เซียนกวนซ่งเชิญนายช่างผู้เชี่ยวชาญด้านชลประทานจากเมืองหงฝูที่อยู่ติดกันมาคนหนึ่ง สามารถทำให้การขุดลอกคลองทั่วเมืองเชียนฉวีเสร็จเร็วขึ้น และน้ำในแม่น้ำใสสะอาดยิ่งขึ้น
ข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่วเมืองเชียนฉวีอย่างรวดเร็ว เมื่อเถี่ยซานหนิวมาถึงริมคลอง ทุกคนก็หยุดงานรออยู่แล้ว
หน่วยส่งไก่ทั้งสี่คนเป็นผู้นำปรบมือ เสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งสองฝั่งแม่น้ำ
เถี่ยซานหนิวตกใจมาก "นี่คือ?"
หลิวมู่เจี้ยงหัวเราะพลางกล่าว "ทุกคนได้ยินมาว่า ท่านยอมละทิ้งชีวิตอันมั่งคั่งในเมืองหงฝู เดินทางมายังเมืองเชียนฉวีของเราเพื่อช่วยเหลือพวกเราทำโครงการขุดลอกคลอง ล้วนยินดีต้อนรับท่านเป็นอย่างยิ่ง"
"ละอายใจนัก ความจริงก็ไม่ได้มีชีวิตที่มั่งคั่งอะไร..." เถี่ยซานหนิวนอกจากจะเขินอายแล้ว ยังรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งกว่าเดิม
"ชาวเมืองเชียนฉวีช่างกระตือรือร้นและมีน้ำใจจริงๆ!"
ภาพที่ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันเพียงเพื่อทำสิ่งเดียวให้ดีที่สุด ภาพที่ทุกคนเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้นเช่นนี้ เขาไม่เคยเห็นที่เมืองหงฝูมาก่อนเลย
เถี่ยซานหนิวอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่า ในดินแดนที่ยากจนข้นแค้น เหตุใดผู้คนถึงสามารถมีความสุขได้เช่นนี้
เวลาผ่านไปเพียงครึ่งวัน ยิ่งเขาเห็นมากเท่าไหร่ ความสงสัยในใจก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แม้ว่าคลองจะอยู่ในระหว่างการเร่งขุด แต่กลับไม่มีแส้หรือกระบองคอยคุม ใครที่เหนื่อยหรือหิว ก็สามารถไปดื่มชาเย็นและน้ำบ๊วยที่เพิงหญ้าได้ตลอดเวลา ภายใต้กฎเกณฑ์ที่หละหลวมเช่นนี้ กลับไม่มีใครทำงานชุ่ยๆ หรืออู้กินแรงเลย ทุกคนเต็มใจยืนตากแดดที่ร้อนระอุแกว่งพลั่วเหล็กทำงาน
เมื่อถึงเวลาพักกินข้าวตอนเที่ยง น้ำซุปเนื้อต้มผักร้อนๆ และหมั่นโถวลูกใหญ่สีขาวก็มีให้กินจนอิ่มหนำ กินดีกว่าชาวนาผู้มั่งคั่งในเมืองหงฝูเสียอีก
เถี่ยซานหนิวประคองชามน้ำซุปเนื้อ ชวนคนข้างๆ คุย
"ก้มหน้าก้มตาทำอย่างเอาเป็นเอาตายขนาดนี้ ไม่เหนื่อยหรือ?"
"ไม่เหนื่อยเลย หากได้ป้าย 'แนวหน้าขุดคลอง' สักชิ้น แล้วยังได้ผ้าแพรกลับหมู่บ้านไปอีกสองพับ บรรพบุรุษก็มีหน้ามีตา ทั้งครอบครัวก็ดีใจแล้ว"
เถี่ยซานหนิวชะงัก เขารู้ว่าเซียนกวนซ่งขนผ้าแพรพรรณกลับมาจากเมืองหงฝูชุดหนึ่ง ที่แท้ก็ไม่ได้เอาไว้เสพสุขเอง แต่เอามาแจกให้คนงานขุดคลอง
"แนวหน้าขุดคลองคืออะไร?"
"คือเหรียญรางวัล คือเกียรติยศ" คนข้างๆ หัวเราะอย่างซื่อสัตย์ "คนเราเกิดมาชาติหนึ่ง ก็ต้องมีเป้าหมายให้มุ่งไป จะมีชีวิตอยู่แค่กินข้าว ทำงาน แล้วก็นอนไม่ได้หรอก เมื่อก่อนชีวิตลำบาก ใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างเลื่อนลอย ตอนนี้กินอิ่มแล้ว เจ้าว่ายังจะหวังอะไรอีก?"
