ฝนตกดีตลอดทั้งคืน
รุ่งสางสายฝนเหือดหายรุ้งงามจางลับ แสงอรุโณทัยสาดส่องทะลุชั้นเมฆา
ซ่งเฉียนจีกวาดเศษใบไม้ดอกไม้ร่วงหล่นอย่างตั้งใจ เขากวาดจากทางเดินเล็กๆ ลงสู่แปลงดอกไม้ ปล่อยให้พวกมันค่อยๆ เน่าเปื่อย เพิ่มสารอาหารให้ดิน และกลายเป็นปุ๋ยสำหรับใบไม้ผลิใหม่บนกิ่งก้าน
หลังฝนตกหนักในฤดูร้อน ไส้เดือนยาวครึ่งฉื่อพากันชอนไชขึ้นมาจากพื้นดิน ยึดครองทางเดินเล็กๆ
"เจ้าตัวเล็กพวกนี้ ปกติก็ขุดรูพรวนดิน ช่วยข้าปรับปรุงคุณภาพดิน ทำงานหนักไม่ปริปากบ่น ข้ามองพวกเจ้าแล้ว ถึงกับเกิดความเมตตาขึ้นมาเลย..."
หลวงจีนเฒ่าที่เขารู้จักในชาติก่อน เอะอะก็พูดเรื่องความเมตตา พร่ำสอนว่า 'กวาดพื้นกลัวทำร้ายมดแมลง รักถนอมแมลงเม่าจึงเอาผ้าคลุมตะเกียง' เขามักจะทำจมูกฟุดฟิดดูแคลนเสมอ
ซ่งเฉียนจีอดหัวเราะไม่ได้ "ชาตินี้ยังไม่ทันเจอหลวงจีน ข้ากลับพูดจาเหมือนหลวงจีนซะแล้ว" เขาหยิบไส้เดือนขึ้นมาอย่างเบามือ แล้วปล่อยกลับลงแปลงดอกไม้ทีละตัว เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกคนเหยียบ
"กลับไปเถอะ เจ้าตัวเล็กทั้งหลาย"
ดังนั้นตอนที่เมิ่งเหอเจ๋อกับจี้เฉินเดินตามกันเข้ามาในประตู จึงเห็นซ่งเฉียนจีกำลังยิ้มและพูดคุยกับไส้เดือนพอดี
จี้เฉินขอบตาแดงเรื่อขึ้นมาทันที พึมพำกับตัวเองว่า "พวกเราไม่อยู่ พี่ซ่งต้องอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยว"
เมิ่งเหอเจ๋อไม่พูดพร่ำทำเพลง วางกระบี่ลงแล้วผูกผ้ากันเปื้อน ก้าวฉับๆ ตรงไปที่ห้องครัว
เขาออกไปล่าสัตว์ข้างนอก มัวแต่วุ่นอยู่กับการขัดเกลาทักษะการต่อสู้เพื่อเลื่อนระดับบำเพ็ญเพียร ศิษย์พี่ซ่งไม่มีอะไรตกถึงท้อง ทำได้แค่คุยกับไส้เดือน
"เดี๋ยวก่อน!" ซ่งเฉียนจีเห็นท่าไม่ดี จึงรีบคว้าตัวขวางไว้ "จะทำอะไร?"
"ไปต้มบะหมี่ขอรับ" ตอนนี้เมิ่งเหอเจ๋อภูมิใจในฝีมือทำบะหมี่ของตัวเองมาก ท้ายที่สุดแล้วการฝึกฝนย่อมทำให้เกิดความชำนาญ
"ยังไม่ต้องรีบ มีเรื่องจะคุยกับพวกเจ้า" ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระเฒ่าผู้เปล่าเปลี่ยวอย่างซ่งเฉียนจีสมองแล่นปรู๊ดปร๊าดเพื่อประวิงเวลาการกินบะหมี่ "ข้าอยากรับสมัครซือกงสักคน"
เมิ่งเหอเจ๋อเกิดความสงสัยขึ้นมาจริงๆ "ซือกงคืออะไรขอรับ?"
