เซวียเต้าหย่งเอ่ยเรื่องราวห้าวหาญปานนั้นออกมา ทว่ากลับไม่ได้ใส่ใจนัก เพียงชี้ไปที่กระดานหมาก น้ำเสียงแตกต่างไปจากวันวานอย่างเห็นได้ชัด เขาพูดพลางหัวเราะ "มาๆๆ กวนอี ปู่หลานอย่างพวกเรามาเล่นหมากกระดานนี้ให้จบเถอะ จากนั้นเจ้าค่อยไปฝึกธนูกับซวงเทา"
หลี่กวนอีพยักหน้า สีหน้าของเด็กหนุ่มผ่อนคลายลงเช่นกัน
"ขอรับ ฟังตามที่ท่านปู่ว่า"
หนึ่งชราหนึ่งเยาว์วัยส่งยิ้มให้กัน
ไม่จำเป็นต้องพูดถึงข้อตกลงเมื่อครู่อีกแล้ว สรรพนามเรียกขานทั้งสองนี้เพียงพอที่จะทำให้อีกฝ่ายเข้าใจกันและกันอย่างถ่องแท้ในใจ
ดังนั้นจึงจัดกระดานหมากใหม่ ต่างฝ่ายต่างถือหมากดำและขาว ท่านปู่ใหญ่ผู้มีฉายาว่าสามสิบปีไร้พ่ายทั่วเมืองกวนอี้ เวลาเดินหมากย่อมมีท่าทีสงบเยือกเย็น ไม่รีบร้อน วางหมากไปพลางสนทนาเรื่องราวอื่นๆ ไปพลาง "เรื่องขุนนางบู๊นั้นไม่ยาก ขุนนางบู๊ลอยขั้นเก้าจะสวมเกราะได้ก็ต่อเมื่อปฏิบัติหน้าที่ 【รับมอบหมาย】 เท่านั้น"
"แต่งานรับมอบหมายในตำแหน่งของเจ้าคือการลาดตระเวนค้นหาผู้ร้ายหลบหนีไปตามที่ต่างๆ"
"เรื่องเวลาค่อนข้างยืดหยุ่น จะสวมเกราะตามใจชอบก็ไม่เป็นไร เพียงแต่น่าเสียดายที่ของอย่างชุดเกราะนั้นมีการแบ่งระดับชั้นอย่างเข้มงวด ระดับอย่างเจ้าสวมได้เพียงเกราะเบาที่ทำจากหนังสัตว์ฟอก มีโลหะเสริมตรงจุดตายเท่านั้น ทว่าเกราะก็คือเกราะอยู่วันยังค่ำ"
"ด้วยวรยุทธ์อย่างเจ้า หากสวมชุดเกราะและถือดาบหนัก"
"เมื่อบุกทะลวงเข้าไปในกลุ่มศัตรูที่ไร้ชุดเกราะ ย่อมสามารถกวาดล้างศัตรูได้อย่างไร้ผู้ต่อต้านและไร้ข้อกังขาใดๆ"
"ต่อให้มีผู้ฝึกยุทธ์ระดับเข้าสู่ขอบเขตปรากฏตัว ด้วยขอบเขตที่เพิ่งจะปลดปล่อยปราณแท้ออกจากร่างของพวกเขา ก็ยากที่จะโจมตีทะลุชุดเกราะเข้าสู่จุดตายของเจ้าได้อย่างถึงชีวิต ส่วนคนธรรมดาทั่วไป ต่อให้สิบกว่าคนรุมล้อมก็ไร้ผล เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะหมดเรี่ยวแรงไปเอง หรือถูกพัวพันขาทั้งสองข้างจนล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้น แล้วโดนกริชแทงทะลุลำคอ"
"ส่วนชุดเกราะระดับสูงกว่านั้น... ย่อมแตกต่างออกไป"
