วันละหนึ่งก้วน เดือนละสามสิบก้วน
จู่ๆ หลี่กวนอีก็รู้สึกว่าเด็กสาวตรงหน้าที่อายุมากกว่าเขาเพียงปีสองปีผู้นี้กำลังเปล่งประกายแสงสีทองออกมาจากร่าง
ทว่า แค่เป็นเด็กรับใช้อ่านหนังสือเป็นเพื่อน กลับได้รับค่าตอบแทนถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
เด็กสาวฝั่งตรงข้ามที่ดูอายุราวสิบสี่สิบห้าปียิ้มบางพลางกล่าวว่า
"ขอเชิญอาจารย์น้อยมาเป็นอาจารย์สอนวิชาคำนวณให้น้องชายของข้า หวังว่าจะไม่รังเกียจ"
งานดีเช่นนี้ หลี่กวนอีย่อมไม่ปฏิเสธ เงินหกสิบก้วนนั้นแม้จะมากกว่า ทั้งยังเป็นทองและเงินที่มูลค่าในตัวมันเองสูงลิ่ว แต่ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ยังเอาออกมาให้ใครเห็นไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ต้องพูดถึงตอนที่ออกจากแคว้นเฉินในภายหลัง ยิ่งมีเงินทองติดตัวมากเท่าไรก็ยิ่งดี ทว่าสำหรับการใช้ชีวิตประจำวันแล้ว มีเงินก้อนนี้ย่อมทำให้สุขสบายขึ้น
เขาไม่มีเหตุผลให้ต้องปฏิเสธ
ครู่ต่อมาเมื่อถึงเวลาต้องจากไป
มีอาจารย์หลายท่านมาส่งคุณหนูตระกูลเซวียผู้นี้ อาจารย์หลิ่วจวงที่บรรยายวิชาคำนวณเมื่อครู่ก็อยู่ด้วย รอยยิ้มบนใบหน้าเขาดูจริงใจขึ้นมาก แตกต่างจากตอนที่ปล่อยให้หลี่กวนอียืนรออยู่ในลานบ้านลิบลับ เขาเดินมาส่งพวกเขากลับด้วยตนเอง ใบหน้าเปื้อนยิ้มไม่หุบ ทั้งยังเอ่ยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบอย่างเอาใจใส่
เมื่อเห็นว่าหลี่กวนอีก็เดินตามคุณหนูตระกูลเซวียไปด้วย เขาจึงลูบเคราแล้วหัวเราะอย่างเป็นธรรมชาติ "ช่างโชคดีเสียจริงนะ ไม่ยอมทำงานกับข้าที่นี่ แต่กลับได้ที่ไปที่ดีกว่า"
"น้องชายหลี่ เจ้าไม่คิดจะขอบคุณข้าหน่อยหรือ"
"แต่ถ้าให้ข้าพูดละก็ ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก ไม่ต้องขอบคุณ"
หลี่กวนอีตอบ "ขอบคุณอาจารย์สักประโยคหนึ่งขอรับ"
เขามองบัณฑิตผู้มีรอยยิ้มอ่อนโยนผู้นี้ ก่อนจะขอกระดาษและพู่กันมาเขียนข้อความประโยคหนึ่ง พับทบกันแล้วยื่นส่งให้อีกฝ่าย จากนั้นจึงเดินออกไปพร้อมกับคุณหนูใหญ่ตระกูลเซวีย
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิ่วจวงค่อยๆ จางหายไป เขาโยนกระดาษแผ่นนั้นทิ้งไปส่งๆ โดยไม่แม้แต่จะชายตามอง
"ดูท่าคงจะโกรธเคืองข้าไม่น้อย สมดั่งคำกล่าวที่ว่า มีเพียงคนพาลและสตรีเท่านั้นที่เลี้ยงดูยากจริงๆ"
ตามปกติแล้ว เขาไม่รังเกียจที่จะเห็นแก่หน้าและตอบรับคำขอของหอคืนวสันต์ ทว่าครั้งนี้สถานการณ์แตกต่างออกไป เมืองเจียงโจวอันเป็นเมืองหลวงของแคว้นเฉินกำลังจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น ปรมาจารย์ด้านวิชาคำนวณผู้ห่างหายจากเมืองหลวงไปนานท่านหนึ่งกำลังรีบรุดกลับเมืองหลวง เพื่อร้องขอความเป็นธรรมให้แก่จอมพลเยว่ผู้นั้น
