ด้านหลังของเซวียเต้าหย่ง ธนูทลายเมฆาสะเทือนฟ้าที่ดูเรียบง่ายคันนั้นวางนิ่งอยู่บนชั้นวางไม้จันทน์ดำ ชายชราก้าวเดินไปข้างธนูศึก ฝ่ามือลูบไล้ไปตามคันธนูอย่างช้าๆ แล้วมองไปทางหลี่กวนอีพลางยิ้มกล่าว
"ก่อนหน้านี้เจ้ายังขัดใจที่ยกมันไม่ขึ้นอยู่ไม่ใช่หรือ วันนี้อุตส่าห์มาเยือนทั้งที"
"มาสิ ลองดูหน่อย"
หลี่กวนอียังคงครุ่นคิดถึงเรื่องการสวมเกราะ
นัยน์ตาของเขาช้อนขึ้นเล็กน้อย มองดูธนูศึกคันนี้ หลี่กวนอีนึกถึงการสืบทอดของธนู ทว่าปฏิกิริยาแรกในหัวคือชายชราต้องการจะทำอะไร หรือว่าเขาค้นพบแล้วว่าตนสามารถจับสุดยอดศาสตราวุธเมื่อห้าร้อยปีก่อนคันนี้ได้ และเรื่องนี้มีความหมายเช่นไรต่อตัวเขาเอง
เด็กหนุ่มไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธ อย่างน้อยก็ในฉากหน้า
เขาเดินไปยืนอยู่ข้างธนูทลายเมฆาสะเทือนฟ้า
ยื่นมือออกไป กางนิ้วทั้งห้า กอบกุมคันธนูศึกนี้ไว้ สัมผัสจากคันธนูนั้นละเอียดอ่อนสมบูรณ์แบบ แนบสนิทไปกับฝ่ามือ ความรู้สึกถึงกลิ่นอายอันแรงกล้าเช่นก่อนหน้านี้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ไม่ได้กระตุ้นการสืบทอด ไม่ได้ทำให้ของเหลวหยกในติ่งสำริดเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือกระเพื่อมไหว
ขั้นรูจิ้งสินะ...
มีเพียงบรรลุขั้นรูจิ้งเท่านั้น จึงจะสามารถทำให้ติ่งสำริดสะสมของเหลวหยกได้อีกครั้ง
จึงจะสามารถกระตุ้นการสืบทอดของสุดยอดศาสตราวุธได้อีกครั้ง
จึงจะสามารถโลดแล่นในกลียุคนี้ได้อย่างแท้จริง
ในใจของเขาพลันบังเกิดความปรารถนาอันแรงกล้าต่อขอบเขตพลังนั้น
หลี่กวนอีตั้งใจจะคลายมือออก เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนยังคงจับสุดยอดศาสตราวุธไม่ขึ้น เขามองไปทางชายชราแล้วกล่าว "ผู้เฒ่าเซวีย น่าเสียดายยิ่ง ข้า..."
