หลังจากค้างคืนที่บ้านของหลานเถียนเหย่ เช้าวันรุ่งขึ้น เฉินเจี้ยนกงกับเพื่อนก็ขอฝากท้องมื้อเช้าอีกมื้อก่อนจะกลับ
ช่วงกลางวันพวกเขายังมีเรียน จึงนัดแนะกับหลานเถียนเหย่ไว้ว่าจะไปรวมตัวกันที่ ม.ครุศาสตร์เยียนจิงในตอนเย็น
พอเดินออกจากประตู จางเย่าจงก็เห็นใครบางคนกำลังนั่งยองๆ แปรงฟันอยู่ที่ก๊อกน้ำในลานบ้าน เมื่อมองดูดีๆ ถึงได้รู้ว่าเป็นจูซวี่
เขาตื่นเต้นจนอยากจะเข้าไปทักทายสักสองสามประโยค ทว่ากลับถูกเฉินเจี้ยนกงดึงรั้งไว้แน่น
"อย่าทำขายหน้าเลยน่า วันหน้ายังมีโอกาสอีกเยอะ"
พอพ้นเขตลานบ้าน เฉินเจี้ยนกงก็ให้จางเย่าจงเป็นคนปั่นจักรยาน ส่วนตัวเองนั่งซ้อนท้าย
จางเย่าจงบ่นกระปอดกระแปด "นายนี่มันจริงๆ เลย ทำไมถึงต้องถ่อมาตั้งแต่เมื่อคืนด้วย วันนี้ค่อยมาบอกเหล่าหลานสักคำก็เหมือนกันไม่ใช่หรือไง"
"มันจะเหมือนกันได้ยังไงล่ะ" เฉินเจี้ยนกงบิดขี้เกียจ "ถ้านายไม่มาหาตอนดึกๆ ดื่นๆ เขาก็คงไม่เห็นความสำคัญหรอก"
"ทำไมฉันถึงรู้สึกว่านายให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากกว่าคนของคณะศิลปะการแสดงประชาชนเสียอีกนะ"
"นายไม่เข้าใจหรอก!"
จางเย่าจงไม่เข้าใจจริงๆ เขาคิดไม่ออกว่าทำไมอีกฝ่ายถึงได้กระตือรือร้นอยากแนะนำบทละคร "หออันดับหนึ่งในใต้หล้า" ให้กับคณะศิลปะการแสดงประชาชนขนาดนี้ และเฉินเจี้ยนกงก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม
มีเพียงเฉินเจี้ยนกงเท่านั้นที่รู้ดีแก่ใจว่า การที่เขาทำแบบนี้ ก็แค่เพื่อให้ตัวเองรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้างเท่านั้น
ดูสิ ไม่ใช่ว่าฝีมือฉันไม่เอาไหนหรอกนะ แต่หมอนี่มันเก่งกาจผิดมนุษย์มนาต่างหาก ขนาดคณะศิลปะการแสดงประชาชนยังแย่งกันอยากได้บทของเขาเลย การที่ฉันสู้เขาไม่ได้ มันก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาไม่ใช่หรือไง
ตลอดทางจนกลับมาถึงมหาวิทยาลัย คาบเช้าวันนี้เป็นการบรรยายวิชา "ประวัติศาสตร์การวิจารณ์วรรณกรรม" ของจางเส่าคัง ซึ่งไม่ใช่รายวิชายอดนิยมเท่าไรนัก ทุกคนจึงดูไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมสักเท่าไร
เฉินเจี้ยนกงนั่งฟังบรรยายแบบเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา จู่ๆ หลี่ถงก็ขยับตัวเข้ามาใกล้
"เจี้ยนกง เมื่อคืนพวกนายทำไมไม่กลับหอพักล่ะ"
"มีธุระนิดหน่อยน่ะ" เรื่องไม่กลับมานอนหอมันอธิบายลงรายละเอียดลำบาก เฉินเจี้ยนกงจึงตอบปัดไปส่งๆ ไม่อยากให้หลี่ถงซักไซ้ไล่เลียงต่อ
เมื่อเห็นว่าเขาไม่อยากพูด หลี่ถงก็รู้มารยาทพอที่จะไม่ถามต่อ แต่หันไปให้ความสนใจกับอีกเรื่องหนึ่งแทน
"ฉันได้ยินมาว่าเมื่อคืนบทละครเรื่อง 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' ที่เฉาหยางเป็นคนเขียน เปิดการแสดงรอบปฐมทัศน์ที่ ม.ครุศาสตร์เยียนจิงแล้วนะ บรรยากาศในงานนี่ถึงกับแตกตื่นเลย มันยอดเยี่ยมจนเหลือเชื่อจริงๆ!"
