เมื่อคืนหลี่กวนอีไม่ได้นอนเลยทั้งคืน ช่วงบ่ายเขาบอกว่าอยากพักผ่อนสักหน่อย เซวียเต้าหย่งจึงจัดห้องพักในเรือนแยกของเรือนหน้าให้เขาห้องหนึ่ง เขานอนหลับสนิทไปกว่าสองชั่วยามเต็มๆ ถึงค่อยฟื้นคืนเรี่ยวแรงขึ้นมาได้ ชายหนุ่มนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง มองดูดวงอาทิตย์ตกดินด้านนอกด้วยท่าทางเกียจคร้านเล็กน้อย
พลางขบคิดถึงสิ่งที่จะทำต่อไป
เขาหยิบก้อนเงินก้อนหนึ่งขึ้นมาวางไว้บนเตียง
"ออกด่าน"
จากนั้นก็วางลูกธนูดอกหนึ่งไว้หน้าก้อนเงินนี้
"แต่ว่า ทางที่ดีที่สุดคือต้องบรรลุขอบเขตแรกให้ได้... ถ้าตอนออกด่านสามารถหาชุดเกราะอ่อนติดไม้ติดมือมาได้สักชุดก็คงดี"
"แถมยังต้องแก้พิษในตัวอีก"
"ต้องมีรากฐานการบรรลุขอบเขตแรกที่แข็งแกร่งที่สุด"
"และ..."
"เงิน เงินที่มากพอ"
หลี่กวนอีมองก้อนเงินรูปทรงบิดเบี้ยวบนเตียงแล้วถอนหายใจ เงินพวกนี้คือผลพลอยได้จากการสังหารพรรคพวกที่เหลือรอดของเฉียนเจิ้งเมื่อคืน รวมทั้งหมดมีเงินสามสิบสามตำลึงกับเหรียญทองแดงอีกร้อยกว่าเหรียญ ส่วนหนึ่งเป็นเหรียญไท่ผิงของยุคปัจจุบัน อีกส่วนเป็นเหรียญต้าอันของอดีตฮ่องเต้ ซึ่งถูกห่อเอาไว้ในผ้า
สำหรับเขาก่อนหน้านี้ถือว่าพอใช้จ่าย แต่การออกด่านไปยังแคว้นอิ้ง บวกกับค่าใช้จ่ายในการฝึกฝน เห็นได้ชัดว่ายังไงก็ไม่พอ
ท่านปู่เซวียก็ไม่ได้บอกว่าจะเพิ่มเงินให้เขาเสียด้วย
หลี่กวนอีรู้สึกว่าตัวเองต้องหาทางหาเงินสักหน่อยแล้ว
จะให้พอเจอเรื่องอะไรก็เอาแต่หันขวับไปมอง แล้วอ้าปากเรียกหาแต่คุณหนูใหญ่ก็คงไม่ได้
หลี่กวนอีคิดไปพลางจัดของที่ยึดมาได้ไปพลาง นอกจากเงินพวกนี้แล้ว ยังมีผงยาสมานแผลที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำและมีกลิ่นฉุนกึก มันเป็นผงยาประเภทที่ได้ผลดีเยี่ยมแต่ฤทธิ์ยารุนแรงและทำให้ระคายเคืองอย่างหนัก
นอกเหนือจากนั้นก็คือจดหมายจำนวนหนึ่ง บางฉบับกระดาษเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแล้ว หลี่กวนอีเปิดจดหมายออกดู ล้วนเป็นจดหมายจากทางบ้านทั้งสิ้น ฉบับที่กระดาษเหลืองที่สุดคือฉบับเก่าแก่ที่สุด น้ำเสียงในจดหมายแฝงแววตัดพ้อเล็กน้อย
"พี่ใหญ่ เสื้อกันหนาวปีนี้ตัดเย็บช้าไปสักหน่อย ท่านส่งจดหมายมาบอกว่าหากไม่ทันก็ให้ส่งเงินไปให้ท่าน แต่ปีนี้เก็บภาษีหนักมาก เงินจึงมีไม่มากนัก รวบรวมได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น พี่ใหญ่มีเงินเดือนทหาร ก็ไม่น่าจะใช้จนหมดกระมัง"
"ท่านก็ทนหนาวไปสักสองสามวันเถอะ"
ดูเหมือนว่าตอนที่เฉียนเจิ้งอยู่ชายแดน เขาจะขอให้พ่อแม่ส่งเสื้อผ้ากันหนาวไปให้
ชายแดนแคว้นเฉินติดกับแคว้นอิ้ง ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ไม่อาจเรียกได้ว่าเหนือหรือใต้
ฤดูหนาวเหน็บหนาวราวกับภาคเหนือ ทว่ากลับชื้นแฉะเหมือนภาคใต้ ยามลมตะวันตกพัดมา เสื้อนวมจะถูกละอองน้ำจนเปียกชุ่มและแนบติดกับลำตัว ราวกับแบกหนามน้ำแข็งเอาไว้ที่แผ่นหลัง มันทิ่มแทงทะลุผิวหนังลึกเข้าไปถึงกระดูก ทหารชายแดนเมื่ออายุถึงห้าหกสิบปี ส่วนใหญ่กระดูกจะไม่ค่อยดีและปวดร้าวทรมานเป็นอย่างยิ่ง
แต่แคว้นเฉินร่ำรวยมั่งคั่ง แม้แต่ทหารชายแดนก็ยังไม่มีเงินงั้นหรือ?
