เพิ่งผ่านพ้นวันปีใหม่มาหมาดๆ ในเช้าวันทำงาน ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาอยู่หน้าประตูทางเข้าสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชน ซึ่งตั้งอยู่บนถนนเฉาเน่ยหมายเลข 166
หลี่สู่กวงจอดรถจักรยานไว้ในโรงเรือน เอ่ยทักทายเพื่อนร่วมงานทีละคนแล้วเดินเข้าไปในตึก
เขาวางกระเป๋าเอกสารลง ใช้ผ้าขี้ริ้วเช็ดโต๊ะ จากนั้นก็ไปกดน้ำร้อนเตรียมชงชา เพื่อนร่วมงานทยอยกันมาถึง บางคนยื่นแก้วมาขอแบ่งน้ำร้อน หลี่สู่กวงก็รินให้ทุกคนทีละคน
"บริการของเหล่าหลี่นี่ถึงใจจริงๆ" เพื่อนร่วมงานพูดติดตลก
หลี่สู่กวงยิ้มแย้มและพูดคุยสัพเพเหระกับทุกคนสองสามประโยค
เมื่อโหมโรงก่อนการทำงานในแต่ละวันจบลง เขาก็นั่งลงเตรียมตัวเข้าสู่โหมดทำงาน เขาหยิบต้นฉบับที่เมื่อวานยังตรวจไม่เสร็จออกมาจากกองต้นฉบับทางด้านขวาของโต๊ะทำงาน
พลิกไปหน้าที่คั่นหนังสือไว้ กำลังจะอ่านต่อ ก็ได้ยินเสียงคนเรียก
"เหล่าหลี่!"
หลี่สู่กวงเงยหน้าขึ้น ก็เห็นเฉินจื้อเหอจากแผนกจัดจำหน่ายของสำนักพิมพ์ยืนยิ้มแฉ่งอยู่หน้าประตู
"เหล่าเฉิน มีเรื่องอะไรน่าดีใจขนาดนั้นล่ะ"
"แน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องดี" เฉินจื้อเหอเดินเข้ามาในสำนักงาน นั่งลงตรงข้ามหลี่สู่กวง แล้วหยิบกระป๋องชาที่เขายังไม่ทันได้เก็บขึ้นมา
"เรื่องดีอะไรล่ะ"
เฉินจื้อเหอยิ้มแต่ไม่พูด หลี่สู่กวงรู้ทันจึงลุกขึ้นไปชงชาให้เขาสักแก้ว "คราวนี้พูดได้หรือยัง"
เฉินจื้อเหอจิบชาอย่างได้ใจ แต่ไม่คิดว่าจะโดนลวกจนต้องรีบวางแก้วชาลงพร้อมกับริมฝีปากที่สั่นระริก
"ของนายมันร้อนเกินไปแล้ว"
"น้ำร้อนเพิ่งกดมา จะไม่ให้ร้อนได้ยังไง เข้าเรื่องเถอะ ข่าวดีอะไร" หลี่สู่กวงซักไซ้
"'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' ขายดีทีเดียว"
"แค่นี้เนี่ยนะ ฉันว่านายมาหลอกกินชามากกว่ามั้ง" หลี่สู่กวงฟังจบก็รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย
ตอนที่ 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' ตีพิมพ์ในนิตยสาร 'คอนเทมโพราเรีย' มันช่วยให้ 'คอนเทมโพราเรีย' ทำยอดขายทะลุห้าแสนฉบับได้ในคราวเดียว แม้ยอดขายช่วงสองสามฉบับที่ผ่านมาจะตกลงบ้าง แต่ก็ยังคงที่อยู่ในระดับสามแสนห้าหมื่นฉบับขึ้นไป
ตัวเลขนี้เมื่อเทียบกับยอดขายหนึ่งแสนสามหมื่นฉบับก่อนที่ 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' จะตีพิมพ์ เรียกได้ว่าต่างกันราวฟ้ากับเหว พูดแบบไม่เกินจริงเลยคือ 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' ได้ยกระดับ 'คอนเทมโพราเรีย' จากนิตยสารกึ่งมีชื่อเสียงให้กลายเป็นนิตยสารชื่อดังระดับแนวหน้าได้ในรวดเดียว
นี่แหละคือมนตร์ขลังของผลงานชั้นยอด!
