เหงื่อเย็นเฉียบไหลพรากอาบหน้าผากไต้จื่อเหยา นายน้อยแห่งหอคืนวสันต์
เขาชักมือขวากลับตามสัญชาตญาณ ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ปั้นรอยยิ้มบนใบหน้าแล้วกล่าวว่า "นี่ นี่ คุณหนูเซวีย เป็นเรื่องเข้าใจผิดขอรับ ฮ่าๆ ใช่ ใช่แล้ว เป็นเรื่องเข้าใจผิด"
ไขมันบนใบหน้าเถ้าแก่โรงรับจำนำสั่นกระเพื่อม
คุณหนูใหญ่ตระกูลเซวียมีแววตาอ่อนโยน เอ่ยอย่างสง่างามว่า "ตามกฎของโรงรับจำนำ หากยังไม่มีการจ่ายเงินซื้อขายและของยังไม่ออกไปจากประตูนี้ เมื่อผู้จำนำแบบไถ่ถอนได้มาถึง ก็สามารถไถ่ของคืนได้ในราคาเดิมโดยเพิ่มดอกเบี้ยให้เล็กน้อย"
"เถ้าแก่ยังยอมรับกฎข้อนี้อยู่หรือไม่?"
เถ้าแก่หัวเราะแห้งๆ สองสามที หันไปกล่าวกับไต้จื่อเหยาอย่างไม่ลังเลว่า "เอ่อ คุณชายไต้ ความจริงก็เป็นเช่นนั้นขอรับ วันนี้ท่านคงโชคไม่ดีนัก หลี่เสี่ยวคนนี้..." เดิมทีเขาตั้งใจจะเรียก 'พี่ชายน้อยหลี่' ทว่าก็กลืนคำเรียกขานนี้ลงคอไป สีหน้าเปลี่ยนเป็นเกรงใจขึ้นสามส่วน พลางกล่าวว่า
"อาจารย์หลี่มาก่อนเวลา ของชิ้นนี้ก็ต้องคืนให้เขาไป"
ไต้จื่อเหยาราวกับเพิ่งตื่นจากภวังค์ กล่าวว่า "ใช่ ใช่แล้ว เป็นเช่นนั้น"
"มา อาจารย์หลี่ เชิญ เชิญ"
เขาไร้ซึ่งความสงบนิ่งดั่งตอนที่พูดคุยหัวเราะร่ากุมอำนาจเบ็ดเสร็จในหอคืนวสันต์ก่อนหน้านี้ ทำเพียงประคองจี้หยกด้วยสองมือส่งให้ หลี่กวนอีรับจี้หยกมาโดยไม่ปรายตามองนายน้อยผู้นั้นแม้แต่น้อย เขาหยิบเงินสิบเอ็ดตำลึงออกมาวางบนโต๊ะ แล้วกล่าวว่า "โปรดนำสัญญาฉบับก่อนออกมาเถิด"
"ได้ ได้!"
เถ้าแก่ร่างอ้วนท้วนขยับตัวอย่างรวดเร็ว ก้มๆ เงยๆ เพียงครู่เดียวก็ค้นหาสัญญาฉบับก่อนจนพบ หลี่กวนอีเปิดสัญญาออกดู บนนั้นเขียนไว้ว่า:
[วันนี้มีสตรีพาดรุณน้อยมาจำนำจี้หยกขาวหนึ่งชิ้น ตีราคาสิบตำลึงเงิน]
บนนั้นมีรอยนิ้วมือของท่านอาหญิง
หลี่กวนอีพับสัญญาฉบับนี้อย่างดีแล้วเก็บเข้าอกเสื้อ
ตอนที่เซวียซวงเทาและหลี่กวนอีตั้งใจจะจากไป ไต้จื่อเหยากลับดึงสติคืนมาได้ เขารู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง อีกฝ่ายเป็นแค่ลูกจ้างที่มาขอข้าวในหอคืนวสันต์ของตนกินแท้ๆ แต่กลับพลิกผันกลายมาเป็นแขกและอาจารย์ของคุณหนูใหญ่ตระกูลเซวีย ไฟริษยาจึงลุกโชนขึ้นในใจ ทั้งยังเกิดความรู้สึกว่าแท้จริงแล้วคุณหนูใหญ่ตระกูลเซวียนั้นหลอกง่ายเหลือเกิน
เขากัดฟัน ก้าวเข้าไปหา แล้วกล่าวด้วยท่าทางสง่างามว่า "คุณหนูเซวีย วันนี้ผู้น้อยเสียมารยาทแล้ว"
"ไม่ได้พบกันเสียนาน คุณหนูยังคงงดงามเช่นเคยนะขอรับ"
เซวียซวงเทาหันตัวมามองเขา เอ่ยถามด้วยความสงสัย "ใครกัน?"