หลี่กวนอีนึกถึงคำพูดของเซวียเต้าหย่งแล้วจึงพลิกดูจดหมายฉบับต่อไป
"พี่ใหญ่ไม่ต้องเขียนจดหมายมาเร่งรัดหรอก ท่านบอกว่าในกองทัพขาดแคลนเงิน ท่านแม่ได้ไปช่วยหยิบยืมมาให้ท่านแล้ว ฤดูหนาวนี้ท่านปู่ก็ลงนาไปแล้ว กองทัพของท่านพ่อกับกองทัพของท่านไม่ใช่วาจะต้องมารวมพลกันหรอกหรือ ท่านพ่ออายุไม่น้อยแล้ว ท่านควรจะคอยดูแลท่านพ่อถึงจะถูก"
ฉบับที่สาม
"ได้ยินมาว่ากองทัพของพวกท่านก็อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของจอมพลเยว่ และชนะศึกมาหลายครั้งแล้ว"
"เงินรางวัลของพี่ใหญ่ส่งกลับมาถึงบ้านแล้ว ท่านปู่ดีใจมากจนดื่มเหล้าไปนิดหน่อย"
"แถมยังทาบทามครอบครัวดีๆ ให้ข้าด้วย เป็นลูกชายคนรองของบ้านเฒ่าหลิวที่อยู่ท้ายเมือง ตอนเด็กๆ ท่านชอบเล่นกับเขา ไม่รู้ว่ายังจำเขาได้ไหม"
"พี่ใหญ่ ท่านเองก็ควรจะหาพี่สะใภ้ให้ข้าได้แล้วนะ"
จดหมายอีกหลายฉบับหลังจากนั้นล้วนเป็นเรื่องสัพเพเหระในครอบครัว ทว่าคำหนึ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในนั้นก็คือคำว่า ภาษี
ภาษีล่วงหน้าห้าปี ภาษีล่วงหน้าสามปี
รวมถึงเรื่องที่เฉียนเจิ้งยอมเสี่ยงชีวิตไปสังหารศัตรูเพื่อแลกกับเงินรางวัล
ตอนที่หลี่กวนอีอ่านมาถึงจดหมายฉบับหนึ่ง เขาก็ชะงักไปเล็กน้อย
"ทางการมาเก็บภาษีฤดูใบไม้ผลิอีกแล้ว"
"เมื่อปีก่อนเพิ่งเก็บภาษีล่วงหน้าสามปีไป เงินรางวัลของพี่ใหญ่ท่านก็เอาไปหมดแล้ว ที่บ้านไม่มีเงินเลย หยิบยืมใครก็ไม่ได้ ท่านปู่ถูกตีจนขาหัก กลายเป็นคนพิการนอนติดเตียง เริ่มแรกก็เป็นแผลกดทับ จากนั้นแผลก็เน่าเปื่อย ลุกขึ้นยืนไม่ได้ แล้วจากนั้นก็จากไป..."
"ท่านปู่ไม่ยอมให้พวกเราเสียเงินรักษาให้ ไม่ยอมกินข้าว จนสิ้นลมไปเอง"
"พี่ใหญ่ ได้ยินว่าจอมพลเยว่ถูกสั่งย้ายไปแล้ว ท่านพ่อล่วงเกินผู้บังคับบัญชาจนถูกลงโทษ บาดเจ็บสาหัสหรือไม่?"