ในเมื่อ 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' สามารถพานิตยสารที่ตีพิมพ์มันไปสู่จุดสูงสุดขนาดนั้นได้ แล้วการที่นวนิยายตีพิมพ์รวมเล่มจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า มันจะมีอะไรน่าแปลกใจอีกล่ะ
"เอ๊ะ อะไรคือหลอกกินชา ที่ฉันพูดน่ะมีหลักฐานนะ!"
"หลักฐานอะไร"
"ทางสำนักงานจัดจำหน่ายเยียนจิงบอกให้เราเตรียมพิมพ์เพิ่ม"
เมื่อได้ยินดังนั้น ในที่สุดหลี่สู่กวงก็เริ่มให้ความสนใจ เขาตั้งสมาธิแล้วถาม "พวกเขาจะสั่งเท่าไหร่"
"กำลังรวบรวมตัวเลขอยู่ คาดว่าอีกสองวันน่าจะแจ้งมาได้ เป็นไงล่ะ ฉันไม่ได้พูดซี้ซั้วใช่ไหม"
หลี่สู่กวงหัวเราะ "ยังไงก็ต้องยกให้เหล่าเฉินอย่างนายที่หูตาไว"
สำนักงานจัดจำหน่ายที่เฉินจื้อเหอพูดถึงคือแผนกจัดจำหน่ายของร้านหนังสือซินหัว ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ประสานงานกับแผนกจัดจำหน่ายของสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนพอดี
ยอดพิมพ์ของหนังสือหนึ่งเล่ม โดยเฉพาะยอดพิมพ์ครั้งแรก ไม่ใช่สิ่งที่ผู้บริหารสำนักพิมพ์จะนึกอยากกำหนดก็กำหนดได้ แต่ต้องมีหลักฐานอ้างอิงที่แน่นอน
หลักฐานอ้างอิงที่ว่านี้ โดยทั่วไปคือการที่สำนักพิมพ์ส่งใบสั่งจองไปยังสำนักงานจัดจำหน่ายของร้านหนังสือซินหัวในแต่ละพื้นที่ รอให้ร้านหนังสือในพื้นที่ต่างๆ กรอกใบสั่งจองจนเสร็จแล้วจึงรวบรวมยอดสั่งจอง ยอดสั่งจองนี้แหละคือหลักฐานสำคัญที่สุดในการพิมพ์หนังสือของสำนักพิมพ์
ก่อนที่ 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' จะตีพิมพ์ สำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนใช้เวลากว่าหนึ่งเดือนในการเปิดรับพรีออเดอร์ ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่ายินดีมาก ยอดสั่งจองจากร้านหนังสือทั่วประเทศรวมกันมีมากถึงเก้าหมื่นหกพันกว่าเล่ม
สำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนเป็นสำนักพิมพ์ระดับชาติ หนังสือที่ตีพิมพ์ในแต่ละปีมีมากถึงหลายร้อยปก แต่เล่มที่ทำยอดสั่งจองได้ระดับนี้กลับนับหัวได้
'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' พิมพ์ครั้งแรกหนึ่งแสนเล่ม เยียนจิงเป็นเมืองหลวง ยอดขายหนังสือจึงครองอันดับหนึ่งของประเทศมาโดยตลอด หนึ่งในสิบของหนังสือหนึ่งแสนเล่มถูกนำไปวางขายตามร้านหนังสือใหญ่น้อยในเมืองเยียนจิง