รอยยิ้มสงบนิ่งบนใบหน้าไต้จื่อเหยาแข็งค้าง
เขากล่าวตะกุกตะกักว่า "ผู้น้อยคือบุตรชายตระกูลไต้แห่งหอคืนวสันต์ทางใต้ของเมือง เมื่อไม่กี่วันก่อนเคยพบคุณหนูในงานเลี้ยงของตระกูลเซวียขอรับ"
เซวียซวงเทานึกทบทวนเล็กน้อย ก่อนกล่าวว่า "หอคืนวสันต์ ทุกปีบ้านข้าจะรับยาส่วนหนึ่งมาจากบ้านของพวกเจ้าสินะ"
รอยยิ้มสายหนึ่งปรากฏขึ้นบนใบหน้าของไต้จื่อเหยา
เซวียซวงเทานึกถึงตอนที่สอบถามประสบการณ์ในอดีตของหลี่กวนอีบนรถม้าเมื่อครู่ ก่อนหน้านี้นางสังเกตเห็นว่าหลี่กวนอีถูกกลั่นแกล้งจึงลงมาช่วยเหลือ เมื่อได้เห็นท่าทางกำเริบเสิบสานของไต้จื่อเหยาเมื่อครู่ นางจึงหลุบตาลงเล็กน้อยแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
"อืม เช่นนั้นตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าก็ไม่ต้องส่งมาแล้วละ"
รอยยิ้มบนใบหน้าไต้จื่อเหยาชะงักงัน
ซีดเผือดลงในพริบตา
เซวียซวงเทาหันไปมองชายหนุ่มในชุดเรียบง่ายทางนั้น ก่อนกล่าวว่า
"อาจารย์หลี่ เชิญเถิด..."
รอจนกระทั่งทั้งสองคนจากไปแล้ว เถ้าแก่โรงรับจำนำถึงได้หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อบนหน้าผาก
เส้นผมของเขามีน้อยอยู่แล้ว พอหน้าผากเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ก็ดูราวกับไข่พะโล้ปอกเปลือกไม่มีผิด
"เกือบหาเรื่องใส่ตัวแล้วสิ ให้ตายเถอะ..."
เขาเหลือบมองไต้จื่อเหยาที่ยืนทื่อเป็นไก่ไม้ ส่ายหน้าไปมา ทว่ากลับเกิดความรู้สึกอยากดูเรื่องสนุกขึ้นมาแทน
ร้านขายยาในเมืองมีมากมาย ไม่ได้มีแค่หอคืนวสันต์ คุณชายไต้ผู้นี้ไม่รู้ไปทำท่าไหนถึงได้ล่วงเกินคุณหนูใหญ่เข้า จุ๊ๆๆ การค้าของหอคืนวสันต์เองคงไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากนัก ก็ยังเปิดร้านขายให้ชาวบ้านทั่วไปได้เหมือนเดิม ไม่เกี่ยวอะไรกับตระกูลใหญ่เหล่านี้ ทว่าตระกูลไต้ต่างหากที่จำต้องสูญเสียความมั่งคั่งในครานี้ไป
กลับไปแล้วเกรงว่าคงมีการลงไม้ลงมือรอเขาอยู่เป็นแน่
หลี่กวนอีนั่งอยู่บนรถม้า ฝ่ามือลูบไล้ป้ายหยกของท่านอาหญิงที่ได้กลับคืนมา สีหน้าสงบนิ่งและอ่อนโยน นอกจากป้ายหยกชิ้นนี้แล้ว ยังมีเงินอีกสิบเก้าตำลึง มากพอที่จะให้เขาเปลี่ยนไปเช่าที่อยู่ใหม่ที่ดีกว่าเดิม เขาแทบอดใจรอไม่ไหวที่จะกลับไปหาท่านอาหญิง