"ข้าแนบเหรียญทองแดงมาพร้อมกับจดหมายนี้ด้วย รักษาอาการบาดเจ็บของท่านพ่อให้ดีๆ นะ"
ฉบับที่สี่
"ท่านพ่อจากไปแล้ว ท่านแม่ร้องไห้จนตาบอด บ้านเฒ่าหลิวก็ไม่ต้องการข้าแล้ว"
"ไม่มีทางเลือกอื่น ในเมืองมีมหาขันทีเดินทางมา บอกว่าในวังยังขาดคน ข้าลองคิดดูแล้ว ข้อเสนอก็ดีมาก จึงตัดสินใจเข้าวังไปก่อน เงินส่วนหนึ่งให้ท่าน อีกส่วนหนึ่งทิ้งไว้ให้ท่านแม่ ท่านบอกว่าถ้าบรรลุขอบเขตแรกได้แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น ข้าจะรอท่านนะ ไม่ต้องเป็นห่วง"
"ที่นี่ดีมาก ไม่มีใครตบตีข้า ไม่มีใครรังแกข้า"
ตามมาด้วยจดหมายฉบับสุดท้ายที่สัมผัสได้ถึงเนื้อกระดาษอันละเอียดอ่อน
"วันนี้ นางกำนัลเฉียนเชี่ยนเสียชีวิต ตามกฎหมายชดเชยเงินห้าสิบก้วน"
"เนื่องจากไม่มีผู้จัดการศพ จึงหักค่าฝังศพห้าก้วน ค่ากระทบกระเทือนงานในวังห้าก้วน หนี้สินต่างๆ สามสิบก้วน ค่าจัดส่งไปรษณีย์ม้าเร็วห้าก้วน ค่าปิดผนึกประทับตราและส่งจดหมายสามก้วนเจ็ดม่อ รวมค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่นๆ เหลือเงินหนึ่งร้อยสามสิบห้าอีแปะ ส่งมอบให้แก่เฉียนเจิ้งผู้เป็นพี่ชาย เพื่อแสดงถึงคุณธรรมอันเที่ยงธรรม"
หลี่กวนอีนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน
เขามองเห็นคราบเลือดและรอยน้ำตาที่ด่างดวงบนจดหมายฉบับนี้
เห็นห่อผ้าที่มีเหรียญทองแดงร้อยกว่าเหรียญซึ่งถูกลูบคลำจนเป็นมันวาว
เขาจึงได้เห็นเฉียนเจิ้งที่คลุ้มคลั่ง
หลี่กวนอีวางจดหมายลง
จากนั้นก็เก็บเหรียญทองแดงหนึ่งร้อยสามสิบห้าเหรียญนั้นกลับเข้าไปในห่อผ้า แล้วห่อเอาไว้อย่างดี
เขามองออกไปด้านนอก คล้ายกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
ในท้ายที่สุดเขาก็เก็บซ่อนอารมณ์และความคิดอันว้าวุ่นที่ผุดขึ้นมาในหัวเอาไว้จนหมด ระบายลมหายใจออกมายืดยาว พึมพำกับตัวเองในใจว่า ชายแดนเน่าเฟะ ขาดแคลนเงินรางวัล ในขณะที่ครอบครัวของเหล่าทหารกลับต้องแบกรับภาระภาษีอันหนักอึ้ง เรื่องของเฉียนเจิ้งไม่ใช่เรื่องปกติ แต่ก็คงไม่ใช่กรณีเดียวเช่นกัน
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ยังปล่อยให้แม่ทัพต้องรับเคราะห์อย่างอยุติธรรมอีก
"จบเห่แน่"
ไม่จำเป็นต้องคาดเดาอะไรอีกแล้ว
มุมมองทางประวัติศาสตร์ของหลี่กวนอีแปรเปลี่ยนเป็นสัญชาตญาณ แทบจะฟาดคำตอบนี้ใส่หน้าเขาอยู่รอมร่อ
ความรู้สึกเร่งด่วนอันแรงกล้าตีตื้นขึ้นมา เขาต้องรีบยกระดับขั้นพลังให้เร็วที่สุด หากเฉียนเจิ้งสามารถทะลวงบรรลุขอบเขตแรกได้เร็วกว่านี้ เรื่องราวก็อาจจะแตกต่างออกไป ไม่ว่าหลี่กวนอีจะมองเห็นอะไรจากเรื่องนี้ก็ตาม ในยามนี้ การก้าวเข้าสู่ขอบเขตแรกได้กลายมาเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งในใจเขาแล้ว
ในโลกอันบัดซบนี้ หากไร้ซึ่งพลัง แม้แต่ตัวเองและท่านอาหญิงก็ยังปกป้องไม่ได้