เถี่ยซานหนิวกัดหมั่นโถว ค่อยๆ ขบคิด และพบว่าเมืองเชียนฉวีแตกต่างจากที่เขาจินตนาการไว้โดยสิ้นเชิง แม้แต่คนงานขุดคลองธรรมดา ก็ยังมีความมุ่งมั่นที่สูงส่งกว่า
"สองสามท่านนั้นที่ร่ายคาถาลดความร้อนให้ คงเป็นเซียนซือผู้มีตบะ เซียนซือก็ลงมาที่คลองด้วยตัวเองหรือ?" เขาถามหลิวมู่เจี้ยงเสียงเบา ด้วยเกรงว่าจะล่วงเกิน
"แน่นอน ไม่เพียงแต่เซียนซือจะมาช่วยงานที่คลอง เซียนกวนซ่งยังลงนาทำไร่ไถนาด้วยตัวเองอีกด้วย"
เถี่ยซานหนิวตกตะลึง "เซียนกวนลงนา?!"
"ใช่ เซียนกวนซ่งชอบใช้คันไถพลิกหน้าดิน ชอบดำนา ต้นกล้าที่เขาดำนั้นเป็นระเบียบเรียบร้อย ระยะห่างระหว่างต้นเท่ากันเป๊ะ แม่นยำกว่าใช้ไม้บรรทัดวัดเสียอีก เวลาเขาทำไร่ไถนาเขาจะตั้งใจและพิถีพิถันมาก สามารถทำงานรวดเดียวห้าชั่วยามโดยไม่หยุดพัก หากเจ้าพูดกับเขา เขาอาจจะไม่ได้ยินด้วยซ้ำ"
เถี่ยซานหนิวพึมพำ "สวรรค์ช่วย"
เพราะตกตะลึงมาตลอดทั้งวัน คืนแรกที่เถี่ยซานหนิวมาถึงเมืองเชียนฉวีเขาก็นอนไม่หลับเสียแล้ว
ในใจเขามีความรู้สึกหลากหลายประดังประเด จึงจุดตะเกียงวาดแบบแปลน ขบคิดหาวิธีจัดการคลองในเมืองเชียนฉวี ก่อนนอนเขาก็เปิดสมุดบันทึก จดสิ่งที่ได้พบเห็นในวันนี้
"...เมืองเชียนฉวีเป็นสถานที่ที่มหัศจรรย์มาก ท่านสามารถมองเห็นพายุทราย และยังสามารถมองเห็นต้นกล้าที่กำลังแตกใบอ่อน มีบ่อน้ำแห้งขอดที่ตักน้ำไม่ได้ และก็มีคลองที่กำลังถูกขุด ทุกคนที่อาศัยอยู่ที่นี่ ไม่ว่าเขาจะกำลังขุดคลอง ไถนา หรือปลูกต้นไม้ ท่านก็ล้วนสามารถ
สัมผัสได้ถึงความหวังอันไร้ที่สิ้นสุดจากตัวเขา
"เมืองเชียนฉวีแม้ยากจน แต่ชาวเมืองเชียนฉวีกลับใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและมีศักดิ์ศรีมากกว่าชาวเมืองหงฝู เมื่อมีความหวังและศักดิ์ศรีนี้อยู่ ไม่ช้าก็เร็วเมืองเชียนฉวีจะต้องเหนือกว่าเมืองหงฝู
"ข้าอยากรู้เหลือเกินว่า เซียนกวนซ่งใช้วิชาเซียนอันใด ถึงสามารถทำให้เมืองเชียนฉวีที่ฝนไม่ตกมาสามปีมีหญ้าเขียวขจีงอกงามขึ้นมาใหม่ได้ สามารถทำให้ผู้คนมากมายยอมติดตามเขาอย่างไม่คิดชีวิต และเคารพเทิดทูนเขาจากก้นบึ้งของหัวใจ"
เขาเขียนบันทึกเสร็จ ก็เขียนจดหมายอีกฉบับ ตัดสินใจหาคนไปส่งข่าวให้ญาติพี่น้องร่วมบ้านเกิดที่เมืองหงฝู
เมืองหงฝูมั่งคั่ง มั่งคั่งตรงที่ดินฟ้าอากาศเป็นใจ แต่ชีวิตของชาวนาผู้ยากไร้และชาวนาเช่าก็ยังคงลำบากอยู่ดี ทว่าคนงานขุดคลองของเมืองเชียนฉวีแม้จะเหน็ดเหนื่อย แต่ก็มีกินมีดื่มจนอิ่มท้อง จะไม่ทำให้คนหวั่นไหวได้อย่างไร