ตอนนี้เพิ่งผ่านไปเพียงหนึ่งสัปดาห์นับตั้งแต่นวนิยายวางจำหน่าย หนังสือหนึ่งหมื่นเล่มนี้ต่อให้ยังไม่หมดเกลี้ยง ก็คาดว่าน่าจะขายไปได้เกือบหมดแล้ว ไม่อย่างนั้นทางสำนักงานจัดจำหน่ายจะติดต่อมาเรื่องพิมพ์เพิ่มได้อย่างไร
เฉินจื้อเหอถาม "ฉันได้ยินมาว่านายกำลังตรวจต้นฉบับนวนิยายอีกเรื่องของหลินเฉาหยางอยู่เหรอ"
"ใช่ 'รักของพ่อแม่' เขาใช้อีกนามปากกาหนึ่งเขียน"
"แล้วตอนตีพิมพ์จะใช้นามปากกาไหน"
"เรื่องนี้...ยังไม่ได้คุยรายละเอียดกันเลย น่าจะใช้นามปากกาตอนตีพิมพ์ลงนิตยสารนั่นแหละมั้ง"
"เอ๊ย ไม่ได้ๆ ต้องใช้นามปากกา 'สวี่หลิงจวิน' สิ นามปากกานี้ของเขามีพลังดึงดูดนะ
ออกนวนิยายมาตั้งหลายเล่มแล้ว ขายดีทุกเล่ม ถ้าเขาใช้อีกนามปากกานึง จะมีนักอ่านสักกี่คนที่รู้ว่าเป็นนวนิยายของเขา
แบบนั้นก็สูญเสียกลุ่มนักอ่านที่มีศักยภาพไปเปล่าๆ กระทบยอดขายแย่เลย"
หลี่สู่กวงกล่าว "เรื่องนี้ นายต้องไปปรึกษากับเว่ยเหล่าไท่ไท่นะ"
"ฉันเป็นแค่คนจัดจำหน่าย ขืนไปคุยเรื่องตีพิมพ์หนังสือกับเธอ ก็เท่ากับหาเรื่องโดนด่าสิ นายแหละไปพูด"
หลี่สู่กวงถึงได้กระจ่าง เขาหัวเราะพลางถาม "ที่แท้นายก็มาเพราะเรื่องนี้เองสินะ"
เฉินจื้อเหอยิ้มแต่ไม่พูด
"ตกลง เดี๋ยวฉันไปบอกเธอให้ เรื่องนี้ยังไงก็ต้องคุยกับนักเขียนด้วย"
หลังจากเฉินจื้อเหอกลับไป หลี่สู่กวงก็มาที่ห้องทำงานของเว่ยกวินอี๋ แล้วเล่าข้อเสนอของเฉินจื้อเหอให้เธอฟัง
เว่ยกวินอี๋พูดเพียงประโยคเดียวว่า "ให้ยึดความเห็นของนักเขียนเป็นหลัก" พอเธอพูดแบบนี้เรื่องก็ง่ายขึ้น หลี่สู่กวงแค่ต้องไปยืนยันกับหลินเฉาหยางผู้เป็นนักเขียนก็พอแล้ว
ขณะที่กำลังจะเดินออกไป สายตาของหลี่สู่กวงก็เหลือบไปเห็นกองต้นฉบับที่วางซ้อนกันอยู่ตรงมุมขวาบนโต๊ะทำงานของเว่ยกวินอี๋ ชื่อต้นฉบับแผ่นบนสุดดึงดูดความสนใจของเขา
"นี่คือนวนิยายเรื่องใหม่ที่เฉาหยางเพิ่งเขียนใช่ไหมครับ"
"อืม"
สายตาของเว่ยกวินอี๋จับจ้องไปที่ต้นฉบับนั้นด้วยความชื่นชมอย่างเต็มเปี่ยม
"เมื่อสองวันก่อนที่ฝั่ง 'คอนเทมโพราเรีย' เอะอะมะเทิ่งกันใหญ่โต ก็เพราะนวนิยายเรื่องนี้ใช่ไหมครับ"
เว่ยกวินอี๋เงยหน้าขึ้น มองเขาเงียบๆ สายตานั้นบ่งบอกว่า 'มีอะไรจะพูดก็พูดมาเถอะ'
หลี่สู่กวงรู้ทันที "ถ้าคุณตรวจต้นฉบับเสร็จแล้ว ขอยืมผมอ่านหน่อยสิครับ"
"ยังต้องเอาไปคืนให้ทาง 'คอนเทมโพราเรีย' อีกนะ"
"เดี๋ยวผมเอาไปคืนให้เอง คุณให้ผมยืมอ่านก่อน เดี๋ยวผมเอาไปส่งให้พวกเขาเองครับ"
"ถ้างั้นก็จำไว้ว่ารีบเอาไปคืนเขาเร็วๆ ล่ะ"
"วางใจได้เลยครับ"