"เชียนฉวีลมทรายแรง ชั้นดินแห้งแล้ง เมื่อคืนฝนตกหนักชะล้างดินเหลือง โคลนเลนทับถม แม่น้ำจำเป็นต้องลอกคลอง ต่อไปจะควบคุมการระบายทรายและระบายน้ำท่วมอย่างไร จะแบ่งน้ำชลประทานอย่างไร จะก้มหน้าก้มตาขุดอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีคนคอยออกแบบ พอขุดลอกแม่น้ำเสร็จ ก็ต้องสร้างสะพาน ต้องทำถนนอีก..." ซ่งเฉียนจีคิดครู่หนึ่ง "ตำแหน่งซือกง มีหน้าที่ดูแลการก่อสร้างทั้งหมด และยิ่งต้องมีความรู้เรื่องเกษตรกรรม เหมือนกับท่านซือหนงหลิว เป็นมือขวาแขนซ้ายของข้า"
เมิ่งเหอเจ๋อถึงบางอ้อ
จี้เฉินบ่นพึมพำเสียงเบา "ข้านึกว่าข้ากับพี่เมิ่ง คือมือขวาแขนซ้ายของพี่ซ่งเสียอีก"
ซ่งเฉียนจีคิดในใจว่า เด็กโง่เอ๊ย ฝีมือทำไร่ไถนาของพวกเจ้าสองคนยังสู้ข้าไม่ได้เลย
"ช่วงนี้การบำเพ็ญมีปัญหาอะไรหรือไม่?" ซ่งเฉียนจีถาม พลางปลดผ้ากันเปื้อนของเมิ่งเหอเจ๋อออกอย่างแนบเนียน
เมิ่งเหอเจ๋อไม่ทันสังเกต เขารุ่นคิด "เมื่อก่อนตอนข้าออกกระบี่ สั่งได้ดั่งใจนึก แต่ช่วงนี้มักจะรู้สึกว่ากระบวนท่ากระบี่ถูกส่งออกไปแล้ว ทว่ากระบี่กลับยังไปไม่ถึง รู้สึกแย่มาก เหมือนเพื่อนคู่หนึ่งที่ค่อยๆ ห่างเหินกัน"
"ไม่ใช่ปัญหาของเจ้าหรอก เจ้าควรเปลี่ยนกระบี่ได้แล้ว" ซ่งเฉียนจีกล่าว
"เปลี่ยนกระบี่?" เมิ่งเหอเจ๋อตกตะลึง
"กระบี่ระดับต้นเล่มหนึ่ง ต่อให้เจ้าใช้งานอย่างระมัดระวังแค่ไหน บำรุงรักษาดีเพียงใด ก็ย่อมมีวันที่มันรับภาระไม่ไหว อย่าฝืนมันอีกเลย"
เมิ่งเหอเจ๋อหลุบตาลงมองกระบี่ ลูบคลำด้ามกระบี่ด้วยความทะนุถนอม "นี่สิเรื่องยาก จะไปหาจากที่ไหน?"
กระบี่ชั้นดีที่เข้ามือ ก็เปรียบเสมือนเพื่อนที่นิสัยเข้ากันได้ หาได้ยากยิ่งนัก
จี้เฉินนับหินวิญญาณในถุงเก็บของเงียบๆ "จ่ายเงินจ้างนักหลอมอาวุธดีไหม?"
ซ่งเฉียนจีกลับกล่าวว่า "ไม่ยากหรอก เลือกฤกษ์งามยามดีสักวัน ข้าจะลองเปิดเตาหลอมดู"
จี้เฉินพูดด้วยความประหลาดใจระคนยินดี "พี่ซ่งรู้วิชาหลอมอาวุธด้วยหรือ?"
