หัวเม่นทะเลน้ำตาไหลพราก ชูสองแขนขึ้นสูงแล้วล้วงเข้าไปในปากตนเอง ต้องออกแรงอยู่นานกว่าจะดึงกล่องสี่เหลี่ยมจัตุรัสสีดำสนิทขนาดเท่ากล่องเค้กออกมาได้
"สมบัติ... สมบัติทั้งหมด..." เขาอยากจะโยนมันออกไป แต่ก็พบว่าตัวเองไม่มีแรงแล้ว จึงทำได้เพียงประคองมันขึ้นมาอย่างยากลำบาก "ให้... หัวหน้าห้อง..."
ทุกคนรีบแหวกทางให้หลี่ชิงหมิงเดินมารับไปทันที อันที่จริงต่อให้หัวเม่นทะเลไม่บอกว่าสมบัติเป็นของใคร ก็ไม่มีใครกล้าแย่งอยู่ดี
หลี่ชิงหมิงลากไม้เบสบอลเดินจ้ำพรวดเข้าไป นั่งยองๆ รับกล่องดำมาพลางเอ่ยถามด้วยใบหน้างุนงง "จบแล้วเหรอ?"
"จบแล้ว... ขอบคุณทุกคน... ขอบคุณนะหัวหน้าห้อง...
"ครู... อิ่มเอมใจอย่างที่สุดแล้ว..."
ขณะที่หัวเม่นทะเลพูด เส้นผมที่เหมือนหนามแหลมเหล่านั้นก็เริ่มระเหยหายไปทีละน้อย สีดำในดวงตาจางลง เส้นเลือดสีดำที่ปูดโปนตามร่างกายก็ค่อยๆ เลือนหายไปเช่นกัน
พวกมันหลอมรวมกลายเป็นหมอกแสงสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ของแดนลับ แล้วลอยไปหาหลี่ชิงหมิงกับจี๋เสี่ยวเสียงอย่างเท่าเทียมกัน
นี่คงจะเป็น 【รู้สิ่งใดบอกสิ่งนั้น แบ่งปันสิ่งที่ได้รับ】 สินะ
ในเวลาเดียวกัน ค่าสถานะของหลี่ชิงหมิงก็เกิดการเปลี่ยนแปลง
【ความแข็งแกร่ง: 13→16
【แรงบันดาลใจ: 132/132→132/134
【ค่าฟักตัว: 1%→3%】
ทว่าหลี่ชิงหมิงกลับไม่สนใจสิ่งเหล่านี้เลย เขาเพียงคว้าไหล่ของหัวเม่นทะเลเอาไว้แล้วพูดว่า "นี่เพิ่งจะเริ่มต้นเองไม่ใช่เหรอ? อย่าตายนะ ฉันไม่อนุญาตให้แกตาย! ถ้าแกกล้าตายฉันจะฆ่าแก!"
"อา..." ในช่วงวาระสุดท้าย หัวเม่นทะเลเหลือกตามองพลางเอ่ย "ไม่ตายหรอก... ผู้ครอบครองไม่ตาย... อย่างน้อยก็ไม่ใช่การตายในแบบที่พวกเธอเข้าใจ..."
"แล้วฉันจะได้เจอแกอีกไหม?"
"ไม่มีแรงแล้ว... คิดอะไรไม่ออกเลย..." หัวเม่นทะเลหายใจรวยริน ทว่ายังคงมองหลี่ชิงหมิงอย่างอาลัยอาวรณ์ "ครูจะคิดถึงเธอนะ... หัวหน้าห้อง..."
"ฉันก็เหมือนกัน หัวเม่นทะเล"
"หัวเม่นทะเล... หัวเม่นทะเล... ก็น่ารักดีนะ... แถมยังดูขบถนิดๆ... ครูชอบชื่อนี้จัง... ทำไมไม่เรียกแบบนี้ให้เร็วกว่านี้หน่อยล่ะ..."
"กฎของโรงเรียนไม่อนุญาตให้ตั้งฉายาน่ะ"
"ฮะ... ฮ่า... กฎโรงเรียนสับปะรังเคเอ๊ย..."