เฉินเจี้ยนกงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เพราะเท่าที่เขารู้ เมื่อวานนี้คนของภาควิชาภาษาจีนก็น่าจะมีแค่เขากับจางเย่าจงเท่านั้นที่ไปดูการแสดงรอบปฐมทัศน์ของเรื่อง 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' แล้วข่าวนี้มันแพร่สะพัดไปเร็วขนาดนี้ได้อย่างไรกัน
"นายไปได้ยินมาจากใคร"
"หม่าจุน นักศึกษารุ่นปี 76 จากภาควิชาเศรษฐศาสตร์น่ะ"
เฉินเจี้ยนกงไม่รู้จักหม่าจุนจากภาควิชาเศรษฐศาสตร์ที่ว่า เพราะถึงอย่างไร ม.เยียนจิงก็กว้างใหญ่เกินไป
หลี่ถงลอบสังเกตสีหน้าของเขา ก่อนจะถามต่อว่า "เมื่อคืนนายไปดูการแสดงมาใช่ไหมล่ะ"
เฉินเจี้ยนกงพยักหน้ารับ
หลี่ถงแสดงสีหน้าไม่พอใจ "นายนี่มันไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ มีเรื่องดีๆ แบบนี้ก็ไม่คิดจะชวนเพื่อนฝูงไปบ้างเลยนะ"
"ตอนที่ฉันได้ข่าวก็ปาเข้าไปใกล้จะมื้อเย็นแล้ว พวกนายเองก็กำลังซ้อมกันอยู่ จะเอาเวลาที่ไหนไปได้ล่ะ นี่ฉันก็อุตส่าห์ไปดูลาดเลาให้พวกนายก่อนไม่ใช่หรือไง คืนนี้พวกเขาน่าจะยังเปิดการแสดงอยู่ ถ้าพวกนายไม่ซ้อมกันแล้ว จะลองไปดูก็ได้นะ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่ถงก็พยักหน้า "เอาอย่างนั้นก็ได้ เดี๋ยวฉันไปบอกทุกคนให้ คืนนี้งดซ้อม แล้วไปที่ ม.ครุศาสตร์เยียนจิงกัน เมื่อคืนพวกหม่าจุนกลับมาตอนสี่ทุ่มกว่า ส่งเสียงดังเอะอะจนคนทั้งชั้นไม่ได้หลับไม่ได้นอน เอาแต่อวยเรื่อง 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' กันจนแทบจะทะลุฟ้าอยู่แล้ว ฉันล่ะอยากจะไปเห็นกับตาตัวเองจริงๆ!"