หลี่สู่กวงถือต้นฉบับเดินออกจากห้องทำงานของเว่ยกวินอี๋ไปด้วยความดีใจ
เมื่อเขากลับมาถึงห้องบรรณาธิการวรรณกรรมร่วมสมัย มีเพื่อนร่วมงานเห็นต้นฉบับในมือเขาจึงถามขึ้นว่า "เหล่าหลี่ มีต้นฉบับใหม่มาอีกแล้วเหรอ"
"เปล่า ยืมเขามาน่ะ"
"ยืมเหรอ"
คำพูดของหลี่สู่กวงเรียกความอยากรู้อยากเห็นจากเพื่อนร่วมงาน
ห้องบรรณาธิการวรรณกรรมร่วมสมัยเป็นหนึ่งในห้องบรรณาธิการที่มีปริมาณงานมากที่สุดของสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชน ปกติแค่ตรวจต้นฉบับก็ยุ่งจนหัวหมุนแล้ว หลี่สู่กวงยังมีแก่ใจไปยืมต้นฉบับมาอ่านอีกเหรอ
มีคนขยับเข้าไปใกล้เขาด้วยความอยากรู้ว่าต้นฉบับอะไรกันที่ทำให้หลี่สู่กวงถึงกับต้องออกปากขอยืมมาอ่าน
"'การตายของแวนโก๊ะ'?"
"โอ๊ะ! นี่นวนิยายของหลินเฉาหยางใช่ไหม"
"น่าจะใช่นะ เมื่อวานหลิ่วอินจาก 'คอนเทมโพราเรีย' ยังพูดถึงนวนิยายเรื่องนี้อยู่เลย ชมซะเลิศเลอเพอร์เฟกต์"
เมื่อสัปดาห์ก่อน จู้ชางเซิ่งไปรับต้นฉบับ 'การตายของแวนโก๊ะ' มาจากหลินเฉาหยาง แล้วอาศัยจังหวะค่ำมืดเอาไปส่งที่บ้านของถานเฉาหยางก่อน
การตรวจต้นฉบับของบรรณาธิการใช้ระบบสามขั้นตอน แบ่งเป็นการตรวจขั้นต้น การตรวจทาน และการตรวจขั้นสุดท้าย
ตามขั้นตอนปกติ โดยทั่วไปบรรณาธิการผู้รับผิดชอบจะได้รับต้นฉบับแล้วส่งตรวจตามลำดับขั้น แต่จู้ชางเซิ่งเพื่อจะให้ทันตีพิมพ์ใน 'คอนเทมโพราเรีย' ฉบับปรับปรุงใหม่เดือนมกราคม จึงส่งต้นฉบับตรงไปให้บรรณาธิการบริหารถานเฉาหยางเลย
ถานเฉาหยางเองก็ให้ความสำคัญกับนวนิยายเรื่องนี้มาก เขาอดหลับอดนอนตรวจต้นฉบับจนเสร็จภายในสองวัน และเห็นด้วยกับคำขอของจู้ชางเซิ่ง โดยตัดสินใจที่จะตีพิมพ์ 'การตายของแวนโก๊ะ' ฉบับเต็มในรูปแบบของฉบับพิเศษสำหรับนวนิยายขนาดยาว ลงใน 'คอนเทมโพราเรีย' ฉบับแรกที่ปรับปรุงใหม่เป็นนิตยสารวรรณกรรมรายสองเดือน
เดิมทีต้นฉบับ การจัดหน้า และปกของ 'คอนเทมโพราเรีย' ฉบับปรับปรุงใหม่ฉบับแรกถูกเตรียมไว้เกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่จู่ๆ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน กองบรรณาธิการจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องวุ่นวายกันอีกรอบ
เพื่อนร่วมงานในกองบรรณาธิการต่างก็เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับนวนิยายที่ถานเฉาหยางเปิดไฟเขียวให้เรื่องนี้ แม้ว่านวนิยายจะได้รับการยืนยันให้ตีพิมพ์แล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการที่ทุกคนจะแย่งกันอ่าน