ซ่งเฉียนจีตอบ "ก็นับว่าพอรู้บ้าง"
ในอดีตชาติ กระบี่กูกวงที่เขาใช้ผงาดไปทั่วหล้า หรือแจกันบริสุทธิ์ที่บรรจุน้ำพุอมฤตในตำหนักม่วงตอนนี้ ล้วนเป็นของวิเศษที่เขาหลอมขึ้นเองทั้งสิ้น
นักหลอมอาวุธคิดค่าบริการแพง ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระทั่วไปไม่มีปัญญาซื้อของวิเศษที่สั่งทำเฉพาะบุคคล เขาจึงเรียนรู้วิชาช่างไว้บ้างเพื่อประทังชีวิตไปวันๆ
ศิษย์อย่างเมิ่งเหอเจ๋อและจี้เฉิน ยังมีเส้นทางเซียนอีกยาวไกลในอนาคต อีกราวๆ สามปี แดนลับในโลกบำเพ็ญเพียรจะเปิดออกบ่อยครั้ง ของวิเศษล้ำค่าจากสวรรค์และโลกภายในนั้นจะผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด
การ 'ตะลุยแดนลับ' คือการทัศนศึกษาฤดูใบไม้ผลิแบบหมู่คณะของเหล่าศิษย์จากสำนักใหญ่และตระกูลใหญ่
หากตะลุยผ่านไปได้ก็จะมีชื่อเสียงตั้งแต่วัยเยาว์ หากไม่ผ่านก็ให้ผู้อาวุโสในสำนักหรือญาติผู้ใหญ่ในตระกูลไปรับ ไม่เห็นจะน่าอับอายตรงไหน
และยังเป็นโอกาสอันล้ำค่าสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรอิสระและผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่างในการสะสมทรัพยากรอีกด้วย
ในอดีตชาติ ซ่งเฉียนจีต้องเข้าๆ ออกๆ สถานที่อันตรายอย่างเขาเหลาหวัง หุบเขาธารโลหิต ทะเลมรณะ และอื่นๆ อีกหลายครั้ง กว่าจะรวบรวมทุนรอนเพื่อพลิกฟื้นชีวิตได้
เรื่องนี้ไม่มีอะไรให้ต้องบ่น เป็นตายร้ายดีล้วนถูกกำหนดไว้ ความมั่งคั่งขึ้นอยู่กับสวรรค์ ตะลุยผ่านไปได้แปลว่าดวงแข็ง หากไม่ผ่านก็แสดงว่าไร้ฝีมือ ตายไปก็สมควรแล้ว
เขาหวังว่าเมิ่งเหอเจ๋อกับจี้เฉินในชาตินี้จะเติบโตไวๆ พอโตเต็มที่แล้วจะได้ปล่อยออกไปสร้างความฉิบหาย... ไม่สิ ไปท่องโลกบำเพ็ญเพียร
คนหนุ่มสาวก็ต้องออกไปเผชิญโลกกว้างบ้าง
ถึงตอนนั้นหากตะลุยไม่ผ่านจริงๆ... นั่นสิ นั่นก็ช่วยไม่ได้
ซ่งเฉียนจีคิดอย่างยอมรับชะตากรรม ‘อย่างมากข้าก็แค่ไปรับ หวังว่าจะไม่กระทบกับการเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงนะ’
"ศิษย์พี่ซ่งเปิดเตาหลอมกระบี่ให้ข้าด้วยตัวเอง ข้าไม่มีอะไรจะตอบแทนเลย"
เมิ่งเหอเจ๋อประสานมือคารวะ น้ำตาคลอเบ้าด้วยความซาบซึ้งใจ ก่อนจะพุ่งพรวดเข้าครัวไปต้มบะหมี่หม้อใหญ่จนล้น
จี้เฉินประคองชาม ซดน้ำซุปจนเกลี้ยง เอ่ยปากชมเปาะว่ารสชาติอร่อยกลมกล่อมและเรียบง่าย
ซ่งเฉียนจีทำได้เพียงยอมรับชะตากรรมและตั้งหน้าตั้งตากินจนหมดเกลี้ยง
......