หลี่ถงถือเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกกระแสความนิยมละครเวทีของ ม.เยียนจิง เขาได้เข้าไปมีส่วนร่วมทั้งในเรื่อง "รักแสนงาม" และ "คุณธรรม" ช่วงนี้ใครๆ ต่างก็พากันชื่นชมว่ากลุ่มของพวกเขาทำละครเวทีออกมาได้ยอดเยี่ยม มีฝีมือไม่แพ้คณะละครเวทีมืออาชีพเลยทีเดียว
เฉินเจี้ยนกงมองท่าทีอันเปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจของหลี่ถงแล้ว ก็อดคิดขึ้นมาไม่ได้ว่า ก่อนจะถึงเมื่อคืนนี้ ตัวเขาเองก็คงมีสภาพไม่ต่างกัน
จู่ๆ ภายในใจของเขาก็บังเกิดความคาดหวังขึ้นมาอย่างน่าประหลาด เขาแค่อยากจะรู้ว่า หลังจากที่คนกลุ่มนี้ได้ดูละครเวทีในคืนนี้จบแล้ว พวกเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไรกันบ้าง
ตกเย็นวันนั้น กลุ่มนักศึกษาภาควิชาภาษาจีนต่างก็รีบร้อนมุ่งหน้าไปยัง ม.ครุศาสตร์เยียนจิงโดยไม่สนแม้กระทั่งการกินมื้อเย็น
ตอนที่ยังอยู่ในเขตมหาวิทยาลัย พวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกผิดสังเกตอะไร ทว่าพอเดินพ้นประตูรั้วออกมาเรื่อยๆ ก็เริ่มตระหนักได้ว่า ทำไมวันนี้คนที่ออกไปข้างนอกถึงได้เยอะเป็นพิเศษนัก
"สหาย พวกนายกำลังจะไปไหนกันน่ะ" หลี่ถงวิ่งตามคนกลุ่มหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก
"ไป ม.ครุศาสตร์เยียนจิงน่ะสิ"
"ไปทำอะไรกันเหรอ"
"ไปดูละครเวทีน่ะสิ ได้ยินมาว่ามหาวิทยาลัยของพวกเขาจัดแสดงเรื่อง 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' ระดับการแสดงนี่สุดยอดไปเลย! ฝีมือไม่ด้อยไปกว่าคณะศิลปะการแสดงประชาชนเลยนะ!"
หลี่ถงลองเอ่ยปากถามคนอีกสองกลุ่ม ซึ่งคำตอบที่ได้ก็ล้วนแต่บอกว่าจะไปดูการแสดงละครเวทีที่ ม.ครุศาสตร์เยียนจิงเหมือนกันโดยไม่มีข้อยกเว้น
เขารีบกลับมารายงานสถานการณ์ให้เฉินเจี้ยนกงฟัง เฉินเจี้ยนกงจึงบอกว่า "ก็เป็นเรื่องปกตินะ ขนาดพวกเรายังได้ยินข่าว คนอื่นก็ต้องได้ยินเหมือนกันนั่นแหละ"
หลี่ถงหันไปมองทั้งด้านหน้าและด้านหลังอีกครั้ง บนถนนระยะทางเพียงแค่นี้ อย่างน้อยๆ ก็มีคนเดินอยู่ตั้งสามสี่สิบคนแล้ว
"งั้นพวกเรารีบเดินกันหน่อยเถอะ จะได้ไม่ต้องไปเจอคนเยอะจนไม่มีที่นั่ง"
ข้อเสนอแนะของหลี่ถงได้รับการเห็นชอบจากทุกคน ทุกคนจึงต่างพากันเร่งฝีเท้าวิ่งตรงไปยังป้ายรถประจำทาง