ท่านปู่ใหญ่ทอดถอนใจ "เกราะประจำแคว้นของแคว้นอิ้ง สามารถสลายพลังโจมตีได้ทุกรูปแบบ ต่อให้เป็นค้อนเหล็กหนักอึ้งทุบลงมา ก็ไม่อาจสร้างบาดแผลให้แก่ผู้ที่สวมใส่มันได้แม้แต่น้อย ทว่าชุดเกราะของราชวงศ์แคว้นเฉินของเรานั้น สามารถรับการโจมตีจากอาวุธเทพได้ตรงๆ"
"มีตำนานเล่าว่า ปฐมกษัตริย์แคว้นเฉินเคยประลองฝีมือกับบรรพบุรุษของข้า ถูกธนูทะลวงเมฆาสะท้านฟ้าของบรรพบุรุษยิงเข้าใส่แต่กลับไม่ตาย"
"และที่ด้อยกว่าเกราะวิเศษของฮ่องเต้ลงมาขั้นหนึ่ง ก็คือเกราะวิเศษของขุนพลเทพพิทักษ์แคว้น ซึ่งสามารถสำแดงให้เห็นบนร่างจำแลงธรรมได้ ยามออกศึก ร่างจำแลงธรรมจะสวมเกราะถืออาวุธเทพ กวาดล้างไร้ผู้ต่อต้าน รองลงมาคือชุดเกราะของแม่ทัพระดับต่างๆ ปราณแท้สามารถไหลเวียนบนชุดเกราะได้เฉกเช่นเดียวกับที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย"
"รุกได้รับได้ ต่างก็มีความมหัศจรรย์เฉพาะตัว บางชุดเบาหวิวราวกับกระดาษแต่กลับแข็งแกร่งดุจเพชร บางชุดสามารถหยิบยืมพลังจากพายุคลั่ง บางชุดก็ดูดซับพลังฟ้าดินตามธรรมชาติเพื่อรับรองว่าปราณแท้ในร่างจะไหลเวียนอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายและไม่มีวันสิ้นสุด"
"ความล้ำลึกมากมายมีอธิบายไม่หวาดไม่ไหว นับว่าเป็นของวิเศษ ส่วนชุดเกราะของกองทัพชายแดนนั้น ก็แตกต่างไปจากชุดเกราะสำหรับการต่อสู้แบบตัวต่อตัวเช่นนี้ ปราณแท้ของพวกเขาสามารถไหลเวียนออกนอกเกราะได้ ชุดเกราะเชื่อมโยงถึงกัน กลิ่นอายของกองทัพชายแดนผสานเป็นหนึ่งเดียว แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า"
"หากเฉียนเจิ้งผู้นี้สวมเกราะ เจ้าก็อาจจะเอาชนะโดยไร้รอยขีดข่วนไม่ได้แน่"
หลี่กวนอีรับฟังอย่างตั้งใจ
จากนั้นก็เดินหมากตามสบาย
ท่านปู่ใหญ่มองดูหมากที่เขาเดิน สีหน้าพลันเคร่งเครียด
เมื่อครู่ท่านปู่ใหญ่ยังนั่งเอนกายด้วยท่าทีสบายๆ ค่อนข้างเกียจคร้าน แต่ยามนี้กลับอดไม่ได้ที่จะนั่งตัวตรงขึ้นมาเล็กน้อย
เขาจ้องมองกระดานหมากอย่างจริงจัง ก่อนจะเอ่ยปาก "น่าเสียดายที่ขุนนางบู๊มีประโยชน์แค่ภายในแคว้นเดียวเท่านั้น เจ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งใดคือสิ่งที่ใช้เบิกทางได้ทั่วทั้งใต้หล้านี้?"
หลี่กวนอีลองคิดดู "กำลังรบหรือขอรับ?"