เพียงแต่ยังต้องไปตระกูลเซวียเพื่อจำเส้นทางและรับชุดสักชุดก่อน
หลี่กวนอีสอบถามแล้ว ตระกูลเซวียสามารถช่วยเหลือเปลี่ยนเขากับท่านอาหญิงจากราษฎรไร้ทะเบียนให้เป็นราษฎรมีทะเบียนได้ คนขับรถม้าถามหลี่กวนอีว่ามาจากที่ใด ชายหนุ่มจึงนำเหตุผลที่ท่านอาหญิงแต่งขึ้นก่อนหน้านี้มากล่าวซ้ำอีกหน "เดิมทีข้าเป็นคนสิบแปดมณฑลเจียงหนาน บิดาเป็นบัณฑิตสัญจร ท่านอาเป็นพ่อค้าเร่"
"พาครอบครัวรอนแรมไป น่าเสียดายที่เมื่อสองปีก่อนบิดาป่วยหนักจนจากโลกนี้ไป ส่วนท่านอาถูกโจรภูเขาสังหารระหว่างเดินทางค้าขาย ความตั้งใจสุดท้ายของบิดาคือหวังให้ข้าได้กลับไปรับบรรพชนเข้าตระกูล ท่านอาหญิงจึงพาข้ามุ่งหน้าไปทางเมืองเจียงโจว หวังจะกลับไปดูบ้านเกิด"
"พอมาถึงเมืองกวนอี้และลงหลักปักฐาน ทว่ากลับยังเป็นเพียงราษฎรไร้ทะเบียน"
ผ่านการหลบหนีมาสิบปี หลี่กวนอีกล่าวคำโกหกชุดนี้ออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติราวกับการหายใจ
คนขับรถม้าหัวเราะพลางกล่าวว่า "การเป็นราษฎรไร้ทะเบียนมีความไม่สะดวกอยู่หลายประการ แต่ไม่เป็นไรหรอกขอรับ ในเมื่ออาจารย์น้อยได้รับเชิญให้มาเป็นอาจารย์ของตระกูลเซวีย ย่อมสามารถจัดการให้อาจารย์กลายเป็นราษฎรมีทะเบียนได้อย่างแน่นอน"
หลี่กวนอีสงสัย "ไม่ใช่ว่าต้องใช้เวลาถึงสามปีหรือ?"
คนขับรถม้าหัวเราะลั่น กล่าวว่า "อาจารย์ขอรับ พวกเราคือตระกูลเซวียเชียวนะ"
"เรื่องราษฎรไร้ทะเบียนอะไรเทือกนี้ พวกข้าก็พบเจอมาไม่น้อย วางใจเถิด วางใจเถิด"
"ภายในสามเดือน ย่อมสามารถจัดการให้อาจารย์น้อยได้อย่างเรียบร้อย"
ประกายแสงสว่างวาบขึ้นจางๆ ในแววตาของหลี่กวนอี
เวลาสามเดือนหรือ... ในเวลาหนึ่งร้อยวัน รวบรวมเงินให้ได้สักร้อยตำลึง ฝึกฝนวรยุทธ์จนเข้าสู่ขอบเขตแรก ได้รับทะเบียนสำมะโนครัวเมืองกวนอี้ หากมีประวัติการเป็นอาจารย์สอนคณิตศาสตร์ในตระกูลเซวีย การได้หนังสือผ่านด่านก็ไม่ใช่เรื่องยากเช่นกัน เช่นนี้ก็สามารถออกจากแคว้นเฉินได้แล้ว ดีเยี่ยมไปเลย
เพียงแต่ว่า ตอนนี้เคล็ดวิชาทะลวงเข้าสู่ขอบเขตกลับกลายเป็นเรื่องที่ยากลำบากที่สุด...
