แม้อยากจะไปพิพิธภัณฑ์ออร์แซหรือพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ แต่พอออกไปข้างนอกเมื่อไร นักข่าวก็กรูเข้ามาจนขยับตัวแทบไม่ได้
เพราะสิ่งที่เรียกว่าอินเทอร์เน็ต ทำให้ข่าวลือแพร่กระจายได้เร็วขนาดนี้ โลกถึงจะสะดวกสบายขึ้นก็จริง แต่อีกมุมก็อดรู้สึกไม่สบายใจไม่ได้
มีเพียงคิมจีอูเท่านั้นที่ดูจะสนุกสนาน
เธอมาหาผมถึงห้องโรงแรม พร้อมกับรอยยิ้มสดใสเต็มใบหน้า
“ดีใจอะไรครับ?”
“ก็แบบนี้แหละถึงเรียกว่าพิเศษไง โอ้ ตอนเจอนายครั้งแรก ฉันก็รู้สึกแล้วนะว่านายไม่ธรรมดา”
“พิเศษ?”
“คณบดีสั่งห้ามนักข่าวคนอื่นสัมภาษณ์นายหมดเลยนะ นายก็รู้ว่าฉันต้องขอบคุณขนาดไหน”
คิมจีอูหยิบสมุดจดกับเครื่องบันทึกเสียงออกมา
“เป็นยังไงบ้าง?”
“กลายเป็นเรื่องใหญ่โตเลยล่ะ! เด็กหนุ่มจากเกาหลีใต้ สั่งสอนตัวพ่อแห่งวงการศิลปะ ‘อ็องรี มาร์โซ’ อย่างสาสม!”
ขอแค่เธออย่าเอาประโยคนี้ไปเป็นพาดหัวข่าวก็พอ
“ยิ่งกว่านั้น นายยังวาดภาพที่เขาทำไม่เสร็จจนจบอีกต่างหาก เมื่อวานฉันไปที่แกลเลอรี่มาร์โซมานะ เขายังไม่แก้ไขผลงานตรงนั้นเลย”
“ทำไมล่ะ?”
“นั่นสิ ต้องไปถามอ็องรี มาร์โซเอาเองแล้ว”
ดูเหมือนเธอยังไม่ได้สัมภาษณ์เขาเลย
‘ว่าแต่…’
ที่เขายังไม่แก้ไขมัน ทำให้ผมรู้สึกติดใจอยู่ไม่น้อย ดูท่าเขายังไม่สำนึกเหมือนอย่างที่ผมหวังไว้
“ฉันมาหานายเพราะเรื่องนั้นแหละ”
“ก็คุณอยู่ด้วยตอนนั้นไม่ใช่เหรอครับ”
“แต่ฉันฟังที่พวกนายพูดกันไม่รู้เรื่องเลยนี่นา ตอนแรกมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
“เรื่องอะไรเหรอครับ?”
“นายไม่จำเป็นต้องใส่ใจก็ได้หนิ ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นสักหน่อย”
“เพราะเขาเป็นคนที่ทำงานคล้ายๆ กัน แต่กลับเดินหลงทางทั้งที่มีคำตอบอยู่ตรงหน้า”
“มีคำตอบอยู่ตรงหน้า?”
“อัญมณีของมาร์โซไงครับ แค่ชื่อผลงานก็บอกอยู่แล้วว่าอะไรคือคำตอบ”
“หมายถึงอ็องรี มาร์โซตัวเขาเองใช่ไหม?”
“ครับ ก็เป็นชื่อที่เขาตั้งเองไม่ใช่เหรอครับ สิ่งที่ผมทำก็แค่บอกเขาว่าควรใช้อัญมณีแบบไหนในการถ่ายทอดตัวตนของเขา บอกผ่านภาพวาด ให้เขาใช้มือตัวเองวาด”
“แต่นายดันไปยืนบนแท่นเสียเองนี่นา”
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเขาไม่มีสติดีเท่าไร
“...ไม่เคยเห็นประติมากรรมแบบนั้นมาก่อนเลยครับ ผิวเหมือนจริงจนรู้สึกได้เลยว่าเป็นมนุษย์ เสื้อผ้าที่สวมก็เหมือนผ้าไหม แต่นุ่มยิ่งกว่านั้นอีก เขาใช้แค่ทักษะอย่างเดียวก็สามารถเข้าสู่เขตแดนของศิลปะได้แล้ว”
“พอศิลปินที่สร้างผลงานสุดยอดขนาดนั้นทำเรื่องไม่เข้าท่า นายก็เลยโกรธสินะ?”