ท่านปู่ใหญ่กล่าว "วรยุทธ์คือหนึ่งในนั้น อันที่จริงมีอยู่สามสิ่ง"
"มีวรยุทธ์ มีชื่อเสียงทางบุ๋น และมีทองคำ ผู้มีวรยุทธ์คือจอมยุทธ์ วีรบุรุษ ผู้มีชื่อเสียงทางบุ๋นคือปรมาจารย์ บัณฑิตผู้ยิ่งใหญ่ ผู้มีเงินทองคือคหบดีใหญ่ ส่วนผู้ที่มีชื่อเสียงสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วหล้า ทั้งยังมีวรยุทธ์ และไม่เห็นแก่เงินทองพันชั่ง นั่นคือปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค"
"หากเป็นในยุคที่รุ่งเรืองสงบสุข คุณค่าของปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่อาจจะยังไม่มากนัก ทว่าในยุคกลียุคเช่นนี้ แต่ละแคว้นต่างทำศึกและเจรจาการทูตกันบ่อยครั้ง เบื้องบนไปจนถึงแคว้นต่างๆ เบื้องล่างไปจนถึงตระกูลใหญ่ ล้วนแย่งชิงปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่และดึงตัวผู้มีพรสวรรค์มาร่วมงานทั้งสิ้น"
"ดังนั้นตำแหน่งขุนนางจึงมีประโยชน์แค่ในพื้นที่เดียว แคว้นเดียวเท่านั้น ทว่าชื่อเสียงทางบุ๋นกลับสามารถทำให้เจ้าเดินทางไปทั่วหล้าได้อย่างไร้อุปสรรค ต่อให้เดินทางออกนอกด่านก็ไม่มีใครกล้าขวางทางเจ้า"
"หากเจ้ามีโทษทัณฑ์ใหญ่หลวงในแคว้นเฉิน แต่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้า แคว้นอิ้ง ถู่อวี้หุน และทูเจวี๋ย ล้วนยินดีใช้ข้อเสนอที่ยิ่งใหญ่กว่าเพื่อรั้งตัวเจ้าไว้ นี่ก็เหมือนกับ 'การแลกเปลี่ยน' และ 'การกดดัน' ระหว่างแคว้นใหญ่ เป็นหนึ่งในสิบกลยุทธ์เพื่อผูกใจผู้มีพรสวรรค์ในใต้หล้า"
"แม้แต่ผู้ที่เป็นที่ต้องการตัวของแคว้นศัตรู ข้าก็ยังนำมาใช้งานได้และให้ผลตอบแทนที่งดงามถึงเพียงนี้ แล้วนับประสาอะไรกับผู้มีพรสวรรค์ที่ประวัติขาวสะอาดเล่า?"
หลี่กวนอีกล่าว "ซื้อกระดูกม้าด้วยทองพันชั่ง"
ท่านปู่ใหญ่ประหลาดใจ ก่อนจะเอ่ยชมประโยคหนึ่ง "มีเหตุผล"
จากนั้นเขาก็ลูบเคราพูดพลางหัวเราะ
"วางใจเถอะ ในเมื่อข้าลงเดิมพันกับเจ้าแล้ว ย่อมต้องหาอาจารย์ให้เจ้าสักคน เพื่อเชิดชูชื่อเสียงทางบุ๋นของเจ้า กระชากโซ่ตรวนบนร่างมังกรพญานาคอย่างเจ้าให้ขาดสะบั้น เพื่อให้เจ้าสามารถทะยานขึ้นสู่ท้องนภาได้"
หลี่กวนอีพยักหน้าขอบคุณพลางกล่าว "ขอบคุณผู้เฒ่าเซวียขอรับ"
จากนั้นก็วางหมากตัวหนึ่งลงไป แล้วชักนิ้วกลับ
"ท่านแพ้แล้ว"
ท่านปู่ใหญ่ค่อยๆ ก้มหน้าลงมองกระดานหมาก รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ แข็งค้างไปทีละน้อย
"หืม?"