หลังจากประโยคนี้ หัวเม่นทะเลก็ไม่ตอบสนองอะไรอีกเลย
หรือจะพูดให้ถูกก็คือ เขาไม่ใช่หัวเม่นทะเลอีกต่อไปแล้ว เขาดูเหมือนหานชุนมากกว่า
เมื่อสีดำเหล่านั้นถอยร่นไป ใบหน้าของหานชุนก็ปรากฏขึ้นมาใหม่ เขากระทั่งไอออกมาหนึ่งครั้ง
นั่นทำให้หลี่ชิงหมิงรู้สึกสะอิดสะเอียนขึ้นมาทันที จึงโยนเขาทิ้งไปตรงนั้น
จบแล้ว?
แค่นี้ก็จบแล้วเหรอ?
ความรู้สึกคลุ้มคลั่งอย่างบอกไม่ถูกปะทุขึ้นมาในใจ
ดวงตาของหลี่ชิงหมิงแดงก่ำขึ้นเรื่อยๆ มือที่กำไม้เบสบอลก็แน่นขึ้นทุกที
เอาอะไรมาอีกหน่อยสิ เอาอะไรมาอีกสักหน่อย...
ระหว่างที่กำลังมองหา ไช่จื้อซินก็ตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาด้วยความมึนงง
"เลือด... เลือดเต็มไปหมดเลย... เจ็บ... เกิดอะไรขึ้น..."
หลี่ชิงหมิงหันขวับไปทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นทว่าจริงจัง
ใช่ๆๆ
ตัดสินใจไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะฆ่ามัน
เขาไม่คิดอะไรให้มากความ ลากไม้เบสบอลเดินเข้าไปหา
"อ๊ะ?!!" ไช่จื้อซินตกใจจนถีบขาถอยหลังกรูด "พี่ พี่ พี่... พี่ชาย..."
"ฉันไม่มีญาติพี่น้องทางสายเลือด" หลี่ชิงหมิงก้มมองเขาพลางยกไม้เบสบอลขึ้นช้าๆ "และก็ไม่ต้องการด้วย"
แต่ในตอนนั้นเอง เธอก็มาอีกแล้ว
"ย๊า!! ย้าาาาา!!"
จี๋เสี่ยวเสียงพุ่งเข้ามากอดเอวหลี่ชิงหมิงจากด้านหลังแน่น สองขาก็ตวัดรัดตามขึ้นไปอย่างเชี่ยวชาญราวกับโคอาล่าตัวแก่
"จบแล้ว!!! มันจบลงแล้ว!!!" เธอพยายามตะโกนสุดเสียง
หลี่ชิงหมิงไม่อยากสนใจเธอ เขาอยากจะก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว
แต่จะว่ายังไงดีล่ะ...
เธอตัวหนักมากจริงๆ
"เหมียวเหมียว!!!" จี๋เสี่ยวเสียงตะเบ็งเสียงร้องอีกครั้ง "จะไม่มีใครให้อาหารเหมียวเหมียวแล้วนะ!!"
วินาทีนั้น ใบหน้าน่ารักของเหมียวเหมียวก็ผุดขึ้นมาตรงหน้าหลี่ชิงหมิง
ทั้งขนปุยสีส้ม สัมผัสตอนที่มันข่วน และท่าทางกินจุไม่รู้จักอิ่มนั่น...
ในที่สุด ไม้เบสบอลก็ค่อยๆ ลดระดับลง
"ปล่อยคนแบบนี้กลับคืนสู่สังคม ยังไงก็ต้องมีคนรับผิดชอบ" หลี่ชิงหมิงปรายตามองไช่จื้อซินที่นอนขดตัวอยู่บนพื้น "แต่ก็ช่างเถอะ ยังไงซะคนคนนั้นก็ไม่ใช่ฉันอยู่ดี"
"อา!" จี๋เสี่ยวเสียงเพิ่งจะกล้าลืมตา "ไม่เป็นไรแล้วเหรอ?"
