทำให้สิ่งนั้นตกใจหนีไป
……
ซ่งเฉียนจียังคงนั่งอยู่ในเรือนซ่ง
ท่ามกลางลมแรง กลีบดอกไม้และใบไม้ปลิวว่อนไปทั่วท้องฟ้า มีเพียงเขาที่นั่งนิ่งไม่ไหวติง หลับตาและสูดลมหายใจ
คืนนี้เขาไม่ได้จุดตะเกียง เมฆหนาบนท้องฟ้าบดบังแสงจันทร์ เรือนซ่งจึงจมดิ่งอยู่ในความมืดมิด
แต่หากมีผู้บำเพ็ญเพียรที่เชี่ยวชาญวิชาดูดวงชะตา "เปิดตาสวรรค์" ในตอนนี้ แม้จะเพียงแค่ปรายตามองซ่งเฉียนจีแวบเดียว ก็จะปวดตาอย่างรุนแรงและน้ำตาไหลไม่หยุด
โชคชะตาที่หลั่งไหลมาอย่างไม่ขาดสายจากทั่วทุกสารทิศมารวมตัวกัน วนเวียนอยู่รอบกายซ่งเฉียนจี หลังจากสะสมมาอย่างมหาศาล ในที่สุดก็เปล่งประกายแสงสีทองอันงดงามออกมา
โลหิตและจิตวิญญาณของผู้คนกว่าแสนคนทั่วทั้งเมืองเชียนฉวีหลอมรวมกันด้วยความศรัทธา แสงสีทองพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ส่องสว่างยามราตรีให้สุกใสราวกับเวลากลางวัน
โชคชะตาเป็นสิ่งที่ไร้รูปร่าง ซ่งเฉียนจีจึงไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย เขารู้สึกเพียงว่าวิชา "วสันตวิรุณเบิกบาน" ไหลเวียนราบรื่นขึ้นเรื่อยๆ จนถึงระดับที่เหลือเชื่อ
'ถึงเวลาแล้ว' เขาคิด
คือคืนนี้ คือวินาทีนี้
เส้นชีพจรทุกเส้น กระดูกทุกชิ้น รูขุมขนทุกรูในร่างกายล้วนผ่อนคลายท่ามกลางสายลม อัดแน่นไปด้วยไอวิญญาณ
"ครืน!"
เสียงฟ้าร้องดังสนั่น
กลิ่นอายทั่วร่างของซ่งเฉียนจีพุ่งถึงจุดสูงสุด ทว่าสีหน้ายังคงราบเรียบดังเดิม
แสงอสนีบาตสว่างวาบแหวกผ่านท้องฟ้ายามราตรี สาดส่องให้เห็นเรือนร่างผอมบางของชายหนุ่ม
ผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นๆ เมื่อนั่งสมาธิทะลวงระดับ ย่อมต้องดูดซับไอวิญญาณจากภายนอก สื่อสารกับฟ้าดิน จากภายนอกสู่ภายใน
แต่ซ่งเฉียนจีมีของวิเศษติดตัว แจกันบริสุทธิ์ในจุดตันเถียนส่งเสียงร้องดังกังวาน ก่อนจะหมุนวนอย่างช้าๆ สายน้ำเส้นเล็กของน้ำพุอมตะพวยพุ่งออกจากปากขวด
แสงสีทองแห่งโชคชะตาที่มองไม่เห็นไหลทะลักลงมาราวกับน้ำตก ชะล้างเหนือศีรษะ หลั่งไหลไปทั่วร่าง
"ครืน!"
เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องขึ้นอีกครั้ง
"แปะ!"
หยาดน้ำหยดแรกหยดลงมาจากฟากฟ้า ทำให้ดอกมันฝรั่งเปียกชุ่ม
"ซู่!"
ในที่สุดพายุฝนห่าใหญ่ก็ตกลงมา
จากหนึ่งหยดกลายเป็นหมื่นหยด จากตกปรอยๆ กลายเป็นตกหนักเทกระหน่ำ
ราวกับมีผีิน้อยนับพันนับหมื่นกำลังกระโดดโลดเต้นอยู่ระหว่างฟ้าดิน ภูเขา ทุ่งนา และป่าเขาลำเนาไพรล้วนถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีขาวบางๆ
ดินโคลนกระเซ็นขึ้นมา นำพากลิ่นหอมเฉพาะตัวและละอองน้ำมาด้วย
เสี่ยวหู่จ้องมองอย่างเหม่อลอย ความรู้สึกแปลกประหลาดอย่างรุนแรงทำให้เขาหดตัวซุกเข้าไปในอ้อมกอดของผู้เป็นแม่
ฮ่วนเหนียงน้ำตาคลอเบ้า "ไม่ต้องกลัว เด็กโง่ นี่คือฝนไงล่ะ!"
ผู้คนที่ยืนตะลึงงันถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยน้ำฝน
"ฝนตกแล้ว! ฝนตกจริงๆ ด้วย!"