………………
วันนี้เซวียซวงเทามารอที่ปรึกษารับเชิญหนุ่มน้อยที่ลานฝึกยุทธ์ นางมาเช้าทุกวัน วันนี้ยิงลูกธนูสำหรับฝึกซ้อมหมดไปถึงสองกระบอกรวดแล้ว บนหน้าผากมีเหงื่อผุดซึมบางๆ กระทั่งเซวียฉางชิงยังตื่นมาฝึกธนูแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววของหลี่กวนอี
นางขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยถามสาวใช้ จึงได้รู้ว่าหลี่กวนอีมาตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว และไปที่หอสดับลม
นางหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อ วางคันธนูในมือลงบนชั้นวาง แล้วเดินแกมวิ่งไปยังหอสดับลม เมื่อได้ยินเสียงหมากร่วงหล่นบนกระดานดังมาแต่ไกล คิ้วของนางก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย นางรู้ดีว่าท่านปู่ของตนเดินหมากได้เฉียบขาดนัก แม้จะกล่าวกันว่ายอดฝีมือหมากล้อมระดับประเทศส่วนใหญ่มักมีชื่อเสียงตั้งแต่ยังหนุ่ม แต่ท่านปู่ของนางนั้นแก่กล้าและหนักแน่น สไตล์การเดินหมากมั่นคงยิ่งนัก
ได้ฉายาว่าไร้พ่ายในเมืองกวนอี้มาตลอดสามสิบปี
สาเหตุที่ตัวนางชอบวิชาทำนายแต่ไม่ชอบหมากล้อม ก็เป็นเพราะเคยถูกท่านปู่รังแกตอนเล่นหมากนี่แหละ
ยามนี้นึกขึ้นมาได้ หลี่กวนอีก็คงถูกลากไปเล่นหมากด้วยเช่นกัน นางผลักประตูเข้าไป ก็เห็นเด็กหนุ่มหันมาเห็นตนเองและกำลังจะลุกขึ้น ทว่าชายชราฝั่งตรงข้ามกลับยื่นมือออกไปคว้าแขนเสื้อของที่ปรึกษารับเชิญหนุ่มน้อยเอาไว้แน่น พร้อมกับร้องโวยวาย "ไม่ได้ ต้องเล่นอีกตา เล่นอีกตา!"
เซวียซวงเทาเดินเข้าไป มือข้างหนึ่งจับข้อมือของเซวียเต้าหย่งไว้ ส่วนมืออีกข้างจับแขนเสื้อของหลี่กวนอี จากนั้นก็ออกแรงดึงมือของท่านปู่ออกเล็กน้อย แล้วไปยืนขวางหน้าหลี่กวนอี เบิกตากลมโตดุจเมล็ดซิ่งจ้องมองชายชรา พลางบ่นกระปอดกระแปด "ท่านปู่ ท่านทำแบบนี้ได้อย่างไรเจ้าคะ? เอาผู้ใหญ่รังแกเด็กอยู่เรื่อย ชนะหมากแล้วก็ยังไม่ยอมปล่อยคนไปอีก!"
ท่านปู่อึดอัดใจจนพูดไม่ออก
ข้ารังแกเขางั้นรึ?
ข้ารังแกเขาเนี่ยนะ?! เจ้าเด็กนี่ต่างหากที่รังแกคนแก่อย่างข้า
แต่จะให้บอกว่าตัวเองพ่ายแพ้ติดต่อกันถึงสิบแปดกระดาน แถมแต่ละครั้งยังมีท่าทางการตายที่ไม่ซ้ำกันเลย ก็พูดไม่ออกอีก
เด็กหนุ่มกะพริบตาปริบๆ ขยับมือทำลายกระดานหมากให้ยุ่งเหยิงเงียบๆ แล้วกล่าว "เป็นฝีมือหมากของท่านปู่ที่ร้ายกาจ ข้าแพ้ไปหลายกระดานเลยขอรับ... ท่านปู่กำลังสนุกกับการเดินหมาก เลยเข้าใจผิดคิดว่าเวลายังเช้าอยู่ ถึงได้ดึงข้าไว้ไม่ยอมให้ไป"
เซวียเต้าหย่งชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะทำตัวตามปกติ "หึ... ฮ่าๆๆ กวนอี ฝีมือหมากของเจ้าก็ไม่เลวเลยนะ อืมๆ เด็กคนนี้สอนได้ เด็กคนนี้สอนได้"
หลี่กวนอีฉวยโอกาสลุกขึ้นยืนพลางกล่าว "ถ้าเช่นนั้น ท่านปู่ ข้าขอตัวก่อนนะขอรับ"
"คราวหน้าข้าจะมาหาท่านเล่นหมากอีก"
"ฮ่าๆๆ ดีๆๆ ฝีมือหมากของเจ้าไม่เลวเลย มาบ่อยๆ ล่ะ มาบ่อยๆ"
หลี่กวนอีและเซวียซวงเทาเดินออกจากหอสดับลม เซวียซวงเทาเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "ความสัมพันธ์ของเจ้ากับท่านปู่ดีขึ้นขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?" หลี่กวนอีตอบ "พวกเราเล่นหมากด้วยกันน่ะ"
เด็กสาวไม่เข้าใจ "เล่นหมาก เล่นหมากอะไรกัน ถึงได้มีประโยชน์ขนาดนี้?"