เยว่เชียนเฟิงจากไปแล้ว หลี่กวนอีฝึก "บทเพลงทะลวงค่าย" มาถึงสิบสองขั้น ใกล้จะบรรลุเงื่อนไขในการเข้าสู่ขอบเขต ทว่ากลับหาทางทะลวงด่านไม่พบ
หลี่กวนอีมองดูถนนทั้งสองข้างทาง พลางครุ่นคิดบางอย่าง
ตระกูลเซวียเป็นตระกูลมั่งคั่งในเมืองกวนอี้ ไม่รู้ว่าจะพอมีเคล็ดวิชาทะลวงเข้าสู่ขอบเขตให้ได้มาหรือไม่? รถม้าแล่นผ่านถนนใหญ่ ในที่สุดก็มาถึงตระกูลเซวีย ประตูใหญ่ของตระกูลเซวียดูน่าเกรงขามยิ่งนัก มีสิงโตหินสองตัวแยกเขี้ยวพองเล็บ รถม้าอ้อมไปทางประตูข้าง ประตูไม้ที่ทาสีไว้เปิดออก บนถนนหินเขียวมีรอยล้อรถสองเส้นทอดยาวไปข้างหน้า ล้อรถสามารถแล่นเข้าไปในร่องนี้ได้พอดี
รถม้าแล่นด้วยความเร็วไม่น้อย ทว่ายิ่งมายิ่งมั่นคงขึ้น
ในกำแพงมีกำแพง ในเรือนมีเรือน
หลี่กวนอีหลุบตาลงเล็กน้อย
ปราณภายในของ "บทเพลงทะลวงค่าย" ไหลเวียนอย่างช้าๆ ในร่างกาย ชีวิตที่ดีกว่าอยู่ตรงหน้าแล้ว
ปราณภายในของ "บทเพลงทะลวงค่าย" ทุกครั้งที่โคจรหนึ่งรอบ จะมอบความรู้สึกชัดเจนว่าร่างกายกำลังแข็งแกร่งขึ้นทีละน้อย ก่อนหน้านี้เยว่เชียนเฟิงเคยบอกว่า ปราณภายในและร่างกายต้องบรรลุถึงระดับหนึ่ง จึงจะสามารถหลอมรวมกลายเป็นปราณแท้ได้ นั่นจึงจะเรียกว่าการเข้าสู่ขอบเขต
หลังจากเข้าสู่ขอบเขตแล้วพาท่านอาหญิงออกจากแคว้นเฉิน การเดินทางครั้งนี้ถึงจะถือว่าอุ่นใจขึ้นมาบ้าง
เพียงแต่รากฐานกระดูกของหลี่กวนอีนั้นย่ำแย่มากจริงๆ ความเร็วในการโคจรปราณภายในเชื่องช้า เขาสัมผัสได้ลางๆ ว่าทุกครั้งที่ปราณภายในไหลเวียนผ่านหัวใจ ความเร็วจะลดลงอย่างฮวบฮาบ เส้นลมปราณในร่างกายก็หดตัวตามไปด้วย ทำให้ความเร็วในการไหลเวียนของปราณภายในยิ่งช้าลงไปอีก
นี่เป็นความรู้สึกที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นหลังจากที่ "บทเพลงทะลวงค่าย" บรรลุขั้นสมบูรณ์
ดูเหมือนว่าพิษร้ายอันเย็นเยียบเป็นก้อนตรงหัวใจจะสะกดข่มความเร็วในการไหลเวียนปราณภายในของหลี่กวนอีเอาไว้ ทำให้ปราณภายในของเขาขับเคลื่อนไปอย่างเชื่องช้ายิ่งยวด ทุกครั้งที่โคจรครบหนึ่งรอบ ความเร็วก็จะถูกทอนลงไปหนึ่งขั้น
หลี่กวนอียกมือขึ้นกุมหัวใจ หลุบตาลงเล็กน้อย
พลม้าทะยานราตรี พิษร้าย
ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะสบถคำหยาบออกมาในใจ
ความรู้สึกที่ปราณภายในถูกอุดตัน ก็เหมือนกับอินเทอร์เน็ตที่เดิมทีเร็วสุดๆ พอดาวน์โหลดเกมไปถึงร้อยละเก้าสิบเก้า แล้วก็ดันนิ่งสนิทไม่ขยับไปไหน กลายเป็นความเร็วแค่ไม่กี่กิโลไบต์ ชวนให้คนแทบคลั่ง
ไอ้พวกเวรตะไลนี่มันวางพิษบ้าอะไรให้ข้ากันแน่!
ทำเอารากฐานกระดูกเดิมของข้าหายไปไหนหมด? ทรมานแทบเป็นแทบตายยังไม่พอ นี่ถึงขั้นบั่นทอนรากฐานกระดูกไปเลยหรือ?
วันไหนข้ารู้ว่าใครเป็นคนวางพิษข้าล่ะก็ ข้าจะเอาคืนเป็นสิบเท่าแน่!