ตู้ม!!! ชายชรายังคงยิ้ม ใต้ฝ่าเท้าพลันมีพลังปราณขุมหนึ่งระเบิดออก
เกิดเป็นระลอกคลื่นที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
หอสดับลมทั้งหลังคล้ายกับสั่นสะเทือนไปวูบหนึ่ง
โต๊ะหนังสือโบราณที่ผสมผสานด้วยเส้นไหมทองมูลค่าหมื่นตำลึงตัวนั้นพลันพังทลายลงกลายเป็นผุยผง สุดยอดศาสตราวุธธนูทลายเมฆาสะเทือนฟ้าในมือของหลี่กวนอีร่วงหล่นลงตามแรงโน้มถ่วงโดยธรรมชาติ นั่นไม่เกี่ยวกับการตัดสินใจในใจ ไม่เกี่ยวกับเล่ห์เหลี่ยมกลอุบายใด ทว่าเป็นเพียงสัญชาตญาณของร่างกายล้วนๆ เขาคว้าธนูศึกเอาไว้โดยจิตใต้สำนึกแล้ว
แม้จะตั้งสติได้ในเสี้ยววินาทีต่อมาว่าตนควรจะปล่อยธนูทลายเมฆาสะเทือนฟ้า
แต่หลี่กวนอีรู้ดีว่า เพียงสัญชาตญาณการคว้าจับในเสี้ยววินาทีนี้ ทำให้คันธนูเกิดการชะงักงันในจังหวะที่มันควรจะร่วงหล่นลงไป ด้วยสายตาอันเฉียบคมของชายชราผู้นั้น ก็เพียงพอที่จะมองอะไรออกแล้ว ร่างกายของเขาตึงเครียด ก่อนจะค่อยๆ ผ่อนคลายลงในท้ายที่สุด
เขาไม่ได้ปล่อยมือจากสุดยอดศาสตราวุธ
ไม้หนานมู่ทองคำที่ต้องใช้เวลาเติบโตถึงสามพันปีกลายเป็นผุยผงละเอียดสีทอง ในสายลมมีกลิ่นหอมของเนื้อไม้ลอยมา
ชายชรามองดูเด็กหนุ่มตรงหน้า
ผงธุลีสีทองลอยวนเวียน แขนเสื้อของเขาปลิวไสว แผ่นหลังยืดตรง ธนูทลายเมฆาสะเทือนฟ้าคันนั้นถูกเขากำไว้ในมือ คล้ายกับตัดสินใจได้แล้ว สายธนูส่งเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา นัยน์ตาของชายชราทอประกายวาบ มุมปากประดับด้วยรอยยิ้ม พลางกล่าวซ้ำๆ ว่า "ดี ดี ดี!!!"
หลี่กวนอีกล่าว "โต๊ะไม้หนานมู่ทองคำมูลค่าหมื่นตำลึง แตกสลายไปเช่นนี้เลยหรือ"
(ตาเฒ่า ไม่รักษาธรรมเนียมยุทธ์เอาเสียเลย!) ชายชราไม่ใส่ใจ หัวเราะร่วนตอบกลับ
"ได้เห็นคนจับสุดยอดศาสตราวุธขึ้นมาได้อีกครั้ง จะมีค่าแค่หมื่นตำลึงได้อย่างไร"
เขาชะงักไป จากนั้นก็มองหลี่กวนอี นัยน์ตาราวกับกำลังมองดูความฝันในวัยเยาว์ของตนเอง พลางกล่าว "การที่เจ้าสามารถจับธนูคันนี้ได้ นั่นก็หมายความว่า..."
หลี่กวนอีหลับตาลง
ติ่งสำริดส่งเสียงหึ่งๆ ในความว่างเปล่าคล้ายมีเสียงคำรามต่ำๆ ของพยัคฆ์ สุดยอดศาสตราวุธในมือเด็กหนุ่มสั่นสะเทือน ประกายแสงสีทองสว่างวาบขึ้นบนคันธนู ลวดลายบนนั้นราวกับมีชีวิตขึ้นมา ราวกับวิญญาณที่เคยตกตายภายใต้ธนูคันนี้ได้ตื่นขึ้น และกำลังกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวอยู่ ณ ที่แห่งนี้
【อารูเอินอูเอ่อร์ฮารื่อหว่าปั๋วเต๋อซ่าต๋าหว่า】
ลูกศรของพระโพธิสัตว์แห่งจงหยวนที่ยิงทะลุภูเขาศักดิ์สิทธิ์
ประกายแสงสีทองลามเลียไปตามคันธนู จนมาถึงฝ่ามือของเด็กหนุ่ม
บนมือซ้ายที่จับธนูของหลี่กวนอีปรากฏเกราะมือเพิ่มขึ้นมาหนึ่งชุด
ส่วนประกายแสงที่ตกลงบนนิ้วมือขวาของเขา ได้แปรเปลี่ยนเป็นแหวนสีทอง
สายธนูที่แปรสภาพมาจากวิญญาณพยัคฆ์ร้าย ร้ายกาจพอจะใช้สายธนูเชือดคอหอยยักษ์แดนเหนือได้ มนุษย์ธรรมดายากจะใช้กายเนื้อสัมผัสมัน จนกระทั่งบัดนี้ นี่ต่างหากคือสุดยอดศาสตราวุธที่ตื่นขึ้นอย่างแท้จริง พยัคฆ์ร้ายเผยเขี้ยวเล็บ ลืมตาขึ้นมาพิจารณาใต้หล้านี้ใหม่อีกครา
เซวียเต้าหย่งมองดูภาพนี้ แล้วเปล่งเสียงหัวเราะลั่น
เซวียเต้าหย่งกล่าว "เจ้าดึงสายมันได้หรือไม่"
หลี่กวนอีเองก็อยากรู้เช่นกัน ฝ่ามือของเขากุมคันธนู นิ้วมือขวาทาบลงบนสายธนู สายธนูส่งเสียงหวีดหวิว รูปลักษณ์ธรรมพยัคฆ์ขาวประทับลงบนสายธนู ทำให้สุดยอดศาสตราวุธทอประกายแสงสีทองจางๆ ทว่าแม้เขาจะทุ่มเทแรงกายจนหมดสิ้น สายธนูกลับไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
ไม่พอ
เซวียเต้าหย่งเองก็รู้สึกเสียดายเล็กน้อย "เป็นอย่างที่คิด หากต้องการจับธนูคันนี้จำต้องมีคุณสมบัติของรูปลักษณ์ธรรมพยัคฆ์ขาว ทว่าหากต้องการดึงสายธนู กลับต้องใช้ระดับพลังที่สูงล้ำยิ่งนัก" หลี่กวนอีนำธนูคันนี้ไปวางไว้บนโต๊ะอีกตัว ฝ่ามือของเขาละออกจากธนู พร้อมกับการคลายมือของเขา
ประกายแสงที่ทาบทาบบนสุดยอดศาสตราวุธก็กระจายออก ประกายแสงหยาดสุดท้ายเริ่มลามจากสองฝั่งของสายธนูเข้าสู่จุดศูนย์กลาง ท้ายที่สุดก็มารวมกันที่จุดกึ่งกลางแล้วสลายไป และในตอนนี้นี่เอง หลี่กวนอีพลันพบว่า รูปลักษณ์ธรรมพยัคฆ์ขาวยังคงได้รับพลังสายเล็กๆ สายหนึ่งจากสุดยอดศาสตราวุธที่ตื่นขึ้น
รูปลักษณ์ธรรมพยัคฆ์ขาวดูเหมือนจะเติบโตขึ้นเล็กน้อย
ทว่าในขณะนั้นเอง พลังขุมนี้กลับถูกรูปลักษณ์ธรรมมังกรแดงดูดกลืนไปอย่างหน้าตาเฉย
รูปลักษณ์ธรรมพยัคฆ์ขาวที่เดิมทีสว่างวาบขึ้นและดูเหมือนกำลังจะขยายขนาด พลันหดกลับกลายเป็นลูกแมวตัวน้อยตามเดิมในพริบตา
สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือ รูปลักษณ์ธรรมมังกรแดงโผล่ส่วนของร่างกายออกมาได้ในที่สุด
มันสามารถพันรอบแขนของหลี่กวนอีได้แล้ว
ราวกับมังกรพันเสา มันจ้องมองโลกโดยรอบด้วยความอยากรู้อยากเห็น
รูปลักษณ์ธรรมมังกรแดงปรากฏตัวขึ้นแล้ว
นัยน์ตาของหลี่กวนอีเกิดระลอกคลื่น เขาอยากลองดูว่า รูปลักษณ์ธรรมประเภทนี้ ยังมีพลังพิเศษอะไรแอบแฝงอยู่อีก อยากลองดูว่าหนึ่งศรแสงเหน็บหนาวของตระกูลเซวีย จะสามารถใช้รูปลักษณ์ธรรมมังกรแดงสำแดงออกมาได้หรือไม่ รูปลักษณ์ธรรมพยัคฆ์ขาวที่แสดงออกมานั้นมีคุณสมบัติในการทะลุทะลวงสูงยิ่ง แล้วมังกรแดงเล่า? เขามีทั้งความอยากรู้และคาดหวัง
ชายชราให้หลี่กวนอีกลับไปนั่งลงอีกครั้ง จากนั้นก็ชงชา พลางยิ้มอย่างอ่อนโยน "เจ้ายังไม่สามารถใช้ธนูคันนี้ได้"
"แต่ก็มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะยกคันธนูขึ้นมา นี่คือสมบัติประจำตระกูลเซวียของข้า ตาเฒ่าอย่างข้ายังไม่อาจมอบให้เจ้าได้ ข้าจะช่วยให้เจ้าได้ตำแหน่งขุนนางบู๊ลอยขั้นเก้านั่นเสียก่อน เจ้าวางใจได้ การมอบสถานะขุนนางที่ใสสะอาดให้เจ้า เป็นเรื่องที่สมควรทำ"
"ตระกูลเซวียของข้ารู้เส้นทางหลบหนีของเจ้า ส่วนสำนวนคดีนั้นอยู่ที่พลม้าทะยานราตรี แม้แต่ข้าก็ไม่อาจคาดเดาได้ เพียงแต่ เวลาล่วงเลยมาถึงสิบปีเต็ม ด้วยความเข้าใจที่ข้ามีต่อแคว้นเฉิน ไม่ว่าเรื่องราวในปีนั้นจะอยู่ในระดับใด มาถึงตอนนี้ สำนวนคดีตามจับกุมพวกเจ้า ก็ถูกกดความสำคัญลงไปจนถึงระดับต่ำสุดแล้ว"
หลี่กวนอีถอนหายใจด้วยความโล่งอกในใจ
ดูเหมือนว่าชายชราตรงหน้าจะมีวิธีการที่เฉียบขาดและมากประสบการณ์ ทว่าก็ยังไม่ได้สืบทราบตัวตนที่แท้จริงของเขาอย่างแน่ชัด
เพียงแต่อาศัยหอการค้าของตระกูลเซวียสืบหาเส้นทางการรอนแรมของเขาจนกระจ่างเท่านั้น
ถึงแม้หลี่กวนอีเองก็ไม่รู้ที่มาที่แท้จริงของตัวเองเช่นกัน
ยิ่งไม่รู้ว่า นี่คือการที่ชายชราตรงหน้ากำลังหลอกถามตนอยู่หรือไม่ ดังนั้นเขาจึงเพียงถามอย่างราบเรียบว่า "ผู้เฒ่าเซวียทราบได้อย่างไร"
ชายชราลูบเครา น้ำเสียงแฝงแววเย้ยหยันเล็กน้อย "เพราะที่นี่คือแคว้นเฉิน"
"แม้จอมพลเยว่จะมีชื่อเสียงบารมีสูงส่งยิ่ง ทว่าก็ไม่ถึงขั้นที่จอมพลเยว่กลับเมืองหลวงแล้ว ชายแดนจะล่มสลายลงในทันที"
"เป็นเพียงเพราะ ยอดขุนพลอีกท่านหนึ่งที่สามารถพิทักษ์แคว้นได้ ก็อยู่ที่เมืองหลวงเจียงโจวเช่นกัน"
"เจียงโจวในเวลานี้ กำลังถูกพิทักษ์โดยเซียวอู๋เลี่ยง ยอดขุนพลอันดับหนึ่งแห่งแคว้นเฉิน นั่นแตกต่างจากแม่ทัพใหญ่อย่างจอมพลเยว่ เขาควรถูกจัดอยู่ในประเภทขุนพลทะลวงฟัน ข้าเคยเห็นความน่าเกรงขามของเขามาแล้ว ปีนั้นที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ก่อกบฏ เขาในวัยสิบสามปี ก็สามารถบุกเดี่ยวออกรบได้แล้ว"
"อายุสิบแปดปี นำทหารม้าเจ็ดเจ้าบุกทะลวงค่ายทหารนับหมื่น สังหารขุนพลยึดธงรบ"
"มีชื่อติดอันดับที่สิบห้าในทำเนียบยอดขุนพลใต้หล้า กองทัพศัตรูถูกตีจนขวัญหนีดีฝ่อ จึงถวายฉายาว่า มหาอู๋เลี่ยง"
"ขุนพลทะลวงฟันเช่นนี้ หากสามารถรวมกำลังกับจอมพลเยว่ การบดขยี้แคว้นต่างๆ เพื่อให้แคว้นเฉินฟื้นฟูอาณาเขตกลับไปเทียบเท่าสมัยจักรพรรดิอู่ตี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ทว่าเหล่าผู้มีอำนาจกลับสั่งให้เขาประจำการรักษาเมืองหลวง"
ชายชราอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจอย่างสะทกสะท้อน "ยอดขุนพลในใต้หล้า สวมเกราะวิเศษ ขี่สัตว์ประหลาดหรือยอดอาชา ในมือถือสุดยอดศาสตราวุธและมีรูปลักษณ์ธรรมติดตัว หนึ่งคนสามารถต่อกรกับคนนับหมื่นได้ ยอดฝีมือเช่นนี้หากละทิ้งทุกสิ่ง ไม่สนใจชีวิตและสถานการณ์ของแผ่นดิน ดึงดันจะทะลวงแนวรบเข้าไปอาละวาดในแคว้นศัตรูตามอำเภอใจ ก็มากพอที่จะสั่นคลอนราชวงศ์ได้"
"ดังนั้นพวกเขาจึงให้เซียวอู๋เลี่ยงรักษาเมืองหลวง"
"โดยอ้างนามว่า กษัตริย์อยู่แคว้นอยู่ กษัตริย์สิ้นแคว้นสิ้น ดังนั้นกษัตริย์จึงสำคัญที่สุด เป็นจุดยุทธศาสตร์ของบ้านเมือง เป็นแก้วตาดวงใจของราษฎรนับหมื่น ไม่อาจไม่ให้ความสำคัญ"
"พูดไปพูดมา ก็เป็นเพียงต้องการอาศัยบารมีของยอดขุนพลผู้นี้ เพื่อคุ้มครองความสงบสุขของตนเองก็เท่านั้น"
"ยามนี้จอมพลเยว่แห่งชายแดนถูกคุมตัวกลับมา ส่วนเซียวอู๋เลี่ยงก็ไม่อยู่ ในขณะที่แคว้นอิ้งมีขุนพลทะลวงฟันมากมายดั่งเมฆา ถู่อวี้หุนก็ลับอาวุธขุนม้าเตรียมพร้อม อีกทั้งยังมีลูกหลานเชื้อพระวงศ์และผู้สูงศักดิ์เดินทางไปชายแดนเพื่อสิ่งที่เรียกว่าการหาประสบการณ์ สุราเลิศรสและหญิงงามไม่เคยขาดแคลน ทว่าเหล่าทหารเลวกลับกินอยู่อย่างอัตคัด สามวันจึงจะได้กินเนื้อสักมื้อ"
"ภายใต้แรงกดดันอันหนักหน่วง การป้องกันชายแดน มีหรือที่จะไม่เละเทะ เห็นเรื่องเล็กน้อยก็รู้ถึงการณ์ใหญ่ เรื่องสำคัญของบ้านเมืองยังเป็นถึงเพียงนี้ นับประสาอะไรกับการตามจับนักโทษ"
น้ำเสียงของชายชราแฝงแววเย้ยหยัน
หลี่กวนอีรู้ดีว่า นี่คือการที่เซวียเต้าหย่งกำลังแสดงความไว้วางใจต่อตน
หลี่กวนอีบอกจุดประสงค์ของตน "แต่ว่า ข้าก็ยังคงต้องไปจากตระกูลเซวีย ไปจากเมืองกวนอี้อยู่ดี"
ชายชราส่งเสียงหัวเราะลั่น "ฮ่าๆๆ ไม่เป็นไร ตาเฒ่าอย่างข้าไม่ได้คิดจะผูกมัดเจ้าไว้ที่ตระกูลเซวีย ยิ่งไม่คิดจะใช้ไพ่ความรู้สึกอะไร นี่คือการแลกเปลี่ยน เป็นคำมั่นสัญญาระหว่างลูกผู้ชายสองคน อย่างเจ้ากับข้า"
ชายชรายกชาขึ้นจิบอย่างไม่ใส่ใจ พลางยิ้มกล่าว
"อีกอย่าง ทั่วทุกหนแห่งในใต้หล้า ล้วนมีหอการค้าของตระกูลเซวีย"
"แคว้นอิ้ง ก็ไม่มีข้อยกเว้น"
หลี่กวนอี "............"
ชายชราหัวเราะร่วน
หัวใจแก่ๆ ที่เพิ่งถูกทำให้สั่นสะเทือนไปหลายครั้งเมื่อครู่ ในที่สุดก็รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาบ้าง เขากล่าว
"เจ้าต้องการจะออกนอกด่าน ข้ารู้ แต่หากมีสถานะขุนนาง หนังสือผ่านด่านก็จะจัดการได้ง่ายขึ้นสักหน่อย"
"เจ้าไม่ต้องมองข้าเช่นนั้น ดูเหมือนว่าตามหลักเหตุผล ราชสำนักจะกังวลว่าขุนนางบู๊จะเดินทางออกจากแคว้นเฉิน จึงเข้มงวดมาก หากเจ้าคิดเช่นนี้ แสดงว่าเจ้าไม่เข้าใจแคว้นเฉิน แคว้นเฉินเคยเป็นเจียงหนานเต้าที่มหาจักรพรรดิแห่งจงโจวพระราชทานให้"
"เมื่อสามร้อยกว่าปีก่อน ใต้หล้าเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เหลียงกั๋วกงแยกแผ่นดินตั้งตนเป็นกษัตริย์ เฉินกั๋วกงคอยช่วยเหลือ"
"สองร้อยกว่าปีก่อน บรรพชนแคว้นเฉินทำลายแคว้นเหลียงและก่อตั้งแคว้นเฉินขึ้น"
"และเพื่อรักษาสถานการณ์ให้มั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้ พวกเขาล้วนใช้นโยบายประนีประนอมกับตระกูลขุนนางเดิม สิ่งนี้ทำให้ในตอนแรก มีระบบขุนนางถึงสองหรืออาจจะสามระบบ ปะปนกันมาจนถึงปัจจุบัน ขุนนางมีมากจนล้นงาน ยกตัวอย่างเช่นขุนนางบู๊ผู้นี้ ระดับขั้นคือขั้นเก้า ประเภทคือขุนนางลอย ทว่ากลับไม่มีชื่อตำแหน่ง"
"มีเพียงการถูกเรียกใช้งาน"
"ระดับขั้นขุนนางคือชั้นหนึ่ง ประเภทคือชั้นหนึ่ง ตำแหน่งที่สังกัดคือชั้นหนึ่ง ภาระหน้าที่ที่ถูกเรียกใช้โดยเฉพาะก็เป็นอีกชั้นหนึ่ง ทับซ้อนกันไปมา ยุ่งเหยิงเป็นอย่างยิ่ง"
"ทว่าแม้จะเป็นขุนนางลอย ก็ยังไม่ต้องเสียภาษี และมีสิทธิพิเศษต่างๆ นานา"
"หัวไชเท้าหนึ่งหัวต่อหลุมหนึ่งหลุม ขุนนางที่จัดการเรื่องหนังสือผ่านด่านแทบจะรอให้เจ้ารีบๆ ไปเสียไม่ไหว เช่นนี้ก็จะได้มีตำแหน่งว่าง เพื่อที่จะได้ส่งลูกหลานของตนเข้ามาเสียแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขุนนางบู๊ลอยขั้นเก้า ยิ่งเป็นเช่นนี้"
ชายชราแฝงแววเย้ยหยัน ทว่าคำพูดที่เอ่ยออกมา ก็ถือเป็นคำพูดเปิดอกเช่นกัน
พระญาติวิพากษ์วิจารณ์ราชการแผ่นดิน
นี่คือสิ่งที่เขาจงใจพูดออกมาหลังจากที่ตนได้เปิดเผยสถานะนักโทษหลบหนีของหลี่กวนอีแล้ว มันคือจุดอ่อนของเขาเอง ชายชราได้มอบจุดอ่อนนี้ให้กับหลี่กวนอี
นี่คือพันธสัญญาที่เท่าเทียม
หลี่กวนอีนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง มองไปทางชายชราตรงหน้า แล้วกล่าว
"เช่นนั้น เหตุใดผู้เฒ่าเซวียจึงให้ความสำคัญกับข้าถึงเพียงนี้"
ชายชรามองเขาด้วยสายตาเป็นประกาย พลางยิ้มกล่าว "แน่นอนว่าเพื่อตระกูลเซวีย"
"ข้าก็แค่กำลังเดิมพันเท่านั้น หากใต้หล้าสงบสุข เจ้าอาจจะเป็นแม่ทัพใหญ่ชายแดน หรือไม่ก็เป็นผู้สูงศักดิ์ระดับซานกงในราชสำนัก รับเบี้ยหวัดหมื่นตำลึง แต่หากกลียุคมาเยือนเล่า? กวนอี ตัวเจ้าในยามนี้ยอมชักดาบสังหารโจรเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกข่มเหง ในยุคกลียุค เจ้าจะไม่มีวันซ่อนตัวอยู่เฉยๆ แน่"
"สายตาของข้า ไม่เคยดูคนผิด"
"และในยามนี้ เบื้องบนปกปิดความเละเทะของชายแดน เหล่าผู้สูงศักดิ์สั่งย้ายยอดขุนพลออกจากแนวหน้าเพื่อความปลอดภัยของตนเอง"
"ราชวงศ์เสพสุขกับการร้องรำทำเพลง ส่วนขุนนางระดับล่างก็แทบจะอยากส่งขุนนางคนอื่นๆ ออกไปให้หมดเพื่อแทรกซึมคนของตัวเองเข้ามา เบื้องบนทำอย่างไรเบื้องล่างก็ทำตาม ดูเหมือนเจริญรุ่งเรืองสวยงาม แท้จริงแล้วคือไฟสุมขอน เจ้าคิดว่า แคว้นเฉินนี้เป็นอย่างไร? ใต้หล้านี้เป็นอย่างไร?"
เขายื่นมือออกไปลูบธนูทลายเมฆาสะเทือนฟ้าที่อยู่ข้างๆ ราวกับกำลังตัดสินใจ
เขาพึมพำกับตัวเอง "ธนูทลายเมฆาสะเทือนฟ้าเอ๋ย"
"ความดีความชอบของตระกูลเซวียข้า เป็นเพราะธนูคันนี้อย่างนั้นหรือ"
"ไม่ใช่เด็ดขาด เป็นเพราะบรรพชนต่างหาก หากบรรพชนของข้าไม่มีธนูคันนี้ เขาก็จะไม่ใช่ยอดขุนพลอันดับหนึ่งในใต้หล้าอีกต่อไปอย่างนั้นหรือ? ธนูคันนี้อยู่ในตระกูลเซวีย ก็เป็นเพียงของตายที่ถูกคนกราบไหว้บูชา การได้เคียงข้างเจ้าออกรบในสมรภูมิต่างหากคือความปรารถนาที่แท้จริง"
"สิ่งที่ทำให้ตระกูลเซวียรุ่งเรือง คือคน ไม่ใช่การกอดของตายในอดีตไว้แน่นไม่ยอมปล่อย"
เขาพลันหัวเราะขึ้นมาอย่างห้าวหาญและเปิดเผย
เขากล่าว
"หลี่กวนอี!"
"รอจนถึงวันที่กลียุคมาเยือน จงมาที่นี่!"
"นำธนูคันนี้ไป!"
"จงขี่ม้า ควบทะยานไปในใต้หล้านี้เสีย!"