วันที่สอง เขาขอให้หลิวมู่เจี้ยงช่วยแนะนำ และปรึกษาหารือกับเหล่าเซียนซือที่ริมคลอง
"แม่นาง ที่บ้านเกิดข้ามีคนบ้านเดียวกันอยู่สองสามคน พวกเขาก็อยากมาทำงานขุดคลองที่เมืองเชียนฉวี ปีนี้เมืองหงฝูเกิดอุทกภัย นาถูกน้ำท่วมหมด เงินบรรเทาทุกข์ที่เซียนกวนจัดสรรมาก็มาช้าเหลือเกิน ชาวนาเช่าแทบจะไม่มีข้าวกินกันแล้ว พวกเขาอยู่ที่หมู่บ้านก็ไม่มีอะไรเหลือ ไม่มีอะไรให้ต้องอาลัยอาวรณ์ มีเพียงเรี่ยวแรงอันมหาศาล ไม่ต้องการค่าจ้าง ขอแค่มีข้าวกินก็พอ"
โจวเสี่ยวอวิ๋นกล่าวอย่างตรงไปตรงมา "ขอแค่มีข้าวกิน? เรื่องนี้พวกเราตัดสินใจเองได้ ไม่ต้องไปรบกวนศิษย์พี่ซ่ง ท่านให้พวกเขามาเถอะ"
เถี่ยซานหนิวดีใจจนเนื้อเต้น
ตั้งแต่เซียนกวนของทั้งสองเมือง "ผูกมิตร" กัน กำแพงสูงระหว่างเมืองเชียนฉวีและเมืองหงฝูก็เปิดประตูเมือง อนุญาตให้เข้าออกได้แล้ว
โจวเสี่ยวอวิ๋นคิดในใจ ก็แค่ 'คนบ้านเดียวกันสองสามคน' ฟังดูน่าจะสักสิบกว่าคน เมืองเชียนฉวีไม่มีอะไรมาก แต่ที่ดินรกร้างมีถมเถไป
มีคนมาช่วยบุกเบิกที่ดินเพิ่มสักสองสามคน ก็ไม่เลวเหมือนกัน
ในช่วงเวลาที่ซ่งเฉียนจีไม่รู้เรื่องรู้ราว ชาวเมืองหงฝูกว่าร้อยคนได้อพยพครอบครัว เดินทางไกลมายังเมืองเชียนฉวี เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่สดใส
และนี่ก็เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
ระหว่างที่ซ่งเฉียนจีรอฤกษ์งามยามดีเปิดเตาหลอม เขาก็ยังคงดูแลเรือนซ่ง ปลูกพืชพรรณใหม่ๆ ตามปกติ ความกลัดกลุ้มเพียงอย่างเดียวของเขาคือระดับตบะที่เปิดเผยออกมา
เขาจำเป็นต้องใช้ตบะควบคุมน้ำพุอมฤตในแจกันบริสุทธิ์ แต่ก็ไม่อยากให้เกิดปรากฏการณ์ประหลาดบนท้องฟ้า เมฆสายฟ้าก่อตัว จนดึงดูดความสนใจของผู้คน
หากอายุสิบห้าก็สร้างแก่นทองคำ ผู้คนคงเลือกให้เขาเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งในหมู่คนรุ่นเยาว์ที่ก้าวข้ามจื่อเย่เหวินซู สำนักศึกษาชิงหยาจะต้องเสียหน้าอย่างแน่นอน และอาจดึงดูดเสี่ยนเจี้ยนเฉินมาด้วย
ถึงตอนนั้นครึ่งหนึ่งของโลกบำเพ็ญเพียรคงแห่มาดูเรื่องสนุกที่เมืองเชียนฉวี จะเสียเวลาทำไร่ทำนาขนาดไหน
โชคดีที่ชาติก่อนเขาได้ฝึกฝนวิชาแขนงหนึ่ง สามารถซ่อนเร้นระดับขั้น เก็บซ่อนแรงกดดัน ทำให้คนอื่นมองไม่ออกว่าเขามีตบะลึกล้ำเพียงใด
เคล็ดวิชา "วสันตพิรุณเบิกบาน" มีพื้นฐานที่อ่อนโยน เหตุใดตบะถึงได้พุ่งพรวดราวกับเติบโตตามสายลม? ซ่งเฉียนจีรู้สึกเลือนรางว่ามีบางอย่างผิดปกติ เขาแหงนหน้ามองฟ้าด้วยความสงสัย
มีคนเล่นงานข้าหรือเปล่า?