ในระหว่างที่เดินทางผ่านที่นี่ ท่านปรมาจารย์จะแวะพบปะกับเหล่าตระกูลใหญ่ในละแวกนี้ และพักค้างแรมที่สถานศึกษาแห่งนี้
ในช่วงเวลาเช่นนี้ ทุกที่นั่งในโถงวิชาคำนวณล้วนมีความสำคัญยิ่งนัก จะยกให้ใครสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้เด็ดขาด
เขากระทั่งไปสืบเสาะหาโจทย์ปัญหาที่ปรมาจารย์วิชาคำนวณท่านนั้นตั้งไว้ในตำราสำหรับทดสอบศิษย์มาได้ล่วงหน้า และนำไปมอบให้แก่ศิษย์เอกของตนเพื่อหวังจะให้แสดงความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์ ครู่ต่อมา เมื่อเห็นศิษย์เอกเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มกว้าง ทั้งยังเห็นโจทย์ปัญหาที่ถูกคลี่คลายแล้ว ใบหน้าของเขาก็พลันเต็มไปด้วยความปีติยินดี
อา! อนาคตช่างสว่างไสวเสียจริง!
หลิ่วจวงเอ่ยชมเชยไม่ขาดปาก
"สมแล้วที่เป็นศิษย์ของข้า ข้ารู้อยู่แล้วว่าพวกเจ้าเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์"
ทว่าเหล่าลูกศิษย์กลับมีสีหน้าลำบากใจ แม้ในยุคที่แว่นแคว้นต่างๆ ต่างแก่งแย่งชิงดีเช่นนี้ แต่ก็ยังมีวิญญูชนดำรงอยู่ พวกเขายังอยู่ในวัยหนุ่มแน่น อันเป็นช่วงวัยที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและหยิ่งทะนงศักดิ์ศรีที่สุดในชีวิต จึงไม่อาจยอมรับผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตนได้ พวกเขาตอบว่า "ไม่ใช่พวกเราที่แก้โจทย์ข้อนี้ได้ขอรับ"
หลิ่วจวงถาม "แล้วใครเป็นคนแก้ได้"
เด็กหนุ่มผู้นั้นกลับทำหน้างุนงง "เอ๋? เมื่อครู่อาจารย์ไม่ได้เรียกเขาเข้าไปหรือขอรับ"
หลิ่วจวงชะงักงัน เบิกตากว้าง "เจ้าหมายความว่า... ค... ค... คนผู้นั้น..."
ลูกศิษย์หนุ่มตอบ "สหายผู้แต่งกายซอมซ่อผู้นั้นแหละขอรับ"
ประโยคนี้เป็นเพียงคำพูดธรรมดาๆ
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ใบหน้าของอาจารย์หลิ่วจวงกลับซีดสลับเขียว จู่ๆ เขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ รีบคว้ากระดาษแผ่นที่เพิ่งโยนทิ้งส่งๆ ไปเมื่อครู่ขึ้นมาคลี่ออก เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนเพิ่งจะปล่อยวาสนาอันยิ่งใหญ่หลุดมือไป เขาก็ถึงกับเซถอยหลัง ก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น กระดาษขาวร่วงหล่น เขาชกกำปั้นลงบนพื้นอย่างแรงพลางสบถด้วยความคับแค้นใจ "พวกเจ้า... พวกเจ้ามัน... ศิษย์เนรท่าน!"
"เหตุใดจึงไม่รีบบอกเรื่องนี้แก่ข้าให้เร็วกว่านี้!"