ความเป็นมืออาชีพของบรรณาธิการ 'คอนเทมโพราเรีย' ย่อมไม่ต้องพูดถึง หลายคนเคยเป็นบรรณาธิการให้กับผลงานวรรณกรรมอันโด่งดังในวงการวรรณกรรมร่วมสมัยของประเทศจีนมาแล้ว
ยกตัวอย่างเช่นหรงซื่อฮุยจอมขี้โม้ 'เพลงแห่งวัยเยาว์' และ 'ป่าหิมะ' ที่โด่งดังไปทั่วประเทศในยุคห้าศูนย์ ก็ผ่านมือเขาในฐานะบรรณาธิการมาแล้วทั้งนั้น
นับตั้งแต่ก่อตั้ง 'คอนเทมโพราเรีย' ขึ้นมา สำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนก็ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ มีต้นฉบับดีๆ อะไรก็ต้องประเคนให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนนี้ก่อนเสมอ
อาจกล่าวได้ว่า บรรณาธิการของ 'คอนเทมโพราเรีย' ไม่ว่าจะเป็นด้านความเป็นมืออาชีพหรือวิสัยทัศน์ ล้วนโดดเด่นอยู่ในแวดวงบรรณาธิการวรรณกรรม หากจะบอกว่าเป็นผู้หูตากว้างไกลก็คงไม่เกินจริงนัก
ทว่าเมื่อได้อ่านนวนิยายเรื่อง 'การตายของแวนโก๊ะ' กรอบความคิดเดิมๆ ของพวกเขากลับถูกทำลายลงครั้งแล้วครั้งเล่า
อย่างแรกคือไอเดียเรื่องการทะลุมิติ อันที่จริงไอเดียนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในวรรณกรรมจีนโบราณ
อย่างเช่น ความฝันหวงเหลียงใน 'บันทึกในหมอน' สี่ความฝันแห่งหลินชวนของทังเสี่ยนจู่ ได้แก่ 'บันทึกปิ่นทอง' 'บันทึกหนานเคอ' 'ศาลาโบตั๋น' และ 'บันทึกหานตาน' รวมถึง 'โปเยโปโลเย' ของผู่ซงหลิง และ 'จื่อปู๋อวี่' ของหยวนเม่ย
ในผลงานวรรณกรรมเหล่านี้ ล้วนปรากฏเรื่องราวของการทะลุมิติที่ใช้ความฝันเป็นสื่อกลาง ข้ามไปมาระหว่างความจริงกับจินตนาการ ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน หรือระหว่างมิติที่แตกต่างกันในเวลานั้น ไม่มากก็น้อย
แต่ในการสร้างสรรค์ผลงานวรรณกรรมร่วมสมัยของประเทศจีน กลับแทบจะไม่มีใครใช้ไอเดียแบบนี้เลย
ไอเดียของ 'การตายของแวนโก๊ะ' อย่างน้อยก็ถือเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ยากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นเมื่อจู่ๆ ได้เห็นผลงานวรรณกรรมแบบนี้ ย่อมให้ความรู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็นธรรมดา
ประการที่สองคือโครงสร้างและสไตล์ของนวนิยาย ซึ่งมีองค์ประกอบของความระทึกขวัญสืบสวนค่อนข้างหนัก สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่พบเห็นได้ยากมากเช่นกันในแวดวงวรรณกรรมที่มีแนวสัจนิยมเป็นกระแสหลัก