หลังจากพายุทรายอ่อนกำลังลง ท้องฟ้าก็สะอาดกว่าตอนที่เขามาถึงเมืองเชียนฉวีใหม่ๆ มาก แสงแดดใสกระจ่างสว่างไสว เมฆขาวลอยล่องราวกับปุยหลิวบนผืนฟ้าสีคราม
หากเขาสามารถเปิดตาทิพย์ได้จริงๆ ก็คงจะเห็นโชคชะตาบารมีจากแปดทิศหลั่งไหลมารวมกัน กลายเป็นแสงสีทองเข้มข้น ยิ่งกว่าแสงอาทิตย์เสียอีก
หลังพายุฝนในคืนนั้น ดอกจื่อเถิงบนซุ้มไม้ก็ร่วงโรยจนหมดสิ้น
ภายใต้แสงแดดแผดเผาของฤดูร้อน ดอกบัวในตุ่มใบใหญ่กำลังเบ่งบานเต็มที่ คลี่กลีบกางใบอย่างอิสระเสรี หยดน้ำใสกลิ้งไปมาบนใบบัว ส่องประกายวิบวับ
สายลมพัดพากลิ่นหอมของดอกบัวตลบอบอวลไปทั่วทั้งเรือน
นี่เป็นบ่ายวันหนึ่งที่แสนธรรมดา ดูเหมือนจะไม่มีเรื่องวุ่นวายใดๆ เกิดขึ้นอีก
ซ่งเฉียนจีตั้งใจพลิกหน้าดิน พรวนดินให้ต้นไห่ถังสองต้น ดื่มด่ำกับช่วงเวลาทำสวนที่สงบสุขและเบิกบานใจ
จนกระทั่งคนคุ้นหน้าสองคนเดินเข้ามาในประตู เมิ่งเหอเจ๋อวิ่งนำหน้า จี้เฉินวิ่งตามหลัง
ซ่งเฉียนจีวางพลั่วในมือลง แล้วลุกขึ้นเดินไปหา
ทว่าเมิ่งเหอเจ๋อยังไม่ทันถึงตัว เสียงก็ลอยมาก่อน "ศิษย์พี่ซ่ง! เรื่องน่ายินดีครั้งใหญ่! คลองสายตะวันตกเฉียงใต้ขุดไปได้ครึ่งทาง ก็ขุดเจอเหมืองหินวิญญาณขนาดเล็กแห่งหนึ่ง "
ซ่งเฉียนจีเหม่อลอยไปชั่วขณะ ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้เอน จ้องมองเขาอย่างเหม่อลอย "เจ้าว่าอะไรนะ?"
จี้เฉินตะโกนแทรกขึ้นมา "ยังมีข่าวดีอีกเรื่อง ขุดเจอน้ำมันไฟใต้คลองสายตะวันออก บ่อน้ำมันพุ่งปรี๊ดขึ้นมาเลย"
ซ่งเฉียนจีกอดหมอนอิงใบเล็กแน่นโดยสัญชาตญาณ พึมพำว่า "เป็นไปไม่ได้น่า ทำไมล่ะ?"
เมิ่งเหอเจ๋อ "ตอนแรกคิดว่าเซียนกวนตระกูลจ้าวรุ่นก่อนๆ ใช้สารพัดวิธีสำรวจพลิกแผ่นดินเมืองเชียนฉวีจนพรุนไปหมดแล้ว! ใครจะรู้ว่ายังมีปลาเล็ดลอดแหไปได้อีก ศิษย์พี่ช่างมีโชคชะตาบารมีหนุนนำจริงๆ!"
โชคชะตาบารมี? ประกายสายฟ้าแลบผ่านเข้ามาในหัวของซ่งเฉียนจี
ใช่แล้ว เป็นปัญหาที่โชคชะตาบารมีนี่เอง หรือว่ามีคนแอบเข้าศาลเจ้าเทวะลับหลังข้า?
เขาลุกขึ้น กลายเป็นเงาสายหนึ่งพุ่งทะยานออกจากเรือนซ่ง เมิ่งเหอเจ๋อและจี้เฉินร้องอุทานด้วยความตกใจ รีบวิ่งตามไป
ซ่งเฉียนจีก้าวขึ้นบันไดสูงชันหลายขั้น ทุบแม่กุญแจจนแตก แล้วผลักประตูตำหนักเปิดออกอย่างแรง
กลับพบว่าแสงสว่างภายในตำหนักนั้นมืดสลัว ประตูหน้าต่างมีฝุ่นจับเป็นชั้นหนา ไม่มีรูปปั้นของเขา รูปหล่อทองคำของเซียนกวนรุ่นก่อนๆ รวมถึงเจ้าสำนักและผู้อาวุโสแห่งสำนักหัวเวยยังคงอยู่ แผ่กลิ่นอายความอ้างว้างไร้คนเหลียวแลออกมา
เมื่อขาดควันธูปเทียนบูชาที่ไม่เคยดับมอดมานานปี รูปหล่อทองคำก็หม่นหมองไร้ประกาย แรงกดดันที่เคยทำให้ผู้คนหวาดหวั่นในตอนแรกได้มลายหายไปนานแล้ว
ยามที่เจ้ากราบไหว้บูชาเขา เขาคือเทพเจ้า ยามที่เจ้าไม่กราบไหว้บูชาเขา เขาก็เป็นเพียงสิ่งของไร้ชีวิต
เมิ่งเหอเจ๋อและจี้เฉินไล่ตามมาอย่างสุดกำลัง ก่อนจะตามเข้ามาในตำหนัก เห็นเพียงซ่งเฉียนจีแหงนหน้ามองเทวรูปด้วยสีหน้าเลื่อนลอย
เทวรูปขนาดยักษ์ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ก้มมองเงาร่างอันเล็กจ้อย
จี้เฉินถามด้วยความกังวล "ศิษย์พี่ซ่ง ท่านเป็นอะไรไป?"
เหตุใดศิษย์พี่ถึงไม่ดีใจเฉลิมฉลอง แต่กลับวิ่งมาที่ศาลเจ้าเทวะแทนเล่า?
ซ่งเฉียนจีสบตากับสีหน้างุนงงของทั้งสองคน คิดในใจว่ามาทั้งทีแล้ว จะไม่ทำอะไรสักหน่อยก็คงจะพูดไม่ออก เขาโบกมือ
"ทองคำตั้งมากมาย ปล่อยทิ้งไว้ก็เปล่าประโยชน์ หลอมมันซะ!"
ตัดหนทางเพิ่มพูนโชคชะตาบารมีให้สิ้นซาก ตัดไฟแต่ต้นลมตลอดกาล
จู่ๆ เมิ่งเหอเจ๋อก็ตื่นเต้นขึ้นมา "ช่างกล้าหาญชาญชัยนัก!"
ตอนนั้นเขาคิดเพียงแค่จะคล้องกุญแจปิดประตูศาลเจ้า แต่พี่ซ่งกลับพูดคุยหัวเราะพลางโบกมือทำลายแท่นบูชาเทวะ อำนาจสูงสุดในอดีต ผู้ปกครองเมืองเชียนฉวีจะไม่ได้อยู่สูงส่งเกินเอื้อมอีกต่อไป
"ข้าลงมือเอง" เมิ่งเหอเจ๋อกล่าว
ซ่งเฉียนจีมองเขาด้วยความแปลกใจ คนหนุ่มนี่ช่างมีชีวิตชีวาเสียจริง ทำงานก็ยังดีใจขนาดนี้เชียว?
ในเมื่อศาลเจ้าเทวะไม่ได้มีปัญหา แล้วตกลงว่าปัญหาอยู่ที่ไหนกันแน่?
ใครกันที่แอบเล่นงานข้าอยู่เบื้องหลัง?
……
คืนเดือนมืดลมแรง
เงาไม้ไหวเอน เงาร่างสองสายลอบนัดพบกันในตรอกมืด
คนผู้หนึ่งกดเสียงต่ำถาม "ข้าได้ยินมาว่า ช่วงนี้ของขาดตลาดมากเหรอ? บ้านท่านอาสองของข้าอยากจะเชิญไปสักองค์จริงๆ บ่นพึมพำมาสามวันแล้ว"
อีกคนเสียงเบายิ่งกว่าเขา "พี่ชาย ด้วยความสัมพันธ์ของเราสองคน ต่อให้ขาดตลาดยังไงก็ต้องมีส่วนของท่าน"
พูดจบก็หยิบห่อผ้าแพรเล็กๆ ออกมาจากอกเสื้อ ค่อยๆ เปิดออกทีละชั้น เผยให้เห็นสิ่งของขนาดเท่าฝ่ามือที่อยู่ด้านใน
ชั่วขณะที่ดวงจันทร์โผล่พ้นหมู่เมฆออกมา ก็สาดส่องลงบนใบหน้าของหลิวมู่เจี้ยงและเถี่ยซานหนิว
เถี่ยซานหนิวประคองสิ่งนั้นไว้ในมือพลางเดาะลิ้นชื่นชม "ฝีมือแกะสลักนี้ จิตวิญญาณนี้ ราวกับเป่าลมใส่ก็มีชีวิตขึ้นมาจริงๆ มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่ทำออกมาได้ น่าเสียดายก็แค่ " เขาพลิกดูไปมา "เล็กเกินไป นี่มันเล็กเกินไป!"
หลิวมู่เจี้ยงรีบพูด "ยังจะบ่นว่าเล็กอีก? นี่มันของต้องห้ามนะ ทำอย่างโจ่งแจ้งไม่ได้หรอก!"
"ใช่ๆ!" เถี่ยซานหนิวพยักหน้า ห่อผ้าแพรกลับเข้าไปใหม่ รีบกล่าวขอบคุณไม่ขาดปาก
สิ่งนั้นปรากฏขึ้นชั่วประเดี๋ยวเดียวภายใต้แสงจันทร์สว่างไสว เห็นเพียงว่าเป็นรูปสลักไม้แกะสลักลงสีของซ่งเฉียนจี เส้นผมชัดเจน สมจริงราวกับมีชีวิต
เถี่ยซานหนิวซุกของต้องห้ามไว้ในอก แล้วก้มหน้าก้มตาเดินจากไป
หลิวมู่เจี้ยงเห็นดังนั้น ก็ทอดถอนใจด้วยความพึงพอใจ
เมืองเชียนฉวีอะไรก็ดีไปหมด ยกเว้นก็แต่การกราบไหว้รูปปั้นเซียนกวนที่ต้องทำลับๆ ล่อๆ เหมือนขโมย
เมื่อก่อนไปไหว้ศาลเจ้าเทวะ เพื่อขอพรให้ตัวเองแคล้วคลาดปลอดภัย มีความสุข และสุขภาพแข็งแรง แต่ตอนนี้แอบซ่อนรูปปั้นดินเหนียวรูปแกะสลักไม้ไว้ไหว้ที่บ้าน กลับเป็นการขอพรให้อีกฝ่ายมีตบะก้าวหน้า อายุยืนร้อยปี เมืองเชียนฉวีจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนเซียนกวนตลอดไป ชีวิตของลูกหลานในภายภาคหน้าถึงจะดียิ่งๆ ขึ้นไป
……
ในขณะที่คลองกำลังถูกเร่งขุดอย่างขะมักเขม้น ต้นกล้าและพืชผลก็ดื่มด่ำน้ำฝนจนอิ่มหนำ อาบแสงแดดเติบโตอย่างบ้าคลั่ง
ฤดูร้อนของเมืองเชียนฉวีไม่เงียบเหงาอีกต่อไป ในที่สุดก็มีเสียงจักจั่นเรไร เสียงแมลงร้อง และเสียงนกร้อง
เหล่าเด็กหนุ่มตัวสูงขึ้นทุกวัน พวกเขาวิ่งเล่นใต้แสงแดดจัดจ้า ทะลุผ่านป่าทึบ จุดกองไฟย่างเนื้อ ใช้ชีวิตวัยรุ่นอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเกรงกลัวสิ่งใด
ซ่งเฉียนจีทำงานอยู่ตามท้องไร่ท้องนา พยายามซ่อนเร้นและกดข่มตบะอย่างยากลำบาก เขารู้สึกจนใจอย่างยิ่ง รอจนถึงวันที่เขากดข่มไว้ไม่อยู่ ทัณฑ์อสนีบาตของการสร้างแก่นทองคำและทารกหยวน คงจะผ่าลงมาพร้อมกันเป็นแน่
ความร้อนอบอ้าวลดลงโดยไม่รู้ตัว สายลมเย็นพัดมาแผ่วเบา ท้องทุ่งนาเปลี่ยนจากสีเขียวชอุ่มเป็นสีเหลืองทองอร่าม
ฤดูใบไม้ร่วงแห่งการเก็บเกี่ยวอันอุดมสมบูรณ์ของเมืองเชียนฉวีกำลังจะมาถึง