"ไม่เป็นไรแล้ว ปล่อยมือเถอะ" หลี่ชิงหมิงพูดอย่างอึดอัดเล็กน้อย "เธอตัวหนักจริงๆ นะ"
"นี่มัน... เป็นเพราะกินช็อกโกแลตมากไปต่างหาก..." จี๋เสี่ยวเสียงถึงได้กล้ายอมปล่อยมือลงไปยืนที่พื้น
ความน่าระทึกใจหยดสุดท้ายของทั้งห้องเรียนก็ปิดฉากลงในที่สุด
ครั้งนี้ คือการรอดตายราวกับปาฏิหาริย์อย่างแท้จริง
ทว่ากลับไม่มีใครร้องไห้ ไม่มีใครส่งเสียงกรีดร้อง
ทุกคนสงบนิ่งกันอย่างน่าประหลาด
ท่ามกลางหมอกดำที่ค่อยๆ จางหายไป ท่ามกลางแสงแดดที่เริ่มสาดส่องสดใส ทุกคนต่างปรับลมหายใจให้เป็นปกติและปลอบประโลมซึ่งกันและกันโดยไม่พูดอะไรสักคำ
เมื่อสีดำเลือนหายไป คนที่ล้มลงไปก็ค่อยๆ ได้สติกลับคืนมาทีละคน พวกเขารอดชีวิตมาได้อีกครั้ง และโผเข้ากอดกันร้องไห้กับคนข้างกาย
แม้กระทั่งหานชุนก็ลืมตาขึ้นมา เขาเอียงคอมองนาฬิกาข้อมือด้วยความตกตะลึง แล้วยกมือขึ้นไปคลำมัน
ส่วนหลี่ชิงหมิง เขาไม่สนใจ
ที่นี่ไม่มีอะไรให้ต้องใส่ใจอีกแล้ว
เขากระชากชุดนักเรียนบนตัวโยนทิ้งลงพื้น จากนั้นก็อุ้มกล่องดำสมบัติของตัวเองขึ้นมา เก็บของที่จำเป็นใส่กระเป๋านักเรียน แล้วสะพายกระเป๋าขึ้นบ่า
"จะไปแล้วเหรอ..." จี๋เสี่ยวเสียงมองการกระทำต่อเนื่องเหล่านั้น แล้วเอ่ยถามอย่างเหม่อลอย "ไม่รอหน่วยกู้ภัยแล้วเหรอ?"
"ไปเข้าห้องน้ำ" หลี่ชิงหมิงล้วงนาฬิกาพกออกมาดู "ถึงเวลาเข้าห้องน้ำรอบแรกของช่วงบ่ายแล้ว"
พูดจบ เขาก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ล้วงกระเป๋าสองข้าง ห่อไหล่เล็กน้อย แล้วเดินออกไปข้างนอก
แต่จี๋เสี่ยวเสียงรู้ว่าเขาโกหก
มองดูแผ่นหลังสีดำที่กำลังจะเดินผ่านหน้าไป เธออดไม่ได้ที่จะดึงเสื้อเขาไว้ แล้วถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่เบาไม่ดังจนเกินไปว่า:
"ยังนับอยู่ไหม?"
หลี่ชิงหมิงชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็หันหน้ากลับมาพยักหน้าเบาๆ อย่างรวดเร็ว
"วางใจเถอะ
"เธอจะตายก่อนฉันเท่านั้น"
ในที่สุดจี๋เสี่ยวเสียงก็เผยรอยยิ้มโง่งมออกมาอีกครั้ง
ครั้งนี้คือความจริง
…………
14:16:52 น. ภายในเต็นท์บัญชาการ
"แดนลับ... แดนลับกำลังถูกคลาย! คาดว่าจะสลายไปอย่างสมบูรณ์ในอีก 3 นาที!!" จู่ๆ เจ้าหน้าที่เทคนิคก็กระโดดตัวลอยน้ำตาแตก "ทุกคนรอดชีวิต! ขอย้ำอีกครั้ง! ทุกคนรอดชีวิต!!"
หลังจากความเงียบงันที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว
ทั้งห้องก็ลุกฮือขึ้นด้วยความตื่นเต้นยินดี!
"เร็วเข้า!!! ทีมแพทย์!! เร็ว!!"
"พวกเราก็ไปกันเถอะ!!"
"ไอ้ทหารกองหน้าเวรนั่น... ในที่สุดก็ทำสำเร็จงั้นเหรอ?"
"ช่างหัวมันสิ จับกุมเขาก่อน!"