เฉินเจี้ยนกงมีจักรยานเป็นของตัวเองจึงไม่ได้รีบร้อนอะไร เขาปั่นไปเรื่อยๆ อย่างสบายอารมณ์ ม.เยียนจิงอยู่ห่างจาก ม.ครุศาสตร์เยียนจิงประมาณแปดถึงเก้ากิโลเมตร การเดินทางด้วยรถประจำทางสลับกับการเดินเท้าต้องใช้เวลาทุลักทุเลกว่าหนึ่งชั่วโมงเต็มจึงจะถึงจุดหมาย
ตอนที่พวกหลี่ถงมาถึงหน้าประตู ม.ครุศาสตร์เยียนจิง เขาก็มารออยู่ที่นั่นเกือบยี่สิบนาทีแล้วด้วยซ้ำไป
"มีจักรยานสักคันนี่มันสะดวกดีจริงๆ"
"เลิกพูดเถอะ รีบไปที่หอประชุมกันดีกว่า วันนี้คนที่มา ม.ครุศาสตร์เยียนจิงดูเหมือนจะเยอะมากจริงๆ" เฉินเจี้ยนกงเอ่ยเร่งเร้า
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เฉินเจี้ยนกงมาเยือน ม.ครุศาสตร์เยียนจิง เมื่อครู่ตอนที่เขายืนรอพวกหลี่ถง เขาสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนเลยว่ากระแสผู้คนที่หลั่งไหลมายังบริเวณหน้าประตูมหาวิทยาลัยในวันนี้มีมากกว่าปกติหลายเท่านัก ไม่ต้องเดาก็รู้ได้ทันทีว่าทุกคนต่างมุ่งหน้ามาเพื่อดู 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' อย่างแน่นอน
ช่วงก่อนหน้านี้ตอนที่เรื่อง 'รักแสนงาม' และ 'คุณธรรม' เปิดการแสดง นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยละแวกใกล้เคียงก็แห่กันมาขอดูการแสดงที่หอประชุม ม.เยียนจิงของพวกเขาไม่ใช่น้อยเช่นกัน
เพียงแต่เมื่อนำมาเทียบกับกระแสความนิยมของเรื่อง 'รักแสนงาม' และ 'คุณธรรม' ก่อนหน้านี้แล้ว ชื่อเสียงของ 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' ดูจะยิ่งใหญ่และรุนแรงกว่ามากนัก
เพียงชั่วพริบตาเดียว ผู้คนนับร้อยก็แห่กันทะลักเข้าไปในมหาวิทยาลัย เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้แต่ยืนมองโดยไม่กล้าเข้าไปขวาง เพราะนักศึกษากลุ่มนี้ไม่ใช่พวกที่ใครจะไปตอแยด้วยได้ง่ายๆ
พวกเขาเพิ่งจะก้าวพ้นประตูรั้วมหาวิทยาลัยเข้ามา ก็เห็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบจากด้านในออกมาที่ประตู ด้วยสีหน้าร้อนรนราวกับกำลังสื่อสารเรื่องเร่งด่วนบางอย่างกับเพื่อนร่วมงาน
นี่เพิ่งจะเป็นวันแรกหลังจากรอบปฐมทัศน์เท่านั้น เฉินเจี้ยนกงไม่อยากจะเชื่อเลยว่า หากผ่านไปอีกสักสองสามวัน สถานการณ์มันจะบานปลายไปถึงขั้นไหน
ระหว่างที่เฉินเจี้ยนกงกำลังคิดอะไรเพลินๆ เขาก็เดินตามคนอื่นๆ มาจนถึงหน้าหอประชุม ม.ครุศาสตร์เยียนจิง
"นี่มัน..."