“ครับ”
พอนึกย้อนกลับไปก็ยังอภัยให้ไม่ได้อยู่ดี
“ก็เลยวาดตาแทน แล้วอ็องรี มาร์โซเห็นก็บันดาลโทสะจนคว้าคอเสื้อของนายไว้ โอ้ ตอนนั้นฉันตกใจสุดๆ เลยนะ”
ใครจะไปจินตนาการออกว่าผู้ใหญ่จะจับคอเสื้อเด็กสิบขวบยกขึ้นมาได้
ชัดเจนเลยว่าเขามีปัญหาด้านนิสัย
“แล้วตอนนั้นแหละ! ป้าบ! เลือดจากจมูกมาร์โซไหลออกมาเลย ฉันนี่คิดเลยนะว่า ‘นี่มันข่าวพิเศษชัดๆ’”
รู้สึกแปลกๆ พิกล
“ตอนแรกก็ดูเรียบร้อยดี ไม่นึกเลยว่านายจะนิสัยดุเดือดขนาดนี้ ที่โรงเรียนไม่เคยไปต่อยเพื่อนใช่ไหม?”
“ผมไม่ได้เรียนครับ”
“หา? ทำไมล่ะ?”
“ว่าจะไปเรียนปีหน้า”
“อ้อ จริงด้วย นายป่วยอยู่นานนี่นา งั้นก็พอเข้าใจได้ เอาเป็นว่าระวังตัวหน่อยนะ ถ้าเอาแต่ใจแล้วไปก่อเรื่อง ทีหลังจะเสียใจเอา”
“เสียใจเหรอครับ?”
“ใช่ นายตอนนี้ก็กลายเป็นคนดังไปแล้ว อย่าไปทำเรื่องที่ใครเขาจะเอาไปโจมตีได้ ถึงตอนนั้นขอโทษไปก็ไม่มีประโยชน์แล้วนะ นี่พูดในฐานะแฟนคลับเลย จำไว้ให้ดีล่ะ เข้าใจนะ?”
ถึงจะโกรธจนเผลอไปบ้าง แต่ทั้งหมดก็เพื่อปกป้องตัวเอง
ดูเหมือนเธอจะคิดว่าผมเป็นพวกบ้าพลังชอบใช้กำลัง
คนที่โกรธแล้วคว้ามีดมาฟันใครมั่วซั่วก็มีนะ
“ว่าแต่จากนี้จะทำยังไง?”
“อะไรครับ?”
“กับอ็องรี มาร์โซน่ะ นายก็ต้องไปเอาภาพคืนด้วย จะเลี่ยงไม่เจอกันไม่ได้หรอก”
จริงด้วยสิ
เรื่องเอกสาร ปู่ของผมในฐานะผู้ปกครองสามารถจัดการแทนได้ แต่การแสดงตัวในงานประมูลถือเป็นมารยาท
“ไม่รู้สิครับ ขอดูท่าทีของเขาก่อน”
คิมจีอูมองผมนิ่งๆ แล้วหัวเราะออกมา
“ทำไมเหรอครับ?”
“เพราะนายยังเด็กล่ะมั้ง? ไม่มีใครกล้าทำตัวแบบนั้นใส่อ็องรี มาร์โซหรอก ฉันยังรู้สึกสะใจแทนเลย”
เพราะถูกตามใจเกินไป เลยไม่รู้จักความกลัวในโลกนี้ ถึงได้เอาแต่ใจ
ทั้งที่มีพรสวรรค์โดดเด่นขนาดนั้น มีร่างกายที่แข็งแรงและทรัพย์สินมากพอจะไม่ถูกขัดขวางในการสร้างสรรค์ผลงาน กลับมัวแต่ทำเรื่องไร้สาระ มันน่าเสียดายและทำให้โกรธจริงๆ
ฉันไม่มีแม้แต่พรสวรรค์ที่พอจะเรียกได้ว่าใช้การได้ และเริ่มต้นวาดภาพก็ช้า
พยายามวาดภาพให้เหมือนแร็มบรันต์ผู้ยิ่งใหญ่ หรืออาจารย์มีแลเหมือนอย่างที่หวัง จนกระทั่งมือไม่ขยับ ก็ยังทำไม่ได้
สุขภาพก็ย่ำแย่จนไม่สามารถวาดภาพต่อได้ สุดท้ายก็ต้องพึ่งพาแต่ธีโออย่างน่าอับอาย
ส่วนเขา
ไม่รู้เลยว่าเขาเป็นคนที่โชคดีแค่ไหน
...