ตัวเขาถนัดแต่การโจมตี ต้องรีบเอาชนะองค์ชายสามแห่งเถี่ยเล่อให้ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อชิงทักษะ 【พิทักษ์หมาป่าคราม】 มาไว้ในมือ เมื่อหลี่กวนอีเดินออกจากเรือนมา ก็เห็นเซวียซวงเทายังคงฝึกธนูอยู่ ตอนที่หลี่กวนอีหยิบคันธนูและลูกธนูขึ้นมา เขาก็เรียกเซวียซวงเทาเอาไว้กะทันหัน เด็กสาวมองเขาด้วยความสงสัย หลี่กวนอีกล่าวว่า "ที่ข้าเพิ่งบอกไปว่า ข้ายิงอีกาที่กินเลือดเนื้อคนและเนื้อเน่า ข้าพูดผิดไป"
"นั่นเดิมทีเป็นนกล่าเหยื่อกลางเวหาต่างหาก"
"เป็นเพราะท้องฟ้านี้ทำให้มันคลุ้มคลั่ง จนสุดท้ายก็เริ่มกินซากศพ"
เซวียซวงเทามองเขา
ถอยหลังไปครึ่งก้าว
แล้วใช้คันธนูในมือเคาะหน้าผากชายหนุ่มเบาๆ พลางกล่าวว่า "ถึงแม้ข้าจะไม่รู้ว่าเจ้ากำลังบอกใบ้อะไร แต่หลี่กวนอี..."
นางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ "มาฝึกธนูก่อนเถอะ!"
เด็กสาวเลิกคิ้วขึ้น ชี้ไปที่ลูกธนูฝั่งนั้นแล้วกล่าวว่า "การดีดฉินสามารถทำให้จิตใจสงบ และการฝึกธนูก็ทำให้ใจนิ่งได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร พอร่างกายเหนื่อยล้าก็จะคิดอะไรออกหลายอย่างเอง"
"วางใจเถอะ ก่อนที่เจ้าจะคิดตก ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนฝึกธนูเจ้านี่แหละ"
ระหว่างที่ฝึกธนู เซวียซวงเทาก็ถามด้วยความอยากรู้ว่า
"แล้วตอนที่เจ้ายิงแร้งตัวนั้น เจ้าเสียใจไหม?"
หลี่กวนอีมองคุณหนูใหญ่ที่มีดวงตากระจ่างใส ไม่รู้ว่านางเข้าใจอะไร หรือแค่คิดง่ายๆ ว่าเขาเศร้าซึมเพราะยิงนกตายไปตัวหนึ่ง จึงตอบกลับไปว่า "มันกลายเป็นนกร้ายกินซากไปแล้ว"
ดังนั้นจึงไม่เสียใจ
ในชาตินี้เขายังคงเป็นชายหนุ่มผู้เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ดังนั้นในใจจึงมีความคิดหนึ่งแวบเข้ามา
จะมีสักวันไหมที่ข้าเองก็ต้องเปลี่ยนไปในยุคกลียุคนี้?
เขาพลันนึกถึงคำพูดของเหยากวงขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ตราบใดที่ท่านไม่ได้กลายเป็นทรราชผู้ก่อกลียุค ข้าก็จะคอยอยู่เคียงข้างท่านเสมอ
ยิงธนูดั่งห่าฝน สิ่งที่หลี่กวนอีเรียนรู้อยู่ในตอนนี้คือวิธีการยิงธนูและหน้าไม้ประเภทต่างๆ ไม่ใช่ความแม่นยำ เซวียซวงเทาถูกเซวียเต้าหย่งเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก มีรากฐานวิชายิงธนูที่แน่นหนาและยอดเยี่ยม ซึ่งสิ่งที่หลี่กวนอีขาดก็คือสิ่งนี้
เมื่อดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลง เขาก็วางคันธนูและลูกธนูลง
เซวียฉางชิงฟุบลงบนโต๊ะหินไปนานแล้ว หลี่กวนอีค่อยๆ หยิบตำราคณิตศาสตร์ออกมาเริ่มสอน ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยาม เซวียฉางชิงก็แทบจะหมดสภาพ ใบหน้าเล็กๆ ซีดเผือด พลางกล่าวว่า "เอาอย่างนี้ไหม ท่านอาจารย์ ท่านเล่าเรื่องอื่นให้ข้าฟังเถอะ อย่าสอนคณิตศาสตร์เลย"
หลี่กวนอีตอบ "ข้าก็เล่าได้อยู่หรอก แต่ที่ข้ามาที่นี่ก็เพื่อสอนคณิตศาสตร์เจ้านะ"
เมื่อเซวียฉางชิงได้ยินดังนั้นจึงบอกว่า "ข้าเพิ่มเงินให้!"