การเพิ่มองค์ประกอบความระทึกขวัญสืบสวนเข้ามานี้ ทำให้นวนิยายมีความน่าอ่านในเชิงตัวบทเหนือกว่าผลงานวรรณกรรมกระแสหลักทั่วไปมาก หากใช้คำพูดของบรรณาธิการ 'คอนเทมโพราเรีย' บางคนก็คือ 'อ่านแล้วทำให้คนติดงอมแงม'
การออกแบบพล็อตเรื่องของนวนิยายนั้นประณีตบรรจง โดยใช้การทะลุมิติของแอรอนและการพบกันระหว่างเขากับแวนโก๊ะในโรงเตี๊ยมเป็นเบาะแส ค่อยๆ เปิดเผยความลับเกี่ยวกับอัจฉริยะอย่างแวนโก๊ะที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังประวัติศาสตร์ไปทีละก้าว
มีทั้งจังหวะการต่อสู้กับสัตว์ประหลาดที่กระชับฉับไว และมีความลุ้นระทึกในการไขปริศนาชีวิตอันน่าเศร้าของแวนโก๊ะ ดึงดูดความอยากรู้อยากเห็นของผู้อ่านได้อย่างอยู่หมัด ทำให้คนอ่านวางไม่ลงในระหว่างที่อ่าน
ยิ่งไปกว่านั้น หลินเฉาหยางยังได้ผสมผสานความรู้ทางประวัติศาสตร์ยุโรปอันอุดมสมบูรณ์และการวิเคราะห์งานศิลปะลงในนวนิยาย ทำให้บรรณาธิการเหล่านี้ได้รับความรู้เพิ่มพูนขึ้นไปพร้อมๆ กับการเพลิดเพลินไปกับความสนุกในการไขปริศนา
ต่อให้นวนิยายเรื่องนี้จะเจือปนด้วยเทคนิคการสร้างสรรค์แบบกระแสสำนึกในระดับหนึ่ง ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความเป็นเรื่องราวโดยรวมของนวนิยายเลยแม้แต่น้อย
สุดท้ายคือความรู้สึกโดยรวมจากการอ่านนวนิยาย แม้จะผสมผสานองค์ประกอบต่างๆ มากมาย ทั้งกระแสสำนึก ไซไฟ และระทึกขวัญสืบสวน ทว่าความรู้สึกจากการอ่านก็ยังคงเน้นไปที่ความเป็นเรื่องราวเป็นหลัก
ตัวเอกอย่างแอรอนได้เผชิญกับการเดินทางข้ามเวลาและอวกาศ ไม่เพียงแต่ได้พูดคุยอย่างใกล้ชิดกับแวนโก๊ะผู้เป็นไอดอลเท่านั้น แต่ยังเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าสิ่งที่เรียกว่าศิลปะนั้นแท้จริงแล้วคืออะไร ทำให้เขายึดมั่นและแสวงหาความศรัทธาต่อศิลปะในใจอย่างแน่วแน่มากขึ้น
โดยเฉพาะในตอนจบของเรื่อง เงาของแอรอนก้าวข้ามกาลเวลานับร้อยปีมาซ้อนทับกับแวนโก๊ะ มองดูผลงานศิลปะที่ยังคงสมบูรณ์แบบดังเดิม ฟังคำสรรเสริญเยินยออันไร้ที่สิ้นสุดของคนรุ่นหลังที่มีต่อแวนโก๊ะ แวนโก๊ะได้ใช้ร่างของแอรอนเป็นประจักษ์พยานถึงความยิ่งใหญ่ของตนเองที่เขาไม่ทันได้เห็นด้วยตาตนเองตอนยังมีชีวิตอยู่
ธีมของนวนิยายได้รับการยกระดับขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบในวินาทีนี้ พรสวรรค์ที่ก้าวข้ามยุคสมัยมักจะมาพร้อมกับความกังขาและความโดดเดี่ยว มีเพียงศิลปะเท่านั้นที่เป็นอมตะ