ก่อนหน้านี้มีหลิวมู่เจี้ยงถวายคันไถชวีหยวนจนได้เป็นซือหนง พอจวนเซียนกวนติดประกาศรับสมัคร 'ซือกง' จึงสร้างความฮือฮาขึ้นมาอีกครั้ง:
"จวนเซียนกวนรับสมัครซือกง ใครสนใจรีบไปลงชื่อเร็วเข้า"
"เพียงแค่คนธรรมดามีความสามารถเฉพาะตัว และสร้างคุณูปการให้เชียนฉวีได้ ก็สามารถเป็นขุนนางคนสนิทของเซียนกวนได้เช่นกัน"
เพื่อที่จะได้ใกล้ชิดกับเซียนกวนซ่ง และได้ร่วมเดินทางไปกับเซียนกวนซ่งเหมือนหลิวมู่เจี้ยง จำนวนผู้มาสมัครจึงมีมากมายนับไม่ถ้วน:
"บรรพบุรุษของข้าก็เคยขุดลอกคลอง เมื่อวันก่อนข้าเพิ่งได้รับเลือกให้เป็น 'ทัพหน้าขุดคลอง' ข้าทำได้ไหม?"
"ข้าดูเมฆพยากรณ์อากาศเป็น ได้หรือเปล่า?"
หน่วยส่งไก่แห่งเชียนฉวีรับหน้าที่สัมภาษณ์เบื้องต้น หากใครมีข้อเสนอแนะดีๆ ในการซ่อมแซมแม่น้ำ ต่อให้ไม่ได้เป็นซือกง ก็ยังได้รับรางวัลตอบแทน
ความกระตือรือร้นของผู้คนพุ่งสูงปรี๊ด กระแสตอบรับยิ่งใหญ่เกรียงไกร จนลามไปถึงเมืองหงฝูที่อยู่ข้างเคียง
แม้แต่เซียนกวนหลิวแห่งหงฝู ก็ยังรู้ว่าเชียนฉวีกำลังคัดเลือกซือกง
หลิวหงซานจงใจเขียนจดหมายฉบับหนึ่ง อ้างว่าเชิญซ่งเฉียนจีมาคัดเลือกคนมีความสามารถที่หงฝู แต่แท้จริงแล้วตั้งใจจะหลอกล่อให้ซ่งเฉียนจีไปเมืองหงฝูอีกครั้ง
ซ่งเฉียนจีรู้ทันเจตนานั้นดี แต่ก็ยินดีที่จะไป
จี้เฉินไม่อยากดื่ม 'สุราชั้นเลวชาชั้นต่ำ' อีกแล้ว ตีให้ตายก็ไม่ยอมมา ซ่งเฉียนจีจึงพาซือหนงหลิวมู่เจี้ยงผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรกรรมมาด้วย
ในชาติก่อน จนกระทั่งหลิวหงซานถูกเขาสวนกลับจนตาย ก็ยังไม่สามารถทะลวงผ่านขั้นหยวนอิงได้ ต้องติดแหง็กอยู่ในจุดน่ากระอักกระอ่วนที่ก้าวเท้าข้ามธรณีประตูไปได้แค่ข้างเดียวตลอดกาล
การบำเพ็ญเพียรก็โหดร้ายเช่นนี้แหละ ความหวังกับความสิ้นหวังมักจะสลับกันปรากฏ
คอขวดเพียงขั้นเดียวอาจทำให้เสียเวลาไปเป็นสิบเป็นร้อยปี จนกระทั่งอายุขัยใกล้จะหมดลงก็ถือเป็นเรื่องปกติ ตราบใดที่ก้าวเข้าสู่วิถีเซียน น้อยคนนักที่จะยอมย่ำอยู่กับที่
"สหายซ่งช่วยเปิดตาทิพย์ดูให้ข้าอีกสักครั้งเถิด วิชาของข้าทั้งหมดนี้ ตกลงแล้วยังมีช่องโหว่ตรงไหนอีก?"
หลิวหงซานจัดงานเลี้ยงต้อนรับด้วยสุราอาหารชั้นดี แต่กลับไม่ดีด "เพลงพายุหิมะเข้าค่ายกล" อีกต่อไป
ซ่งเฉียนจีคิดในใจว่า ‘เจ้าไม่ได้มีช่องโหว่แค่บางที่หรอก แต่ตัวเจ้าทั้งตัวรั่วพรุนเป็นตะแกรงเลยต่างหาก’
"อย่าเพิ่งร้อนใจไป เวลายังมาไม่ถึง" เขายิ้มอย่างสงบ "ข้าได้ยินมาว่าตอนที่หงฝูซ่อมแซมเขื่อน มีท่านอาจารย์มาถวายแบบแปลนหรือ?"