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องและน้ำตา ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานหรือบุคลากรของโรงเรียน ต่างก็พากันวิ่งกรูกันออกไปอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้
ทว่าโจวเฉิงกลับยังคงกังขา เขาคว้าไหล่เจ้าหน้าที่เทคนิคแล้วถามว่า "ทหารกองหน้าคนนั้นเป็นคนฆ่าผู้ครอบครองงั้นเหรอ?"
"ไม่น่าจะใช่ครับ" เจ้าหน้าที่เทคนิคชี้ไปที่หน้าจอ "รังสีค่อยๆ อ่อนกำลังลงอย่างช้าๆ นี่พิสูจน์ได้ว่าผู้ครอบครองจากไปอย่างสงบ พวกเขามีโอกาสสูงมากที่จะทำเป้าหมายของแดนลับได้สำเร็จ"
"อา" โจวเฉิงถึงได้ทิ้งตัวนั่งลงไปตามเดิม
เขาก็ถือว่ารอดพ้นจากความตายมาได้เหมือนกัน
หลังจากผ่อนคลายลงได้ไม่กี่วินาที เขาก็มองไปรอบๆ แล้วพูดว่า "ไป๋โจ้วนะไป๋โจ้ว... ห้องนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ ด้วย... เอ๊ะ? คนล่ะ?"
"ออกไปตั้งนานแล้วครับ ก่อนที่ผมจะประกาศ เขาก็พานากาตะกับอิรินาออกไปแล้ว น่าจะไปจับคนล่ะมั้งครับ" เจ้าหน้าที่เทคนิคมองหน้าจอแล้วถอนหายใจ "ผอ.ไป๋เคยมีส่วนร่วมในการพัฒนาอัลกอริทึม AI ของแดนลับระบบนี้ เธอรู้ความหมายของการผันผวนของข้อมูลดีกว่าใครเลยล่ะครับ"
"เฮ้อ... ช่างเถอะ..." มาถึงตอนนี้โจวเฉิงก็หมดเรี่ยวแรงไปอย่างสิ้นเชิง เขาพิงพนักเก้าอี้พลางนวดขมับ "ความรู้สึกนี้... ความดันน่าจะพุ่งไป 170 แล้วล่ะมั้ง... เอายาลดความดันฉุกเฉินมาให้ฉันก่อน... อยู่ในเสื้อคลุม... เร็วเข้า..."
"เอ๊ะๆ! ผอ.โจว คุณอย่าเพิ่งมาสละชีพในหน้าที่ไปก่อนสิครับ!"
"ก็เพราะปากหมาๆ ของแกนี่แหละ ฉันถึงต้องตายน่ะ!"
029 "การซ้อมล่วงหน้า"
ภายในม.6 ห้อง 4
ทุกคนอิงแอบแนบชิดกัน ประคองคนที่หลับใหลให้ค่อยๆ ตื่นขึ้นมาทีละคน เพื่อรอคอยให้สีดำหยดสุดท้ายล่าถอยไป
"รอดชีวิตมาได้แล้วสินะ..."
"แปลกชะมัด... ตอนนั้นพวกเราไปทำเรื่องแบบนั้นพร้อมกับหลี่ชิงหมิงได้ยังไงกัน..."
"เธอไม่คิดว่าหัวเม่นทะเลก็น่ารักดีเหรอ?"
"เขาดูเหมือนไม่อยากทำร้ายพวกเราจริงๆ นั่นแหละ"
"แต่เขาบอกว่าจะลิ้มรสพวกเรานะ"
"นั่นสิ แล้วตกลงเขามาทำอะไรกันแน่?"
"ใครจะไปรู้ล่ะ... ขนาดกรมความปลอดภัยแดนลับยังไม่รู้เลย..."
"แต่ถึงจะสู้กับหัวเม่นทะเลจริงๆ ฉันก็คิดว่าหลี่ชิงหมิงน่าจะชนะนะ"
"เห็นด้วย"
ท่ามกลางบรรยากาศอันสงบสุข ริมหน้าต่างแถวหลัง เปลือกตาของจางชิงอีที่ฟุบอยู่บนโต๊ะก็ขยับเขยื้อนในที่สุด
เธอไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง แต่เธอก็ตื่นขึ้นมาจริงๆ
สิ่งแรกที่ต้อนรับเธอคือรอยยิ้มของเย่เฉี่ยน ซึ่งดูเจิดจ้าเป็นพิเศษท่ามกลางแสงแดดยามบ่าย
นี่ควรจะเป็นเรื่องราวแสนหวาน ทว่าจางชิงอีกลับตีหน้าขรึม ไม่ได้แสดงออกอะไรมากไปกว่านั้น
"...จบแล้วเหรอ?" เธอขมวดคิ้วยันตัวลุกขึ้น
"อืม"
"...เขาเหรอ?" จางชิงอีมองไปที่ที่นั่งว่างเปล่านั้น
"แล้วจะเป็นใครไปได้อีกล่ะ?"