คนแซ่หลี่กัดฟันกรอด จดบัญชีแค้นพลม้าทะยานราตรีที่ไล่ล่าตนเมื่อสิบปีก่อนเพิ่มไปอีกหนึ่งรายการในสมุดจดเล่มเล็กในใจ ท้ายที่สุดปราณภายในก็ยากจะคืบหน้าแม้แต่น้อย เขาจึงลืมตาขึ้น มองดูเรือนที่กินพื้นที่กว้างขวางใหญ่นี้
แทนที่จะเรียกว่าคฤหาสน์ แทบจะนับได้ว่าเป็นเมืองซ้อนเมืองเสียด้วยซ้ำ โดยแบ่งออกเป็นเรือนแยกขนาดเล็กใหญ่มากมาย
กำแพงสูงลิ่ว อย่างน้อยก็สิบเมตร กั้นขวางภายในและภายนอกออกจากกัน
ผู้คนที่ผ่านไปมามีทั้งบัณฑิตท่าทางอ่อนโยน และชายฉกรรจ์ที่กล้ามเนื้อแข็งแรง
ใบหน้าแดงเปล่งปลั่ง นัยน์ตาเป็นประกาย ท่ามกลางคิ้วและดวงตาล้วนไร้ซึ่งแววแห่งความทุกข์ระทม
แม้แต่การแต่งกายของบ่าวไพร่ ก็ยังดีกว่าหลี่กวนอีมากนัก
นี่แหละคือตระกูลเซวีย...
หลี่กวนอีนึกทบทวน รู้เพียงว่าตระกูลเซวียเป็นตระกูลเก่าแก่ของเมืองกวนอี้ ทว่าไม่เคยก้าวล่วงเข้าสู่วงการขุนนาง ลูกหลานในตระกูลส่วนใหญ่มักทำการค้าขาย ขณะกำลังสงสัยอยู่นั้น รถม้าก็หยุดลงกะทันหัน
ร่างของหลี่กวนอีสั่นสะท้านเล็กน้อย
กระถางสัมฤทธิ์ตรงหัวใจของเขาส่งเสียงดังวูบหนึ่ง
จู่ๆ ของเหลวหยกก็เริ่มหลอมรวมกัน
รูม่านตาของชายหนุ่มหดเกร็งเล็กน้อย ภายในดวงตาทั้งสองมีกลิ่นอายปราณลอยกรุ่นขึ้นมา ราวกับมองทะลุกำแพงเบื้องหน้าได้ อากาศในความว่างเปล่าบิดเบี้ยว กลายเป็นเส้นขนสีขาว รูม่านตาสีฟ้าเย็นชาไร้ความรู้สึก ลวดลายสีดำดุจราตรียาวนานประทับอยู่บนเส้นขนสีขาว ส่วนหางราวกับแส้ยาวที่กำลังหมุนวนอย่างช้าๆ ในความว่างเปล่า
พยัคฆ์ร้ายตัวหนึ่งที่สูงเทียบเท่าตึกสามชั้นกำลังเดินทอดน่องอย่างช้าๆ แล้วก้มหัวลง
และท่ามกลางพยัคฆ์ร้ายนั้น มีท่านปู่ใหญ่ผู้หนึ่งซึ่งมีรูปร่างธรรมดาถือไม้เท้า หนวดเคราและเส้นผมล้วนขาวโพลน
กลิ่นอายดุดันราวกับนรกานต์ พยัคฆ์ขาวอยู่เบื้องหลัง
เซวียซวงเทาส่งเสียงหัวเราะสดใส "ท่านปู่!!"
เลิกม่านรถม้าขึ้น กระโดดลงมาเบาๆ แล้วรีบเดินเข้าไปหาท่านปู่ใหญ่ผู้นั้น
ราวกับผีเสื้อที่โบยบิน นางยื่นมือออกไปกอดแขนของท่านปู่ใหญ่ รอยยิ้มเจิดจ้าบนใบหน้า เวลาเช่นนี้ถึงดูเหมือนเด็กสาววัยสิบสี่สิบห้าปี ไม่ใช่คุณหนูตระกูลใหญ่ผู้แสนอ่อนโยนและรู้จักรุกรับอย่างมีแบบแผนเหมือนเมื่อครู่
คนขับรถม้าดึงตัวหลี่กวนอีลงจากรถม้า เอ่ยเสียงเบาว่า
"นี่คือผู้นำตระกูลผู้เฒ่าแห่งตระกูลเซวียของพวกเรา"
"เป็นทายาทของท่านเทพยุทธ์เซวีย ผู้เป็นยอดแห่งทำเนียบเทพยุทธ์ใต้หล้า ผู้ใช้ธนูสามดอกพิชิตด่านชายแดนเมื่อห้าร้อยปีก่อนยามที่ใต้หล้ารวมเป็นหนึ่ง"
สายตาอันสงบนิ่งของท่านปู่ใหญ่ทอดมองลงมา
พยัคฆ์ขาวเบื้องหลังก้มหัวลง
ภายในร่างกายของหลี่กวนอี กระถางสัมฤทธิ์กำลังกักเก็บของเหลวหยกอย่างบ้าคลั่ง