เขาล้วงเศษเงินก้อนเล็กๆ ออกมาวางบนโต๊ะ ดวงตาเป็นประกายเจิดจ้า "ท่านอาจารย์ ท่านอย่าสอนคณิตศาสตร์เลย! คิดตามค่าจ้างของท่าน วันนี้ช่วยเล่านิทานให้ข้าฟังอีกสักชั่วยามเถอะ"
หลี่กวนอีทำท่าครุ่นคิด "ถ้าอย่างนั้น เล่าเรื่ององค์ชายสามแห่งเถี่ยเล่อเมื่อห้าร้อยปีก่อนก็แล้วกัน"
เซวียฉางชิงกุมหัวร้องโอดครวญด้วยความหงุดหงิด "ข้าก็ไม่อยากฟัง 【ประวัติศาสตร์】 เหมือนกันนะ!"
ชายหนุ่มหัวเราะร่วน "เรื่องเล่าของข้า ไม่เหมือนประวัติศาสตร์ทั่วไปหรอกนะ"
เขาเล่าเรื่องราวที่แตกต่างไปจากตำราประวัติศาสตร์อันน่าเบื่อหน่าย กลับคล้ายกับเรื่องราวของจอมยุทธ์พเนจรเสียมากกว่า หลี่กวนอีนำเรื่องราวกำลังภายในที่เคยฟังในอดีตมาดัดแปลง โดยให้องค์ชายสามแห่งเถี่ยเล่อเป็นศัตรูตัวฉกาจ แม้แต่เซวียซวงเทาก็ยังฟังจนเกิดความสนใจ "เจ้าไปฟังเรื่องพวกนี้มาจากไหนกัน?"
ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มเขินอายบนใบหน้า "ตอนที่ข้าลี้ภัย ข้าบังเอิญเจอคนสองคนกำลังนั่งดื่มเหล้า คนหนึ่งแซ่จิน อีกคนแซ่กู่ พวกเขาดวลเหล้ากันไปพลางเล่านิทานไปพลาง ข้าก็เลยจำมาได้"
เซวียซวงเทากล่าวอย่างอ่อนใจ "เริ่มแต่งเรื่องมั่วซั่วอีกแล้ว"
จากนั้นนางก็กอดอก ฟุบลงบนโต๊ะหินและตั้งใจฟังเรื่องราวด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เซวียฉางชิงเอ่ยขึ้น "องค์ชายสามแห่งเถี่ยเล่อผู้นั้น ไม่ใช่ชายร่างยักษ์สูงสามจั้ง รอบเอวสามจั้ง หน้าเขียวเขี้ยวโง้งหรอกหรือ? ไม่เห็นเหมือนที่ท่านอาจารย์เล่าเลย"
หลี่กวนอีกล่าว "ช่างเปรียบเปรยได้ดี"
เซวียฉางชิงทำหน้าหยิ่งผยอง "ท่านก็ไม่เคยเห็นเขาเหมือนกันนี่นา ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเหมือนที่ข้าบอกก็ได้นะ?"
หลี่กวนอีตอบ "ถ้าอิงตามคำอธิบายของเจ้า ข้าจะตั้งโจทย์คณิตศาสตร์ให้ข้อหนึ่ง ท่อนไม้สูงสามจั้ง รอบวงสามจั้ง มีปริมาตรเท่าใด สามารถทำเก้าอี้ไม้ได้กี่ตัว? หากผ่าเป็นฟืนยาวสามฉื่อ กว้างสองนิ้ว จะได้ฟืนกี่ท่อน?"