"ทำข้าเสียการใหญ่หมด!"
เหล่าลูกศิษย์ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่เข้าใจว่าเหตุใดผู้เป็นอาจารย์จึงบันดาลโทสะ สายตาของพวกเขามองไปเห็นตัวอักษรขนาดใหญ่ไม่กี่ตัวบนกระดาษขาวแผ่นนั้น
ลายพู่กันตวัดพลิ้วไหวราวกับมังกรบินหงส์ร่ายรำ
"เหตุใดทีแรกจึงหยิ่งยโส แต่ภายหลังกลับนอบน้อมเล่า"
………………
หลี่กวนอีและคนขับรถม้านั่งอยู่ด้านหน้ารถม้า นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้นั่งอยู่กลางถนนสายหลักพลางทอดสายตามองทิวทัศน์สองข้างทาง เมื่อนึกถึงสีหน้าของอาจารย์หลิ่วจวงยามที่ได้รู้ว่าเขาเป็นคนแก้โจทย์ข้อนั้นและได้อ่านข้อความในจดหมาย อารมณ์ของเขาก็เบิกบานขึ้นมาทันที
คนแซ่หลี่อย่างเขาไม่ใช่คนใจกว้างอะไรนัก หากเจ้าดีต่อข้า ข้าจะดีต่อเจ้าให้มากยิ่งกว่า
แต่หากเจ้ารังแกข้า ข้าก็ไม่มีวันปล่อยผ่านไปง่ายๆ เช่นกัน
ตีคนต้องตบหน้า ฆ่าคนต้องเชือดเฉือนหัวใจ คนขับรถม้าผู้นี้สะบัดแส้ม้าได้อย่างยอดเยี่ยม บังคับม้าให้ทะยานไปเบื้องหน้าอย่างคล่องแคล่วว่องไว หลี่กวนอิคอยตอบคำถามของคุณหนูใหญ่เซวียซวงเทาไปพลาง ในใจก็ลอบครุ่นคิดถึงอีกเรื่องหนึ่งไปพลาง
วันละหนึ่งก้วน เดือนละสามสิบก้วน สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้ยี่สิบกว่าตำลึง
ในเมืองกวนอี้นี้ถือว่ามีฐานะแล้ว เงินสามสิบก้วนมากพอที่จะเปลี่ยนจากบ้านซอมซ่อที่เงยหน้าขึ้นก็เห็นดวงดาว ก้มหน้าลงก็บี้มด และบางครั้งยังต้องคอยตบหนูให้ตาย ไปเป็นบ้านที่ปูพื้นด้วยอิฐหิน มีเตาผิงและเตียงนอนแสนสบาย ทั้งยังมีเครื่องเรือนไม้ครบครัน
สามารถตัดชุดใหม่ให้ตัวเองและท่านอาหญิงคนละสองสามชุด ได้กินอาหารและผลไม้ดีๆ
และที่สำคัญที่สุดคือ ไถ่จี้หยกของท่านอาหญิงกลับมา
หลี่กวนอีเหลือบไปเห็นโรงรับจำนำอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก เขายังคงลังเลอยู่เล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้น "คุณหนูเซวีย ข้ามีคำขอที่อาจจะดูเสียมารยาทสักหน่อย..."