หลังจากวันนั้นที่แยกกันไป มิเชลก็ไม่แม้แต่จะสบตาฉันอีกเลย
เธอทำงานตามปกติอย่างไม่สะทกสะท้าน เพียงแต่เมินฉันอย่างสิ้นเชิง
คงเพราะรู้อยู่แล้วว่าสิ้นเดือนหน้าฉันจะลาออก
“โคตรซวย...”
ไม่ใช่แค่มิเชล แต่แม้แต่อาร์แซงและพนักงานคนอื่น ๆ ต่างก็หลบเลี่ยงสายตาของฉัน
สื่อก็พูดกันตามใจปาก พวกนักวิจารณ์ก็ไม่ต่างจากเดิม พร้อมจะคลานเข้ามาเลียรองเท้าอยู่แล้ว
‘ตั้งสติหน่อย’
เสียงของมิเชลยังไม่เลือนหาย
เสียงที่ฟังดูเหมือนสมเพช เหมือนผิดหวัง เหมือนเศร้า ทำให้ใจฉันปั่นป่วน
เป็นความผิดของฉันงั้นเหรอ?
“……”
บางที...อาจจะใช่ก็ได้
ตั้งแต่เห็นเจ้าหมอนั่นกับภาพวาดใบนั้น ทุกอย่างก็เริ่มผิดเพี้ยนไป
ดอกทานตะวัน
ระหว่างที่งานล่าช้า ฉันเลยออกไปเดินซื้ออัญมณีและภาพวาดเพื่อเปลี่ยนอารมณ์ แล้วก็เจอกับเจ้าเด็กบ้านั่น
มันคือความช็อก
ฉันไม่สามารถขยับตัวได้ต่อหน้าทานตะวันที่เบ่งบานอย่างสง่างามจนน่าตะลึง
นี่สินะ สิ่งที่เรียกว่าพรสวรรค์
ไม่อยากจะเชื่อว่าภาพนี้วาดโดยเด็กอายุแค่สิบขวบ
ก้านที่ทอดเหยียดอย่างทรงพลัง ใบไม้ที่เปล่งประกายราวกับเรืองแสง
ตัดองค์ประกอบที่ไม่จำเป็นออกอย่างกล้าหาญ แต่กลับสามารถจับความรู้สึกของดอกทานตะวันไว้ได้อย่างสมบูรณ์
ถ่ายทอดแก่นแท้ของทานตะวันที่จ้องมองดวงอาทิตย์ได้ดีกว่าทั้งภาพถ่ายและงานศิลปะใด ๆ
ราวกับวินเซนต์ แวนโก๊ะ
27 ปีที่ฉันทุ่มเทลงแรงวันแล้ววันเล่า ผลิตผลงานวันละชิ้นไม่เคยขาด กลับไม่มีความหมายใด ๆ ต่อหน้าทานตะวันของเจ้านั่น
ฉันไม่อาจยอมรับได้
ไม่อาจยอมรับได้ว่าตัวเองมีขีดจำกัด
ยิ่งกว่านั้น ไม่อาจทนเห็นความพยายามของตัวเองถูกกลบด้วยคำว่าพรสวรรค์
เพราะอย่างนั้น
ฉันจึงดึงหมอนั่นเข้ามา
มั่นใจว่ายังไงฉันก็ต้องทำได้
กำแพงพรรค์นี้ ฉันก้าวข้ามมาแล้วตั้งกี่ครั้ง
ท่องซ้ำ ๆ ในใจว่ายังไงก็ต้องก้าวข้ามไปได้อีก
แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทำสำเร็จ
แม้จะซื้ออัญมณีหลายชนิดมาเจียระไนเอง ผสมสีเองเพื่อให้ได้เฉดที่ต้องการ แต่มันก็ไร้ประโยชน์
จนกระทั่งเมื่อไม่สามารถคิดอะไรออกได้อีก ฉันก็ทำได้แค่มองผลงานตรงหน้า
แล้วเจ้าหมอนั่นก็ทำให้ฉันรู้สึกละอาย
มันถามว่าทำไมฉันไม่ลงมือเอง ในเมื่อฉันเองเป็นคนที่บอกว่าตัวเองเท่านั้นที่จะสามารถเติมเต็มอัญมณีของมาร์โซได้
มันไม่ใช่วิธีที่ฉันไม่เคยคิด
แค่ไม่สามารถจินตนาการออกว่าจะลงมือยังไง
ฉันเคยทดลองวาดตาลงบนพื้นหินอ่อนอยู่หลายครั้ง เพราะความรู้สึกไม่เข้ากันอย่างรุนแรง จึงต้องทิ้งแนวคิดนั้นไป
แต่เจ้านั่น กลับทำสิ่งที่ฉันทำไม่ได้ ภายในเวลาไม่ถึงวัน โดยไม่ต้องแก้ไขเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ราวกับเป็นฉันอีกคน
อัญมณีของมาร์โซ ราวกับเป็นอีกหนึ่งร่างกายของฉัน
เจ้าหมอนั่น...