หลี่กวนอียิ้มบางๆ ไม่ได้ตอบคำถามนี้ของนาง พวกเขากลับไปยิงธนูที่ลานฝึกยุทธ์อีกครั้ง ตอนที่พักผ่อน หลี่กวนอีนึกถึงลูกธนูยี่สิบดอกที่ตนยิงไปจนหมดเกลี้ยง เขาหยิบลูกธนูขึ้นพาดสายพลางเอ่ยถาม "คุณหนูใหญ่ขอรับ ลูกธนูใช้หมดแล้ว ยังเปลี่ยนใหม่ได้อีกหรือไม่?"
เซวียซวงเทายิงธนูทะลุเป้าอันหนึ่งไป เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เลิกคิ้วขึ้น "ใช้หมดแล้วหรือ?"
"เจ้าออกไปล่าสัตว์มางั้นหรือ?"
หลี่กวนอีตอบ "อืม"
เด็กสาวกล่าว "ขอดูก่อน"
หลี่กวนอีหยิบกระบอกธนูของตนส่งไปให้ เซวียซวงเทาหยิบลูกธนูขึ้นมาวางบนปลายนิ้วชี้ เมื่อเห็นว่าลูกธนูรักษาสมดุลได้ยากกว่าเมื่อก่อน ขนนกที่หางธนูก็มีรอยขาดและบิดเบี้ยว จึงเอ่ยด้วยความประหลาดใจ "ดูเหมือนเจ้าจะยิงโดนสัตว์ป่าไปไม่น้อยเลยนะ ได้อะไรกลับมาบ้างล่ะ?"
หลี่กวนอีตอบอย่างเงียบสงบ "ยิงโดนแต่อีกาที่กินเลือดเนื้อคนและซากศพเท่านั้นเอง"
"รูปร่างหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว เอามาให้คุณหนูใหญ่ดูไม่ได้หรอก"
บนใบหน้าของเซวียซวงเทาฉายแววเสียดาย
เซวียเต้าหย่งรักใคร่หลานสาวของตนมาก แต่ก็ด้วยเหตุนี้จึงไม่อนุญาตให้นางออกไปล่าสัตว์ข้างนอกเพียงลำพัง
มีเพียงเวลาที่เหล่าสตรีชั้นสูงออกไปเที่ยวชมธรรมชาติในฤดูใบไม้ผลิเท่านั้น ถึงจะยอมให้นางออกนอกเมืองได้ และก็ทำได้เพียงลอยจอกสุราตามน้ำ แต่งกลอน ร้องเพลงเท่านั้น
ไม่เคยได้ไปล่าสัตว์เลย
หลี่กวนอีคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็นึกขึ้นได้ว่าตนเก็บก้อนหินมาจากลำธารหลายก้อน จึงล้วงออกมาจากอกเสื้อ มันคือก้อนกรวดแม่น้ำที่ถูกกระแสน้ำพัดพาจนมีรูปทรงกลมมน สีสันแตกต่างกันไป ดูใสกระจ่างเกลี้ยงเกลา "นกพวกนั้นดูไม่ได้หรอก แต่มีก้อนหินพวกนี้อยู่ ถ้าเอาไปแช่น้ำจะสวยมากเลยนะ"
"มอบให้คุณหนูใหญ่ขอรับ"
เขาคลายมือออก ก้อนหินเหล่านั้นก็ร่วงหล่นลงบนฝ่ามือของเด็กสาว ใสกระจ่างเกลี้ยงเกลาราวกับอัญมณี
เซวียซวงเทากะพริบตาปริบๆ "เจ้าอยากให้ข้าเติมลูกธนูให้เต็มใช่ไหม?"