กลุ่มของเฉินเจี้ยนกงทั้งเก้าคนเบิกตากว้างมองภาพเบื้องหน้า ชั่วขณะนั้น ทุกคนต่างก็ตกอยู่ในอาการทำอะไรไม่ถูก
หอประชุมของมหาวิทยาลัยก็เปรียบเสมือนสมาร์ททีวีในบ้านนั่นแหละ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าคงไม่ได้ใช้งานสักกี่ครั้ง แต่ก็ยังจำเป็นต้องมีเอาไว้ เพราะเมื่อถึงช่วงเทศกาลสำคัญก็ยังพอได้ใช้งานบ้าง อย่างน้อยที่สุดก็เอาไว้เปิดดูงานกาล่าฉลองตรุษจีนเพื่อสร้างบรรยากาศก็ยังดี
หอประชุมของ ม.ครุศาสตร์เยียนจิงเองก็ไม่มีข้อยกเว้น นอกจากกิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นครั้งคราวแล้ว เวลาส่วนใหญ่สถานที่แห่งนี้มักจะเงียบเหงาไร้ผู้คน
ทว่าสถานการณ์ในวันนี้กลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง บริเวณหน้าหอประชุมเนืองแน่นไปด้วยกลุ่มนักศึกษาจำนวนมหาศาลที่มารวมตัวกันจนมืดฟ้ามัวดิน อาจจะหลายร้อย หรืออาจจะเหยียบพันคนเลยก็ได้ เอาเป็นว่ามากมายจนนับไม่ถ้วนก็แล้วกัน
ผู้คนนับร้อยนับพันที่มาออรวมกันอยู่ที่นี่ ทำให้บริเวณหน้าหอประชุมเต็มไปด้วยเสียงดังจอแจวุ่นวาย
พวกเฉินเจี้ยนกงยืนสังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่งก็พอจะเดาสถานการณ์ออก ดูเหมือนว่าหลังจากที่การแสดงเมื่อวานได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ช่วงบ่ายวันนี้ นักศึกษาของ ม.ครุศาสตร์เยียนจิงหลายคนก็เลยรีบมาจับจองพื้นที่หน้าหอประชุมกันตั้งแต่เนิ่นๆ
พอถึงเวลาห้าโมงครึ่ง ภายในหอประชุมก็มีคนเข้าไปนั่งจนเต็มความจุ แม้แต่ตรงทางเดินก็ยังถูกจับจองจนหมดเกลี้ยง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจึงไม่กล้าปล่อยให้คนเข้าไปด้านในได้อีก
ผู้คนที่ถูกกั้นให้อยู่แต่ภายนอกหอประชุม ส่วนใหญ่ล้วนเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอื่นที่แห่กันมาตามคำเล่าลือทั้งสิ้น
ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ ทุกคนอุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางมาไกลหลายกิโลเมตร หรือบางคนก็เป็นสิบกิโลเมตรเพื่อมายัง ม.ครุศาสตร์เยียนจิง เพียงเพื่อจะได้ดูการแสดงเรื่อง 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' แต่สุดท้ายกลับไม่ได้แม้แต่จะก้าวเท้าเข้าไปในหอประชุมด้วยซ้ำ เจอแบบนี้เข้าไป จะไม่ให้คนเขาโมโหได้อย่างไร
มิหนำซ้ำยังมีนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งนี้เองที่ต้องมาติดแหง็กอยู่หน้าหอประชุมด้วย ซึ่งอารมณ์ของพวกเขาย่อมต้องหงุดหงิดยิ่งกว่าเป็นธรรมดา อยู่ในมหาวิทยาลัยของตัวเองแท้ๆ แต่กลับไม่ได้ดูการแสดง ขืนพูดออกไปมีหวังโดนหัวเราะเยาะตายเลย
นักศึกษาในยุคหลังนั้นขึ้นชื่อเรื่องความบอบบางราวกับกระดาษ โดนอะไรนิดอะไรหน่อยก็พร้อมจะแหลกสลายได้ง่ายๆ
แต่นักศึกษาในยุคนี้ไม่เหมือนกัน พวกเขาล้วนผ่านยุคปฏิวัติวัฒนธรรม ผ่านการถูกส่งตัวไปใช้แรงงานในชนบทมาแล้วทั้งนั้น ไม่เพียงแต่จะทรหดอดทนเท่านั้น ทว่าพลังการต่อสู้ยังแข็งแกร่งดุดันอีกด้วย