"เฮ้อ... ดันถูกคนแบบนั้นช่วยไว้ซะได้" จางชิงอีนวดขมับพลางยิ้มขื่น "น่าสะอิดสะเอียนชะมัด"
"ฉันเองก็ออกแรงไปเยอะเหมือนกันนะ" หลังจากที่เย่เฉี่ยนรวบรวมความกล้า เขาก็หันกลับมาอย่างสง่าผ่าเผย "คือว่า ฉันคิดตกแล้วล่ะ ความจริงแล้วฉัน..."
"อย่า อย่าเลย" จางชิงอีขมวดคิ้วพร้อมยกมือขึ้นห้ามรัวๆ "หมดอารมณ์แล้ว ฉันหมดอารมณ์กับนายไปแล้ว"
"หา?"
จางชิงอีส่ายหน้าแค่นหัวเราะ "ถึงขนาดนั้นแล้วนายยังไม่ช่วยฉันอีก ถ้าแค่นี้ยังไม่หมดอารมณ์ก็คงจะหน้าด้านเกินไปหน่อยมั้ง?"
เย่เฉี่ยนรีบร้อนพูด "ไม่ใช่สิ เธอฟังฉันอธิบายก่อน ฉันถูกหลอก มันไม่มีของวิเศษสำหรับหลบหนีตั้งแต่แรกแล้ว!"
"ช่างเถอะ ฉันไม่อยากฟังนายพูดแล้ว หลบไปซะ" จางชิงอีลุกขึ้นยืนแล้วยกโต๊ะ
"เอ๊ะ งั้นฉันช่วยเธอยกกลับไปนะ" เย่เฉี่ยนทำได้เพียงยิ้มเจื่อนแล้วลุกขึ้น
"อย่าเลย นายเป็นถึงคุณชายกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ ฉันเป็นแค่ชาวบ้านต๊อกต๋อยคงไม่มีปัญญาใช้งานหรอก นายระวังผู้หญิงชั้นต่ำแบบฉันไว้หน่อยเถอะ"
"โธ่... ไม่ใช่สักหน่อย... ฉันเปลี่ยนไปแล้วนะ..."
ระหว่างที่กำลังเถียงกัน สองพี่น้องคู่ซี้ก็หน้าแดงก่ำเดินเข้ามาหาจางชิงอี พวกเขาสบตากันเพื่อเติมความกล้า ก่อนจะก้าวออกมาข้างหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว
พี่ชาย: "พี่ชิงอี พวกเรารู้ว่ามันไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่..."
น้องชาย: "แต่ทุกคนก็ถือว่าร่วมเป็นร่วมตายกันมาแล้ว... พวกเรา... ต่อให้โดนด่าว่าโรคจิตก็ไม่เป็นไรหรอก..."
พี่ชาย: "ก็คือแบบ... อันนั้นน่ะ... พี่ช่วย... แรงๆ... เฮ้อ แกพูดสิ!"
น้องชาย: "อ่าอืม... ก็คือ... ปัดโธ่เว้ย... พูดไม่ออกจริงๆ ด้วยแฮะ!!"