หลี่กวนอีร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ
คุณหนูใหญ่ที่เซวียเต้าหย่งเลี้ยงดูมาจนโต ไม่ได้โง่เสียหน่อย
เพราะเดิมทีก็เป็นคนวัยเดียวกัน ทั้งคู่ฝึกยุทธ์และเรียนหนังสือด้วยกันมาระยะหนึ่งแล้ว ความสัมพันธ์จึงเปลี่ยนไปจากตอนแรกที่เป็นคุณหนูใหญ่อ่อนโยนกับที่ปรึกษาหนุ่มผู้เงียบขรึมและสง่างาม ตอนนี้กลับดูเหมือนเพื่อนวัยเดียวกันมากกว่า เด็กสาวโยนก้อนหินในมือเล่นพลางเอ่ยหยอกล้อ "ของแค่นี้ มูลค่าไม่พอหรอกนะ"
"ท่านที่ปรึกษาใหญ่ของข้า"
"ลูกธนูดอกละหนึ่งตำลึงเงินเชียวนะ เทียบได้กับที่เจ้าเหน็ดเหนื่อยทำงานที่หอคืนวสันต์ตั้งหนึ่งเดือนเลยล่ะ"
เซวียฉางชิงรู้สึกไม่พอใจแทนอาจารย์ของตน จึงกล่าว "นี่มันอะไรกัน ยัยแม่เสือ!"
เขาโบกมือเล็กๆ อวบอูมไปมา
"ข้าเพิ่มเงินให้เอง!"
เซวียซวงเทาหลุดหัวเราะพรืดออกมา นางก้มลงลูบหัวน้องชายพลางปลอบโยน
"จ้าๆๆ เจ้าเก่งที่สุดเลย ดีไหมล่ะ"
จากนั้นก็หันไปมองหลี่กวนอี "เดิมทีเจ้าก็เป็นที่ปรึกษาอยู่แล้ว ลูกธนูก็สามารถใช้เงินเดือนซื้อได้ ราคาจะถูกกว่ามาก เงินของเจ้าใช้ไปหมดแล้วหรือ?"
หลี่กวนอีขัดสนเงินทอง ส่วนท่านปู่ใหญ่ก็เพิ่มเดิมพันให้เขาอย่างหนักหน่วง แต่ไม่ได้บอกว่าจะให้เงินนี่นา
เซวียซวงเทากล่าว "เอาเถอะ เอาเถอะ อย่างไรเสียท่านที่ปรึกษาก็ยังจำได้ว่าต้องเอาของขวัญมาฝากหญิงน้อยผู้นี้บ้าง จะทำร้ายจิตใจท่านที่ปรึกษาใหญ่ได้อย่างไรกันล่ะ มาเถอะๆ..." เดิมทีนางแค่หยอกล้อ แต่พูดไปพูดมาก็อดทนกับน้ำเสียงแบบนี้ของตัวเองไม่ไหว จนหลุดหัวเราะออกมาในที่สุด
ช่างตีเหล็กใหญ่ประจำจวนมองดูเด็กหนุ่มรูปงามที่ถูกคุณหนูใหญ่พามาอีกครั้งด้วยสายตาแปลกๆ
แวะมาเอาลูกธนูอีกแล้ว
แล้วก็เอาค่าใช้จ่ายนี้ไปลงบัญชีในนามของคุณหนูใหญ่อีกตามเคย
ช่างตีเหล็กใหญ่มองเด็กหนุ่มรูปงามด้วยสายตาแปลกๆ พลางเอ่ย "เอาลูกธนูมาให้ข้าดูหน่อยสิ ไปทำอะไรมาถึงได้พังขนาดนี้?" หลี่กวนอียืนอยู่หน้าเซวียซวงเทา ยื่นลูกธนูในมือส่งไปให้ ช่างตีเหล็กที่เต็มไปด้วยความสงสัยและสายตาแปลกประหลาด ยามที่ได้เห็นลูกธนู นัยน์ตาก็พลันคมกริบขึ้นมาในพริบตา
ธนูที่ใช้ฆ่าคน! เขาเงยหน้าขึ้นขวับ จ้องมองเด็กหนุ่มวัยสิบสามปีผู้นั้น
เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงเบา "ฆ่าสุนัขป่าหมาป่าไปบ้าง กับพวกอีกากินซากที่ชอบพุ่งเข้าใส่คนน่ะขอรับ"
"ข้าเพิ่งออกมาจากหอสดับลม"