หลิวหงซานฟังก็รู้ความหมายแฝง ท่าทีจึงดูเป็นมิตรขึ้น "อาจารย์อะไรกัน นั่นมันช่างตีเหล็กต่างหาก อ้างว่าเฝ้าสังเกตปริมาณน้ำในแม่น้ำมาสามสิบปี เดินทางไปทั่วทั้งสองฝั่ง"
ซ่งเฉียนจี "ขอเชิญมาพบหน่อยได้หรือไม่?"
"ง่ายมาก!" หลิวหงซานสั่งซือหลี่อย่างส่งเดช "ไปเรียกเถี่ยซานหนิวมาสิ หึ คราวนี้ถือว่าเจ้าทึ่มนั่นโชคดีไป"
ไม่นานนัก ชายฉกรรจ์หน้าดำร่างกำยำผู้หนึ่งก็เดินตามซือหลี่เข้ามาในตำหนัก ก้มหน้าค้อมตัวทำความเคารพ ก่อนจะยื่นกองแบบแปลนปึกหนึ่งให้
เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาถวายแบบแปลน แต่ก็ยังคงหวาดกลัว "เรียนเซียนกวนทั้งสอง ผู้น้อยได้จดบันทึกการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำอย่างละเอียด ศึกษาธรณีวิทยาและดินของทั้งสองฝั่ง วาดแผนที่ชลประทานสี่สิบฉบับ เขียนบันทึกความรู้สามเล่ม และ "บันทึกอุทกวิทยา" อีกหนึ่งเล่ม..."
ซ่งเฉียนจีพลิกอ่านผ่านๆ ยิ่งดูก็ยิ่งชอบใจ จึงแบ่งแบบแปลนให้หลิวมู่เจี้ยงชื่นชมบ้าง ส่วนตัวเองก็ลุกขึ้นยืน "ท่านอาจารย์ผู้นี้ ยินดีจะกลับไปเป็นซือกงที่เชียนฉวีกับข้าหรือไม่?"
เถี่ยซานหนิวยืนนิ่งอึ้งเป็นไก่ตาแตก "ท่านเลือกข้าจริงๆ หรือ?"
ซ่งเฉียนจีประสานมือคารวะ
เถี่ยซานหนิวรู้สึกได้รับเกียรติจนทำตัวไม่ถูก "มิกล้า มิกล้า"
ซ่งเฉียนจียังคงกล่าวว่า "ผู้รู้คืออาจารย์"
คนหนึ่งเกรงใจ อีกคนหนึ่งตื่นเต้น มีเพียงหลิวหงซานที่สีหน้าค่อยๆ เย็นชาลง
มีอย่างที่ไหนผู้บำเพ็ญเพียรทำความเคารพคนธรรมดา
รอจนหลิวมู่เจี้ยงพาเถี่ยซานหนิวออกจากตำหนักเพื่อกลับไปเก็บสัมภาระ เขาจึงเตือนซ่งเฉียนจีด้วยน้ำเสียงจริงจังถึงความแตกต่างระหว่างเซียนกับคนธรรมดาว่า:
"เป็นเซียนกวน จะดีต่อคนธรรมดามากเกินไปไม่ได้ มิฉะนั้นพวกเขาจะไม่เกรงกลัวท่าน หากความยำเกรงหายไป โต๊ะเซ่นไหว้ในศาลเจ้าก็ต้องพังครืนลงมา"
"โต๊ะเซ่นไหว้พังครืน แล้วจะทำไมล่ะ?" ซ่งเฉียนจีพลิกดูแบบแปลนอย่างออกรส
หลิวหงซานถลึงตาใส่ พูดอย่างร้อนรนว่า "หากโต๊ะเซ่นไหว้พังครืน ท้องฟ้าก็จะถล่มทลายลงมา! ถ้าทุกคนไม่สักการะศาลเจ้า โลกใบนี้จะกลายเป็นเช่นไร?!"