"เซียนกวนซ่งรอจนฝนตกแล้ว!"
หลิวมู่เจี้ยงทรุดเข่าลง คุกเข่ากับพื้น
ผู้คนพากันวิ่งอย่างบ้าคลั่งฝ่าสายฝน อ้าปากดื่มน้ำฝนอึกใหญ่ ย่ำน้ำหัวเราะร่า วิ่งวนไปมาพลางตะโกนร้อง
ไม่ใช่แค่มนุษย์ รวงข้าวทุกรวงในนา ต้นกล้าทุกต้นบนเขาต่างก็แผ่ขยายราก สลัดใบ ดื่มด่ำน้ำอย่างตะกละตะกลามจนอิ่มหนำ
น้ำฝนเอ่อล้นเต็มร่องน้ำ ล้นทะลักออกจากโอ่งใบใหญ่
ผู้ใหญ่บ้านชราร้องไห้น้ำตาอาบหน้า "สามปี! สามปีแล้ว!"
ทั่วทั้งเชียนฉวีเดี๋ยวร้องไห้เดี๋ยวหัวเราะ สอดประสานไปกับเสียงฝน
แห้งแล้งมาสามปี ในที่สุดก็รอจนมีฝนตกหนักตลอดทั้งคืน
ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนักในเรือนซ่ง เส้นชีพจรในร่างกายของซ่งเฉียนจีถูกชะล้างด้วยน้ำพุอมตะ ไอวิญญาณพุ่งทะยานขึ้นตามเสียงฝน
ทะลวงผ่านขั้นเลี่ยนชี่ ทะลวงผ่านขั้นจู้จี
ทะลวงผ่านสองระดับรวดราวกับหั่นแตงกวาหั่นผัก พุ่งตรงสู่ครึ่งก้าวขั้นจินตัน
ซ่งเฉียนจีร้องในใจว่าแย่แล้ว เขารีบกดข่มน้ำพุอมตะอย่างฝืนทน ระดมสัมผัสเทวะ ชักนำน้ำพุให้กลับคืนสู่แจกันบริสุทธิ์ จึงไม่ได้ดึงดูดปรากฏการณ์วิปริตของฟ้าดิน
"เกือบไปแล้ว" เขาพรูลมหายใจยาว
วสันตพิรุณเบิกบาน น่าจะเป็นวิชาที่อ่อนโยน หล่อเลี้ยงสรรพสิ่งอย่างเงียบเชียบ ค่อยเป็นค่อยไป หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ สำเร็จลุล่วงไปอย่างเงียบๆ
เหตุใดตบะถึงได้พุ่งพรวดพราดจนเกือบจะควบคุมไม่อยู่เช่นนี้
วาสนาปาฏิหาริย์ที่ทะลวงผ่านสองระดับรวด ควรจะเกิดขึ้นกับผู้กอบกู้โลกเท่านั้นสิ
ซ่งเฉียนจีรู้สึกจนใจเล็กน้อย ชาติก่อนเขาดิ้นรนแทบตาย แม้แต่ในความฝันก็ยังอยากให้ตบะเพิ่มขึ้น
ชาตินี้แค่นั่งกินบะหมี่แล้วก็นอน ตบะกลับวิ่งไล่ตามเขาเพื่อเพิ่มระดับเสียเอง
……
ภายนอกเชียนฉวี
คืนนี้เว่ยผิงนอนที่หอจันทรากระจ่าง
เขาชินกับชีวิตแบบนี้มานานแล้ว มีเงินก็นอนหอนางโลม ไม่มีเงินก็นอนในท่อระบายน้ำ ไม่มีที่ไหนที่เขานอนไม่ได้
ท่ามกลางความสะลึมสะลือ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงหยาดฝนกระทบหน้าต่างและกระเบื้องหลังคา ดังถี่รัวราวกับไข่มุกร่วงหล่นลงพื้น
เว่ยผิงลืมตาขึ้นทันที
พอผลักหน้าต่างออกไป ไอความชื้นแฉะก็พัดปะทะใบหน้า พัดพากลิ่นเหล้าและกลิ่นแป้งหอมฉุนกึกในห้องให้จางหายไปในพริบตา
เมื่อมองฝ่าม่านฝนออกไป ก็เห็นแสงไฟจากหอนางโลมฝั่งตรงข้ามส่องแสงริบหรี่
"'หอหงโหลวมองฝ่าฝนหนาวเหน็บ ม่านมุกปลิวไสวใต้แสงโคม...'" เขากรอกเหล้าเย็นเยียบเข้าปาก ร้องเพลงท่อนหนึ่งออกมาอย่างอู้อี้
สายตาทอดข้ามชายคาของหอนางโลม มองออกไปไกลแสนไกล
สำหรับเขาแล้ว นี่ก็เป็นแค่ค่ำคืนฝนตกธรรมดาๆ คืนหนึ่ง
ทว่าไม่รู้ทำไม จิตใจถึงได้ว้าวุ่นอย่างบอกไม่ถูก