ทำให้ฉันรู้สึกละอาย
โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ แล้วก็เข้ามาปั่นป่วนหัวใจฉันตามอำเภอใจ ทำให้ฉันตระหนักถึงสิ่งที่ตนไม่มี แล้วยังกล้าไปเติมเต็มอัญมณีของมาร์โซอีก
ฉันพยายามจะแก้ไขมัน
แต่ก็ทำไม่ได้
เพราะในนั้นมีดวงตาที่ฉันเคยปรารถนาเอาไว้ ทั้งที่ไม่สามารถอธิบายให้ชัดเจนได้
“...ไม่ใช่แบบนั้น”
ถึงจะเป็นเด็กที่ฉันไม่ชอบหน้า แต่มีคำพูดหนึ่งที่มันพูดถูก
คนที่จะเติมเต็มฉันได้ มีเพียงฉันเท่านั้น
ไม่มีมนุษย์หน้าไหนจะแทนฉันได้
ฉันจะไม่ยอมแพ้ต่อคำว่าพรสวรรค์
“……”
ใช่แล้ว
คนที่จะเติมเต็มอัญมณีของมาร์โซได้ มีเพียงอ็องรี มาร์โซคนนี้เท่านั้น
...
วันที่สามของนิทรรศการ
ผู้คนที่มาชมนิทรรศการของอ็องรี มาร์โซเริ่มแสดงความไม่พอใจ
พวกเขาตั้งใจจะมาชมผลงานอัญมณีของมาร์โซที่อ็องรี มาร์โซและโกฮุนร่วมกันสร้าง แต่ผลงานกลับถูกคลุมไว้ด้วยผ้าผืนใหญ่
เมื่อจำนวนคนที่ร้องเรียนกับแกลเลอรี่มากขึ้น เนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็เริ่มปรากฏในคอมมูนิตี้ออนไลน์และกระดานสนทนาต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว
└ เฮ้อ ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ปิดไว้ทำไมกัน?
└ ก็เพราะโกฮุนทำในสิ่งที่เขาทำไม่ได้สำเร็จไง ก็เลยเสียหน้าเลยสิ ไหนว่าร่วมงานกัน ที่แท้ก็ไม่ใช่แค่การแสดง แต่เป็นเรื่องจริง
└ เป็นไปได้เหรอ? ถึงอย่างนั้นก็เถอะ……
└ คนที่มั่นใจในตัวเองเกินเหตุ ก็เลยรับไม่ได้ยังไงล่ะ สิ่งที่เคยทำไว้ ที่ทำกับโกฮุน แล้วที่ซ่อนรูปปั้นอีก ผิดหวังสุด ๆ
└ ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ๆ ก็น่าผิดหวังอยู่นะ
└ แต่โกฮุนก็ผิดเหมือนกันไม่ใช่เหรอ? ถึงจะเป็นเด็กก็เถอะ แต่ไปยุ่งกับงานของคนอื่นนะ
└ อ็องรี มาร์โซบอกว่าจะทิ้งมันแล้วนะ
└ เหรอ...เฮ้อ
└ หรือจริง ๆ แล้วเขาคลุมไว้เพราะเสียหน้า? หรือมีเหตุผลอื่นอีก?