"น่าขยะแขยงชะมัด" จางชิงอีชักสีหน้า เผยให้เห็นใบหน้ารังเกียจอันเป็นมาตรฐานของเธอ "ไสหัวไป"
พี่ชาย: "...แบบนี้ก็ได้มั้ง"
น้องชาย: "ไม่ขาดทุนหรอก"
สองพี่น้องเดินจากไปอย่างพึงพอใจ
เมื่อเย่เฉี่ยนเห็นดังนั้น ก็ทำได้เพียงพิงตัวไปด้านหลัง "เมื่อก่อนอย่างน้อยเธอก็ยังแสร้งทำเป็นกุลสตรีบ้างนะ"
"ใช่สิ ตอนนี้ขี้เกียจแม้แต่จะเสแสร้งแล้วล่ะ" จางชิงอีจัดโต๊ะเก้าอี้กลับเข้าที่เดิม แล้วหันหลังพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "แดนลับได้เปลี่ยนฉันไปแล้ว"
"เหมือนกัน" เย่เฉี่ยนหยั่งเชิง "งั้นพวกเรามา... ทำความรู้จักกันใหม่ดีไหม?"
"ไม่สนใจ" จางชิงอีโบกมือปัดส่งๆ จากนั้นก็ปรายตามองไปที่โต๊ะของหลี่ชิงหมิง "แล้วเขาล่ะ?"
"ไปห้องน้ำมั้ง เหมือนจะถึงเวลาแล้ว?"
"ไม่ๆ ช่วงบ่ายเขาจะไปตอนพักเบรกคาบสองต่างหากล่ะ" จางชิงอีแค่นหัวเราะ "เกรงว่าคงไปทำลายหลักฐานล่ะมั้ง สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าซ่อนของอันตรายไว้เยอะแค่ไหน ตอนนี้ต่อให้เขาล้วงเอาบาซูก้าออกมาจากชักโครกฉันก็เชื่อ"
"เธอรู้ใจเขาดีจังนะ?"
"คนเรามักจะทำความเข้าใจในสิ่งที่รักและสิ่งที่กลัว" จางชิงอีหันกลับมาด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ "ตอนนี้ไม่มีความรักแล้ว เหลือแต่ความกลัว"
"..." เย่เฉี่ยนเศร้าซึมจนวิญญาณแทบหลุดลอย
คราวนี้ถือว่าอกหักอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
แต่ก็โทษใครไม่ได้
บาดแผลทางใจ
มักจะเป็นชะตากรรมที่ผู้แข็งแกร่งหลีกหนีไม่พ้นเสมอ
เย่เฉี่ยนถอนหายใจออกมา มองดูแผ่นหลังของจางชิงอีที่ไม่มีความอ่อนโยนหลงเหลืออยู่อีกต่อไป กลับยิ้มบางๆ ออกมาแทน
ช่างเถอะ
สู้ลืมเลือนกันไปในยุทธภพเสียดีกว่า
ต่อจากนี้ไปจะไม่มีใครส่งผลกระทบต่อความเร็วในการชักดาบของฉันได้อีก
……
ภายในระเบียงทางเดินชั้นหนึ่ง เจ้าหน้าที่การแพทย์และหน่วยกู้ภัยแห่กันมาจนแน่นขนัด
ในทางทฤษฎี เมื่อผู้ครอบครองจากไปแล้ว มิติแดนลับก็สามารถเข้าออกได้อย่างอิสระ แต่ตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัย พวกเขาต้องรอให้รังสีของแดนลับสลายไปอย่างสมบูรณ์เสียก่อนถึงจะเข้าไปได้
ดังนั้นต่อให้พวกเขาจะร้อนใจแค่ไหน ก็ทำได้เพียงเข้าแถวรออยู่หน้าประตูม.6 ห้อง 4 เท่านั้น
ทว่าสิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือ เมื่อไม่กี่วินาทีก่อนหน้านี้ มีผู้ชายคนหนึ่งชิงออกจากแดนลับไปก่อนที่พวกเขาจะเข้ามา อาศัยความคลาดเคลื่อนของเวลาได้อย่างสมบูรณ์แบบ แล้วไปซ่อนตัวอยู่ในห้องน้ำ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นี่ก็อยู่ในแผนการของหลี่ชิงหมิงเช่นกัน
ในการจำลองสถานการณ์แดนลับนับครั้งไม่ถ้วนของเขา นี่คือขั้นตอนสุดท้ายและสำคัญที่สุด
คนที่อยู่ตรงระเบียงทางเดินคือหน่วยกู้ภัยก็จริง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนด้วย