ซ่งเฉียนจียิ้มอย่างไม่ใส่ใจ
หลิวหงซานยังหวังพึ่งให้เขาเปิดตาทิพย์ให้ จึงได้แต่ข่มความโกรธไว้ไม่พูดอะไรออกมา
ในสายตาของซ่งเฉียนจี ฝีมือหยาบๆ ในการทำบัวรดน้ำรดแปลงนาของตัวเอง หากเทียบกับวิถีเกษตรกรรมแล้ว ก็เป็นแค่ 'ขั้นเลี่ยนชี่ตอนต้น'
หลิวมู่เจี้ยงที่สร้างคันไถโค้ง และปัจจุบันกำลังศึกษาการปรับปรุงเครื่องมือการเกษตรอื่นๆ ถือเป็น 'ยอดฝีมือขั้นหยวนอิง'
ส่วนอาจารย์เถี่ยซานหนิวผู้นี้ กลับมีแนวคิดที่สมบูรณ์แบบเกี่ยวกับการกักเก็บน้ำในแม่น้ำ การแยกสายน้ำ และการใช้ประโยชน์จากภูมิประเทศเพื่อการชลประทานในไร่นา เรียกได้ว่าเป็น 'ผู้สูงส่งขั้นฮว่าเสิน' แห่งวงการเกษตรกรรม ย่อมต้องต้อนรับอย่างอบอุ่นเป็นธรรมดา
รอเพียงสภาพอากาศและปริมาณน้ำฝนของเชียนฉวีค่อยๆ ฟื้นตัว ภูเขาแห้งแล้งนับร้อยลูกกลายเป็นนาขั้นบันไดก็ไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป
เถี่ยซานหนิวขึ้นเรือวิเศษชีเจวี๋ย ยังคงรู้สึกเหมือนฝันไป เขาหยิกต้นขาตัวเองไม่หยุด
หลิวมู่เจี้ยงพิจารณาเพื่อนร่วมงานคนใหม่ "เชียนฉวีไม่มั่งคั่งเท่าหงฝู พี่ชายต้องเตรียมตัวเตรียมใจไว้หน่อยนะ"
เมื่อก่อนชาวเชียนฉวีต้องเสี่ยงชีวิต 'ลักลอบ' เข้าหงฝู คนผู้นี้เป็นคนแรกในรอบหกสิบปี ที่ริเริ่มอยากจะไปเชียนฉวีจากหงฝูด้วยตัวเอง ถือเป็นการบุกเบิกเลยทีเดียว
เถี่ยซานหนิวเผชิญหน้ากับหลิวมู่เจี้ยง ไม่ได้รู้สึกเกร็งเหมือนตอนอยู่ในตำหนัก เขาโบกมืออย่างร่าเริง "ไม่กลัวลำบากหรอก"
เขาเตรียมใจเผชิญกับผืนดินอันแห้งแล้ง และเตรียมพร้อมรับความยากลำบากมานานแล้ว
"บ้านข้าอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ หงฝูเกิดน้ำท่วมติดต่อกันหลายปี..." เขาแหงนหน้าทอดถอนใจยาว "แม้ข้าจะเป็นช่างตีเหล็ก แต่ก็ร่ำเรียนเขียนอ่าน มีปณิธานในใจ ครึ่งค่อนชีวิตศึกษาเรื่องชลประทาน ถวายแบบแปลนหกครั้งก็ไม่สำเร็จ ไข่มุกเม็ดงามถูกโยนเข้าที่มืด วันนี้ยอมจากบ้านเกิดเมืองนอน เพียงเพื่อพิสูจน์วิชาที่ร่ำเรียนมา ให้ความสามารถในตัวได้มีที่ใช้ ตอบแทนเจ้านายผู้ปราดเปรื่อง"
หลิวมู่เจี้ยงฟังแล้วรู้สึกฮึกเหิม
สมกับเป็นผู้ที่เคยร่ำเรียนหนังสือในเมืองหงฝูจริงๆ คำว่า 'ไข่มุกเม็ดงามถูกโยนเข้าที่มืด' อะไรนั่น คำว่า 'ตอบแทนเจ้านายผู้ปราดเปรื่อง' อะไรนั่น ช่างไพเราะเสนาะหูเสียจริง
เขาก็อยากจะพูดอะไรบ้าง จึงอ้าปากพูดเสียงดังว่า:
"ข้าก็เหมือนกัน!"