ในตอนนี้ เมื่อต้องมายืนตากอากาศหนาวอยู่หน้าหอประชุม แถมละครเวทีที่อยากดูก็อดดูอีก แบบนี้จะให้พวกเขายอมรับสภาพแต่โดยดีได้อย่างไร
ฝูงชนเริ่มส่งเสียงโห่ร้องโวยวายขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เสียงดังจอแจเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เสียงตะโกนประท้วงของเหล่านักศึกษาค่อยๆ ผสานรวมกัน ก่อเกิดเป็นคลื่นเสียงขนาดมหึมาดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้าของ ม.ครุศาสตร์เยียนจิง ชนิดที่ว่าได้ยินกันไปค่อนมหาวิทยาลัยเลยทีเดียว
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่รับหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยในตอนนี้ต่างก็เหงื่อตกไปตามๆ กัน สีหน้าของแต่ละคนดูตื่นตระหนกลุกลี้ลุกลนอย่างเห็นได้ชัด
บริเวณหน้าประตูมีนักศึกษาอยู่เป็นร้อยเป็นพันคน แถมจำนวนคนก็ยังมีท่าทีว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีก หากเกิดเรื่องร้ายแรงอะไรขึ้นมา อย่าว่าแต่พวกเขาเลย ต่อให้เป็นผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยก็คงรับผิดชอบไม่ไหวแน่ๆ
เดิมทีเฉินเจี้ยนกงตั้งใจว่าจะไปขอให้เถาอวี้ซูช่วยเปิดประตูหลังให้เหมือนอย่างเมื่อวาน แต่พอเห็นสภาพของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหลายคนที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยกลุ่มนักศึกษา ราวกับเรือลำน้อยที่ลอยเคว้งคว้างท่ามกลางพายุฝนกลางทะเล พยายามประคับประคองสถานการณ์อย่างยากลำบากแล้ว
อย่าว่าแต่เรื่องที่ว่าตอนนี้หอประชุมยังจะปล่อยคนเข้าไปได้อีกหรือไม่เลย ต่อให้สามารถให้เขาเข้าไปได้จริงๆ เขาก็คงไม่กล้าเข้าไปแล้วล่ะ
ขืนเดินฝ่าเข้าไปในหอประชุมต่อหน้าต่อตานักศึกษากลุ่มนี้ มีหวังเขาคงโดนรุมฉีกเนื้อกินทั้งเป็นแน่ๆ
"พวกเราอย่าเข้าไปมุงดูเลยดีกว่านะ" เฉินเจี้ยนกงเอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกหวาดเสียว
คนอื่นๆ ที่เหลือต่างก็พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็นนักศึกษาเหมือนกัน และอยากจะพิสูจน์ความยอดเยี่ยมของ 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' ด้วยตาตัวเอง แต่ทุกคนต่างก็มองว่าพวกตนล้วนเป็นคนที่เคยผ่านการทำละครเวทีและมีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันมาแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องดันทุรังไปแย่งชิงเพื่อที่จะดูให้ได้ภายในวันนี้หรอก
หน้าหอประชุมมีคนอออยู่เยอะขนาดนี้ ต่อให้ยังพอจะอนุญาตให้คนเข้าไปด้านในได้ แล้วจะให้เข้าไปได้อีกสักกี่คนกันเชียว
"วันนี้มีคนมากันเยอะขนาดไหนเนี่ย" หวังเสี่ยวผิงมองฝูงชนที่กำลังส่งเสียงโห่ร้องโวยวายอยู่เบื้องหน้า ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความตื่นตะลึง
"หอประชุมของ ม.ครุศาสตร์เยียนจิงก็ขนาดพอๆ กับของมหาวิทยาลัยเรานั่นแหละ ถ้ารวมพวกที่อยู่ข้างนอกนี่เข้าไปด้วย... เดาว่าน่าจะมีไม่ต่ำกว่าสองพันคนแน่ๆ" หลี่ถงชะเง้อมองพลางเอ่ยขึ้น