ช่างตีเหล็กมีสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง "......ตกลง"
เขาหันกลับไปหยิบลูกธนูกระบอกใหม่มา หลี่กวนอีกล่าวขอบคุณ คนที่เคยฆ่าคนมาแล้ว ยามที่หยิบลูกธนูขึ้นมาลองมือราวกับนักธนูผู้ช่ำชอง กลับต้องชะงักไปเล็กน้อย เมื่อสัมผัสได้ถึงร่องเลือดอันประณีตบนลูกธนู และสัมผัสได้ถึงเงี่ยงตะขอที่อยู่บนนั้น
ช่างตีเหล็กกล่าว "เจ้าควรใช้ลูกธนูแบบนี้ได้แล้ว"
หลี่กวนอีกล่าวขอบคุณ
…………
ขณะเดียวกัน ภายในหอสดับลม ท่านปู่ใหญ่มองดูกระดานหมาก แต่กลับสั่งให้คนนำม้วนเอกสารมาให้จำนวนหนึ่ง บนนั้นเขียนรายชื่อของปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่จะมาปรากฏตัวบริเวณรอบนอกเมืองหลวงของแคว้นเฉินในเร็วๆ นี้ ในท้ายที่สุด ท่านปู่ใหญ่ก็มองเห็นคนผู้หนึ่งในหมู่ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้น แม้จะไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด แต่กลับมีความพิเศษมากที่สุด
"หวังทง ฉายาเหวินจงจื่อ"
"มีลูกศิษย์นับพันคน แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงคนธรรมดา ในบรรดานั้นสามคนที่โดดเด่นที่สุดก็ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรนัก"
"ฝางจื่อเฉียว แห่งตระกูลฝางเมืองชิงเหอ"
"ตู้เค่อหมิง แห่งตระกูลตู้เมืองจิงเจ้า"
"เว่ยเสวียนเฉิง ชาวเมืองชวีหยาง"
"ทว่าทั้งสามคนนี้ก็เพิ่งจะอายุสิบเจ็ดสิบแปดปี มีชื่อเสียงอยู่บ้างเท่านั้น เทียบไม่ได้กับยอดฝีมือที่อยู่บนทำเนียบเลย เพียงแต่หวังทงผู้นี้มีความพิเศษมาก เขาคือคนแรกในยุคที่ร้อยสำนักประชันขันแข่งนี้ ที่เสนอแนวคิดผสานสามศาสนาเข้าด้วยกัน นับว่ามีวิสัยทัศน์กว้างไกลนัก"
ไม่รู้ว่าเหตุใด จู่ๆ ถึงได้เดินทางมาที่เมืองกวนอี้ บอกว่าจะมารับศิษย์... ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ตระกูลเซวียย่อมมีเทียบเชิญอยู่แล้ว บนเทียบเชิญมีชื่อของเซวียซวงเทาและเซวียฉางชิง เขาเงียบไปเนิ่นนาน ก่อนจะขีดฆ่าชื่อของเซวียฉางชิงหลานชายตัวเองทิ้ง แล้วเขียนชื่ออีกชื่อหนึ่งลงไปแทนที่ตรงตำแหน่งนั้น
หลี่กวนอี
เซวียเต้าหย่งวางพู่กันลง
"สำเร็จทั้งบุ๋นบู๊ ก็ให้กระดูกแก่ๆ ของข้าร่างนี้ กลายเป็นสายลมที่พัดพาท้องนภาเถอะ หลี่กวนอี เจ้าจะบินไปได้ไกลแค่ไหน ข้าจะคอยดูแล้วกัน" เขาเขียนเทียบเชิญเสร็จ ก็หลับตาลง ทั้งที่สระบัวนอกหอสดับลมไม่มีแม้แต่ระลอกคลื่น ทว่าเขากลับคล้ายจะได้ยิน——
ได้ยินเสียงลมพัดกรรโชกแรงนั้นแล้ว