ใบหน้าเล็กๆ ของเซวียฉางชิงซีดเผือด
เซวียซวงเทาหยิบผลไม้ลูกหนึ่งโยนใส่หลี่กวนอีเบาๆ แล้วกล่าวว่า
"อย่าขู่เขาเลย เล่านิทานต่อเถอะ"
หลี่กวนอียิ้มบางๆ แล้วเล่าประวัติศาสตร์ขององค์ชายสามแห่งเถี่ยเล่อที่เขาค้นคว้ามาในสไตล์นิยายกำลังภายใน "องค์ชายสามแห่งเถี่ยเล่อ ถนัดใช้ดาบโค้ง เพลงดาบพลิ้วไหว หนวดเคราดกหนา ทว่าใบหน้าหล่อเหลา ในตำราประวัติศาสตร์ล้วนกล่าวว่าเขาคือหมาป่าครามจากสวรรค์มาจุติ"
น้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเรื่องราวน่าติดตาม
ผู้ที่ประดาบกับองค์ชายสามแห่งเถี่ยเล่อในเรื่องเล่าคือมือดาบผู้หนึ่ง มือดาบใช้ดาบหนัก เข้าประจันหน้ากับองค์ชายสามแห่งเถี่ยเล่อ ทันใดนั้นคมดาบก็ปะทะกัน ดาบขององค์ชายสามแห่งเถี่ยเล่อเริงระบำอยู่บนคมดาบราวกับผีเสื้อ ก่อนจะฟันกรวยลงมาด้วยท่วงท่าอันงดงาม
ชายหนุ่มผู้กำลังเล่านิทานท่ามกลางแสงตะวันรอนมีเรือนผมสีดำขลับปลิวไสวไปตามสายลม นัยน์ตาอบอุ่น แฝงกลิ่นอายของบัณฑิต
ภายในดวงตาสะท้อนแสงของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า
ประกายแสงเย็นเยียบสะท้อนอยู่ในก้นบึ้งดวงตาของหลี่กวนอี
หลี่กวนอีหมุนตัว ยกมือขึ้นตวัดดาบหนักในมือเข้าปะทะกับดาบขององค์ชายสามแห่งเถี่ยเล่อ
เป็นการปะทะกันระหว่างมือดาบกับมือดาบ
คือการบรรจบกันของตำนานเมื่อห้าร้อยปีก่อนและคนในยุคปัจจุบัน ขณะนี้เป็นเวลาค่ำคืนแล้ว เขาเข้ามาในแดนเร้นลับแห่งนี้ เพื่อท้าทายองค์ชายสามแห่งเถี่ยเล่ออีกครั้ง ท่านเทพยุทธ์เซวียมองดูฉากนี้ด้วยรอยยิ้ม ชายหนุ่มทิ้งระยะห่าง หลบหลีกการร่ายรำดาบอันงดงามนั้น พลางจ้องมองศัตรูที่สังหารตนเองมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
"องค์ชายสามแห่งเถี่ยเล่อ"
"วันนี้ ข้าต้องเอาชนะเจ้าให้ได้"
ท่านเทพยุทธ์เซวียเลิกคิ้ว ยิ้มพลางกล่าวว่า "ดีนี่ มีความกล้าหาญ งั้นเรามาเพิ่มเดิมพันกันหน่อยไหม? หากครั้งนี้เจ้าสามารถเอาชนะเขาได้โดยไม่ตาย"
"นอกเหนือจาก 【พิทักษ์หมาป่าคราม】 แล้ว ข้าจะมอบมรดกสืบทอดและของขวัญจากข้าให้อีกหนึ่งวิชา"
"เป็นวิชาที่องค์มหาจักรพรรดิในปีนั้นยังอยากได้เลยนะ"
"แต่ถ้าเจ้าแพ้ ข้าจะเขียนอักษร 'เจิ้ง' นี้ลงบนตัวเจ้า"
ในวินาทีนั้น องค์ชายสามแห่งเถี่ยเล่อก็แผดเสียงคำรามก้อง ร่างจำแลงหมาป่าครามปรากฏขึ้น สองแขนไขว้กัน ทักษะพิทักษ์หมาป่าคราม ก้าวสาวยาวพุ่งพรวดเข้ามา!
หลี่กวนอีกล่าวกับท่านเทพยุทธ์เซวีย "เช่นนั้นท่านก็เตรียมตัวไว้ให้ดีเถอะ!"
กระถางสัมฤทธิ์ส่งเสียงคำรามสั่นสะเทือน
เขากำคันธนูเอาไว้
บังเกิดเสียงมังกรคำรามและพยัคฆ์คำรน
ดังนั้นเบื้องซ้ายและขวาของร่างนี้ จึงมีมังกรและพยัคฆ์ติดตามเคียงข้าง