เซวียซวงเทายิ้มรับ "อาจารย์น้อยเชิญว่ามาเถิด"
หลี่กวนอีกล่าว "ข้าขอเบิกเงินล่วงหน้าสักสิบก้วนได้หรือไม่ขอรับ"
คุณหนูใหญ่ตระกูลเซวียมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย ทว่าเมื่อสังเกตเห็นเสื้อผ้าของหลี่กวนอีที่ถูกซักจนสีซีดจาง แม้จะดูสะอาดสะอ้านแต่ชายขอบกลับหลุดลุ่ย นางก็ทำท่าทีครุ่นคิดก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "เป็นความสะเพร่าของข้าเอง ท่านคืออาจารย์ที่เราเชิญมา ตามธรรมเนียมแล้วย่อมต้องจ่ายค่าจ้างล่วงหน้าให้หนึ่งเดือนอยู่แล้ว"
สาวใช้ชิงเอ๋อร์ที่อยู่ในรถม้าถึงกับชะงัก เบิกตากว้างมองคุณหนูของตน
หืม? หืมๆๆ?!! ตระกูลเรามีธรรมเนียมแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน! เซวียซวงเทายกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากชิงเอ๋อร์ นางกะพริบตาปริบๆ เป็นเชิงบอกให้เงียบเสียง ก่อนจะหันไปกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "เป็นเพราะเมื่อครู่ได้เห็นทักษะการคำนวณอันน่าทึ่งของท่าน ข้าจึงมัวแต่ดีใจจนลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท หวังว่าอาจารย์จะไม่ถือสา"
"ชิงเอ๋อร์ หยิบเงินสามสิบตำลึงให้อาจารย์ที"
เงินสามสิบตำลึง แท้จริงแล้วมีมูลค่าเทียบเท่ากับสามสิบหกก้วน
หลี่กวนอีรับเงินมาพลางเอ่ยขอบคุณเบาๆ จากนั้นจึงกล่าวต่อ "ช่วยจอดตรงโรงรับจำนำข้างหน้าสักประเดี๋ยวได้หรือไม่ขอรับ ก่อนหน้านี้ข้าเอาของของผู้อาวุโสท่านหนึ่งมาจำนำไว้ ข้าอยากจะไปไถ่คืน"
คนขับรถม้าหัวเราะพลางกล่าว "ความกตัญญูต่อผู้อาวุโสเป็นเรื่องสมควรยิ่งนัก นั่งให้ดีนะขอรับอาจารย์น้อย"
เขาตวัดแส้ม้าเพียงครั้งเดียว รถม้าก็ไปจอดสนิทอยู่ที่หน้าโรงรับจำนำ หลี่กวนอีลงจากรถแล้วเดินเข้าไปในร้าน ตอนที่เขาเพิ่งย้ายมาที่นี่ใหม่ๆ เขาได้นำของมาจำนำไว้แบบไถ่ถอนได้ ซึ่งหมายความว่าตราบใดที่ของชิ้นนั้นยังไม่ถูกใครซื้อไป เขาก็สามารถไถ่คืนได้เสมอ หลี่กวนอีนึกกังวลว่าเวลาล่วงเลยมาเนิ่นนาน ของชิ้นนั้นอาจจะไม่อยู่แล้ว เขาจึงกำเงินสามสิบตำลึงไว้แน่นขณะเดินเข้าไปและแจ้งความประสงค์ของตน
ทว่าเมื่อหลงจู๊โรงรับจำนำเห็นหน้าหลี่กวนอี สีหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย
และเมื่อได้ยินว่าหลี่กวนอีจะมาไถ่ของคืน เขาก็ยิ่งกลอกตาหลบไปอีกทาง
ใจของหลี่กวนอีหล่นวูบ
เป็นดังคาด หลงจู๊ผู้นั้นปั้นหน้าเสียดายพลางเอ่ยอย่างเกรงใจ "จี้หยกของเจ้าชิ้นนั้นข้ายังจำได้ดี แต่ช่างไม่บังเอิญเอาเสียเลย พอดีว่ามีลูกค้าท่านอื่นถูกใจเข้าแล้ว..."
ม่านของโรงรับจำนำถูกเลิกขึ้น ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินถือจี้หยกออกมาพลางหัวเราะร่วน "หลงจู๊หวัง จี้หยกชิ้นนี้งดงามไม่เลวเลย ข้าตกลงเอาชิ้นนี้แหละ ส่วนเรื่องเงินก็ลงบัญชีข้าไว้ ต้นเดือนหน้าเจ้าค่อยส่งคนไปเก็บที่จวนก็แล้วกัน"
หลี่กวนอีจดจำได้ทันทีว่า ชายหนุ่มผู้นี้คือนายน้อยแห่งหอคืนวสันต์ที่เพิ่งเจอกันก่อนหน้านี้
เขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องนั้น ทว่าสายตากลับจดจ้องและจำได้ทันทีว่านั่นคือจี้หยกของท่านอาหญิง เขาจึงก้าวออกไปครึ่งก้าวเพื่อขวางทางชายหนุ่มผู้นั้นไว้ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไม่แข็งกร้าวแต่ก็ไม่อ่อนข้อ
"ช่างไม่บังเอิญเอาเสียเลย เพราะวันนี้ข้าตั้งใจจะมาไถ่จี้หยกชิ้นนี้คืน"
นายน้อยแห่งหอคืนวสันต์ปรายตามองหลี่กวนอี เมื่อเห็นอีกฝ่ายสวมใส่เสื้อผ้าซอมซ่อ เขาก็ขมวดคิ้วพลางใช้มือปัดชายเสื้อของตนเองด้วยท่าทีรังเกียจเดียดฉันท์ "ของเจ้ารึ"
"ฮ่าๆๆๆ ช่างไม่บังเอิญจริงๆ เพราะตอนนี้จี้หยกชิ้นนี้ตกเป็นของข้าแล้ว"
หลี่กวนอีกดเสียงต่ำ "ตามกฎของโรงรับจำนำ หากยังไม่ได้จ่ายเงินก็ถือว่ายังไม่ได้ซื้อขายขาด ข้าจำนำของสิ่งนี้ไว้แบบไถ่ถอนได้ ในเมื่อจี้หยกยังไม่ถูกนำออกจากโรงรับจำนำ ข้าย่อมมีสิทธิ์ไถ่คืน"
ชายหนุ่มถึงกับเถียงไม่ออกไปชั่วขณะ แต่พอนึกขึ้นได้ว่าหลี่กวนอคีก็คือลูกจ้างที่เพิ่งถูกไล่ออกจากร้านของตน ความมั่นใจก็กลับคืนมา เขาปรายตามองหลี่กวนอีตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะแค่นหัวเราะเยาะ "ไถ่คืนงั้นรึ? เจ้าลูกจ้างกระจอก เก็บเงินพวกนี้ไว้ใช้เองเถอะ ของชิ้นนี้นายน้อยอย่างข้าต้องการ"
เขาตวาดเสียงแข็ง "หลีกไป อย่ามาเกะกะขวางทาง"
เขาเงื้อมือขึ้นหมายจะผลักหลี่กวนอีให้พ้นทาง หลี่กวนอีหลุบตาลง พลังปราณภายในร่างเริ่มโคจรไหลเวียน
พลันมีเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้น
ชายกระโปรงพลิ้วไหวโชยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกกล้วยไม้มาเตะจมูก น้ำเสียงนุ่มนวลดังขึ้นจากด้านข้าง "อาจารย์หลี่ เหตุใดจึงชักช้านักเล่า เกิดเรื่องอันใดขึ้นในโรงรับจำนำหรือ ไถ่ของคืนมาไม่ได้งั้นหรือ"
เซวียซวงเทาก้าวมายืนอยู่เคียงข้างหลี่กวนอี
สายตาของหลงจู๊และนายน้อยแห่งหอคืนวสันต์พลันชะงักงันไปในชั่วพริบตา
นี่มัน...
คนของตระกูลเซวีย?!!
เด็กสาวรูปโฉมงดงามวางมือประสานไว้เบื้องหน้าอย่างแผ่วเบา นางยืนอยู่เคียงข้างชายหนุ่มในชุดซอมซ่อ นัยน์ตากลมโตช้อนขึ้นเล็กน้อยจดจ้องไปยังมือขวาของนายน้อยแห่งหอคืนวสันต์ พลางคลี่ยิ้มบางแล้วเอ่ยว่า
"คุณชายท่านนี้ ท่านยื่นมือมาหาอาจารย์หลี่ของตระกูลข้า ไม่ทราบว่าตั้งใจจะทำสิ่งใดรึ"