หลังจากยืนยันความปลอดภัยของผู้ประสบเหตุแล้ว พวกเขาจะทำการตรวจสอบและลงทะเบียนของวิเศษรวมถึงของที่ยึดมาได้ อีกทั้งยังจะสืบสวนกระบวนการในแดนลับ เพื่อตัดสินว่ามีการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือไม่
หลี่ชิงหมิงเกลียดการตรวจสอบและการลงทะเบียน เพราะนั่นจะทำให้มีบันทึกของทางการหลงเหลืออยู่ หน่วยงานจะรู้ว่าเขาครอบครองพลังลับและของวิเศษอะไรบ้าง ซึ่งจะทำให้การทำอะไรต่างๆ ในอนาคตไม่สะดวก
เพื่อจัดการปัญหานี้ เขาได้กำหนดห้องน้ำส่วนตัวและเหมาเวลา 15 นาทีเอาไว้ตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนแล้ว
15 นาทีนี้เขาเข้าห้องน้ำก็จริง แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ค่อยๆ ดัดแปลงกำแพงด้านหลังชักโครกให้กลายเป็นช่องลับเก็บของแบบวันแล้ววันเล่า
ตามแผนการ ตอนนี้เขาต้องใช้ช่วงเวลาอันเป็นช่องโหว่นี้เพียงช่วงเดียว เพื่อซ่อนของที่ยึดมาได้เข้าไปข้างใน เพื่อตบตาหลบเลี่ยงการตรวจสอบ
แต่หลี่ชิงหมิงในเวลานี้กลับไม่ได้ทำเช่นนั้น เขาเพียงแค่นั่งนิ่งๆ อยู่บนชักโครก เฝ้ารออย่างเงียบงัน
ดูเหมือนจะรับรู้ได้ว่าในที่สุดเขาก็สงบลงแล้ว กระบวนการบางอย่างจึงกล้าที่จะค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
【ขอแสดงความยินดีด้วย คุณหลี่ชิงหมิง
【ภารกิจ "การซ้อมล่วงหน้า" เสร็จสิ้นแล้ว
【เวลาที่ใช้: 57:52
【ระดับการมีส่วนร่วม: สูงมาก
【กรุณาเลือกรางวัล:
【A. พลังลับเฉพาะตัวของจิงเจ๋อ: การกินอาหารทางสมอง
【คุณภาพ: ★★★★★
【ประเภท: สนับสนุน
【การใช้พลังงาน: N/A
【คำอธิบาย: เมื่อจิงเจ๋อมีสติสัมปชัญญะไม่เพียงพอ สามารถเผาผลาญความอิ่มและเสบียงสำรองเพื่อฟื้นฟูสติสัมปชัญญะได้โดยตรง
【นั่นก็หมายความว่า ตราบใดที่คุณยังกินอาหารต่อไป คุณก็จะไม่มีวันถูกกลืนกินโดยความหวาดกลัวของแดนลับ
【B. ของวิเศษเฉพาะตัวของจิงเจ๋อ: กระเพาะรอง
【ประเภท: สนับสนุน, สามารถเติบโตได้
【คุณภาพ: ★★★★★
【ความทนทาน: N/A
【ความจุ: 5
【คำอธิบาย: กระเพาะรองคือคลังเก็บของที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวละครจิงเจ๋อ เป็นมิติที่แยกเป็นอิสระจากโลกภายนอก มีเพียงจิงเจ๋อเท่านั้นที่สามารถรับรู้ได้ มีเพียงจิงเจ๋อเท่านั้นที่สามารถใช้งานได้ และสามารถเก็บได้เพียงของสะสมและของวิเศษเท่านั้น
【คุณสามารถติดตั้งทางเข้าของมันไว้บนร่างกายหรือสิ่งของที่พกติดตัวได้
【นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้เสบียงสำรองเพื่ออัปเกรดกระเพาะรอง เพื่อขยายความจุได้อีกด้วย
【ความจุทุกๆ 1 หน่วยสามารถรองรับไอเทมได้ 1 ชิ้น ไอเทมที่โอเวอร์โหลดจะกินพื้นที่เพิ่มเติม】
【ต้องการเลือกรางวัลตอนนี้เลยหรือไม่?】
เมื่อเห็นรางวัลทั้งสองอย่างนี้ หลี่ชิงหมิงที่เดิมทีนิ่งสงบดั่งน้ำนิ่งก็อดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วขึ้น