"ถ้าแค่นั้นก็ไม่เท่าไรนี่นา แต่ทำไมถึงรู้สึกเหมือนคนจะเบียดกันจนทะลักออกมาเลยล่ะ" หวังเสี่ยวผิงขมวดคิ้วสงสัย
"นายพูดน่ะมันง่าย ม.ครุศาสตร์เยียนจิงมีนักศึกษาทั้งหมดกี่คนกันเชียว
ตอนที่พวกเราเปิดการแสดง ในหอประชุมถึงจะเบียดเสียดกันแค่ไหน แต่สุดท้ายทุกคนก็ยังได้เข้าไปดู แถมดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ จำนวนนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอื่นที่แห่กันมาที่นี่ มีเยอะกว่าที่ไปดูของพวกเราตั้งไม่รู้กี่เท่า
คนตั้งมากมายต้องมาเบียดเสียดยัดเยียดกันอยู่ตรงนี้ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ ขืนอารมณ์ดีได้ก็แปลกแล้ว
พวกเราถอยออกไปยืนห่างๆ กันหน่อยดีกว่า เดี๋ยวเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมาจะซวยเอาเปล่าๆ"
เฉินเจี้ยนกงมีอายุมากกว่าใครเพื่อน จึงมองการณ์ไกลและรอบคอบกว่าเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ เขาจึงดึงทุกคนให้ถอยห่างออกมาจากฝูงชนเพื่อยืนดูสถานการณ์อยู่ห่างๆ
เขายกข้อมือขึ้นมาดูเวลาบนนาฬิกา ตอนนี้ยังไม่ถึงหกโมงเย็นเลยด้วยซ้ำ
เมื่อวานนี้ตอนที่เขาไปหาหลานเถียนเหย่ที่ซอยสื่อเจีย เขานัดแนะกันไว้ว่าจะมาเจอกันที่หน้าหอประชุม ม.ครุศาสตร์เยียนจิงในช่วงเย็น ด้วยความที่เขากลัวว่าคืนนี้จะมีนักศึกษามาดูการแสดงกันเยอะ ก็เลยจงใจนัดเวลาหกโมงตรง ซึ่งเร็วกว่าเวลาเริ่มแสดงถึงครึ่งชั่วโมง
ทว่าจากสถานการณ์ตรงหน้านี้ อย่าว่าแต่มาก่อนเวลาครึ่งชั่วโมงเลย ต่อให้มาก่อนล่วงหน้าสักชั่วโมงครึ่งก็คงไม่มีประโยชน์อะไรอยู่ดี!
อีกอย่าง นี่ก็เหลืออีกแค่ไม่กี่นาทีจะหกโมงแล้ว แต่เหล่าหลานกลับยังไม่โผล่มาเลย เขาหวนนึกไปถึงตอนที่เดินผ่านประตูมหาวิทยาลัยเข้ามาเมื่อครู่แล้วเจอเข้ากับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
คาดว่าทางฝั่งหอประชุมคงจะเห็นแล้วว่ามีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอื่นแห่กันมาเยอะเกินไป ก็เลยรีบส่งคนไปสกัดกั้นไว้ที่หน้าประตูมหาวิทยาลัยเป็นแน่
หรือว่าป่านนี้เหล่าหลานจะโดนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกักตัวไว้ตรงประตูทางเข้ากันนะ
เฉินเจี้ยนกงเดาไม่ผิด หลานเถียนเหย่ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกักตัวไว้ที่หน้าประตูจริงๆ
ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นบริเวณหน้าหอประชุมส่งเสียงดังอึกทึกไปทั่ว ม.ครุศาสตร์เยียนจิง จนสร้างความตื่นตระหนกให้กับเหล่าผู้บริหารของมหาวิทยาลัย แล้วแบบนี้ฝ่ายรักษาความปลอดภัยจะกล้าปล่อยให้คนนอกเข้ามาในมหาวิทยาลัยอีกได้อย่างไร
ตอนที่หลานเถียนเหย่เดินทางมาถึงหน้าประตูของ ม.ครุศาสตร์เยียนจิง เขาก็เห็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกำลังยืนตรวจบัตรประจำตัวนักศึกษาของคนที่ต้องการจะเข้าไปด้านใน เขาแอบบ่นเฉินเจี้ยนกงอยู่ในใจว่า ก่อนหน้านี้ไม่เห็นเคยบอกเลยว่ามีเรื่องแบบนี้ด้วย!