└ วันนี้ฉันไปถามแกลเลอรี่มาแล้ว เขาบอกว่าอ็องรี มาร์โซคลุมไว้เพราะเหตุผลส่วนตัวจริง ๆ
└ เฮ้อ...ทำไมกันนะ ฉันชอบเขาแท้ ๆ
กระแสสังคมที่มีต่ออ็องรี มาร์โซเริ่มแย่ลงเรื่อย ๆ
แม้ทุกคนจะรู้ดีว่าเขาเป็นคนที่มีบุคลิกแข็งกร้าว แต่เพราะเขาจริงจังกับผลงานเสมอ แฟน ๆ จึงยังให้การสนับสนุน แต่กับเหตุการณ์ครั้งนี้ พวกเขาไม่อาจเข้าใจได้
ยิ่งไปกว่านั้น เขากลับเก็บตัวเงียบไม่ออกมาชี้แจงใด ๆ ทำให้ผู้คนยิ่งรู้สึกอึดอัด
จนกระทั่งใกล้สิ้นสุดการจัดแสดง อัญมณีของมาร์โซก็ยังไม่ถูกเปิดเผย และอ็องรี มาร์โซก็ไม่ปรากฏตัวในที่สาธารณะแม้แต่ครั้งเดียว
ข่าวลือว่าเขากำลังอิจฉาโกฮุนจึงเริ่มแพร่สะพัด
พนักงานของแกลเลอรี่ต่างพากันกังวลว่าจะจัดการงานประมูลที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้อย่างไรดี
“ตอนนี้กระแสสังคมแย่มากเลยค่ะ ท่านประธานควรจะออกมาชี้แจงบ้างนะคะ”
เมื่อพนักงานคนหนึ่งพูดขึ้น มิเชล พลาตินี ก็ถอนหายใจเบา ๆ
“ถึงจะออกมาก็ไม่ช่วยอะไรหรอกค่ะ ที่พูดกันก็ไม่ได้ผิดอะไรขนาดนั้น”
เหล่าพนักงานที่เข้าร่วมประชุมต่างเงียบกันไปด้วยบรรยากาศที่หดหู่
ในสถานการณ์ที่แย่ขนาดนี้ หัวใจสำคัญที่ทุกคนไว้ใจก็คือหัวหน้าภัณฑารักษ์ มิเชล พลาตินี ทว่าหล่อนก็กำลังจะลาออกเช่นกัน ทำให้พวกเขายิ่งไม่รู้จะจัดการกับวิกฤตครั้งนี้อย่างไรดี
ในขณะเดียวกัน แม้มิเชล พลาตินีจะกำลังจะออกจากแกลเลอรี่มาร์โซ แต่เธอก็ไม่อาจปล่อยให้นิทรรศการสุดท้ายในฐานะภัณฑารักษ์เป็นแบบนี้ไปได้
ศักดิ์ศรีในฐานะภัณฑารักษ์ไม่ยอมให้ทำเช่นนั้น
ปัญหาคือ...อ็องรี มาร์โซ
หากจะหาทางรับมือ ก็ต้องคุยกับศิลปินก่อน แต่เขาหายตัวไปไม่พบแม้แต่เงา
“ฉันจะลองไปคุยกับท่านประธานเองค่ะ พวกเราค่อยมาประชุมกันต่อพรุ่งนี้นะคะ”
“ค่ะ”
หลังจากพนักงานกลับบ้านหมด
มิเชล พลาตินีก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาอ็องรี มาร์โซ
แต่สิ่งที่ได้กลับมา มีเพียงข้อความเสียงบอกว่าเครื่องถูกปิดอยู่
เธอถอนหายใจยาว
‘คงไปเมาอยู่ที่ไหนสักแห่งอีกตามเคย’
เธอจึงเปลี่ยนไปโทรหาอาร์แซง บัตเลอร์ของอ็องรี มาร์โซแทน
ครับ สวัสดีครับ คุณพลาตินี
“สวัสดีค่ะ สบายดีนะคะ?”
ฮ่า ๆ ผมก็เหมือนเดิมครับ คุณพลาตินีคงยุ่งน่าดูช่วงนี้ มีอะไรหรือเปล่าครับ?
“อยากคุยกับอ็องรีเรื่องนิทรรศการน่ะค่ะ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ตอนนี้เขาอยู่บ้านเหรอคะ?”
ไม่ใช่นะครับ เขาอยู่ที่แกลเลอรี่มาตลอดเลยนี่ครับ คุณไม่ได้เจอเหรอครับ?
“คะ...คะว่าไงนะ?”
หลายวันแล้วนะครับ
คิ้วของมิเชล พลาตินีขมวดเข้าหากัน
เพราะตลอดสองสามวันที่ผ่านมา เธอไม่เห็นแม้แต่เงาของอ็องรี มาร์โซในแกลเลอรี่เลย
ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงบางอย่างดังขึ้นมาจากชั้นบน
“อ้อ ขอบคุณมากค่ะ เดี๋ยวจะติดต่อไปอีกทีนะคะ”
หลังจากวางสาย เธอก็เดินออกจากห้องประชุม
และพบว่าอ็องรี มาร์โซกำลังเดินลงมาจากชั้นสองพร้อมหาวยาวเหยียด ดูท่าเพิ่งตื่น ผมยุ่ง เสื้อผ้ายับเยิน
“มาทำอะไรที่นี่?”
เธอถามเสียงเข้มเหมือนกำลังต่อว่า
อ็องรี มาร์โซมองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“จะทำอะไรก็เรื่องของฉัน”
เขาเดินตรงไปยังห้องอุปกรณ์
มิเชลตกใจ เพราะไม่เคยเห็นเขาในสภาพย่ำแย่ขนาดนี้มาก่อน แต่ยิ่งกว่านั้น เธอรู้สึกโกรธ
โกรธที่เขาปล่อยตัวเองแบบนี้ เพียงเพราะล้มเหลวแค่ครั้งเดียว
เธอคว้าแขนเขาไว้
“นี่คุณทำอะไรอยู่กันแน่ อยู่ที่นี่มาตลอดเลยเหรอ?”
กลิ่นบางอย่างรุนแรงลอยมากระทบ เธอสะดุ้งเฮือก รีบเอามือปิดจมูกและถอยหลังไป
“ไม่ได้อาบน้ำเหรอ?”
อ็องรี มาร์โซไม่ตอบ เขาเพียงหยิบพู่กันและสีออกมาเตรียมงาน
มิเชลมองเขา ก่อนจะปาดผมที่ระข้างหน้าใบหน้าอย่างหัวเสีย เธอไม่เข้าใจเลยว่าเขาเป็นอะไรไป
“นี่คุณเป็นอะไร? แค่ผลงานชิ้นเดียวล้มเหลว โลกมันพังเลยหรือไง?”
“……”
“ไม่คิดถึงความรู้สึกของพนักงานบ้างเหรอ? แล้วแฟนคลับล่ะ? คุณทำแบบนี้เพื่ออะไร?”
อ็องรียังคงเงียบ
เขาเพียงตรวจสอบหลอดสี ใส่มันลงกล่อง เลือกพู่กันอย่างตั้งใจ
จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินออกไป โดยไม่แม้แต่จะมองหน้ามิเชล
ภาพนั้นสร้างความตกตะลึงให้เธออย่างมาก
ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าตอนนี้ ไม่ใช่อ็องรี มาร์โซผู้หยิ่งผยอง มั่นใจในตัวเองเสมอ
ไม่ใช่ชายผู้พิถีพิถันแม้กระทั่งเส้นผมที่หลุดลุ่ยเพียงเส้นเดียว
แต่เป็นคนที่เหมือนตัดใจจากทุกอย่างแล้ว
เธอเริ่มกังวลว่าเขาอาจกำลังคิดไม่ดี
แม้จะเลิกรากันไปแล้ว แต่เวลาที่เคยอยู่ด้วยกันก็ทำให้เธอไม่อาจเพิกเฉยได้
“อ็องรี...คุยกับฉันหน่อยสิ”
มิเชลรีบตามเขาออกไป
ทันใดนั้น อ็องรีก็ดึงผ้าคลุมที่ปิดอัญมณีของมาร์โซออก
เธอหรี่ตาลงเพราะแสงสะท้อน ก่อนจะเบิกตากว้าง รีบยกมือขึ้นปิดปากอย่างตกใจ