ประตูมหาวิทยาลัยที่เดิมทีเคยเปิดให้เข้าออกได้อย่างอิสระ พอมีด่านตรวจเพิ่มขึ้นมาแบบนี้ ความรวดเร็วในการเดินผ่านเข้าประตูจึงลดลงอย่างเห็นได้ชัด
นักศึกษาของ ม.ครุศาสตร์เยียนจิงบางคนที่ไม่ได้พกบัตรประจำตัวมาด้วย ก็ต้องสรรหาวิธีมาพิสูจน์ตัวตนว่าพวกเขาเป็นนักศึกษาของที่นี่จริงๆ ส่วนนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอื่นบางคนที่ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าไปด้านใน ต่างก็กำลังยืนเจรจาต่อรองกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยด้วยความไม่พอใจ
ผ่านไปเพียงไม่นาน บริเวณหน้าประตูมหาวิทยาลัยก็มีผู้คนมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอื่นทั้งสิ้น
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตะโกนไล่ให้คนที่ไม่มีบัตรประจำตัวนักศึกษากลับไป ทว่าคนกลุ่มนี้กลับรู้สึกไม่พอใจที่พวกตนอุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางมาไกลถึง ม.ครุศาสตร์เยียนจิง แต่กลับถูกกีดกันไม่ให้เข้าไปแม้แต่ก้าวเดียว จึงพากันเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยออกมาชี้แจงเหตุผลให้พวกเขาทราบ
"พวกเราตั้งใจมาดูละครเวทีที่มหาวิทยาลัยของพวกคุณนะ แต่กลับไม่ยอมให้พวกเราเข้าไปข้างใน นี่มันหมายความว่ายังไงกัน นี่คือธรรมเนียมการต้อนรับแขกของ ม.ครุศาสตร์เยียนจิงอย่างนั้นเหรอ"
"นั่นสิ ทำแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน พวกเราเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยหมินจู๋ อุตส่าห์เดินทางมาตั้งไกลเพื่อมาดูละครเวทีที่นี่ แต่พวกคุณกลับทำกับพวกเราแบบนี้น่ะเหรอ"
"ม.ครุศาสตร์เยียนจิงยอดเยี่ยมมาจากไหนกัน พวกเราเรียนอยู่ที่สุยมู่ยังไม่เคยได้ยินเลยว่ามีมหาวิทยาลัยที่ไม่ยอมให้นักศึกษาเข้าด้วย!"
...
เหล่านักศึกษาที่ชอบดูเรื่องสนุกมักจะไม่กลัวว่าเรื่องราวจะบานปลาย พอมีคนหนึ่งลุกขึ้นมาเป็นแกนนำประท้วง เพียงไม่นานฝูงชนก็เริ่มส่งเสียงฮือฮาโวยวายตามกันไปติดๆ
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่อยู่หน้าประตูสองสามคนได้แต่พยายามเกลี้ยกล่อมทุกคนอย่างหมดหนทาง แต่ก็ยังคงยืนกรานไม่ยอมปล่อยให้นักศึกษาเข้าไปด้านในอยู่ดี
ในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียด ในที่สุดก็มีผู้บริหารของมหาวิทยาลัยรีบรุดมาถึง
"นักศึกษาทุกคน นักศึกษาทุกคนครับ ขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบก่อนนะครับ..."
ภาพเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันนี้กำลังเกิดขึ้นที่บริเวณหน้าหอประชุมของ ม.ครุศาสตร์เยียนจิงเช่นกัน เพียงแต่คนที่กำลังยืนพูดอยู่นั้นคือเจี่ยเจิ้น ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคประจำมหาวิทยาลัย







